Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 43: อาวุธลับของเจ้าแห่งแวมไพร์
ความพยายามของควินเนไม่ได้เสียเปล่า พายุเวทลูกหนึ่งของเธอซัดถูกม้าโครงกระดูกอย่างจัง มันแหลกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แต่ก็น่าเสียดาย โครนอคกระโดดหลบหนีได้จึงไม่โดนไปด้วย
สิ่งที่น่าหวาดหวั่นไม่ใช่แค่หอกในมือซ้ายของราชาสเกเลตัน แต่มันคือดาบในมือขวาต่างหาก เขาใช้ดาบเล่มนั้นฟาดฟันกับดีวานอย่างสูสี ซึ่งถ้าเปลี่ยนเป็นเวเนแทน เธอคงถูกฟันขาดครึ่งตั้งแต่การโจมตีครั้งแรก
“นัลลิไฟแดเมจ”
พลั่กกกก
เวเนร่ายคาถาในระยะประชิด มันเป็นจังหวะเดียวกับที่ดาบของโครนอคถึงตัวเธอ ดาบกระแทกร่างเล็ก ๆ ของเธอจนปลิว แต่มันไม่ได้สร้างบาดแผลร้ายแรงให้กับเธอ เวทมนตร์ของเวเนสะกดพลังโจมตีของโครนอคเอาไว้ แม้ว่ามันจะไม่ได้สมบูรณ์อย่างที่เธอหวัง แต่พลังทำลายของดาบก็ลดลงเกินกว่าเก้าในสิบส่วน
ที่เวเนรอดตายมาได้ฉิวเฉียดอีกคนที่ควรได้รับคำชมก็คือควินเน พร้อมกันกับที่เวเนใช้เวทมนตร์กับโครนอคเธอก็ร่ายอีกเวทออกไปด้วย เวทมนตร์นี้มีผลทำให้อาวุธสูญเสียความคมและน้ำหนักไป เวทของราชินีแฟรีจึงมีบทบาทสำคัญไม่น้อยไปกว่านัลลิไฟแดเมจของเวเน
“แกหมดสิทธิ์ชนะแล้ว” เวเนพยายามลุกขึ้นแต่ไม่สำเร็จ เธอบาดเจ็บยิ่งกว่าที่เห็นภายนอก
ดีวานเห็นเวเนที่ลุกไม่ขึ้นแล้วรู้สึกกลัว มันทำให้เขานึกถึงตอนที่เขาไม่สามารถช่วยทีนาได้ ยิ่งเขาร้อนใจอยากไปช่วยมากแค่ไหนเขาก็ยิ่งช้าลงเพราะพวกสเกเลตันเข้ามาขวาง
ฟลอราเองมีสภาพไม่ได้ต่างกับดีวาน ถึงจะยังอยู่ในระยะที่มองเห็นได้ เธอและเฮอร์มิตคนอื่นก็อยู่ไกลจนเกินไป เธอพยายามตะโกนบอกน้องสาวให้วิ่งหนีแต่เสียงของเธอกลับไปไม่ถึง
โครนอคโยนดาบชั้นเลิศทิ้งอย่างไม่ไยดี เขาใช้เวทมนตร์แบบเดียวกับที่สร้างหอกเรียกดาบกระดูกออกมาแทน เวทมนตร์ของเวเนยังส่งผลอยู่แต่ถึงจะมีเพียงแค่หนึ่งในสิบ การสังหารเด็กสาวคนหนึ่งก็ยังไม่เกินกำลัง
ควินเนร่ายเวทลมใส่ในระยะประชิด เธอมั่นใจว่าคราวนี้เขาไม่มีทางหลบได้ ซึ่งมันก็เป็นไปอย่างที่คาด พายุเวทซัดเข้าใส่อย่างเต็มแรง
โครนอคไม่หลบในครั้งนี้ เพราะเขาไม่จำเป็นต้องหลบ ราชาโครงกระดูกเคลื่อนที่อยู่ในพายุนั้นอย่างอิสระ ราวกับพายุได้ทะลุผ่านเขาไป ดีวานที่เห็นเหตุการณ์ก็ตกใจเพราะมันเป็นวิชาย่างเท้าที่สืบทอดกันมาในตระกูลหนึ่ง
ฉับบบบ
กรี๊ดดดด
