Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 42: แวมไพร์และมนุษย์ดัดแปลง
โซนาตานึกสนุกจึงวิ่งไล่ตาม เขาเลียนแบบพลังของแวมไพร์ทำให้สามารถวิ่งไต่เสาขึ้นไปได้ในมุมตั้งฉากกับพื้น ปืนถูกยิงอย่างแม่นยำแต่มาร์เคลก็ยังสามารถหลบได้ทุกนัด เขารวดเร็วกว่าแวมไพร์ทุกตัวที่โซนาตาเคยพบและกำลังเร็วขึ้นเรื่อย ๆ
มาร์เคลกลายเป็นแวมไพร์ตั้งแต่สี่ร้อยกว่าปีก่อน ถ้าไม่นับอนาทิลดาที่ถูกขังไว้ เขาคือแวมไพร์อาวุโสที่สุด มันไม่แปลกเลยที่ความร้ายกาจของแวมไพร์ทั่วไปเป็นคนละระดับกับเขา นั่นยังไม่นับเรื่องที่ว่าแต่เดิมเขาก็เคยเป็นจอมเวทผู้มีอนาคตไกลด้วย
ไม่ใช่แค่ฝ่ายโซนาตาที่กำลังหยั่งเชิงอยู่ฝ่ายเดียว มาร์เคลเองก็กำลังวิเคราะห์คู่ต่อสู้อยู่ ครั้งแรกที่รู้ว่าโซนาตาคือพวกที่มาจากอนาคตตามคำทำนายของเฮอร์มิต มาร์เคลยอมรับว่าเขารู้สึกว่าคนกลุ่มนี้เป็นอันตรายใหญ่หลวง
…เจ้านี่คือมนุษย์ดัดแปลงให้มีพลังเหนือมนุษย์เหมือนกับพวกที่ดาร์คเจสเตอร์สร้างนั่นแหละ…
…แต่ก็ใช่ว่าจะไร้จุดอ่อน…
มาร์เคลพบว่าไซเลนเซอร์มีขีดจำกัดอยู่ พลังพิเศษของพวกเขาแม้จะดูซับซ้อนแต่ก็มีแค่เพียงคนละหนึ่งชนิดเท่านั้น ในขณะที่ผู้คนบนซีนสามารถใช้เวทมนตร์ได้หลากหลายและยังสามารถเรียนรู้เวทมนตร์ใหม่เพิ่มได้ ไม่ช้าก็เร็วพวกเขาจะหาวิธีการเอาชนะคนพวกนี้ได้
“มันต้องมีเวทมนตร์สักบทสิ” ขณะที่รักษาระยะห่าง มาร์เคลก็ทุ่มเทสมองให้กับแผนการณ์ เขาพยายามจับคู่เวทมนตร์หลายต่อหลายชนิดเพื่อให้ได้รับผล
พลังอ่านความรู้สึกและความสามารถในการวิเคราะห์ ทำให้โซนาตาอ่านความคิดของมาร์เคลได้อย่างทะลุปรุโปร่ง มาร์เคลเชื่อว่าถ้าเสริมพลังของตนและลดพลังอีกฝ่ายได้ความแตกต่างตรงนั้นจะทำให้เขาเหนือกว่าโซนาตาทุกด้าน
ด้วยทักษะระดับสูง มาร์เคลร่ายเวทโดยไม่เอ่ยแม้แต่คำพูด มันเกิดขึ้นเร็วมากจนแทบสังเกตไม่เห็น เริ่มด้วยบลัดสเตรนท์เวทมนตร์เฉพาะแวมไพร์ที่ใช้เพิ่มพละกำลัง ตามด้วยบลัดสปีดเวทมนตร์แบบเดียวกันที่เพิ่มความเร็ว
มาร์เคลระแวงระวังอย่างเต็มที่ แม้จะได้พลังและความเร็วเพิ่มขึ้นแต่เขาก็ไม่แสดงออกเพื่อให้โซนาตาตายใจ
หลังจากนั้นมาร์เคลก็ต้องหนักใจเมื่อตระหนักได้ว่าตนลืมไปเสียสนิทว่าไซเลนเซอร์มีคุณสมบัติพิเศษอีกอย่าง เวทมนตร์ไม่มีผลกับพวกเขา นั่นจึงทำให้สารพัดเวทที่มาร์เคลคิดจะใช้เพื่อลดทอนกำลังของโซนาตาใช้ไม่ได้อย่างหวัง
…เร็วมาก เจ้านี่เร็วพอ ๆ กับข้าที่ใช้เวทเสริมความเร็วได้ยังไงกัน…
“บลัดสปีด!” โซนาตาร่ายเวทใส่ตัวเอง มันทำให้มาร์เคลเกือบเผลอร้องอุทานออกมาเพราะความตกใจ
