Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 45: บทสรุปของสงคราม
เข้มแข็งอย่างเด็ดขาด และก็อ่อนโยนยิ่งกว่าผู้ใด โซนาตารับความรู้สึกนั้นมาและมันทำให้ดาบที่เคยต่อต้านเขาสงบลง เขารู้ว่ามันอาจจะเป็นแค่ชั่วคราวแต่ตอนนี้เขาสามารถควบคุมมันได้แล้ว
อลินา เคสเทรล กาเรน รวมทั้งพวกอีริธถอยออกมาตั้งหลัก จะเจตนาหรือไม่ก็ตามโซนาตาจะถล่มทั้งเนโครโปลิสในไม่ช้า พวกเขาต้องทำให้แน่ใจว่าจะไม่ถูกฝังทั้งเป็นไปด้วยหากเวลานั้นมาถึง
คลื่นดาบฉีกพื้นดินออก เมืองที่ยุบตัวกลายเป็นเหวขนาดย่อม เพียงไม่กี่เพลงดาบที่ถูกปลดปล่อย หายนะก็แผ่ขยายไปในวงกว้าง อลินายังคงกึ่งวิ่งกึ่งหันกลับไปดูด้วยความเป็นห่วงจนกาเรนต้องฉุดกระชากลากถูเธอให้พ้นจากบริเวณนั้นโดยเร็ว
มาร์เคลบินทะลุผืนดินที่กำลังถล่มออกมา เป็นอย่างที่ทุกคนคาดไว้ร่างสัตว์ประหลาดนี้ทำให้เขาไม่มีจุดอ่อนเรื่องแสงอาทิตย์อีกแล้ว
น่าเห็นใจตรงที่เจ้าตัวไม่มีโอกาสรับรู้สิ่งนั้นอีกต่อไป
โซนาตาตามมาร์เคลออกมาติด ๆ ร่างของเขาเต็มไปด้วยบาดแผลร้ายแรง แต่เขาก็ยังไม่หยุดต่อสู้ ดาบยังคงกวัดแกว่งอย่างเฉียบคม และทุกครั้งมันก็สามารถสร้างความเสียหายให้อีกฝ่ายได้
“เจ้านั่นฟื้นตัวช้าลงแล้ว” อลินาลุ้นจนไม่กล้าหายใจ เธอพบว่ามาร์เคลอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด ตอนนี้มันมีสภาพย่ำแย่ไม่ต่างจากโซนาตาเลย
“ถอยออกมาอีกหน่อยเถอะ เดี๋ยวจะโดนลูกหลง” กาเรนดึงอลินาแต่ถูกเธอปัดมือออก เธอต้องการเห็นกับตาว่าการต่อสู้นี้จะจบลงเช่นไร
มาร์เคลรับรู้ได้โดยสัญชาตญาณว่ากำลังจะถูกฆ่า สติที่หลงเหลืออย่างเบาบางเตือนให้ร่างกายเค้นพลังเฮือกสุดท้ายออกมา เขารู้ว่าในการโจมตีครั้งต่อไปไม่ตนเองก็ต้องเป็นโซนาตาที่ดับดิ้น
เซลล์ทั่วร่างของมาร์เคลกำลังแตกดับด้วยความเร็วสูง แต่มันไม่ใช่แค่การเสื่อมสลายไปเฉย ๆ ทุกเซลล์ที่หายไปกลายเป็นพลังงานเวทจำนวนมหาศาล มาร์เคลไม่ได้คิดที่จะระเบิดพลีชีพ บางอย่างบอกกับเขาว่าต่อให้เหลือร่างกายเพียงเล็กน้อยเอาไว้ เขาก็จะฟื้นสภาพกลับมาได้อีกครั้ง การโจมตีสุดท้ายนี้จะพาแค่ศัตรูและอาณาบริเวณนี้ทั้งหมดไปสู่ความว่างเปล่า
เป็นครั้งแรกในหลายปีที่โซนาตารู้สึกว่าความตายมาจ่ออยู่แค่เอื้อม เขายังเชื่อมั่นในพลังของดาบดำแต่ก็คลางแคลงใจว่าหากใช้พลังทั้งหมดเขาจะยังรับมือกับมันได้ไหม
