Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 41: ศึกสุดท้ายเริ่ม โซนาตาปะทะมาร์เคล
สถานการณ์ที่เรฟลินตันวิกฤติร้ายแรง โครนอคขี่ม้าโครงกระดูกออกมาอาละวาดด้วยตนเอง ขุนพลมากมายคิดจะจัดการเขาเพื่อสร้างผลงาน แต่พวกเขาก็ถูกฆ่าตายอย่างง่าย ๆ ศพแล้วศพเล่า ดีวานพยายามหาโอกาสวัดฝีมือกับโครนอคแต่เขาเองก็ถูกหมายหัวโดยมอร์โด
“ข้าคือมอร์โด การ์กอยล์ฮีโรมอร์โด”
“หลีกไป… ข้าอยากลองฝีมือกับเจ้าโครงกระดูกนั่น”
“ปากดีจริงนะ” มอร์โดสยายปีกของมันออก “ข้ามศพข้าไปก่อนเถอะ”
ฉับบบ
เพียงพริบตา ร่างที่เป็นหินถูกตัดออกเป็นร้อย ๆ ชิ้น ดีวานตัดผ่านร่างของมันราวกับใช้มีดหั่นเนย เขาแทบไม่ได้ออกแรงเลยด้วยซ้ำ
ดาร์คเจสเตอร์ที่เห็นเหตุการณ์หัวเราะไม่ออกเป็นครั้งแรก มอร์โดคือผลงานชั้นเลิศของเขา มันแข็งแกร่งเทียบกับเออร์เฟซและฮาร์ทเลส อย่างน้อยที่สุดมันก็ควรจะสูสีกับสามพาลาดินศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่ถูกฆ่าโดยที่ยังไม่ได้ตอบโต้เลย
“เจ้าดีวานนั่น ฮี่ ๆ ๆ แกเองก็แทบไม่ต่างจากปีศาจแล้วสินะ”
“อยู่เฉย ๆ อย่าปากมาก” เวเนตวาดใส่ เธอใช้เวทสะกดดาร์คเจสเตอร์มาตั้งแต่ก่อนหน้านี้
“อย่าเสียสมาธิเวเน” ฟลอราเตือน เธอและพวกเฮอร์มิตเองก็อ่อนล้าเพราะว่าคอยคุ้มกันระหว่างที่เวเนใช้เวทมนตร์ ตอนนี้เธอจะหมดแรงลงไปเมื่อไหร่ก็ไม่น่าแปลกใจ
ดาร์คเจสเตอร์หัวเราะดังกว่าเดิม เขากำลังค่อย ๆ ฝืนยันกายขึ้น ทีละนิด ๆ มันทำให้เฮอร์มิตทั้งหลายต่างก็ตกใจจนต้องร้องลั่น
“ทำไมขยับได้” ใครบางคนตะโกน เป็นคำถามเดียวกับที่เวเนและฟลอรากำลังสงสัยอยู่
“ดูถูกกันจังเลยนะ โดนเวทมนตร์เดิมนานขนาดนี้ มันก็ต้องหาทางแก้ไขได้บ้างสิ” เจ้าตัวตลกชุดดำพูดเหมือนเป็นเรื่องง่าย แต่เวทมนตร์ของเฮอร์มิตไม่ได้แก้ไขง่ายดายขนาดนั้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่ดาร์คเจสเตอร์แสดงให้เห็นสื่อว่าเขาเองไม่ใช่ธรรมดา
“พวกเราจะจัดการตรงนี้เอง เจ้าใกล้หมดแรงแล้ว ไปพักก่อนเถอะ”
“จะไปพักตอนนี้ได้ยังไงล่ะ ข้าไม่ทิ้งท่านหรอกพี่ฟลอรา”
“ข้าทิ้งชื่อนั้นไปแล้ว” อีกฝ่ายหันมาส่งยิ้มให้
เวเนได้ยินก็ฉีกยิ้ม ความหมายของการทิ้งชื่อจริงไปคือฟลอราได้กลายเป็นผู้นำของเฮอร์มิตแล้ว
“ข้าแน่ใจว่าท่านต้องเป็นเอลเดอร์ที่ดีได้แน่ ๆ”
“ถ้าคิดแบบนั้นจริง ก็ไปซะ… จำคำทำนายได้ไหม หน้าที่ของเจ้าไม่ได้อยู่ตรงนี้”