โซนาตาที่เดิมทีก็เร็วแทบไม่ต่างกัน พอได้รับเวทมนตร์แบบที่เขามีก็ยิ่งเร็วขึ้นอีกเป็นเท่าตัว มาร์เคลถอยหนีสุดชีวิตแต่โซนาตากลับอ้อมไปดักอีกด้านได้ เขาเคลื่อนที่ในทิศทางแปลกประหลาดได้ไม่ต่างจากแวมไพร์ เดี๋ยวไต่ไปตามเพดานบ้าง เดี๋ยวก็หายตัวไปโผล่อีกด้านบ้าง ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนการเคลื่อนไหวของมนุษย์
“มันไม่น่าใช้เวทมนตร์กับตัวเองได้นี่…” โซนาตาเหยียดยิ้ม พูดประโยคเดียวกับที่มาร์เคลกำลังคิด
โซนาตาถีบมาร์เคลจนหน้าหงาย จากนั้นก็โผล่มาด้านหลังพร้อมกับประเคนหมัดใส่อีกหลายชุด ทุกหมัดถูกอาบด้วยจิตต่อสู้ที่รุนแรง มาร์เคลรู้สึกราวกับถูกปืนใหญ่ยิงอัดใส่ครั้งแล้วครั้งเล่า
มีหมัดหนึ่งที่มาร์เคลพยายามหลบแล้วแต่ก็ยังไม่พ้น ตอนแรกเขาคิดว่ามันจะพุ่งเฉียดศีรษะของเขาไป แต่หมัดนี้กลับสร้างความเสียหายให้กับกะโหลกด้านซ้ายของเขา พร้อมกับทำลายสมองไปด้วยส่วนหนึ่ง ความเสียหายรุนแรงจนเกินกว่าจะควบคุม มาร์เคลจึงใช้เวทมนตร์ฟื้นตัว แต่ผลของมันไม่มากพอเยียวยาความเสียหายที่กำลังสะสมมากขึ้นในทุกวินาที
แล้วตอนนั้นมาร์เคลก็นึกขึ้นได้ว่า เขาควรจะยืมมือของคนที่มีพลังเวทสูงกว่าตน
“เดธเรย์” ลำแสงสีแห่งความตายถูกยิงออกมาในระยะประชิด โซนาตาสามารถหลบได้แต่เขาก็เลือกไม่หลบ เขาไม่ต้องการให้โอกาสถลุงมาร์เคลให้หนำใจหลุดรอดมือไป และเขาก็เชื่อมั่นในพลังต่อต้านเวทมนตร์ของตนเองด้วย
แสงสีดำของเดธเรย์พุ่งผ่านร่างไปโดยไม่ส่งผลโดยตรง โซนาตาเพียงขนลุกเพราะรับรู้ถึงพลังด้านมืดของเวทมนตร์นี้ ถ้าไม่มีพลังต่อต้านล่ะก็แม้แต่เขาก็คงจะต้องบาดเจ็บหนักแน่
…เอาสิ ยิงกลับมาเลย… มาร์เคลคาดเดาจากนิสัยอีกฝ่าย เขามั่นใจว่าโซนาตาต้องอยากแสดงพลังที่เหนือกว่าและร่ายเดธเรย์กลับมาแน่ และนั่นคือวินาทีที่เขารอคอย
พลั่กกก โซนาตาโฉบเข้ามาแล้วอัปเปอร์คัตใส่ มันเสยเข้าปลายคางของมาร์เคลทำให้สมองที่ได้รับความเสียหายอยู่แล้วของเขาสั่นสะเทือน
“เป็นอะไรไป อยากให้ฉันร่ายเวทเมื่อกี้เหรอ ถึงตั้งใจทำให้ดูแบบนั้น” โซนาตาแสยะยิ้ม เท้า หมัด ศอก และเข่ายังลอยมาไม่หยุด ถ้ามาร์เคลไม่ใช่อันเดดเขาคงจะตายไปแล้ว
…เจ้านี่มันรู้งั้นเหรอ…
“ไม่รู้หรอก ก็แค่เดาเอา แต่ดูท่าจะถูกใช่ไหมล่ะ พวกอันเดดแบบแกแพ้ทางธาตุศักดิ์สิทธิ์ แต่ดูเหมือนเวทมนตร์ที่มีธาตุมืดจะให้ผลตรงกันข้าม แกก็เลยอยากหลอกให้ฉันใช้สินะ”
“มันยังไม่จบหรอก” มาร์เคลที่สภาพเละเหมือนผ้าขี้ริ้วกำลังฝืนลุกขึ้น เขายังเหลือท่าไม้ตายสุดท้ายอยู่อีก