ดาบกระดูกถูกฟันลงมาและสร้างรอยแผลบนร่างของเด็กสาว จากไหล่ซ้ายยาวไปเกือบถึงท้องข้างขวา เวเนล่มลงทั้งยืนเลือดของเธอกระเซ็นเป็นสายจนเปรอะใบหน้ากะโหลกของโครนอค
“นังเด็กโง่ ตายซะเถอะ” โครนอคเงื้อดาบขึ้นสุดแขน
ฟลอราและดีวานต่างก็พยายามสลัดจากศัตรูให้หลุดแต่มันก็ไม่ทันแล้ว ดาบของโครนอคกำลังฟาดลงมา ในขณะที่เวเนก็ไม่คิดที่จะหยุดใช้เวทมนตร์ของเธอ ต่อให้เธอต้องตายแต่เวทมนตร์ของเธอจะช่วยให้ใครสักคนสามารถล้มเจ้าปีศาจร้ายตนนี้ได้แน่
แต่ดาบก็หยุดลงก่อนที่จะถึงลำคอของเธอ
โครนอคเห็นบางสิ่งที่ตกลงมาจากชุดของเวเน มันคือเชือกเก่า ๆ ที่ร้อยไว้กับแหวนวงหนึ่ง แหวนวงนี้เอลเดอร์เล่าว่ามันติดตัวเธอมาตั้งแต่ตอนยังเป็นทารก เขาเชื่อว่ามันอาจมีความเกี่ยวพันกับชาติกำเนิดของเธอ
“แหวน…” โครนอครู้สึกสับสน เขาก้มลงไปหยิบมันขึ้นมาให้เห็นชัด ๆ เขาแน่ใจว่าเคยเห็นแหวนแบบนี้มาก่อน
ภาพผู้หญิงรายหนึ่งฉายขึ้นในความทรงจำ ในอ้อมอกของเธอมีลูกน้อยที่ยังแบเบาะ ข้าง ๆ ของเธอมีชายหนุ่มผู้กำลังมีรอยยิ้มเปื้อนหน้า ทั้งคู่แต่งตัวอย่างคนมีฐานะ เขามั่นใจว่าครอบครัวนี้คงเป็นชนชั้นสูงของที่ใดที่หนึ่ง
“ใคร พวกแกคือใคร” โครนอคเริ่มอาละวาด เขากวัดแกว่งดาบไปทั่วอย่างน่าหวาดเสียว มันไม่ได้โดนแค่พวกทหารเอเทเซีย แม้แต่ลูกน้องของเขาเองก็ถูกลูกหลงไปด้วย
เขาเห็นภาพชายหนุ่มคนเดิมในชุดอัศวิน ชายหนุ่มและกองทัพของเขาต่อสู้กับพวกอันเดดอย่างกล้าหาญ โครนอคเห็นธงที่กองทัพนั้นใช้ มันมีทั้งธงของเอเทเซียและธงประจำตระกูลที่เขาคุ้นเคยอย่างประหลาด
“…โรดอส” ราชาสเกเลตันยิ่งคลั่งกว่าเดิม ความปั่นป่วนของจิตใจทำให้ผลของไนท์ออฟเทอร์เรอร์แปรปรวน ท้องฟ้าที่ย้อมด้วยฝุ่นผงเริ่มมีแสงทะลุลงมาประปราย
“เจ้านี่บ้าไปแล้ว” เวเนสะกิดควินเนเพื่อให้ระวังตัว
โครนอคพยายามกำแหวนไว้แน่น แต่มือที่มีแต่กระดูกของเขาไม่เหมาะกับการคว้าจับสิ่งที่เล็กแบบนี้ มันร่วงหลุดลงจากช่องในมือและกลิ้งตกลงพื้น
“อ๊ากกกกกกกกก” เสียงคำรามโหยหวนลั่นไปทั่วบริเวณ
ฝุ่นสีดำจากเวทมนตร์ยังไม่จางหายไปหมด แต่ทุกคนก็รู้แล้วว่าการต่อสู้จบลงแล้ว บางคนถึงกับปล่อยดาบให้ร่วงหลุดมือไป บางคนก็ทรุดลงไปนั่งหมดแรง บางคนแทบจะกอดคอกันร้องไห้
เชอรีสในร่างจิ้งจอกเพลิงคืนร่างกลับมาอยู่ในชุดราชินีนักรบ ร่างของเธอชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อและเลือดของตัวเอง เธอเพิ่งสามารถจัดการกับร่างโคลนของมาร์เคลสำเร็จ ราชินีผู้แทบไม่เหลือเรี่ยวแรงมองลงมาจากกำแพงเมืองและพบว่าม่านหมอกสีดำมืดของกองทัพเรวาเรนท์ได้สลายไปสิ้นแล้ว
