Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 413: ร้อยเมตรสุดท้าย
ไม่ว่าโลกความจริงหรือในนิยายเรื่องไหนก็ตาม กองทัพบ้าอำนาจที่ไม่เห็นหัวประชาชนมักจะกลายเป็นตัวลั่นไกที่ทำให้ปัญหาลุกลามมากกว่าเดิม ครั้งนี้ก็เช่นกันทหาร ตำรวจและประชาชนบางส่วนเริ่มเคลื่อนไหวเพื่อจับกุมโคเลทมาสอบสวน
แต่โลกเราล้วนมีสิ่งที่ตรงกันข้ามเสมอ เมื่อมีผู้ที่หวาดกลัว ดื้อรั้น และคิดแต่จะจัดการกับสิ่งที่พวกเขาไม่รู้ ก็จะมีขั้วตรงกันข้ามที่คิดต่างกัน พวกเขาเห็นพฤติกรรมของโคเลทและมั่นใจว่าเธอนี่แหละคือความหวัง
“เด็กพวกนี้กำลังสู้อยู่” ชายวัยดึกคนหนึ่งพูดขึ้น
“พวกเธอกำลังไปเมืองหลวงงั้นเหรอ”
ชาวบ้านแต่ละกลุ่มต่างเคลื่อนไหวตามความคิดของตน บางกลุ่มรวมตัวกันเพื่อช่วยรัฐจับกุมโคเลท บางกลุ่มตั้งป้อมตามที่ต่าง ๆ เพื่อเล่นงานปรสิต บางกลุ่มอยากเจอพวกโคเลทเพื่อสอบถามเป้าหมายของพวกเธอ หรือแม้แต่พวกที่อาศัยความวุ่นวายนี้ออกปล้นสร้างความเดือดร้อนซ้ำเติม
สำหรับโคเลทแล้วมนุษย์กลายเป็นสิ่งที่เธอรับมือได้ยากกว่าปรสิต แสงจากร่างของเธอไม่สามารถหยุดพวกเขาได้ ครั้นจะใช้กำลังเพื่อหยุด เธอก็ต้องระวังไม่ให้พลั้งมือไปฆ่าใครเข้า
“ยั้งยากก็ไม่ต้องยั้ง ฟันขาดสองท่อนไปเลย” ดาเซียนาแนะนำ
“จะไปทำแบบนั้นได้ยังไงคะ นี่ไม่ใช่สงครามด้วยซ้ำ”
“ไม่ใช่สงครามก็ใกล้เคียงแล้ว เจ้าพวกนี้บางคนตั้งใจเล่นงานเราให้ถึงตาย”
“ถึงจะเป็นแบบนั้นก็ห้ามฆ่าใครเด็ดขาด” โคเลทย้ำกับน้องสาว
“รู้แล้วน่า… แต่ยั้งมือจนถูกฆ่าเองก็หัวเราะไม่ออกนะคะ”
การโจมตีของจิบริลหมิ่นเหม่กับคำว่ายั้งมือมาก แม้จะยังไม่มีใครที่เสียชีวิตการการถูกเธอเล่นงาน แต่โคเลทไม่กล้าการันตีว่าจะไม่มีใครสักคนที่เจ็บหนักหรือพิการ บางคนถูกจิบริลเตะจนปลิวกระเด็นไปนับสิบเมตร บางคนถูกหมัดเสยลอยขึ้นไปและตกลงมาในความสูงเท่ากับตึกสองชั้น
แต่แม้จะเห็นว่าจิบริลลงมือหนักขนาดไหน พวกที่โจมตีเข้ามาก็ไม่รามือ กลุ่มหนึ่งถูกซัดจนกระเจิงไป กลุ่มใหม่ก็เข้ามาแทนที่
“ข้างหน้าก็เข้าเขตเมืองแล้ว” ดาเซียนาเร่ง