มาร์เคลในสมัยที่ยังเป็นมนุษย์เคยคิดว่าหากเขากลายเป็นผีดิบที่แข็งแกร่งอย่างแวมไพร์ เขาจะไม่ต้องหวาดกลัวสิ่งใดอีก ร่างกายที่ทั้งแข็งแรงและไม่มีวันแก่ชราลงตามกาลเวลา ความเจ็บปวดใด ๆ ก็ล้วนแต่หายไปได้ภายในพริบตา พลังอำนาจเหนือจิตใจผู้อื่น ทุกสิ่งเหล่านี้จะปัดเป่าความกลัวของเขาให้หายไปได้จนหมดสิ้น
จุดอ่อนร้ายแรงของแวมไพร์มีเพียงแสงอาทิตย์ แต่มาร์เคลก็ไม่รู้สึกร้อนใจในเรื่องนั้น เขาคิดว่าหากได้รับการยอมรับจากเจ้าแห่งแวมไพร์รุ่นก่อน เขาก็จะได้รับเลือดพิเศษที่ทำให้เอาชนะดวงตะวันได้ หลังจากนั้นความกลัวเพียงหนึ่งเดียวนี้ก็จะหายไป
แต่มันไม่เคยเกิดเรื่องแบบนั้น จักรพรรดิแวมไพร์ไม่เคยเห็นเขาอยู่ในสายตา เขาเป็นเพียงแค่จอมเวทหน้าโง่คนหนึ่งที่ถูกใช้งานเยี่ยงทาสรับใช้ วันใดที่หมดประโยชน์ก็คงถูกเขี่ยทิ้งราวกับเศษขยะชิ้นหนึ่ง
มาร์เคลไม่รอให้วันสุดท้ายของเขามาถึง เขาเฟ้นหาวิธีการมากมายเพื่อทำให้แข็งแกร่งขึ้น ในวันที่จักรพรรดิหายตัวไป เขาถึงกับจับตัวราชินีคนใหม่มากักขังไว้ รวมทั้งจับมนุษย์จำนวนมหาศาลมาเป็นหนูทดลองให้กับดาร์คเจสเตอร์
“ถ้าใช้ไอ้นั่นก็อาจจะชนะได้” มาร์เคลพึมพำ
สงครามยืดเยื้อจนราตรีผ่านพ้นไป แสงอาทิตย์กลายเป็นแสงแห่งความหวังที่มาช่วยฝ่ายมนุษย์ อันเดดบางส่วนถอยทัพทยอยกลับที่ซ่อนก่อนที่ถูกเผาจนสลายไป แต่ก็มีอีกไม่น้อยที่ไม่สามารถทำแบบนั้นได้
เจเนวีฟฝืนสู้กับฮาร์ทเลสทั้งคืนจนสามารถถ่วงเวลาไว้ได้สำเร็จ แสงอาทิตย์ยามเช้าทำลายทัพของโกลเดนสเกเลตันที่ติดอยู่นอกเมืองจนสิ้นซาก และเมื่อประตูเมืองถูกเปิดเพื่อต้อนรับทัพของอัลไคเซอร์ ฮาร์ทเลสก็ผละถอยไปเพราะยอมรับว่าศึกนี้พวกมันแพ้แล้ว
การต่อสู้ในเวทีที่เล็กล้วนแล้วแต่ได้ผลสรุปกันหมดแล้ว จะเหลือก็เพียงแค่ศึกที่เกิดขึ้นในเมืองใต้ดิน และการต่อสู้ของโครนอคเท่านั้น
ราชาสเกเลตันใช้เวทมนตร์ได้ไม่กี่ชนิด แต่มันก็เป็นเวทมนตร์ที่สร้างปัญหาให้กับอีกฝ่าย หนึ่งในเวทมนตร์ที่อันตรายที่สุดของเขาคือไนท์ออฟเทอร์เรอร์ที่จะเรียกฝุ่นควันออกมาปกคลุมท้องฟ้าและบดบังดวงอาทิตย์เอาไว้
“ข้าจะไม่ถอยทัพจนกว่าจะยึดได้สำเร็จ” โครนอคประกาศกร้าว เขาไม่ได้สนใจว่าขอบข่ายพลังของตนไม่ได้ครอบคลุมไปได้ทั้งสนามรบ โครงกระดูกผีของเขากำลังลดจำนวนลงเรื่อย ๆ
“ฮี่ ๆ ๆ ๆ พวกมันเสียหายหนักจนฟื้นตัวไม่ได้ง่าย ๆ ผิดกับกองทัพของพวกเรา” ดาร์คเจสเตอร์พยายามเกลี้ยกล่อม ศึกครั้งนี้พวกเขาพลาดที่มันยืดเยื้อจนเกินไป แต่ตราบใดที่ยังมีคนตาย เรวาเรนท์ก็สามารถฟื้นกลับมาได้ทุกเมื่อ
