Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 4: เพื่อนใหม่ที่มาพร้อมกับกองทัพ
เอลเดอร์เล่าต่อว่า ดินแดนด้านเหนือของป่ามีเมืองและหมู่บ้านน้อยใหญ่ มันคืออาณาจักรเอเทเซีย อาณาจักรที่มีชื่อเดียวกับทวีปนี้ เอเทเซียแห่งนี้เคยเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่มีอำนาจตั้งแต่ตะวันตกจรดตะวันออก แต่หลายร้อยหลายพันปีที่ผ่านมาพวกเขาถูกรุกรานจากกลุ่มที่เรียกตนเองว่าเรวาเรนท์ที่ปัจจุบันยึดครองดินแดนทางฝั่งตะวันออกไว้ทั้งหมด
“สรุปคือ… เอเทเซีย เป็นดินแดนของพวกอัศวินศักดิ์สิทธิ์ มีราชาคือบาลดริก เอเทเซีย อาณาจักรอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือมาบรรจบถึงชายป่า ฝ่ายเรวาเรนท์เป็นกองทัพผีดิบและผู้ใช้มนต์ดำมีอาณาเขตทางฝั่งตะวันออกทั้งหมด มีผู้นำคือแวมไพร์ลอร์ดมาร์เคล ด้านล่างของทวีปคือป่าขนาดยักษ์ที่พวกเราอยู่ในตอนนี้ และแต่ละดินแดนก็ครอบครองกุญแจที่ว่าคนละดอก” โซนาตาสรุปอีกครั้งช้า ๆ ชัด ๆ เพื่อให้อัลโตไม่ตกหล่นรายละเอียดใด ๆ
“พวกเอเทเซียเรียกประตูแห่งความว่างเปล่าว่าประตูแห่งพระพร พวกนั้นเชื่อว่าหากเปิดประตูสำเร็จผู้ที่เปิดจะได้พระพรจากพระผู้เป็นเจ้า ถ้าได้พลังนี้มาจะทำให้พวกเขากำจัดเรวาเรนท์ได้สิ้นซาก” ฟลอราเสริม
“เดาว่าพวกเรวาเรนท์คงไม่คิดแบบนั้นสินะ” อัลโตตั้งข้อสงสัย
“ใช่ พวกเรวาเรนท์เรียกมันว่าประตูนรก พวกนั้นเชื่อว่าประตูนี้เชื่อมต่อกับโลกอื่นที่มีขุมกำลังของเรวาเรนท์รอคอยอยู่ หากเปิดประตูได้สำเร็จทั้งทวีปนี้จะตกเป็นของพวกมัน”
โซนาตาและอัลโตได้ยินเรื่องราวทั้งหมดก็หันไปมองสบตากัน โซนาตาอยากรู้จักโลกแห่งนี้มากขึ้นรวมทั้งอยากรู้ว่าหลังประตูประหลาดนั้นคืออะไรกันแน่ แต่เขาก็ไม่ได้วางแผนจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสงครามความขัดแย้งของคนเหล่านี้
แล้วพวกเฮอร์มิตก็ทำให้เขาต้องประหลาดใจอีกครั้ง เอลเดอร์ยื่นสิ่งหนึ่งมาให้ดู มันคือกุญแจนั่นเอง
“เดี๋ยวนะ นี่มัน” โซนาตาไม่อยากเชื่อสายตา มันคือหนึ่งในสามของกุญแจที่อีกฝ่ายบอกว่าสำคัญนักหนา กุญแจที่ฝ่ายเฮอร์มิตถือครองอยู่
“พวกเราอยากฝากมันไว้กับท่าน” เอลเดอร์ตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“นี่ก็อยู่ในคำทำนายที่ว่าด้วยเหรอ” โซนาตาตีหน้ายุ่ง เรื่องมันดูสะดวกสบายเกินไปจนน่าสงสัย หากเป็นสถานการณ์อื่น เขาต้องคิดว่าเฮอร์มิตพวกนี้วางแผนร้ายอะไรไว้แน่ แต่โซนาตาก็ไม่สามารถสัมผัสเจตนาร้ายได้เลยแม้แต่น้อยนิด
