Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 44: เจ็บหนัก
แม้ว่าจะเห็นโซนาตาถูกซัดปลิวไป อีริธและวิลเลียมไม่ได้แสดงปฏิกิริยาใดออกมา ผิดกับอลินา เคสเทรล และกาเรน ทั้งสามแผ่จิตสังหารออกมาอย่างรุนแรงจนรู้สึกได้ผ่านความสั่นสะเทือนในอากาศ
เคสเทรลคือคนแรกที่ถึงตัวมาร์เคลก่อน มาร์เคลใช้ความเร็วสูงหลบหมัดของเขาได้แถมยังสวนกลับมาด้วย กรงเล็บของมาร์เคลเกือบจะกระชากใบหน้าของเคสเทรลออกมา แต่เขาก็ต้องหยุดมือเพราะสัมผัสถึงอันตรายร้ายแรง
แม้จะล่อให้อีกฝ่ายโจมตีไม่สำเร็จ แต่เคสเทรลก็มีวิธีอื่นเล่นงานอีกฝ่าย เขาสัมผัสพื้นบริเวณที่มาร์เคลยืนและสลายมันจนกลายเป็นหลุมลึกในพริบตา มาร์เคลแม้จะบินได้แต่ก็ไม่ได้คาดการณ์เรื่องแบบนี้ไว้ เขาเสียจังหวะไปเล็กน้อย
เคสเทรลพยายามคว้าปีกเอาไว้ แต่มาร์เคลก็ยังเร็วเหนือกว่านั้น เขาถอยออกไป
โครมมม
ร่างของมาร์เคลบินทะลุผนังออกไป เขาแปลกใจเพราะมันไม่ควรจะมีผนังอยู่ตรงนั้น และก่อนที่จะได้ตั้งตัว แรงดึงดูดก็เปลี่ยนทิศ เขาถูกดึงเข้าสู้ความว่างเปล่า จากนั้นก็กระชากให้ร่วงลง
ด้านล่างของแรงดึงดูดมหาศาลคือดินแดนสุดลูกหูลูกตาที่กำลังลุกไหม้ มาร์เคลนึกขึ้นได้ว่ามันคือดวงอาทิตย์แต่เขาไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงมาอยู่ตรงนั้นได้ ร่างของเขากำลังลุกไหม้แม้ว่าจะยังอยู่ห่างจากทะเลเพลิงนั้นก็ตาม
มันคือภาพลวงตา! มาร์เคลเข้าใจแล้วว่าเขากำลังรับมือกับอะไร แต่ถึงจะรู้สมองกลับไม่สามารถขัดขืนได้ ความเจ็บปวดจากการถูกไฟนรกเผาเป็นเรื่องจริงที่สมองรับรู้
ด้านนอกโลกลวงตาที่สร้างขึ้นมาใช้กับมาร์เคล เคสเทรลกำลังจับร่างของมาร์เคลยกขึ้น เขากำลังใช้พลังสลายอะตอมของมาร์เคล แต่มันไม่ง่ายดายเลย พลังนี้ใช้ได้ผลน้อยลงกับสิ่งที่มีพลังจิตเข้มแข็ง ถ้าเป็นมาร์เคลก่อนหน้านี้เขาคงจะฆ่าทิ้งได้ในเวลาแค่อึดใจ แต่ตอนนี้อีกฝ่ายกลับต่อต้านไว้ได้
“ฟื้นตัวเร็วมาก” เคสเทรลพึมพำ ร่างของมาร์เคลย่อยสลายและฟื้นตัวสลับไปมาด้วยความเร็วสูง เขาพบว่าถ้าไม่สร้างความเสียหายให้อีกฝ่ายมากกว่านี้ มันก็แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะฆ่ามันได้
“ถอยมาเคสเทรล!” กาเรนตะโกนบอก ภาพลวงตาของเขากำลังถูกต่อต้าน อีกไม่นานมาร์เคลจะได้สติคืนมา
เคสเทรลกระโดดถอยออกมาตั้งหลักในจังหวะเดียวกับที่สำนึกของมาร์เคลกลับมาจากโลกลวงตา เจ้าแห่งแวมไพร์ไม่ปล่อยให้โอกาสเสียไป เขาพุ่งตามเข้าไป กรงเล็บถูกตะปบลงมาด้วยความเร็วที่เหนือเสียงหลายเท่า
เคสเทรลเกือบถูกเล่นงานไปแล้ว แต่ด้วยพลังของอลินาเธอสลับที่เพื่อนกับเศษหินแถวนั้นได้ทันฉิวเฉียด
หากเมื่อครู่เขาโดนการโจมตีนั้นเข้าไปคงไม่แคล้วต้องเจ็บหนักแน่
