Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 402: ดาเซียนา แดชเลอร์

ดาเซียนา (ชุดออกกำลังกาย)
ณ. ร้านกาแฟโบราณใกล้บ้านโคเลท หนึ่งในสถานที่โปรดที่โคเลทและไอสลินน์ชอบไปนั่งอ้อยอิ่งเป็นประจำ วันนี้ลูกค้าของร้านไม่ได้มีแค่โคเลท ไอสลินน์ และจิบริลเท่านั้น แต่ที่นั่งร่วมโต๊ะกับสามสาวยังมีชายหน้าโหดอยู่ด้วยอีกคน
“หา ลาออกเหรอคะ”
ดันเตไม่ได้ตอบ เขากำลังชื่นชมกลิ่นหอมของกาแฟอย่างดีที่หาไม่ได้ในร้านเฟรนไชส์ทั่วไป
“ไม่ใช่ว่าคุณดันเตเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งยูโทเปียโปรเจคร่วมกับคุณรีดัสเหรอคะ”
“ก็นะ” ดันเตยังคงสนใจกับกาแฟมากกว่า เขาจิบเพียงเล็กน้อยและชื่นชมกับกลิ่นหอมของมันต่อ
“เป็นเรื่องน่าตกใจอยู่ค่ะ แต่คุณคงไม่ได้เรียกพวกเราสามคนออกมาเพื่อจะบอกเรื่องแค่นั้นใช่ไหมคะ” ไอสลินน์พยายามดึงเข้าประเด็น
“โคมิก ซูริล เดอะโฮลและไนท์แมร์ออฟเทอร์ริไฟริงฟ็อก พวกเธอได้พิสูจน์หลายต่อหลายครั้งแล้วว่าพวกเธอไม่ใช่แค่เด็กสาวธรรมดา ๆ”
“ใช่พวกเราเจออะไรมาเยอะเลย อ๊ะ คุณจำเรื่องหมอกได้รึเนี่ย”
“ฉันจำได้ มีแต่คนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นโดยตรงที่ยังจำทุกอย่างได้”
“น่าตกใจจริง ๆ” โคเลทกุมคางครุ่นคิด เรื่องที่เกิดขึ้นในไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมามันทำให้โคเลทไม่แน่ใจแล้วว่าอะไรเป็นความจริงอะไรเป็นแค่ภาพลวง
“ต่อเถอะค่ะ” ไอสลินน์กลัวว่าบทสนทนาจะไม่คืบหน้าจึงสะกิดให้ดันเตพูดต่อ
“ฉันอยากชวนพวกเธอมาร่วมทีมน่ะ ทั้งสามคนเลย”
“คุณจะชวนเราไปเป็นทหารรับจ้างเหรอ”
“ไม่ใช่แบบนั้น… แต่จะว่าไปมันก็คงคล้าย ๆ แหละ” พูดจบดันเตก็ถอนหายใจยาว “อย่างที่รู้กัน โคมิกกับซูริลยังลอยนวล แล้วก็เรื่องของเดอะเวิลด์เองก็ยังไม่จบหรอกนะ”
“ไม่ใช่ว่าตำรวจตามจับแฮกเกอร์และตามลบข้อมูลที่พวกเขากระจายได้หมดแล้วเหรอคะ”
ดันเตตีหน้ายุ่งแต่ไม่ได้อธิบายอะไร จิบริลจึงเสริมว่าข้อมูลเมื่อหลุดเข้าไปในโลกออนไลน์ครั้งหนึ่งแล้วก็ใช่ว่าจะจัดการได้ง่าย ๆ ในขณะที่คุยกันอยู่ตอนนี้อาจจะมีใครเริ่มอุตริลองนำเทคนิคของเดอะเวิลด์ไปใช้กับนิยายเรื่องอื่นอีกแล้วก็ได้