“แต่ไม่ใช่ให้ตอนนี้หรอกนะคะ กุญแจนี้พวกเราเก็บไว้เพื่อต่อรองกับเอเทเซียและเรวาเรนท์ ดังนั้นเราจะมอบให้ท่านได้ก็หลังจากที่ท่านได้สองดอกแรกมาแล้วเท่านั้นค่ะ”
“พวกคุณรู้ใช่ไหมว่าถ้าหมอนี่ได้กุญแจครบ เขาอาจจะเปิดมันดูก็ได้” อัลโตถามกลับด้วยน้ำเสียงจริงจัง เขาก็เหมือนกับโซนาตาที่ยังสงสัยว่าประตูที่แม้แต่เทคโนโลยีของจักรวรรดิยังทำลายไม่ได้อาจจะเกี่ยวข้องอะไรกับเซอร์เรียน และถ้ามีโอกาส โซนาตาก็ต้องอยากพิสูจน์ให้สิ้นสงสัยอย่างแน่นอน และอัลโตก็คงไปห้ามอะไรไม่ไหวด้วย
โซนาตาอยากประท้วงแต่ที่อัลโตพูดมาเป็นความจริงทุกประการ พวกเขาติดอยู่ในอดีตสี่ร้อยกว่าปีก่อน เทคโนโลยีของเซอร์เรียนอาจจะเป็นทางออกให้พวกเขากลับสู่ยุคของตัวเองได้… ไม่สิ ต่อให้ไม่เกี่ยวข้องกับเซอร์เรียน โซนาตาก็คันไม้คันมืออยากเปิดมันอยู่ดี
“ไม่มีปัญหา พวกเราไม่คิดว่าประตูนั่นมีอะไรอยู่แล้ว บางทีหากรวบรวมกุญแจได้ครบและเปิดมันสักที พวกที่อยากทำสงครามอาจจะรามือไปก็ได้” คำตอบของเอลเดอร์ไม่ได้ทำให้อัลโตสบายใจขึ้นเลย
…แล้วถ้ามันไม่ได้ว่างเปล่าล่ะ…
เป้าหมายแรกของโซนาตาคือกุญแจที่อยู่ในมือของบาลดริคผู้เป็นราชาแห่งอาณาจักรเอเทเซีย แผนเบื้องต้นคือโซนาตาและคนของเขาจะลองสำรวจเมืองนี้ดูก่อน จากนั้นจึงค่อยวางแผนต่อว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้ได้กุญแจมา และเพื่อการนี้เอลเดอร์จึงเสนอความช่วยเหลือโดยให้ “ผู้นำทาง” ไปด้วย
พวกเขาคุยกันเสร็จก็พากันออกมาข้างนอก
อัลโตเดาเอาเอง ผู้นำทางที่ผู้อาวุโสแนะนำคงเป็นตาแก่หงำเหงือกใส่ผ้าคลุมสีตุ่นแบบเดียวกับที่เห็นได้ทั่วไปในหมู่บ้าน แต่เมื่อมีคนชี้ไปที่เด็กสาวคนหนึ่งที่กำลังเล่นอยู่กับกระรอก เขาก็นิ่งงันไป เธอผู้นั้นอายุราวสิบเจ็ดปี ดูแตกต่างจากที่คิดไว้ราวฟ้ากับดิน อากัปกิริยาของเธอแลดูซุกซนแก่นแก้ว นิสัยการพูดการจาของสาวน้อยคนนี้ก็ประหลาด เธอหัวเราะเอิ๊กอ๊ากอยู่กับพวกสัตว์ป่า ไม่ได้รู้สึกตัวเลยว่าพวกโซนาตากำลังเดินเข้าไปใกล้
ชุดของเธอแม้จะมีสีน้ำตาลกับเสื้อคลุมสีเขียวกลืนไปกับธรรมชาติแต่ก็ไม่เหมือนของคนอื่น มันดูสดใสกว่าและยังใหม่เอี่ยม ข้างกายของเธอมีไม้เท้าขนาดที่ถือมือเดียวได้ มองผิวเผินแล้วเหมือนมันทำจากไม้ แต่หากสังเกตให้ดีจะพบว่ามันทำจากโลหะ ตรงปลายเป็นอัญมณีเม็ดโตสีน้ำเงินใหญ่สักสองเท่าของกำปั้นผู้ชาย
…ยัยนี่ก็เป็นเฮอร์มิตเหรอ… โซนาตาและอัลโตคิดในใจพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
