Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 401: ไนท์แมร์ออฟเทอร์ริไฟริงฟ็อก
ไม่ใช่แค่ศัตรูที่ถูกตัดขาจนล้มลง โคเลทเองก็ขยับไม่ได้แม้แต่ปลายนิ้ว เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดของอีกฝ่ายไม่ได้แค่น่ากลัวเท่านั้น แต่มันเป็นคำสาปที่ส่งผลไปในรัศมีหลายร้อยเมตร คนที่ได้ยินบางคนถึงกับสิ้นสติไปในทันที ที่โชคดีหน่อยอย่างโคเลทก็มีผลทำให้ชาไปทั้งร่าง
คนที่ไม่ได้รับผลกระทบเพียงคนเดียวคือเด็กสาวอีกคนที่อยู่ตรงนั้น
จิบริลตอนนี้อยู่ในชุดที่ก้ำกึ่งระหว่างชุดของมนุษย์กบและมนุษย์อวกาศ หลาย ๆ ส่วนเป็นชุดรัดรูป มีหมวกครอบหัวและกระจกที่ทำให้เห็นใบหน้าไม่ชัด แบกถังอากาศขนาดใหญ่อยู่ข้างหลัง ถุงมือและรองเท้าใหญ่และหนากว่าปกติ
“สเปซเอกซ์พลอเรอร์” เสียงที่เหมือนดังผ่านลำโพงของชุดคือเสียงของจิบริลอย่างแน่นอน
“จิบริล อย่าสู้ หนีไปซะ!!”
“เงียบเถอะน่า อย่ามาสั่งหนูนะ” จิบริลไม่สนใจ เธอพุ่งเข้าใส่อีกฝ่าย แต่ก็ถูกมือยักษ์ตบสวนจนคว่ำ
“ยายเด็กโง่ บอกแล้วไงว่าอย่าสู้”
อสูรกายที่คล้ายซากศพยักษ์กรีดร้องอีกครั้ง เสียงร้องแสบแก้วหูทำให้โคเลทที่เริ่มจะขยับได้เล็กน้อยกลับมาตัวแข็งค้างเหมือนกับในตอนแรก
“เลิกสั่งนู่นสั่งนี่ซะทีเถอะ” จิบริลตั้งหลักได้ก็กระโดดใส่ศัตรูอีกครั้ง ผลลัพธ์ออกมาไม่ต่างจากครั้งก่อน เธอถูกตบจนคว่ำไป
“ทำไมถึงดื้อแบบนี้เนี่ย ไม่อยากฟังคำพูดของพี่ขนาดนั้นเลยเหรอ”
“ก็ไม่อยากฟังน่ะสิ” จิบริลตะโกน “จะให้ทิ้งพี่ไว้แล้วหนีไปคนเดียวได้ยังไง เป็นพี่ก็ทำไม่ได้ใช่ไหมล่ะ”
โคเลทประหลาดใจกับสิ่งที่จิบริลพูด เธอเชื่อมาตลอดว่าจิบริลไม่ยินดีที่มีพี่สาวอย่างตน บางครั้งโคเลทคิดด้วยซ้ำว่าน้องอาจจะเกลียดเธอไปแล้วก็ได้
“นั่นสิ พี่ไม่มีวันทิ้งเธอแน่นอน”
โคเลทรวบรวมแสงที่ปลายดาบ แม้จะไม่มีพลังมากพอที่จะไล่ศัตรูหนีไป แต่โคเลทพบว่าแสงของไชน์นิงไนท์สามารถทำลายคำสาปที่ผนึกการเคลื่อนไหวของเธอ โคเลทกำลังจะกลับมาขยับได้อีกครั้ง
อสูรกายร่างสูงสัมผัสถึงอันตรายได้จากโคเลท มันเลิกสนใจจิบริล ฝ่ามือที่ใหญ่โตตะปบเข้าใส่โคเลทอย่างสุดแรงจนน้ำในแม่น้ำสาดกระจาย แม้ว่าอีกฝ่ายเริ่มขยับตัวได้เล็กน้อยจึงยกดาบขึ้นปัดป้องได้พอดี แต่ก็ไม่สามารถต้านแรงอันมหาศาลได้ โคเลทถูกตบจนกระเด็นและจมหายไปในแม่น้ำ
จิบริลไม่ได้มองอยู่เฉย ระหว่างนั้นเธอเข้าใจพลังของตัวเองมากขึ้น พลังที่ตื่นมาอย่างสมบูรณ์ได้เพิ่มเติมอาวุธมาให้กับสเปซเอกซ์พลอเรอร์ เธอพบว่ามันคือปืนประหลาดที่เหมือนของเล่น