เวเนไม่กล้าบอกว่าเธอจำไม่ได้สักนิด เมื่อเห็นว่าป่วยการที่จะโต้เถียง เธอจึงปล่อยให้หน้าที่จัดการดาร์คเจสเตอร์เป็นของเอลเดอร์คนใหม่ เธออาจจะใกล้หมดแรง แต่ก็ยังแน่ใจว่าต้องมีอะไรที่เธอทำได้อีก
ดีวานยังคงดวลดาบกับโครนอคอย่างดุเดือด แรงปะทะจากดาบทั้งคู่ทำให้เกิดลมพายุขึ้น มันผลักพวกที่เข้ามาเกะกะจนกระเด็นหายไปคนแล้วคนเล่า
แกร๊งงง
ดาบเสียดสีกันจนเกิดประกายไฟ โครนอคตอนแรกตั้งใจจะออมแรงไว้ก่อนที่จะได้สู้กับเชอรีส แต่จากการประดาบมาหลายยก มันทำให้เขารู้ว่าหากออมมือให้ ตนเองอาจจะเสียท่าเอาก็ได้
“สามพาลาดินศักดิ์สิทธิ์แข็งแกร่งขนาดนี้เลยหรือ” โครนอคยกดาบขึ้นขนานพื้นในระดับใบหน้า
“เห็นชุดเกราะสีดำก็น่าจะรู้นี่ ข้าคือดาร์คไนท์” พูดจบเพลิงสีดำก็ปรากฏขึ้นบนคมดาบของฟราคาเรียน
อีกไม่นานเวลาเช้าจะมาถึง แต่ไม่มีใครคาดหวังว่าสงครามครั้งนี้จะยืดเยื้อออกไป ทั้งสองฝ่ายต่างต้องการให้มันแตกหักกันไปในคืนนี้ ก่อนพระอาทิตย์จะสาดแสงส่องลงมาบนพื้นโลก
ในที่สุดเซคเตอร์วันก็มาถึงเป้าหมายสุดท้ายที่ตั้งเอาไว้ในแผน ยานอยู่ในสภาพพร้อมรบอย่างเต็มที่ ช่องเก็บปืนใหญ่ถูกเปิดออก ปืนทั้งหมดหันไปทางพื้นดินเหนือนครเนโครโปลิส
“ยิง” โซนาตาออกคำสั่ง ปืนจำนวนมากมายหลายร้อยกระบอกระดมยิงทั้งคลื่นพลังและขีปนาวุธใส่เป้าหมาย
เนโครโปลิสทั้งเมืองสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เศษทรายร่วงกราวจากเพดานและผนังด้านข้าง แม้แต่อันเดดที่ควรจะไร้ความหวาดกลัวก็ยังรู้ได้ว่าการสั่นสะเทือนนี้ไม่ใช่เรื่องธรรมดา
มีความเป็นไปได้ว่ากุญแจอาจจะถูกซ่อนไว้ที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของเมือง การโจมตีนี้จึงถูกคำนวณมาแล้วว่าจะไม่ทำให้ทั้งเมืองถูกฝังอยู่ใต้กองดินที่ถล่มลงมา และไม่นานหลังจากยิงถล่มอย่างต่อเนื่อง พื้นที่ส่วนหนึ่งก็ถูกเจาะจนทะลุเปิดออกกลายเป็นเส้นทาง
“ได้เวลายืดเส้นยืดสายแล้ว” อีริธพูดกับวิลเลียม สเปนเซอร์ไซเลนเซอร์ที่ขึ้นตรงกับเขา ทั้งคู่ไม่รอยานลงจอดให้ดีด้วยซ้ำ พวกเขากระโดดออกจากยานและหายไปในทางเข้าเมืองที่เกิดจากการเปิดทางโดยเซคเตอร์วัน
“เหลือแค่เจ้าแก่สแตนด์กับสเปนเซอร์แล้ว” อลินาพูดเหมือนเดาใจโซนาตาได้
“ขาดอัลโตไปอีกคน แต่แค่เราสี่คนก็เหลือเฟือแล้ว” กาเรนเองก็รู้ว่าทั้งคู่คิดอะไรอยู่
“สั่งมาคำเดียว จะเอาหัวของพวกมันมาให้” เคสเทรลขยับหมวกให้เข้าที่ สายตาของเขาเต็มไปด้วยความกระหายเลือด