“สวัสดี ข้าชื่อเวเน” เฮอร์มิตผู้ร่าเริงโบกมือทักทาย
ฟลอราได้บอกเอาไว้ว่าเด็กสาวคนนี้คือน้องสาวของตน เธอทั้งคู่คือเด็กกำพร้าจากสงครามที่เอลเดอร์และพวกเฮอร์มิตช่วยกันเลี้ยงดูจนเติบใหญ่
“และนี่คือเพื่อนของข้าเอง” เวเนโบกไม้เท้าไปมา แสงจุดเล็ก ๆ ได้ปรากฏขึ้นจากหัวไม้เท้า ทหารของโซนาตาเห็นเข้าก็นึกว่าเป็นการโจมตี พวกเขาต่างก็หันปากกระบอกปืนไปทางเธอ ทำให้อัลโตต้องร้องห้ามเสียงหลง
แสงเหล่านั้นไม่ใช่การโจมตี เมื่อความสว่างของมันลดลงพวกเขาถึงเห็นชัดว่ามันคืออะไร แต่ละดวงแสงคือมนุษย์ตัวจิ๋วที่มีปีกของแมลง เหล่าแฟรีที่ปรากฎในท้องเรื่องนิทานนั่นเอง
“ว้าววว แฟรี ของจริงรึเปล่าเนี่ย” โซนาตายื่นมือออกไปจะแตะตัวหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้มือ แต่มันบินหนีห่างออกไปพร้อมกับเสียงโวยวาย ดูเหมือนเจ้าตัวนี้จะไม่ชอบให้ใครมาโดนตัว
แต่ไม่ใช่ทุกตนที่เป็นแบบนั้น มีแฟรีเพศหญิงหน้าตาจิ้มลิ้มซึ่งรู้สึกสนใจเขา เธอมานั่งอยู่บนบ่าโซนาตาและส่งยิ้มให้ แฟรีเหล่านี้เหมือนกับเด็กน้อย มีทั้งชายและหญิง บางคนก็ดูเรียบร้อยน่ารัก บางคนก็ดูทโมนเหมือนลิง ตนที่ท่าทางขี้กลัวแล้วเอาแต่หลบอยู่ข้างหลังเวเนก็มี ตอนนี้เองที่โซนาตาแน่ใจว่าพวกเขาเป็นสิ่งมีชีวิตจริง ๆ ไม่ใช่แค่ผลของเวทมนตร์
“ไม้เท้านี่คือบ้านของพวกเขา” เวเนฉีกยิ้มพร้อมกับชี้ไปที่หัวไม้เท้า พอลองจ้องลึกลงไป ทุกคนก็ต้องประหลาดใจ พวกเขาสามารถมองเห็นป่าและหมู่บ้านขนาดจิ๋วอยู่ภายในอัญมณีนั้น
“มิติย่อส่วน” โซนาตาพึมพำ เขาขอยืมไม้เท้าจากเวเนมาเพื่อเพ่งดูให้แน่ใจ ถึงจะยังไม่เข้าใจว่ามันมีหลักการอย่างไร ทำไมหัวไม้เท้านี้ถึงเกี่ยวข้องกับหมู่บ้านแฟรี แต่เขาแน่ใจอยู่ว่าผู้ที่สร้างมันคือคนเดียวกับที่สร้างดาบดำที่เขารับมา
…น่าสนใจมาก คน ๆ นี้ต้องเชี่ยวชาญศาสตร์หลายแขนงแน่ถึงได้สร้างของพิสดารแบบนี้ออกมามากมาย…
เวเน เฮอร์มิต ยิ้มหน้าแป้นให้ตอนโซนาตาคืนไม้เท้าให้เธอ เด็กสาวถูกนับเพิ่มเข้ามาในคณะเดินทางของเขา เป็นสมาชิกชั่วคราวที่มีเพื่อนเป็นแฟรีทั้งหมู่บ้าน
“ว่าแต่เธอรู้ทางจริงรึเปล่า” อัลโตไม่ได้ตั้งใจดูหมิ่น แต่เขาได้ยินมาว่าเฮอร์มิตจะไม่ย่างกรายออกจากป่าโดยไม่จำเป็น เขาไม่แน่ใจว่าเวเนคนนี้จะพาทุกคนไปถึงเมืองหลวงได้จริง
“ข้ารู้ทางสิ ถ้าเวเนคนนี้ไม่รู้ก็ไม่มีเฮอร์มิตคนไหนรู้แล้ว” เธอคุยข่ม
“เอาความมั่นใจแบบนั้นมาจากไหน” อัลโตสงสัย