“ฉันและพวกเธอทั้งสามคน คือคนที่ได้รับพลังจากปรากฏการณ์นี้ ถ้าจะมีใครที่หยุดมันได้ก็มีแค่พวกเรานี่แหละ”
“ฟังดูแล้วอย่างกับเป็นซุปเปอร์ฮีโรเลยค่ะ” โคเลทรำพึงขึ้น
“แปลว่าสนใจ”
“ไม่ค่ะ!” โคเลท ไอสลินน์และจิบริลตอบเป็นเสียงเดียวกัน
“หมายความว่ายังไง ไม่ใช่ว่าก่อนหน้านี้พวกเธอก็ช่วยเหลือคนไปทั่วเหรอ”
“อันนั้นก็ใช่ แต่ฉันไม่ได้อยากเป็นฮีโรค่ะ ฉันสู้เพราะมันจำเป็น ตอนแรกก็เพราะลินน์โดนโคมิกหมายหัว ต่อมาก็เพราะเมืองที่อยู่ได้รับผลกระทบ”
“ของฉันก็เหมือนกัน” ไอสลินน์ตอบ “ฉันแค่สู้เพราะภัยมาถึงตรงหน้า และบางครั้งก็สู้แค่ปกป้องสิ่งที่พอจะคว้าถึงเท่านั้นแหละ”
“ส่วนหนูนี่ไม่น่าถามนะคะ หนูยังเป็นเด็กไฮสคูลอยู่เลย”
“ฉันไม่คิดว่าพวกเธอมีทางเลือกหรอก” ดันเตหัวเราะในลำคอ “คนที่มีประสบการณ์โดยตรงกับเดอะเวิลด์มีเยอะแยะมากมาย แต่คนที่ได้รับพลังมาก็มีแค่ไม่กี่คนตรงนี้ ไม่คิดเหรอว่านี่คือชะตากรรม”
“ขอเถอะค่ะ เรื่องชะตากรรม พรหมลิขิตอะไรพวกนี้ ขอเป็นเฉพาะเรื่องเนื้อคู่อย่างเดียวเถอะนะคะ” ไอสลินน์ถอนหายใจและยกแก้วกาแฟของเธอขึ้นจิบ
“ฉันอยากพาพวกเธอไปเจอกับใครคนนึง คน ๆ นั้นสามารถฝึกพวกเธอทั้งสามคนให้พร้อมได้”
“เพื่อนของพี่คนนี้ไม่ฟังพวกเราเลยไม่ใช่เหรอ” จิบริลโวยวาย
“ไม่ใช่เพื่อนสักหน่อย พวกเราไม่ได้แก่ขนานนั้นนะ” โคเลทกระซิบกระซาบแก้ตัว
สามสาวพยายามปฏิเสธอย่างเต็มที่ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันเล็กน้อย แต่ดันเตยังคงยืนกรานหนักแน่นว่าเขาจำเป็นต้องให้พวกเธอช่วย
“พวกเธอแกล้งไม่เข้าใจกันใช่ไหม โลกที่พวกเธอรู้จักกำลังพังทลายลง จะรอให้ถึงจุดที่แก้ไขไม่ได้แล้วค่อยลงมือช่วย หรือจะลงมือในตอนที่ยังควบคุมความเสียหายเอาไว้ได้ มันไม่ได้เข้าใจยากเลย”
“เรื่องนั้นก็ไม่ใช่ไม่เข้าใจนะคะ” ไอสลินน์ตอบอย่างตรงไปตรงมา “แต่พวกเราเป็นแค่สาวออฟฟิศกับเด็กมัธยม คุณไม่คิดว่าคุณคาดหวังกับเรามากไปเหรอคะ”
“ไม่เลย ฉันคิดว่าพวกเธอประเมินตัวเองต่ำไปต่างหาก คนธรรมดาที่ไหนจะกล้าต่อกรกับฟอลซิไฟเออร์ กระโดดเข้าไปในนิยายเพียงเพราะเชื่อว่าตนเองจะเข้มแข็งขึ้น ไปสำรวจหลุมยักษ์พร้อมกับองค์กรที่ดูน่าสงสัยอย่างยูโทเปียโปรเจค พาคนฝ่าหมอกที่เต็มไปด้วยภูตผี” (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