“เฮ้ย ๆ เอาไว้หลังจากจบศึกนี้ก่อนสิฟะ” โซนาตาปราม เขารู้สึกเสียดายโอกาสนี้ไม่แพ้คนอื่น แต่แม้จะมีโอกาสเพียงเศษเสี้ยวเขาก็อยากจะลองเจรจาสักครั้ง ถ้าโชคดีแม้แต่คนใดคนหนึ่งในกลุ่มอีริธยอมย้ายข้าง เขาก็จะได้กำลังรบที่แข็งแกร่งเพิ่มขึ้น เขาอยากให้แน่ใจว่าหากต้องเจอกับไซเลนเซอร์ของเซคเตอร์อื่นแล้ว พวกเขาจะยังได้เปรียบอยู่
แล้วหลังจากการพูดคุยจบลง ทั้งสี่ก็ลงจากยานและตามอีริธลงไปยังนครเนโครโปลิส
แสงจากเซคเตอร์วันส่องสว่างจนปากทางเข้าดูราวกับกลายเป็นช่วงกลางวัน พวกอันเดดแห่กันปีนออกมาจากช่องทางที่ถูกเปิดออก ทั้งซอมบี ทั้งสเกเลตัน แวมไพร์ และเหล่าภูตผีวิ่งกรูกันออกมาราวกับผึ้งแตกรัง
“นึกว่าส่วนใหญ่จะถูกส่งไปแนวหน้าแล้วซะอีก ยังเหลืออยู่อีกเพียบเลยนี่หว่า” กาเรนยิ้มสบาย ๆ เขาไม่ได้ดูกังวลกับจำนวนของอีกฝ่ายเลย
เคสเทรลเป็นคนแรกที่ก้าวออกไปก่อน ชายหนุ่มผู้สวมหมวกคาวบอยกระโดดลงไปกลางวงของอันเดดพร้อมกับหมัดที่ง้างมาแต่ไกล เป้าหมายของเขาไม่ได้อยู่ที่อันเดดตัวใดตัวหนึ่ง กำปั้นของเขากระแทกลงกับพื้น จากนั้นทุกสิ่งที่อยู่โดยรอบ ไม่ว่าจะพื้นดิน อันเดดหรือแม้แต่ชุดและอาวุธของพวกมันก็สลายกลายเป็นเศษซากธุลี
“เอาจริง ๆ นะ แค่ฉันคนเดียวก็พอแล้วมั้ง” เขาดึงหมวกลงมาปิดตา อันเดดที่อยู่นอกระยะการโจมตีเมื่อครู่กรูเข้ามาจากรอบด้านแต่ก็เปล่าประโยชน์ ทุกตัวถูกเคสเทรลสัมผัสด้วยความเร็วสูงและสลายกลายเป็นผงในพริบตา
“หนอย ทำเป็นอวด” กาเรนทำหน้าเหยเกเมื่อเห็นเพื่อนโชว์ออฟ เขาเองก็คิดว่าต้องลงมือทำอะไรบ้าง
กาเรนสะบัดข้อมือเล็กน้อย ในมือทำท่าจับไม้บาตองราวกับว่าเขาคือวาทยกร อันเดดที่กำลังกระโจนเข้าใส่เขาเห็นสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปในทันใด จากชุดแบทเทิลสูทแนบเนื้อกลายเป็นชุดสูทของผู้กำกับดนตรี ด้านหน้าของเขาปรากฏผู้คนจำนวนมากขึ้น พวกเขาเหล่านั้นกำลังใช้สมาธิไปกับการบรรเลงดนตรีตามจังหวะที่กาเรนชี้นำ
ต่อให้เป็นพวกอันเดดที่ไร้จิตใจก็ยังสับสนกับภาพลวงตา โดยเฉพาะภาพลวงตาที่เหมือนจริงของกาเรนยิ่งแล้วใหญ่ ฝูงอันเดดเข้าจู่โจมวงศ์ดุริยางค์ที่ไม่มีตัวตนอยู่จริง พวกมันพยายามจับและฉีกทึ้งเหล่านักดนตรีที่ทำหน้าที่ของตัวเอง แต่ว่ากลับไม่สามารถหยุดพวกเขาได้ อันเดดถูกดันถอยออกไปตามจังหวะของเสียงดนตรีที่เร็วขึ้นเรื่อย ๆ
“ก็ขี้อวดพอกันล่ะว้า” อลินาส่ายหน้าด้วยความเอือมระอา ภาพลวงตาของกาเรนไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อการจัดการกับศัตรู เขาก็แค่อยากปล่อยของให้เพื่อนดูเท่านั้น