อลินาคิดคำนวณในหัวอย่างรวดเร็ว เธอกำลังชั่งน้ำหนักว่าควรดึงอีริธและวิลเลียมมาร่วมวงต่อสู้ด้วยดีหรือไม่ เธอมีพลังในการสลับที่คนหรือสิ่งของตราบใดที่สิ่งนั้นอยู่ในระยะมองเห็นด้วยตาหรือรู้พิกัดในแผนที่อย่างแม่นยำ การสลับเอาร่างของทั้งคู่ไปรับการโจมตีเพื่อบีบให้พวกเขาสู้มันไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเธอ
แต่ผลลัพธ์มันอาจจะออกมาอีกแบบก็ได้ ถึงแม้ว่าจะกำจัดมาร์เคลสำเร็จ สองคนนี้อาจจะหันมาเป็นศัตรูแทน เรื่องนี้เธอต้องคิดให้รอบคอบก่อนผลีผลามลงมือไป
มาร์เคลโหมโจมตีอย่างกระหายเลือด เคสเทรลและกาเรนตั้งรับอย่างเต็มที่ พวกเขาพยายามกันมาร์เคลเอาไว้เพราะไม่ต้องการให้หลุดไปถึงตัวอลินาได้ ถึงจะเป็นการกระทำที่ดูเป็นสุภาพบุรุษแต่หญิงสาวเห็นแล้วกลับรู้สึกฉุน พวกเขาทำอย่างกับเธอไม่แข็งแกร่งพอจะเผชิญหน้ากับศัตรู
พลั่กกก
“อย่ามาทำเป็นเท่เลย พวกนายน่ะอ่อนแอกว่าฉันอีก” อลินาอาศัยการสลับที่สร้างความสับสนและเตะเข้าใบหน้าของมาร์เคลเต็มเท้า ตั้งแต่มาร์เคลกลายเป็นสัตว์ประหลาดนี่คือการโจมตีครั้งแรกที่ประสบความสำเร็จ
“ยัยนี่” เคสเทรลได้ยินก็โมโหจนเส้นเลือดขึ้นหน้า “ว่าใครอ่อนแอนะ”
“ไม่เอาน่า ๆ อย่ามาทะเลาะกันในเวลาแบบนี้สิ” กาเรนเข้าไปห้ามทัพ
“ไม่ได้ทะเลาะ” อลินาและเคสเทรลประสานเสียง ปากบอกไม่ได้ทะเลาะแต่น้ำเสียงทั้งคู่ไม่ใช่เลย
“กล้าเมินข้าเชียวรึเจ้าพวกมนุษย์” มาร์เคลแผ่จิตสังหารออกมามากยิ่งกว่าเดิม เขาเลิกล้มความคิดที่อยากทดสอบกำลังของตนแล้ว สิ่งที่ต้องการในตอนนี้มีแค่ละเลงเลือดเหล่ามนุษย์โอหังพวกนี้
มาร์เคลบินถลาไปด้วยความเร็วที่มากกว่าเดิม เขาเห็นการเคลื่อนไหวของพวกเคสเทรลอย่างแจ่มชัด
…ไปทางซ้ายฆ่าคนแรกก่อน อ้อมไปอีกทางคนที่สอง จากนั้นก็…
ความคิดยังไม่เร็วเท่ากับการเคลื่อนไหวจริง แขนของเขากระซวกทะลุอกของกาเรนโดยที่อีกฝ่ายไม่รู้ตัวเสียด้วยซ้ำ เขาเปลี่ยนเป้าไปที่อลินาที่กำลังใช้พลังสลับที่ มาร์เคลมองเห็นอย่างชัดเจนว่าพลังกำลังทำงาน เศษหินกำลังจะถูกสลับที่กับเธอ เขาเปลี่ยนไปโจมตีที่หินนั้นแทน
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก บางทีมันอาจจะเกิดขึ้นภายในหนึ่งมิลลิวินาที เมื่อการเคลื่อนไหวจบสิ้น ศีรษะของทั้งสามร่างที่เขาเก็บมาก็ถูกทิ้งลงบนพื้น
อีริธและวิลเลียมตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เขาไม่คิดว่าอัจฉริยะที่ทั้งดาวจะมีเพียงไม่กี่คนอย่างไซเลนเซอร์จะถูกฆ่าทิ้งอย่างง่าย ๆ ทั้งคู่ตั้งท่ารับมือแต่ก็สายไปแล้ว มาร์เคลได้เด็ดหัวของทั้งคู่ทิ้งก่อนหน้านั้น
“ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ” เจ้าแห่งแวมไพร์หัวเราะอย่างยินดี เขาไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อนในชีวิต พอกันทีกับความหวาดกลัวต่อผู้มีอำนาจมากกว่า ในเวลานี้เขากลายเป็นสิ่งที่ทรงอำนาจมากที่สุดไปแล้ว
สวบบบ
มือของใครคนหนึ่งแทงทะลุอกของเขาจากด้านหลัง มาร์เคลพบว่ามือนั้นกำลังกำหัวใจของเขาเอาไว้ด้วย ก่อนที่หัวใจจะถูกขยี้จนแหลกเขาพยายามจะจับมือนั้นไว้แต่เจ้าของมือรวมทั้งหัวใจของตนก็หายไปแล้ว
“ได้ใจใหญ่เลยนะแกนี่” โซนาตาที่มาโผล่ด้านหน้าอย่างฉับพลัน บีบหัวใจในมือจนกลายเป็นแค่ก้อนเลือด
“ยังไม่ตายสินะ… จริงสิ แกก็แค่โดนแรงอัดอากาศปลิวไป”
“เล่นเอาหายเมื่อยเลย” โซนาตาบิดคอดังกร๊อบแกร๊บพร้อมกับสะบัดแข้งสะบัดขายืดเส้นยืดสาย
“แต่แกมาช้าไปแล้ว พรรคพวกของแกทุกคน เฮ้ยยย…” มาร์เคลหลุดปากร้องลั่น ด้านหลังของโซนาตามีอลินายืนเท้าสะเอวอยู่ ไม่ใช่แค่นั้น กาเรนและเคสเทรลที่ถูกเด็ดหัวไปแล้วก็ยืนอยู่ด้วย พวกเขายังอยู่ดีมีสุขไม่ได้มีอาการบาดเจ็บใด ๆ เลย
“ทั้งที่พลังจิตเพิ่มขึ้นขนาดนั้น แต่ก็ยังถูกภาพลวงตาเล่นงานครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ได้เรื่องเลยนะ” กาเรนส่ายหน้า
…ใจเย็นไว้มาร์เคล สถานการณ์ไม่ได้เปลี่ยนไป ข้ายังมีพลังเหนือกว่า… มาร์เคลคิด
แล้วการดวลเดี่ยวก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง โซนาตาหลบกรงเล็บของมาร์เคลได้แต่มันก็สร้างบาดแผลเป็นทางยาวให้กับไหล่ของเขา เล็บของมาร์เคลทำให้ไซเลนเซอร์แบทเทิลสูทขาดได้ไม่ยากทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีใครทำให้มันชำรุดได้แม้แต่รอยแมวข่วน
มาร์เคลมั่นใจว่าเขาไม่ได้อ่อนแอลงหรือเผลอยั้งมือเลย การเคลื่อนไหวของโซนาตาต่างหากที่เปลี่ยนไป เขาตั้งท่าเหมือนกับพวกใช้ศิลปะการต่อสู้ ร่างกายท่อนล่างเป็นจุดหมุน ทั้งช่วยส่งแรงและสลายแรงปะทะ เท้าทั้งคู่มั่นคงราวกับมีน้ำหนักนับร้อยตันกดอยู่ แต่ขณะที่เคลื่อนไหวก็ทั้งอ่อนช้อยและเบาราวกับไร้น้ำหนัก
ลูกเตะลูกแรกหลุดเข้ามาได้ มันกระแทกคอของมาร์เคลแรงจนกระดูกคอหักยับ แม้ว่าเขาจะฟื้นสภาพได้ฉับพลันแต่ความเจ็บปวดที่เกิดยังไม่หายไป ก็ถูกอีกฝ่ายพุ่งเข้ามาซ้ำ
วิชาหมัดทะลวงมีแรงหมุนหนุนนำ ร่างของมาร์เคลถูกทำลายจากด้านในสู่ด้านนอก มันคือเทคนิคชั้นสูงของการต่อยที่อัดใช้ทั้งพลังของการหมุนและเพิ่มกำลังจิตเข้าไป มาร์เคลถูกถลุงอยู่ข้างเดียวกำลังงงเป็นไก่ตาแตก
เขาเร็วกว่ามาก ด้านพลังก็เหนือกว่า อะไรคือเหตุผลที่โซนาตาได้เปรียบจนเขาตอบโต้ไม่ได้เลย มาร์เคลเพ่งมองการเคลื่อนไหวอยู่พักใหญ่แล้วก็ได้คำตอบ