“ข้าน่ะ มีเพื่อนรักอยู่ที่เมืองหลวง แล้วก็เคยไปเยี่ยมเธอถึงที่นั่นบ่อย ๆ” คำตอบของเวเนทำให้สองหนุ่มยิ่งมั่นใจว่าเธอไม่ใช่เฮอร์มิตธรรมดาแน่นอน หรือจะบอกว่าไม่เหมือนพวกเฮอร์มิตอย่างที่ควรจะเป็น
หรือบางที… พวกเขาไม่ควรจะนับเธอเป็นเฮอร์มิต
เวเนคุ้นชินกับเส้นทางในป่าแถมยังคล่องตัวผิดจากรูปลักษณ์ ความเร็วของเธอมากกว่าพวกทหารผู้ติดตามที่มีอุปกรณ์เสริมแรงเสียอีก เวเนเล่าว่าคนที่อาศัยแถบชายป่าตั้งฉายาจากความคล่องแคล่วให้เธอว่า “กระรอกแห่งพรีวูด”
“ใช่แล้ว พรานแถวนี้ยังเดินป่าเก่งสู้ข้าไม่ได้เลย” สาวน้อยหัวเราะร่า ก็ไม่แปลกหรอกที่จะเป็นแบบนั้น เธอมีเวทมนตร์ของพวกเฮอร์มิตและความช่วยเหลือจากแฟรีเป็นกองทัพซึ่งสามารถเพิ่มศักยภาพของร่างกายให้เคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็ว
เธอเล่าให้ฟังระหว่างการเดินทางว่า โลกนี้มีเวทมนตร์หลากหลายชนิด แต่การฝึกฝนก็ไม่ใช่เรื่องง่ายจึงมีเพียงคนส่วนน้อยเท่านั้นที่ฝึกฝนจนใช้งานได้จริง เวทมนตร์สามารถแบ่งได้ตามธาตุทั้งเจ็ด แบ่งออกเป็นชนิดเช่นสายขาวหรือดำ นอกจากนี้ก็ยังมีเวทมนตร์ชนิดพิเศษอีกมากมายเช่น เวทมนตร์ที่ได้รับพลังจากเทพ เวทมนตร์อสูรอัญเชิญ หรือเวทที่สืบทอดกันเฉพาะในกลุ่ม
กรณีของเวทมนตร์เฮอร์มิตเป็นอย่างหลัง เวทกลุ่มนี้ถูกคิดค้นและส่งต่อกันเฉพาะในกลุ่มเฮอร์มิตเท่านั้น มันจึงทำให้เวทมนตร์ของเธอเป็นสิ่งที่หายากเมื่อมองจากจำนวนผู้ใช้เวททั้งหมด
“ข้าน่ะใช้ได้ทั้งเวทสายขาวเบื้องต้น เวทสายธรรมชาติ นอกจากนั้นยังมีเวทพิเศษสุด ๆ ที่มีแต่ข้าเท่านั้นที่ใช้ได้ด้วยล่ะ” เวเนยังคงคุยเล่นอย่างสนุกสนาน โซนาตาก็ดูสนุกไปกับเธอด้วย แต่อัลโตไม่คิดแบบนั้น
“งั้นเหรอ เธอมีเวทเฉพาะตัวด้วยสินะ” โซนาตาถามอย่างสนอกสนใจ
“มีหรือเปล่า? มันก็มีหรอกนะ แต่จะบอกดีไหมน้า” เวเนทำเล่นตัวไปแบบนั้นเอง จริง ๆ เธออยากจะเล่าอยู่แล้ว
อัลโตส่ายหน้าอย่างเหนื่อยใจ
เขากำลังตัดสินว่าเด็กสาวคนนี้ช่างไม่รู้จักระมัดระวังตัวบ้างเลย คนแบบไหนกันจะมาเล่าเรื่องจุดแข็งจุดอ่อนของตนให้คนอื่นฟังง่าย ๆ เขาคิดว่าถ้าเธอไม่เลิกนิสัยแบบนี้ เธอคงจะมีอายุไม่ยืนยาว
เวเนรู้สึกไม่ชอบใจกับท่าทีของอัลโต เธอแน่ใจว่าเขามองเธอเป็นแค่เด็กสาวจอมยุ่งเหมือนกับที่เฮอร์มิตหลาย ๆ คนตัดสินเธอ อัลโตมักจะหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ตลอดเวลาราวกับแบกโลกเอาไว้ทั้งโลกคนเดียว เป็นมนุษย์แบบที่เธอไม่อยากอยู่ใกล้เลยสักนิด