จิบริลไม่ลังเลแม้แต่สักนิด เธอรู้ว่าอาวุธนี้คือกุญแจสำหรับชัยชนะ เธอเล็งไปที่ร่างของอสูรกายก่อนที่จะลั่นไกค้างไว้ ลำแสงที่แตกต่างจากที่โคเลทมีพุ่งจากปลายปากกระบอกปืนและกระทบกับร่างของอสูรกายอย่างจัง
“อะไรเนี่ย ปืนไฟ? ปืนเลเซอร์?” โคเลทที่เพิ่งลุกขึ้นมาไม่แน่ใจเพราะลำแสงจากปืนจิบริลไม่เหมือนกับแสงที่เธอสร้างและไม่เหมือนกับแสงแบบไหนที่เคยเห็นมาก่อน
“มันจะเป็นปืนอะไรก็ช่างมันเถอะ”
สถานการณ์กลายเป็นตรงกันข้ามกับก่อนหน้านี้ อสูรกายถูกลำแสงของจิบริลอาบทั้งร่างจนไม่สามารถขยับตัวได้ ในขณะที่โคเลทได้เรี่ยวแรงคืนมาส่วนหนึ่งแล้ว เธอก้าวเข้าไปพร้อมกับวาดวงดาบกว้าง ดาบแรกของเธอฟันผ่านช่วงเอวของอสูรกายขาด จากนั้นเธอก็ฝืนแรงกระโดดใช้ดาบที่สองบั่นคออีกฝ่ายจนหลุดกระเด็น
เป็นชัยชนะของสองพี่น้อง แต่มันก็แลกมาด้วยพลังที่เหลือทั้งหมดของโคเลท เธอหน้ามืดจนเกือบจะล้มลงไปอีกครั้งแต่จิบริลก็คว้าตัวไว้ได้ก่อน
“ไหวไหมพี่”
“สบาย” โคเลทฝืนยิ้ม ใบหน้าของเธอเหมือนจะสลบได้ทุกเมื่อ
ทั้งสามสาวเปลี่ยนแผนจากการกลับบ้านเป็นการพักเอาแรงที่สถานีตำรวจ พวกเธอรออยู่พักใหญ่จนกระทั่งโคเลทฟื้นกำลังกลับมาดังเดิม
“ว่าไงนะ!” โคเลทเผลอส่งเสียงดังเมื่อเธอได้ยินสิ่งที่จิบริลเพิ่งบอก
“สเปซเอกซ์พลอเรอร์ของหนู มีพลังที่ทำให้สามารถอยู่ได้ทุกสภาพแวดล้อม ตอนแรกหนูเข้าใจว่ามันหมายถึงการเข้าไปในที่อันตรายอย่างอวกาศหรือในสถานที่ร้อนหรือเย็นจนมนุษย์อยู่ไม่ได้ แต่มันไม่ใช่แค่นั้น มันสามารถเข้าไปในเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ด้วย”
โคเลทหันไปมองหน้าไอสลินน์ ต่างคนต่างยังตามเรื่องไม่ทัน
“ไม่ต้องเข้าใจรายละเอียดหรอกค่ะ เอาเป็นว่าด้วยพลังนี้หนูสามารถเข้าไปในเครือข่ายใดก็ได้”
“แล้ว?”
“หนูรู้สึกว่าหมอกนี่มันประหลาดเกินไปก็เลยลองเข้าไปค้นข้อมูลเพิ่มจนพบว่ามันมาจากนิยายชื่อไนท์แมร์ออฟเทอร์ริไฟริงฟ็อก นิยายเรื่องนี้เกี่ยวกับไวรัสที่ทำให้เกิดภาพหลอน”
“พูดอะไรของเธอน่ะจิบริล เราเห็นทุกอย่างเหมือนกันนะ จะเป็นภาพหลอนได้ยังไง แถมถ้ามันคือไวรัส พี่ที่มีไชน์นิงไนท์ก็คงไม่ติดเชื้อได้หรอก”
“มันคือภาพหลอน” จิบริลยืนยัน “พี่อาจจะไม่ได้ติด แต่ตราบใดที่มีคนรอบ ๆ ติดเชื้อ ภาพหลอนก็จะปรากฏขึ้น และด้วยเดอะเวิลด์ อย่างที่พี่เล่ามา สิ่งนั้นทำให้ภาพหลอนไม่ใช่ภาพหลอนอีกต่อไป”
โคเลทและไอสลินน์นึกขึ้นได้ ไวรัสถูกใครบางคนสร้างขึ้นจากการเชื่อมต่อกับเดอะเวิลด์ จากนั้นผลจากไวรัสที่กลายเป็นจริงก็กระตุ้นจิตใต้สำนึกของคนที่โดนหมอกเข้าไปอีกที ภาพหลอนปรากฎออกมาเรื่อย ๆ และมันก็กลายเป็นจริงเพราะเดอะเวิลด์เปลี่ยนจินตนาการให้กลายเป็นของจริงได้