“อยากหนีก็หนีไป ข้าจะอยู่ที่นี่แหละ” โครนอคไม่สนใจคำเตือน เขาเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมตนถึงดื้อดึง แต่เมื่อมาเห็นเมืองนี้ความรู้สึกโหยหาก็ทำให้เขาถอยไม่ได้
“ช่วยไม่ได้แฮะ” ตัวตลกชุดดำบ่นอุบ เขาเพิ่งได้ข่าวมาว่าเมืองสำคัญหลายเมืองถูกยึดกลับไป แม้แต่ศูนย์กลางอย่างเนโครโปลิสเองก็กำลังย่ำแย่ บางทีมันอาจจะถึงเวลาที่ต้องสละเรือแล้ว
“จะหนีไปไหน” เวเนเห็นดาร์คเจสเตอร์ร่ายเวทก็รู้ทันว่าเขากำลังหาโอกาสหนี แต่ช้าไปแล้วอีกฝ่ายหมุนเคียวยักษ์เป็นวงกลมเพียงรอบเดียว จากนั้นอันตรธานหายไปกับตาก่อนที่เธอจะหยุดยั้งได้ทัน
เมื่อเป้าหมายหายไป เวเนจึงมองหาเป้าหมายต่อไปซึ่งก็เห็นได้ในทันที ปีศาจโครงกระดูกร่างใหญ่ ที่สวมมงกุฎไว้บนศีรษะ ปีศาจตนนี้กำลังฟาดฟันดาบกับดีวานอย่างดุเดือด
“อย่าเข้ามา” ดีวานตะโกนเตือนทั้งเวเนและทหารอีกหลายคนที่ดาหน้าเข้าใส่โครนอค กลุ่มนี้ไม่ใช่กลุ่มแรกที่พยายามเข้ามาช่วยเขาสู้ มีศพมากมายก่อนหน้านี้ที่ตอนมีชีวิตพยายามมาแล้ว
แต่ใครจะมาห้ามนิสัยดื้อรั้นของเวเนได้ ไม่เพียงแค่ทำเป็นหูทวนลม เธอยังเรียกฝูงแฟรีออกมามากมายโดยไม่ระวังว่าตัวเธอจะตกเป็นเป้า
แฟรีแบ่งออกเป็นสามกลุ่ม กลุ่มแรกใช้หนามจากต้นไม้ชนิดหนึ่งเป็นอาวุธ หนามนี้ได้มาจากต้นไม้ที่มีธาตุศักดิ์สิทธิ์อยู่ หนามเล็ก ๆ ของมันจึงใช้ได้ผลกับพวกอันเดด กลุ่มที่สองรวมตัวบินสูงเหนือดีวานและพวกทหาร พวกเขาช่วยกันโปรยผงจากปีกลงไปที่คนเหล่านั้นเพื่อช่วยรักษา
กลุ่มสุดท้ายคือควินเนและแฟรีผู้ใช้เวท พวกเธอประกบติดเวเนเพื่อป้องกันไม่ให้อันเดดตนใดเข้ามาใกล้จนเกินไปได้
คนส่วนใหญ่อาจจะมองแฟรีเหล่านี้ว่าไร้พิษสง แต่โครนอคไม่คิดเช่นนั้น พวกนี้แม้จะมีพลังทำลายต่ำแต่ก็มีความสามารถโดดเด่นในการสนับสนุนและบั่นทอนกำลังศัตรู เขาจำเป็นต้องทำลายมันตั้งแต่ตอนที่ความเสียหายยังไม่ลุกลามออกไป
ราชาสเกเลตันระเบิดพลังใส่ดีวานจนถอยออกไปไกล เขาเป่าปากเรียกม้าโครงกระดูกมารับ จากนั้นก็ควบมันอย่างเร็วมาทางเวเน มือข้างซ้ายของเขายกขึ้นกลางอากาศจากนั้นเศษกระดูกที่มีอยู่มากมายเต็มสนามรบก็ลอยรวมกันที่มือ มันประกอบกันกลายเป็นหอกแหลมสีขาวที่เต็มไปด้วยคราบเลือด
ด้วยขนาดของหอก แฟรีทั่วไปจึงไม่สามารถหยุดมันได้เลย จะมีก็เพียงแค่ควินเนที่ขนาดใหญ่เท่ากับเด็กชาวมนุษย์เท่านั้นที่พอต้านทานได้ หอกกระดูกอันแรกถูกเธอผลักเบี่ยงวิถีไปด้วยเวทมนตร์สร้างกระแสลม แต่อันที่สองที่สามก็พุ่งเข้ามาซ้ำ ยิ่งโครนอควิ่งเข้ามาใกล้เท่าไหร่ การหยุดอาวุธที่พุ่งเข้ามาก็ยิ่งยากขึ้น