ทั้งสามอึ้งไปเพราะไม่คิดว่าจะถูกคนที่ดูจริงจังแบบดันเตชมเปาะ
“จุดที่พวกเธออยู่มันเลยคำว่าคนธรรมดาไปไกลแล้วล่ะ”
“คนที่คุณอยากให้ไปพบนี่ใครเหรอคะ” คำถามนี้ทำให้ดันเตยิ้มออก เขามั่นใจว่าโคเลทเริ่มสนใจขึ้นมาแล้ว
“เอาไว้ไปถึงก็รู้เองแหละ”
จุดหมายของทั้งสี่อยู่ที่บ้านพักใกล้กับเนินเขาทางทิศตะวันออกของเมือง ในตอนแรกโคเลทคิดว่ามันจะมีฐานทัพลับซ่อนอยู่ที่นั่น แต่ความจริงแล้วมันเป็นเพียงบ้านไร่ที่ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าบ้านพักหลังไม่ใหญ่โตและทุ่งข้าวโพดสุดลูกหูลูกตา
“ทำไมหนูต้องมาด้วยเนี่ย”
“ช่วงนี้โรงเรียนไม่เปิดอยู่แล้ว ถือว่าเป็นเพื่อนพวกพี่ก็แล้วกัน อ๊ะ นั่น…” โคเลทชี้ไปทางประตูที่กำลังเปิดออก หญิงสาวผิวแทนในชุดของชาวไร่กำลังเดินออกมา
เธอคือสาวผิวสีแทน ผมยาวซอยไล่ระดับ บางส่วนของผมสั้นระต้นคอ บางส่วนยาวระลงไปถึงเนินอกซึ่งถูกรวบมัดเป็นเปียได้ ดวงตากลมโตของเธอสุกใสราวกับน้ำทะเลสีมรกต ริมฝีปากเนียนนุ่มจิ้มลิ้มสีชมพูนวลตาเข้ากับกับผิวสีแทน มองแล้วเพลินตา จมูกโด่งเชิดปลายเล็กรับกับใบหน้าที่ได้รูป ร่างกายมีกล้ามเนื้อให้เห็นแบบเดียวกับนักกีฬา เป็นรูปลักษณ์ที่ทั้งสวยทั้งเท่จนโคเลท ไอสลินน์ และจิบริลถึงกับต้องหยุดมองด้วยความตะลึง
“ดาเซียนา แดชเลอร์” ดันเตผายฝ่ายมือออกไปทางผู้ที่มาใหม่ ก่อนที่จะมาแนะนำพวกโคเลททีละคน
“แดชเลอร์เหรอคะ” จิบริลสังเกตว่าสาวสวยเท่รายนี้มีเค้าบางส่วนคล้ายกับดันเต
“ไม่จริงน่า! หรือว่าจะเป็นลูกสาวคุณดันเต” โคเลทร้องออกมา
“แหม ปากหวานเหมือนกันนะเราน่ะ” ดาเซียนาหัวเราะ
“เกินไป! ฉันยังไม่มีลูกมีเมียหรอก หรือต่อให้มีก็ไม่มีทางอายุเท่านี้ได้ไม่ใช่เหรอ ทำไมทำหน้าเหมือนไม่เชื่อแบบนั้นล่ะ”
“นั่นสิ เป็นลูกก็เกินไปนิด น่าจะประมาณน้องสาวที่อายุห่างกันเยอะ ไม่ก็ลูกพี่ลูกน้องสินะคะ”
“อุ๊ย! โดนจับได้ซะแล้วสิ”
“จับได้บ้าบออะไร ผู้หญิงคนนี้เนี่ยน่ะ เธอน่ะ อุ๊บบบ” ดันเตแก้ตัวไม่ทันเสร็จก็ถูกสันมือฟาดลงไปจนคว่ำ ที่น่าตกใจคือไม่มีใครมองเห็นวินาทีที่เกิดขึ้น มันเหมือนกับว่าอยู่ ๆ หนุ่มใหญ่ก็ล้มลงไปจูบพื้นเล่น
“ปล่อยไว้ตรงนั้นแหละ อย่าไปสนใจเลย พวกเราเข้าไปคุยกันในบ้านดีกว่านะ”