ทั้งห้าเปลี่ยนไปใช้เส้นทางระหว่างตึกแทน บางครั้งก็อาศัยกระโดดข้ามจากดาดฟ้าตึกหนึ่งสู่อีกตึก บางครั้งก็วิ่งทะลุบางชั้น ช่วงแรกที่เปลี่ยนมาใช้วิธีนี้มันดูจะไปได้สวยเพราะการไล่ล่าหยุดชะงักลง แต่ไม่นานนักฝ่ายไล่ล่าที่มีทั้งปรสิตและมนุษย์ก็รู้แกว
การปะทะหนักข้อขึ้นในทุกขณะ ทหารที่รู้ว่าอาวุธสำหรับจับกุมไร้ประโยชน์ได้รับอนุญาตให้ใช้อาวุธร้ายแรงแทน
ฟุบบบ
ดันเตที่กำลังวิ่งล้มคว่ำจนหน้าทิ่ม ประสบการณ์ทำให้ทุกคนเดาออกว่าเขาถูกอะไรเข้าไป ดาเซียนารีบดึงน้องชายไปซ่อนตัวในตำแหน่งที่อับสายตา เธอส่งสัญญาณบอกคนอื่นให้มองไปยังทิศทางที่การโจมตีพุ่งมา
มันคือกระสุนสไนเปอร์ไรเฟิล โชคดีที่ศัตรูไม่คุ้นชินกับการเคลื่อนไหวเหนือมนุษย์ของพวกโคเลท กระสุนที่ควรจะเจาะเข้าศีรษะจึงทะลุผ่านไหล่ของดันเตแทน
“ยิงเสร็จก็เปลี่ยนตำแหน่งทันทีเลย ฝีมือไม่เลว อาจเป็นคนจากหน่วยพิเศษสักหน่วย”
“บ้าจังเลย เอาหน่วยพิเศษมาโจมตีพลเรือนเนี่ยนะ มันควรจะเอาพวกนี้ไปสู้กับปรสิตไม่ใช่เหรอ” จิบริลบ่นอุบอิบ
“คงไม่มองว่าอย่างเราเป็นพลเรือนแล้วล่ะมั้ง ทั้งฉันทั้งดาเซียนาเองก็มีชื่อในฐานะทหารรับจ้างนะ”
“พวกนี้คิดแค่จะจับเราให้ได้ ถ้าจับเป็นไม่ได้ก็คงกะจะจับตายเลย” โคเลทพูดเองแล้วก็รู้สึกหงุดหงิด คนพวกนี้กำลังคิดอะไรอยู่เธอไม่เข้าใจเลยสักนิด
“ขอฉันจัดการเองค่ะ” ไอสลินน์บอกกับดาเซียนา เธอตั้งใจว่าใช้พลังลบตัวตนทำให้ศัตรูมองไม่เห็นช่วงที่ผละออกจากที่กำบัง
“เดี๋ยวก่อน! เก็บพลังไว้ใช้ตอนหนีเถอะ พวกนั้นมีอีกหลายคน” ดาเซียนาห้ามเอาไว้
“แล้วจะทำยังไงดี” โคเลทกังวลถึงแผลของดันเต เธอลองใช้แสงของไชน์นิงไนท์รักษาดู แต่พอเป็นแผลที่ไม่ได้เกิดจากฟอลซิไฟเออร์มันก็ไม่ได้ผลอะไรสักนิด
“ไม่ต้องกังวล ฉันมีชีทสกิลที่รักษาดันเตได้ ตอนนี้พวกเธอควรโฟกัสไปที่การกลับบ้าน”
“จะให้ทิ้งคุณดาเซียนากับคุณดันเตไว้เหรอคะ”
“ไม่ใช่ทิ้ง แต่ไว้ใจให้พวกเราจัดการ” ดันเตฝืนยิ้ม ชีทสกิลของดาเซียนาทำให้เลือดหลุดไหลแล้ว แต่มันก็ยังต่างจากเวทมนตร์รักษาของฮาจา แผลไม่ได้หายไปทันที
“ฉันจะหลอกทำเป็นบุกสวน ช่วงนั้นพวกเธอก็ล่วงหน้าไปก่อน”