โซนาตาเหลือทางเลือกเพียงแค่ เสี่ยงใช้พลังของอลินาพาตัวเองและพวกหนีไปให้ไกลที่สุด หรือวัดดวงกับการปลดปล่อยพลังทั้งหมดของดาบ ซึ่งไม่ต้องเสียเวลาคิดเลยเขาเลือกข้อหลัง
คลื่นสีดำทะลักทะลายล้นออกจากดาบราวกับเขื่อนทลาย เพียงพริบตาเดียวทุกสิ่งเท่าที่สายตามองเห็นก็จมอยู่ในบรรยากาศแห่งความมืด เสียงกรีดร้องของผู้คนมากมายดังระงมไปทั่วจนเขาแทบขาดสติ
อัลโตที่กำลังขี่รถเพื่อมาช่วยรู้สึกถึงพลังงานอันรุนแรงได้ เขาหยุดมองไปทิศทางหนึ่งที่เมฆหมอกสีดำกำลังก่อตัวขึ้น เวเนและดีวานต้องหยุดมือจากการช่วยเหลือทหารที่บาดเจ็บ เจเนวีฟและเชอรีสแม้จะอยู่กันคนละที่ แต่พวกเธอก็มองไปในทิศทางเดียวกันด้วยความกังวล
ความเกลียดชังกำลังถูกดูดมารวมกันโดยมีโซนาตาเป็นดังตาพายุ ร่างกายของเขากำลังถูกฉีกเป็นชิ้นจากพลังที่ตนเองปลดปล่อย และก่อนที่จะถึงขีดจำกัด เขาก็วาดดาบออกไป
คลื่นดาบที่ใหญ่จนสูงเสียดฟ้าพุ่งเข้าชนใส่ลูกบอลสีดำที่มาร์เคลยิงออกมาพอดี ความรุนแรงทั้งสองนั้นทัดเทียมกันในตอนแรก แต่ลูกบอลสีดำกำลังหดเล็กลงในขณะที่คลื่นดาบของโซนาตากลับยิ่งรุนแรงขึ้น
“ตายซะเถอะ” โซนาตาตะโกน สีดำหนึ่งหายไปจากการกลืนกินของอีกสีดำ ลูกบอลสีดำไม่มีอีกต่อไปแล้วรวมไปถึงร่างสัตว์ประหลาดก็จมหายไปพร้อมกัน
โซนาตาทรุดเข่าลงกับพื้น ชุดสูทและเสื้อคลุมขาดวิ่นพอ ๆ กับร่างที่ยับเยิน แขนทั้งคู่หายไป ส่วนใบหน้าก็แหว่งไปถึงหนึ่งในสี่ สภาพของเขาตอนนี้ดีกว่าคนตายเพียงแค่เล็กน้อย
“อาา… เซฟความจำเอาไว้ ถ้ารักษาไม่ได้จะได้ให้โคลนร่างใหม่” สติกำลังหายไปแต่โซนาตาจำได้ว่านั่นคือเสียงกาเรน ฟังแล้วรู้สึกอยากลุกขึ้นไปชกสักหมัด แต่ตอนนี้เขาไม่มีแขนเลยสักข้าง
“ปากเสีย ต้องรักษาได้อยู่แล้ว ยานก็อยู่ข้างหน้านี่เอง”
โซนาตามองไม่เห็นเพราะทุกอย่างมืดไปหมด แต่เสียงนั่นคือเสียงเคสเทรลแน่นอน
“ใช่ เดี๋ยวจะใช้พลังส่งขึ้นไปบนยานนะ” อลินาพูด โซนาตาแน่ใจว่าได้ยินเสียงสะอื้นแทรกมาด้วย
โชคดีเหลือเกินที่การดวลพลังกันครั้งสุดท้ายระหว่างโซนาตาและมาร์เคลไม่ได้ส่งผลร้ายแรงอะไรกับยานและอุปกรณ์ฟื้นฟู ต้องขอบคุณอลินาที่ช่วยให้ร่างของเขาถูกย้ายขึ้นไปบนนั้นอย่างทันท่วงที