“โอ้ยย อะไรกันนักหนาเนี่ย ฉันเริ่มปวดหัวแล้วสิ” โคเลทไม่ได้เปรียบเปรย เธอรู้สึกปวดหัวหลังจากใช้ความคิดเยอะ
“ใจเย็น ๆ โคเลท เธออย่าพยายามฝืนใช้สมองสิ” (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
“ใช่แล้ว ปกติพี่ไม่ค่อยได้ใช้มันนะ ฝืนใช้มากไปก็ต้องปวดเป็นธรรมดา”
“งะ เงียบไปเลยนะ ทีแบบนี้ทำไมเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยเชียวนะ”
“เลิกไร้สาระแล้วกลับมาเข้าเรื่องกันดีกว่า เราต้องหาทางทำลายหมอกไวรัสพวกนี้ให้ได้”
“ทำลายยังไงล่ะ”
“ในเมื่อมันเกิดขึ้นจากจินตนาการของผู้คน จะทำลายมันก็ต้องหยุดจินตนาการพวกนั้นค่ะ แล้วหนูก็ลงมือไปแล้วด้วย”
ขณะที่กำลังคุยเล่นกันอยู่ จิบริลส่งสเปซเอกซ์พลอเรอร์เข้าไปในระบบอีกครั้ง นอกจากพยายามกู้ระบบที่ล่มไปแล้ว เธอยังนำข้อมูลใหม่ป้อนให้กับสื่อต่าง ๆ
หมอกเกิดจากไวรัสที่ทำให้เห็นภาพหลอน จากจินตนาการ แต่ไม่ต้องตื่นกลัวไป ทางรัฐบาลได้ควบคุมสถานการณ์ไว้ได้แล้ว นักวิจัยพบว่าไวรัสชนิดนี้สามารถกำจัดได้โดยง่าย เพียงแค่แสงสว่างและยาฆ่าเชื้อก็สามารถทำลายมันได้ ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการพ่นยาฆ่าเชื้อเพื่อกำจัดไวรัส
ด้วยข่าวใหม่ที่แพร่กระจายไปเร็วยิ่งกว่าไวรัส ความเชื่อของผู้คนกำลังเริ่มเปลี่ยนไป แม้ว่าผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ยังสงสัย แต่เมื่อตามท้องถนนเต็มไปด้วยเจ้าหน้าที่ในชุดป้องกัน พวกเขาพ่นยาฆ่าเชื้อไปทั่วโดยไม่หวาดกลัวสิ่งที่อยู่ในหมอก ความเชื่อใหม่ก็เริ่มเข้ามาแทนที่ความเชื่อเก่า
“เฮ้ย ได้ผล จริง ๆ ด้วยล่ะ” โคเลทพบว่าหมอกที่เคยมีอยู่เต็มสถานีตำรวจกำลังสลายไป นอกจากนั้นผู้คนที่เธอคิดว่าถูกเล่นงานไปแล้วก็เพียงแค่สลบอยู่กลางถนนเท่านั้น
ทุกคนต่างทยอยกันออกมาข้างนอก ต่างคนต่างไม่อยากเชื่อสายตา โคเลทแทบน้ำตาร่วงเมื่อเห็นเด็กน้อยที่เธอคิดว่าต้องกำพร้าอย่างน่าสงสารกำลังวิ่งเข้าไปสวมกอดมารดาของเธอ
“เดี๋ยวนะ เจ้าหน้าที่พวกนี้…” ไอสลินน์เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าพวกเขาเป็นแค่ข่าวลวงของจิบริล
“ไม่ใช่คนจริง ๆ ค่ะ เป็นผลจากไวรัสเหมือนกัน ดังนั้นเมื่อไวรัสหายไปถึงจุดหนึ่ง พวกเขาก็คงจะหายไปด้วย” จิบริลอธิบาย
“เรากำลังใช้พลังของไวรัสปราบไวรัส แต่แบบนี้มันจะกำจัดได้จนหมดเหรอ”
“เรื่องนั้นหนูก็กังวลอยู่ แน่นอนว่าทุกคนคงตื่นกลัวกับไวรัสประหลาดที่ทำให้คนเห็นภาพหลอน แต่อย่างน้อยมันไม่มีทางที่จะกลับไปรุนแรงเหมือนเดิม อย่างน้อยที่สุดทุกคนรู้แล้วว่ามันถูกทำลายได้”