โคเลท ไอสลินน์และจิบริลพยักหน้ารับคำ (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
ดันเตอาการดีขึ้นบ้างแล้ว ก็กลับมาเคลื่อนไหวได้อีกครั้ง ส่วนดาเซียนาก็ทำอย่างที่เธอออกปากไว้ เธอใช้ระเบิดควันร่วมกับการระดมยิง หลังจากกระโจนข้ามตึกด้วยความเร็วที่เหลือเชื่อไม่กี่อึดใจก็สามารถเข้าประชิดหน่วยพิเศษคนแรก
อีกฝ่ายเป็นมืออาชีพฝีมือพระกาฬ หนึ่งในนั้นใช้จังหวะที่พวกเดียวกันไล่ดันเตออกจากที่ซ่อนและยิงสวนออกไปอย่างแม่นยำ ดันเตอ่านออกช้าไปแต่เขาก็เบี่ยงหลบจุดตายไปได้ มันทำให้กระสุนถูกเข้าที่ไหล่ข้างเดิมพอดิบพอดี
แต่กระสุนไม่ทะลุไปอย่างเคย ไม่ใช่ว่าผิดองศา ระยะหรือความแรงผิดพลาดไป กระสุนที่ควรจะทะลุซ้ำในตำแหน่งที่เกือบจะเป็นตำแหน่งเดิมกลับกระเด้งออกไป
ความจริงแล้วดันเตไม่จำเป็นต้องเบี่ยงหลบด้วยซ้ำ แต่ร่างกายของเขาเบี่ยงหลบเองเพราะความเคยชิน เขารู้อยู่แล้วถึงผลของชีทสกิลของดาเซียนา
การรักษาเป็นแค่เบื้องต้นของพลังเท่านั้น ความสุดยอดของสกิลนี้คือผู้ถูกรักษาจะไม่ได้รับความเสียหายเพิ่มเป็นเวลาสามนาที
“ชีทสกิลนี่มันโกงสมชื่อจริง ๆ”
โคเลท จิบริลและไอสลินน์หลุดจากสายตาของพวกหน่วยพิเศษมาได้แล้ว ไอสลินน์ฝืนใช้พลังอย่างต่อเนื่องในระหว่างที่ดึงทุกคนออกมาให้ห่างจากการปะทะ
แม้ว่าพวกเธอจะหมดปัญหาจากหน่วยพิเศษไปได้ชั่วคราวแต่ศัตรูที่เป็นพวกปรสิตก็ไม่ได้ลดลงไปด้วย
ยิ่งเข้าใกล้ศูนย์กลางของเมือง ปรสิตที่แห่ออกมาก็ยิ่งผิดมนุษย์มากขึ้น จากเดิมที่เหมือนกับมนุษย์ที่รูปร่างพิกลมีแขนขายาวผิดปกติหรือหน้าตาผิดรูป ในตอนนี้บางตนดูไม่ออกแล้วด้วยซ้ำว่าเคยเป็นมนุษย์มาก่อน
“ชักไม่ค่อยเหมือนมนุษย์ต่างดาวแล้วสิ มีพวกที่เหมือนมนุษย์หมาป่าด้วย พวกมันกลายพันธุ์”
“เหมือนไวรัสที่เจอกับโฮสต์ชนิดใหม่ ยิ่งแพร่ออกไปมากก็ยิ่งมีโอกาสกลายพันธุ์มาก”
“แต่กลายพันธุ์ยังไงก็ไม่น่าจะเหมือนหมาได้นะ อ๊ะ ตรงนั้นเหมือนมนุษย์งู ไม่สิ ปลาเหรอ”
“มันจะตัวอะไรก็ช่างมันเถอะพี่ ปรสิตกินร่างมนุษย์ได้ก็กินสัตว์อื่นได้เหมือนกันแหละ จะหน้าตายังไงก็อย่าประมาทพวกมันก็แล้วกัน”