หลายชั่วโมงต่อมา ในป้อมปราการเรฟลินตันที่เชอรีสใช้เป็นที่พักชั่วคราว เหล่าคนสนิทของเธอและพวกคนสนิทของโซนาตาได้มารวมตัวกันที่นี่เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับบทสรุปของการต่อสู้ทั้งหมด
“เรื่องทั้งหมดก็เป็นแบบนี้นั่นแหละ” พูดจบโซนาตาทิ้งตัวลงนั่งกับเก้าอี้ที่เตรียมไว้ให้กับขุนนางระดับสูง เขากลับมาอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ราวกับเหตุการณ์ก่อนหน้านี้เป็นเรื่องโกหก แขนทั้งคู่ยังอยู่ครบ ร่องรอยบาดแผลร้ายแรงที่เคยมีเต็มร่างหายไปไม่เหลือแม้แต่รอยแผลเป็น
“ไม่น่าเชื่อเลยนะว่าจะรักษาหายเร็วขนาดนี้” เวเนกะพริบตาถี่ ๆ เธอใช้นิ้วจิ้มโซนาตาดูเพื่อให้แน่ใจว่าเขาไม่ใช่ผี ตอนที่เห็นสภาพโซนาตาครั้งแรกเธอต้องปลอบเจเนวีฟอยู่นานกว่าจะหยุดร้องไห้ ใครจะไปคิดว่าเขาจะหายดีได้เร็วขนาดนั้น
เชอรีสเองมีสภาพไม่ได้ดีไปกว่าเจเนวีฟ เธอขอบตาคล้ำบวมจากการร้องไห้ติดต่อกัน ถึงจะแสดงตนว่าเข้มแข็งต่อหน้าลูกน้องแต่เธอเองก็ยังเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง เชอรีสโทษตัวเองว่าโซนาตาต้องเจอเรื่องแบบนี้เพราะเธอ และทั้งที่เป็นเช่นนั้นเธอกลับไม่ได้แม้แต่สู้อยู่เคียงข้างเขา
“ข้า… ” เชอรีสพูดเสียงเศร้า “ถ้ามีอะไรที่ข้าสามารถตอบแทนได้ล่ะก็”
“ไม่เอาน่า เลิกพูดแบบนั้นซะทีเถอะ” เขาโบกไม้โบกมือเป็นเชิงว่าอย่าได้ใส่ใจ โซนาตาไม่ได้สังเกตว่าเชอรีสส่งสายตาชื่นชมผสมด้วยความเสน่หามาที่ตน เป็นสายตาที่เจเนวีฟซึ่งเฝ้ามองอยู่ไม่ชอบใจซะเลย
“แล้วกุญแจล่ะคะ” แวมไพร์สาวเปลี่ยนเรื่อง
“ได้มาเรียบร้อยแล้ว เจ้ามาร์เคลมันถึงกับซ่อนไว้ในอกเลยนะ จนมันตายนี่แหละถึงได้เห็น”
“งั้นก็เหลือแค่ที่พรีวูด” ดีวานที่นั่งเงียบมาตลอดพูดขึ้นบ้าง เขานั่งกลมกลืนกับด็อกมา อัลโต อลินา เครสเทรล และกาเรนราวกับเป็นพวกเดียวกันมานาน
“ไม่ต้องไปจนถึงที่นั่นหรอก” เวเนลุกขึ้นยืนยืดอก เธอทำเป็นท่ามากเพื่อรอให้ทุกคนถามแต่มีเพียงแค่เจเนวีฟเท่านั้นที่เล่นด้วย อีกฝ่ายตื้อถามอยู่พักหนึ่งเวเนจึงเฉลย เธอหยิบเอากุญแจดอกที่สามออกมาจากกระเป๋าเสื้อ
“นี่ไงล่ะ พี่ฟลอรา ไม่สิ ท่านเอลเดอร์คนใหม่ฝากไว้ให้ข้าแล้ว”
“ก็ดี… ครบสามแล้ว” อัลโตพูดเสียงเรียบ น้ำเสียงไร้ความตื่นเต้นใด ๆ “งั้นจะพักกันอีกสักหน่อย หรือจะไปที่ประตูกันเลยดี”