“เพื่อความแน่ใจเราต้องจัดการกับส่วนที่เหลือให้อยู่หมัด” โคเลทหันไปสบตากับไอสลินน์ อีกฝ่ายกำลังคิดเรื่องเดียวกัน เรื่องนี้เธอจำเป็นต้องพึ่งยูโทเปียโปรเจคอีกครั้ง
ราวครึ่งชั่วโมงหลังจากโคเลทติดต่อขอความช่วยเหลือ บริเวณดาดฟ้าของสถานีตำรวจก็มีเสียงดังกระหึ่มจากเฮลิคอปเตอร์ที่กำลังลงจอด โคเลทและไอสลินน์ไม่ได้ประหลาดใจตอนที่เห็นรีดัสนั่งมาด้วย พวกเธอแปลกใจมากกว่าที่คนที่ขับมาคือดันเต
“โห! นี่ลุงขับเฮลิคอปเตอร์ได้ด้วยเหรอคะ” โคเลททักทายด้วยวาจาไม่ค่อยรื่นหู
“ระ เรียกใครว่าลุง” ดันเตตอบกลับ น้ำเสียงของเขาดูกังวลมากกว่าที่คิด
“บริษัทยูโทเปียโปรเจคที่สุดยอดเลยนะ นอกจากจะลงทุนเอาเฮลิคอปเตอร์มา ยังขอลงจอดที่สถานีตำรวจได้ด้วย” จิบริลพึมพำ
“มันเป็นอย่างที่พวกคุณว่าไว้ครับ จุดกำเนิดหมอกอยู่ที่เมืองทางใต้ ทางการกำลังหาทางรับมือกับมันแต่ก็คงทำอะไรไม่ได้มาก” รีดัสตะโกนแข่งกับเสียงดังของใบพัด
โคเลท ไอสลินน์และจิบริลมองหน้ากัน ก่อนหน้านี้จิบริลตรวจสอบว่าบริเวณใดในโลกที่มีรายงานเกี่ยวกับหมอกเป็นแห่งแรก เธอพบว่ามันคือเมืองที่อยู่ราว 70 กิโลเมตรทางตอนใต้ของเมืองที่พวกเธออยู่ในตอนนี้
เฮลิคอปเตอร์พาทุกคนไปถึงจุดหมาย สิ่งที่รอพวกเธออยู่ต่างจากที่คิดมาก ไม่มีอสูรกายตัวใหญ่ กองทัพวิญญาณร้าย หรือสัตว์ประหลาดที่พร้อมจะฉีกกระชากทุกคน ที่โคเลทต้องทำก็ไม่ต่างจากงานที่เจ้าหน้าที่ในจินตนาการของจิบริลทำมาก่อน
มันคือการฆ่าเชื้อด้วยลำแสงจากไชน์นิงไนท์
“เดี๋ยวสิ! แล้วบอสใหญ่ล่ะ ไม่มีสัตว์ประหลาดที่เกิดจากจินตนาการทุกคนรวมกันแบบนี้เหรอ”
“ไม่มีอะไรแบบนั้นหรอกครับ ที่คุณต้องทำก็แค่ใช้พลังและเดินไปให้ทั่วเพื่อกำจัดเชื้อโรค” รีดัสยิ้มแป้น “แต่เพื่อความไม่ประมาท พวกเราจะคอยคุ้มกันให้คุณอีกชั้นนึงครับ”
“เลิกบ่นได้แล้วทำงานเถอะ ฉันอยากจะกลับบ้านไปอาบน้ำเต็มทีแล้ว”
“พูดถึงเรื่องอาบน้ำแล้ว ขอแวะเข้าห้องน้ำก่อนได้ไหม”
“อีกแล้วเรอะ”
ในตอนที่แสงของวันใหม่ปรากฏขึ้น ไวรัสจากไนท์แมร์ออฟเทอร์ริไฟริงฟ็อกก็ถูกโคเลททำลายจนหมดสิ้น ฝันร้ายที่หลอกหลอนชาวเมืองเมื่อวานสลายไปไม่ต่างจากม่านหมอกที่ไม่ทิ้งร่องรอยหลงเหลือไว้เหมือนกับชื่อของนิยายไม่ผิดเพี้ยน
“เกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้โลกเราจะเหมือนเดิมได้ไหมนะ” โคเลทรำพึงกับเจ้าหน้าที่คนหนึ่งของยูโทเปียโปรเจค
“เรื่องใหญ่อะไรเหรอครับ”
“เอ๋! ก็หมอก… ไวรัสยังไงล่ะคะ” ไอสลินน์ประหลาดใจที่เจ้าหน้าที่ทำหน้าเหมือนไม่รู้เรื่อง
ตอนนั้นโคเลทไม่ได้รู้ว่าสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นกับเมืองเป็นแค่การโหมโรงเท่านั้น