“ก็ใช่แหละ หน้าตายังไงแสงของฉันก็ชำระล้างได้เหมือนกัน”
โคเลทกระโดดลงกลางวงของปรสิตนับสิบ ระเบิดแสงจากดาบฉาบร่างคนเหล่านั้น จากนั้นพวกมนุษย์ประหลาดก็ค่อย ๆ กลับสู่ร่างมนุษย์อีกครั้ง
ผ่านสถานีรถไฟฟ้า ผ่านห้างขนาดใหญ่ยักษ์ที่อยู่ใกล้กับปากซอยเข้าบ้าน เส้นทางที่พวกเธอต้องไปต่อเหลืออีกแค่ไม่ถึงเก้าร้อยเมตรแล้ว
แต่เก้าร้อยเมตรสุดท้ายนี้ไม่ง่าย ปรสิตไม่รู้กี่พันกี่หมื่นตนรออยู่ที่นั่น
“ถึงบ้านฉันก่อนบ้านเธอ งั้นแวะบ้านฉันก่อนดีไหม”
“ไม่ใช่เวลาจะมาตลกนะ”
“ไม่ถึงกิโลเมตรก็ถึงแล้ว ทะลวงรวดเดียวแบบไม่ต้องพักนี่แหละ”
ทั้งสามหันมาพยักหน้าให้กันก่อนจะออกวิ่ง
จิบริลที่ยังเหลือแรงมากกว่าใครเพื่อนคือด่านหน้าสุด เธอยกเลิกการใช้พลังงานที่อาวุธทุกอย่างและเปลี่ยนสเปซเอกซ์พลอเรอร์เป็นโหมดขับเคลื่อนเต็มกำลัง การทำแบบนี้ทำให้สเปซเอกพลอเรอร์สามารถพุ่งไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็วราวกับขับขี่ยานพาหนะ
โคเลทและไอสลินน์วิ่งตามจิบริลที่ช่วยแหวกวงล้อม ตอนนี้ไอสลินน์ไม่เหลือเรี่ยวแรงพอที่จะใช้พลังพิเศษได้อีกแล้ว เธอจึงต้องหวังพึ่งปืนและแส้ซึ่งก็ไม่ได้ช่วยอะไรได้มากนัก ส่วนโคเลทเองก็ใช้พลังมาตลอดแบบแทบไม่ได้บันยะบันยัง แสงสว่างที่ใช้การการชำระของเธออ่อนแรงลงทุกที
“อีกห้าร้อยเมตร” จิบริลตะโกนบอกพี่ ๆ
“มั่วรึเปล่าจิบริล นี่มันน่าจะเกินครึ่งทางแล้วนะ” โคเลทโวยวายอย่างยากลำบาก เธอเหนื่อยจนหายใจไม่ทันแล้ว
จิบริลพุ่งไปข้างหน้าเร็วกว่าเดิม ปรสิตที่ขวางอยู่ถูกเธอชนจนแหวกออกเป็นทาง แต่มันทำให้ระยะห่างของเธอและพี่ ๆ ไกลออกมาอีก
“อีกสี่ร้อยเมตร”
“เร็วเกินไปแล้วจิบริล”
โคเลทเห็นว่าเพื่อนกำลังจะโดนทิ้งไว้ข้างหลังจึงตัดสินใจคว้าตัวไว้ จากนั้นก็ออกแรงกระทืบพื้นเพื่อถีบตัวไปข้างหน้าแทนการวิ่ง มันรุนแรงจนเธอสามารถฝากรอยเท้าไว้กับพื้นถนนเลยทีเดียว วิธีนี้แม้ว่าจะยิ่งทำให้โคเลทเหนื่อยจนแทบกระอักเลือดแต่มันก็ทำให้เธอตามความเร็วของน้องสาวทัน
“อีกร้อยเมตร” จิบริลตะโกนเป็นหนสุดท้าย เธอตัดสินใจชะลอความเร็วลงเพราะจากระยะนั้นเธอพบว่าหน้าบ้านของตนเองก็มีสิ่งผิดปกติ