“เดี๋ยวสิ! นี่แกล้งเมินข้าเรอะ” เวเนโวยวาย
“อย่าเพิ่งไปเลย กลับเมืองหลวงพร้อมกับข้าและอยู่ร่วมงานเลี้ยงฉลองด้วยกันเถอะ” เชอรีสไม่ได้ขอร้อง เธอกำลังออกคำสั่ง เธอเห็นสายตาติเตียนของอัลไคเซอร์ที่มองมาแต่ก็แกล้งไม่สนใจ บางทีครั้งนี้อาจจะเป็นหนสุดท้ายแล้วก็ได้ที่เธอจะได้เอาแต่ใจตัวเองกับพวกโซนาตา
หากประตูปริศนาเป็นหนทางที่สามารถส่งพวกโซนาตากลับยุคของตนได้ ช่วงเวลานี้อาจจะเป็นช่วงเวลาสุดท้ายก่อนลาจาก อีริธเองเมื่อรู้ว่าได้กุญแจมาครบแล้วเขาก็มีทีท่าแข็งกร้าวลดลง โซนาตาจึงใช้โอกาสนี้ร่ำลาเชอรีสเป็นครั้งสุดท้าย
เวเนยังคงยืนกรานว่าอยากผจญภัยต่อกับโซนาตา ไม่ว่าพวกเขาจะกลับปี 10001 ได้หรือไม่ เธอก็มั่นใจว่ามีการผจญภัยรอเธออยู่อีก เรวาเรนท์ถูกกวาดล้างไปทำให้เธอไม่มีห่วงอะไรเกี่ยวกับเฮอร์มิตแล้ว เธอมั่นใจว่าทุกอย่างจะต้องไปได้ดีภายใต้การนำของฟลอรา
หลายคนเชื่อว่าที่เธออ้างเป็นเหตุผลเพียงครึ่งเดียว ถึงเจ้าตัวจะไม่ยอมรับแต่เธอก็สนิทสนมกับอัลโตจนน่าสงสัย แม้แต่เจเนวีฟเองก็ยังเชื่อว่าเพื่อนตัวดีแอบปิดบังอะไรอยู่
เมื่อเวเนยืนกรานไปต่อ โซนาตาก็ไม่มีเหตุผลอะไรจะไปห้ามเจเนวีฟ เธออ้างว่าแวมไพร์อย่างเธอไม่สามารถอยู่ร่วมกับคนทั่วไปได้ และเวเนเองก็เหมือนญาติคนสุดท้ายของเธอ เจเนวีฟแกล้งลืมเรื่องที่อเล็กซานดราสัญญาเอาไว้ว่าอยากรับเธอมาดูแลและฝึกฝนให้เป็นโฮลีไมเดน
คนสุดท้ายที่ยืนยันว่าต้องการติดตามไปด้วยคือคนที่โซนาตาประหลาดใจที่สุด เขาเพิ่งรู้จักอีกฝ่ายไม่นานนี้จึงไม่คิดว่าฝ่ายนั้นจะจริงจังกับคำสัญญา ดีวานเคยรับปากด็อกมาเอาไว้ว่าจะเป็นกำลังให้กับโซนาตา ซึ่งเขาหนักแน่นในคำพูด ไม่เคยผิดคำพูดกับใคร ดีวานเชื่อว่าสักวันดาบในมือของเขาจะต้องเป็นประโยชน์กับโซนาตาอย่างแน่นอน
ระหว่างงานเลี้ยงฉลองที่เมืองหลวง โซนาตาแอบปลีกตัวออกไปเงียบ ๆ เชอรีสและหลาย ๆ คนจับความกังวลของเขาได้ ทุกคนตามเขาออกไปแล้วการประชุมลับนอกรอบก็เริ่มขึ้น
“นายมีอะไรปิดบังอยู่ใช่ไหม” อัลโตเป็นคนเริ่ม
“ไม่ได้ตั้งใจปิดบังหรอก แค่มีเรื่องที่ต้องคิด” โซนาตาถอนหายใจ
“คงไม่ใช่ว่าไม่อยากกลับอนาคตหรอกนะ” อลินาลองเดาดู แต่เธอเองก็รีบปัดความคิดนี้ตกไป โซนาตาที่เธอรู้จักไม่ใช่คนคิดอะไรหยุมหยิมแบบนั้น