ร่างโครนอคค่อย ๆ เปื่อยยุ่ยแล้วสลายเป็นฝุ่นผง เขายังคงไม่เข้าใจภาพหลอนที่เกิดขึ้น ชายหนุ่มผู้นั้นคือใคร หญิงสาวที่ใบหน้าชวนคิดถึงเกี่ยวข้องอะไร
สิ่งสุดท้ายที่เขานึกออกคือแหวนวงนั้น มันเคยเป็นของฝ่ายหญิงก่อนที่เธอจะมอบให้กับทารก
…เจ้าคือทารกคนนั้นสินะ…
นั่นคือคำพูดสุดท้ายที่เขาพูดกับเวเนก่อนที่จะหายไปอย่างสมบูรณ์ ทิ้งให้อีกฝ่ายเหลือคำถามที่ไม่มีทางได้รับคำตอบไปตลอดกาล
สงครามหลักจบลงแล้ว เอเทเซียได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้น แม้ดาร์คเจสเตอร์และมาร์เคลจะหายตัวไปในช่วงท้าย แต่ความเสียหายของเรวาเรนท์ก็ร้ายแรงจนยากฟื้นตัว พวกเขาเสียแม่ทัพใหญ่และบรรดาขุนพลสำคัญไปจนเกือบหมด หมู่บ้านน้อยใหญ่ต่างก็ถูกยึดคืนจนแทบไม่เหลือ เส้นทางที่ถูกตัดขาดกับอัลกราดได้ถูกเปิดขึ้นอีกครั้ง การกำจัดอันเดดที่หลงเหลือนั้นขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น
พวกเขาส่วนใหญ่ไม่รู้ว่า สงครามสุดท้ายที่แท้จริงยังคงดำเนินอยู่ แต่มันก็กำลังจะรู้ผลในอีกไม่ช้านี้แล้ว
รอบกายโซนาตาตอนนี้ไม่เหลืออันเดดตนใดอีกแล้วนอกจากมาร์เคลที่นั่งจมกองเลือดอยู่ข้างหน้า อีริธ อลินา และไซเลนเซอร์ทุกคนต่างก็มารวมตัวกันและรอผลตัดสิน พวกเขารู้ว่าเวลาแบบนี้ไม่ควรเสียมารยาทเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการต่อสู้ตัวต่อตัวของคนอื่น
“พอเถอะ กองทัพแกไม่เหลือแล้ว ส่งกุญแจมา แล้วจะไว้ชีวิตให้ก็ได้”
“ข้า… ยังเหลือทางสุดท้ายอยู่” มาร์เคลตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง เลือดคือแหล่งกำเนิดพลังของแวมไพร์และการที่เขาต้องเสียเลือดไปมากระหว่างการต่อสู้ และไม่สามารถหามาเพิ่มได้ในตอนนี้ มันเป็นความเสียหายร้ายแรง
“คิดให้ดีนะ พวกเราก็แค่ต้องการกุญแจ แกจะอยู่หรือตาย พวกเราไม่ได้สนหรอก” อีริธช่วยเกลี้ยกล่อม มันยังมีความเป็นไปได้ที่แม้จะฆ่ามาร์เคลแล้วแต่พวกเขาก็หากุญแจส่วนสุดท้ายไม่เจอ ถ้าอีกฝ่ายให้ความร่วมมือก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
“พวกแกนี่มันเข้าใจอะไรยากจริงนะ” มาร์เคลแสยะยิ้ม เขาลุกขึ้นทั้งที่ยังยืนให้ตรงไม่ได้ มือหนึ่งล้วงเข้าไปในผ้าคลุมและหยิบยาขวดหนึ่งออกมา “ข้าบอกแล้วว่าศึกนี้ยังไม่จบ”