บ้านไม้ซุงสองชั้นของดาเซียนามีขนาดใหญ่กว่าที่เห็นจากภายนอก ดูแล้วน่าจะเหมาะกับการอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่มากกว่าที่สาวโสดแบบเธอจะอยู่ตามลำพัง ดาเซียนารับรองทั้งสามสาวด้วยชาสมุนไพร จากนั้นเมื่อดันเตตามเข้ามาร่วมวง ดาเซียนาจึงเริ่มแนะนำตัวอย่างเป็นทางการอีกครั้ง
“เป็นทั้งอดีตสมาชิกยูโทเปียโปรเจค และยังเป็นทหารรับจ้างด้วยเหรอคะ” ไอสลินน์อ้าปากหวอ
“ไม่ใช่แค่ทหารรับจ้างนะ ต้องเรียกว่าตำนานมีชีวิตเลยแหละ” ดันเตเสริม ดูเหมือนเขาจะภาคภูมิใจในเรื่องนั้น ผิดกับเจ้าตัวที่เหลือกตามองบนเหมือนจะสื่อว่าจะพูดเรื่องนั้นไปทำไม
“ตำนานมีชีวิต” จิบริลทวนคำ ในใจรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา
ดันเตทำท่าจะเล่าวีรกรรมของดาเซียนา อะไรคือสาเหตุที่ผู้หญิงคนนี้ถูกกล่าวขานว่าเป็นทหารรับจ้างในตำนาน แต่ดาเซียนาหยุดเขาไว้ก่อน
“เรื่องของฉันน่ะช่างเถอะ มาเข้าเรื่องกันดีกว่า สาเหตุที่ดันเตพาพวกเธอมาที่นี่ พวกเธอรู้กันแล้วใช่ไหม”
“พอจะทราบแล้วค่ะ ประการแรกก็คือมีหลายเรื่องที่คุณน่าจะไขข้อข้องใจที่ยังค้างคาให้พวกเราได้” โคเลทตอบ
“ฉันรู้เทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับเดอะเวิลด์และกลไกการทำงานของมัน”
“ส่วนเหตุผลประการที่สองคือ อยากให้ฝึกทั้งสามคนนี้ครับ” ทั้งสามสาวเพิ่งสังเกตว่าดันเตพูดจากับดาเซียนาด้วยน้ำเสียงสุภาพผิดปกติ ขนาดคุยกับรีดัสเขายังดูไม่สุภาพขนาดนี้
“แล้วพร้อมรึเปล่า การฝึกของฉันน่ะไม่ง่ายหรอกนะ”
“พวกเราไม่มีทางเลือกนี่คะ เดิมทีพวกเราก็ถูกฟอลซิไฟเออร์หมายหัวเพราะได้รับพลังพิเศษมา ถ้าไม่เก่งขึ้นก็อาจไม่รอด”
โคเลทและไอสลินน์ดูยอมรับเรื่องนี้ได้แล้ว ส่วนจิบริลได้ฟังแล้วก็ย่นคิ้วหนักใจ เธอไม่ใช่ว่าไม่เข้าใจเหตุผลที่พี่สาวอ้าง แต่เธอกังวลว่าการใช้เวลาที่นี่มันจะทำให้เธอไม่มีเวลาอ่านหนังสือและฝึกซ้อมว่ายน้ำ
“งั้นเรามาสะสางประเด็นแรกกันก่อนเถอะค่ะ คุณดาเซียนารู้อะไรเกี่ยวกับเดอะเวิลด์ที่พวกเราไม่รู้เหรอคะ”
ดาเซียนาเริ่มจากข้อสรุป “ฉันเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการของยูโทเปียโปรเจค”
“คุณมีหลักฐานอะไรเหรอคะ” ไอสลินน์ทำท่าขบคิด