“ฝากด้านหน้าด้วย เดี๋ยวฉันกับอลินาจะเข้าไปข้างใน”
“ไว้ใจได้เลย” กาเรนตอบเสียงใส ส่วนเคสเทรลก็พยักหน้ารับคำ
อีริธกับวิลเลียมหายไปแล้ว โซนาตาเดาว่าทั้งคู่คงกำลังเดินวนอยู่ในวงกตหรือไม่ก็จมหายไปในการต่อสู้ที่อื่น เขาไม่ได้สนใจเพราะว่าเป้าหมายหลักได้มาอยู่ตรงหน้าแล้ว
เบื้องหน้าของโซนาตาและอลินาคือเจ้าแห่งแวมไพร์มาร์เคลผู้กำลังแปลกใจที่ได้เห็นเขาที่นี่
“ทำไมแกถึงมาอยู่ที่นี่ได้” มาร์เคลถาม
“มันกลับกันไม่ใช่เหรอ” โซนาตาหัวเราะ “พวกเราควรจะถามมากกว่าว่าทำไมแกมาอยู่ที่นี่ได้ ทั้งที่กำลังคุมทัพต่อสู้ที่อีกที่”
มาร์เคลไม่ได้เฉลย แต่โซนาตาก็รู้คำตอบดีอยู่แล้ว เขาค้นข้อมูลเกี่ยวกับเวทมนตร์ของแวมไพร์เพื่อให้เจเนวีฟศึกษามัน จึงทำให้เวทมนตร์แปลก ๆ ผ่านตาเขาไปไม่ใช่น้อย หนึ่งในนั้นสามารถตอบคำถามได้ว่าทำไมถึงมีมาร์เคลอยู่ในสองที่พร้อมกันได้
“ร่างจำแลงเลือดบลัดโคลน” โซนาตาแกล้งสะกิดความมั่นใจของอีกฝ่าย
เขาสัมผัสได้ว่ามาร์เคลกำลังหวั่นวิตกเมื่อเขาพูดชื่อคาถาออกมา
“แกรู้จักคาถานั้นด้วยเหรอ”
“อ่าฮะ แล้วก็ไม่แปลกใจด้วยที่คนอย่างแกจะใช้มัน”
“หมายความว่ายังไง” น้ำเสียงของโซนาตาทำให้มาร์เคลรู้สึกเหมือนถูกดูแคลน เขาจึงถามกลับไป
“เอเทเซียอยู่ในสภาพล่อแหลม สามารถล่มสลายได้ทุกเมื่อ ทั้งที่มีโอกาสเป็นร้อยปีแต่เรวาเรนท์กลับมีปัญญายึดครองทวีปนี้แค่ครึ่งเดียว เหตุผลเดียวก็มาจากหัวหน้าของพวกมันขี้ขลาดยังไงล่ะ”
“แกว่ามาร์เคลผู้นี้ขี้ขลาดงั้นเรอะ” เจ้าแห่งแวมไพร์โกรธจนตากลายเป็นสีแดงเข้ม
“ใช่… ขณะที่พรรคพวกถูกส่งไปในศึกชี้ชะตา แต่ตัวเองกลับเอากำลังรบมากมายมาซุ่มรอดูผลอยู่ในเมืองหลวงที่ห่างไกล ทั้งโง่ทั้งขี้ขลาด”
“พวกแกนั่นแหละที่โง่วิ่งเข้ามาติดกับดัก” มาร์เคลชี้หน้า “เข้ามารนหาที่ตายจนถึงที่ ข้าน่ะรู้อยู่แล้วว่าแกต้องมา ถึงได้รอดักอยู่ต่างหากล่ะ”
“ฉันจะกันพวกลิ่วล้อไว้ให้” อลินาพูดจบก็หันหลังกลับไป แวมไพร์หลายสิบตัวเข้ารุมขย้ำเธอ แต่อลินาหายตัวไปแล้ว มันไม่ใช่การเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง แต่เธอหายไปจากวงล้อมด้วยพลังพิเศษที่ลึกลับ
เมื่อเห็นว่าศัตรูเหลือเพียงมาร์เคล โซนาตาก็ลงมือในทันที เขารัวกระสุนใส่แต่มาร์เคลก็ใช้ความเร็วหลบได้ฉิวเฉียด เจ้าแห่งแวมไพร์วิ่งไต่ไปบนเสาและผนังราวกับกำลังเคลื่อนไหวอยู่บนพื้น