ร่างของโซนาตามองผิวเผินไม่ต่างจากมนุษย์ทั่วไป แต่ด้วยตาจิตของมาร์เคล เขาจึงสามารถเห็นออราที่ห่อหุ้มอีกฝ่ายเอาไว้ได้ ชายผู้นี้มีกำลังจิตที่เหนือกว่าสิ่งมีชีวิตใด ๆ ที่มาร์เคลเคยรู้จัก
ว๊ากกกกกก
มาร์เคลคำรามลั่น เขาเข้าใจแล้วว่ายังเอาชนะโซนาตาไม่ได้ เขารีดเร้นพลังทั้งหมดที่มีออกมา เลือดของแวมไพร์ทั้งหมดถูกนำมาใช้จนถึงขีดจำกัด ต่อให้หลังจากนี้สติของเขาจะหายไปมาร์เคลก็ไม่สนใจอีกแล้ว เขาต้องการแค่ชัยชนะ
มาร์เคลตัวใหญ่ขึ้นอีกขั้น แขนของเขางอกออกมาเพิ่มอีกสองข้าง ที่ปลายของแขนข้างใหม่มีหัวของหมาป่าปรากฏขึ้น เกล็ดหนาและแข็งยิ่งกว่าเกล็ดมังกรปกคลุมไปทั่วร่าง และหางที่คล้ายจระเข้ก็งอกยาวออกมาเป็นอย่างสุดท้าย
“นี่มันคิดว่าตัวเองเป็นบอสในเกมหรือยังไงเนี่ย มีร่างสองแล้วยังมีร่างสามอีก” โซนาตาหันไปคุยกับเพื่อน แต่ละคนทำหน้าตื่นและไล่ให้เขากลับไปสนใจกับคู่ต่อสู้
“เลิกเล่นได้แล้ว พวกเราเองก็ต้องเข้าไปช่วย” เคสเทรลเตรียมพุ่งเข้าไป แต่อลินายื่นแขนมากันเขาไว้
“หมอนั่น ยังไม่ได้ขอให้ช่วย” เธอตอบ ทั้งที่ในใจร้อนรนยิ่งกว่าใคร
โซนาตาชักดาบดำออกจากปลอก ไม่มีปืน ไม่มีระเบิด ไม่มีลูกไม้ใด ๆ อีก อาวุธสุดท้ายที่เขาเลือกก็คือดาบต้องสาปที่อัดแน่นไปด้วยความทรงจำของเจ้าของคนก่อน
เขาเคลื่อนไหวไปตามความทรงจำที่หลงเหลือในดาบ มันคล้ายกับเพลงดาบเอเทเซียที่ดีวานใช้ แต่อานุภาพของมันแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน เพลงดาบนี้ทำให้โซนาตาสามารถปัดป้องการโจมตีของมาร์เคลได้อย่างสมบูรณ์แบบ
“หมอนี่เชี่ยวชาญดาบขนาดนี้เลยเหรอ” อีริธพิจารณาการเคลื่อนไหวของโซนาตาอย่างสนอกสนใจ เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญการใช้ดาบระดับที่หาคนรับมือไม่ได้ง่าย กลับยอมรับว่าวิชาดาบที่เพิ่งได้เห็นโซนาตาใช้งานน่ากลัว
มาร์เคลไม่เหลือสติอีกแล้ว เขากลายเป็นแค่สัตว์ประหลาดที่รู้จักเพียงการเข่นฆ่า ถึงเขาจะเร็วและมีกำลังยิ่งขึ้น แต่การเคลื่อนไหวของเขาก็อ่านได้ง่ายกว่าเดิม มันเป็นโอกาสให้โซนาตาเปลี่ยนจากการตั้งรับเป็นการจู่โจม
ฉัวะ!!
มือซ้ายของโซนาตาหลุดกระเด็นไป แต่สีหน้าของเขาไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย ดาบยังคงโบกสะบัดและเฉือดเฉือนร่างอีกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง
น่าแปลกที่โซนาตาไม่รู้สึกถึงความเกลียดชังและรังสีแห่งการฆ่าฟันจากดาบ ผู้ครอบครองคนก่อนไม่ได้ต่อสู้เพื่อล้างผลาญชีวิตหรือแม้แต่ทำเพื่อเอาชนะ เขาต่อสู้เพื่อผู้คนที่อ่อนแอ ทุกครั้งที่ฟาดฟันผู้อื่นมันเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและเจ็บปวด เป็นความรู้สึกประหลาดที่โซนาตาไม่เคยสัมผัสได้