ไม่มีใครเลยสักคนที่คิดจะหยุดมาร์เคล พวกเขาต่างก็มั่นใจในตัวเองจนเกินไป เจ้าแห่งแวมไพร์กระดกยาที่เขาซ่อนเอาไว้ทีเดียวหมดทั้งขวด เมื่อยาสีแดงล่วงผ่านลำคอไปร่างของเขาก็กระตุกเกร็งหลายครั้ง
…กลิ่นเลือด ไม่ใช่ มีส่วนผสมยาอื่นปนด้วย…
“ถ้าเป็นไปได้ข้าก็ไม่อยากใช้สิ่งนี้หรอก” มาร์เคลกระตุกสั่นด้วยความเร็วสูง เขามีสีหน้าที่เจ็บปวดแสนสาหัส แต่กลับไม่ได้ดูอ่อนแรงเลย
ร่างนั้นค่อย ๆ ขยายขึ้น กล้ามเนื้อดันชุดจนปริขาด แขนทั้งสองข้างมีผังผืดปรากฏขึ้นและยืดยาวออกจนกลายเป็นปีกขนาดใหญ่ จมูกเชิดขึ้นจนเห็นเขี้ยวคบกริบ ดวงตาลึกโหลกลายเป็นสีแดงทั้งดวง
“ร่างค้างคาว… ไม่ใช่สิ” โซนาตานึกถึงตำราที่เขาอ่านก่อนหน้านี้ แวมไพร์บางตนนอกจากแบ่งร่างออกเป็นค้าวคาวตัวเล็กหลายตัวแล้ว บางตนยังสามารถแปลงเป็นกึ่งมนุษย์กึ่งค้างคาวแบบนี้ได้ด้วย แต่สังหรณ์ได้บอกโซนาตาว่ามาร์เคลคงไม่กินยาประหลาดเข้าไปเพียงเพื่อผลแค่นี้
เขาเดาได้ถูกต้อง การกลายร่างยังไม่จบ ท่อนล่างของมาร์เคลได้งอกขาประหลาดอีกสองข้างออกมาด้วย ขาทั้งคู่มีรูปร่างเหมือนกับขาหลังของหมาป่า เหมือนกับเซนทอร์ในตำนานกรีกที่มีท่อนล่างเป็นม้า แต่เขามีท่อนล่างของหมาป่าตัวใหญ่แทน
“รูปร่างแบบนั้นจะยังบินขึ้นเหรอ” กาเรนตั้งข้อสังเกต
โซนาตาเผลอหลุดขำ
“เห็นข้าแบบนี้แล้วยังกล้าดูถูกอีกเหรอ” มาร์เคลยังตัวสั่นไม่หยุดด้วยความโกรธเกรี้ยวและคลุ้มแค้น
“คนที่ปากเสียมันหมอนั่นต่างหาก” โซนาตาชี้ไปด้านหลัง กาเรนได้ยินเข้าก็สะดุ้ง
ร่วมนาทีผ่านไป การกลายร่างของมาร์เคลก็สิ้นสุด เขาไม่ได้เปลี่ยนไปจากสภาพครั้งสุดท้ายมาก ยกเว้นกล้ามเนื้อที่เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว
“เสร็จแล้วสินะ งั้นเรามา…”
ผั่วะ!
โซนาตาถูกซัดจนลอยปลิวหายไป มาร์เคลไม่ได้สัมผัสด้วยซ้ำ เขาแค่ใช้แรงดันลมจากมือเท่านั้นก็ส่งร่างอีกฝ่ายลอยละลิ่วหายไปในเงามืด มาร์เคลมองมือตัวเองอย่างสงสัยเพราะตนเองก็ไม่คิดว่าจะเพิ่มพลังขึ้นได้มากขนาดนี้
เขาเคยหวาดกลัวผลของมัน ดาร์คเจสเตอร์เตือนเอาไว้ว่าร่างที่น่าสยดสยองนี้จะไม่มีทางกลับคืนเป็นอย่างเดิมได้อีก จริงอยู่ที่เขาต้องการความแข็งแกร่งที่ไร้เทียมทาน แต่มาร์เคลก็ไม่ต้องการอยู่ในสภาพของสัตว์ประหลาดไปตลอดกาล
สิ่งที่น่าประหลาดคือเมื่อได้มาอยู่ในร่างนี้ มาร์เคลกลับไม่รู้สึกรังเกียจมัน อาจจะเป็นเพราะผลของยาที่ส่งผลไปถึงบุคลิกด้วย ในตอนนี้เขาขอแค่ได้พลังที่เหนือกว่าทุกผู้ทุกคนก็เพียงพอแล้ว ความคิดของเขาเปลี่ยนไปว่าความแข็งแกร่งต่างหากคือความงดงาม