“ประตูนั่นมันคืออะไรกันแน่” โซนาตาโพล่งออกมา มันทำให้ทุกคนนิ่งไป
“จนป่านนี้แล้วจะมาสงสัยอะไรอีก ลองเปิดดูก็จบแล้ว” กาเรนคิดว่าเขาชี้ได้ตรงจุดแล้ว แต่โซนาตาไม่ได้กำลังต้องการคำแนะนำ เขากำลังไตร่ตรองด้วยความกังวลถึงอนาคต
“ตั้งแต่แรกฉันคิดว่าโอกาสที่มันจะเกี่ยวกับเซอร์เรียนมีไม่ถึงครึ่ง ตอนนั้นฉันคิดไว้ด้วยซ้ำว่าโอกาสที่เปิดมาแล้วจะไม่เจออะไรเลยเหมือนที่เฮอร์มิตเชื่อมีโอกาสสูงที่สุดด้วยซ้ำ แต่หลังจากการต่อสู้กับพวกเรวาเรนท์แล้ว…”
“นายกำลังจะบอกว่าประตูนั่นอาจจะเป็นประตูนรกงั้นเหรอ”
“ฉันคิดว่ามันมีความเป็นไปได้มากขึ้น”
โซนาตาอธิบายเพิ่มว่าเขาเคยจับพวกเรวาเรนท์มาสอบสวนหลายครั้งเพื่อสอบถามเกี่ยวกับเนโครโปลิสและมันทำให้เขารู้เรื่องอื่นมาด้วยโดยไม่ตั้งใจ พวกเรวาเรนท์เชื่อว่าประตูแห่งความว่างเปล่าของเฮอร์มิตคือเส้นทางสู่โลกที่ชื่อเนเธอร์เวิลด์ และเรื่องนี้ยังได้รับการยืนยันจากอดีตราชินีแวมไพร์อนาทิลดาด้วย
“ท่านแม่… เอ่อ ท่านอนาทิลดาเล่าว่าจักรพรรดิแวมไพร์รุ่นก่อนเคยใช้ประตูนั้นเข้าออกเนเธอร์เวิลด์หลายต่อหลายครั้ง แต่เพราะเขาพลาด ใครบางคนได้ผนึกประตูเอาไว้และเขาก็ติดอยู่ที่นั่นตั้งแต่นั้น” เจเนวีฟขยายความให้
“เรื่องนี้เชื่อได้แค่ไหน” เชอรีสถามด้วยความกังวล เธอนึกถึงเรื่องเล่าของบรรพบุรุษที่เล่าถึงโลกปีศาจ มันฟังดูเหมือนเป็นสถานที่เดียวกัน
“ที่กาเรนว่ามาก็ถูก เราไม่รู้แน่จนกว่าจะลองเปิดดู” โซนาตาจ้องกุญแจทั้งสามดอกอย่างชั่งใจ “แต่อย่างน้อยตอนนี้ก็ขอเวลาอีกสักนิด ฉันอยากแน่ใจว่าไม่ว่าหลังประตูนั่นจะมีอะไร พวกเราก็พร้อมที่จะรับมือกับมัน”
ทุกคนเห็นด้วยกับโซนาตา พวกเขาต้องการเวลาอีกเล็กน้อยเพื่อเตรียมตัว โซนาตายอมรับว่าเขากังวลกับความไม่แน่นอน แต่เขาก็เชื่อเช่นกันว่าตราบใดที่ยังมีพรรคพวกอยู่ ไม่ว่าเส้นทางข้างหน้าจะมีอุปสรรคแบบไหน พวกเขาก็จะสามารถฟันฝ่าจนถึงทางออกด้วยกันได้
หลายวันต่อมา ในป่าลึกที่เป็นที่ตั้งของประตูที่ถูกเรียกขานในหลากหลายชื่อ
อีริธ สแตนด์และไซเลนเซอร์อีกห้าชีวิตยืนเรียงหน้ากระดานอยู่เบื้องหน้าประตูยักษ์ ชายวัยกลางคนผู้ที่มีอายุจริงหลายร้อยปียื่นมือออกไปข้างหน้า ในมือของเขามีกุญแจสีเงินมันวาวมีเหลี่ยมมุมแปลกประหลาด สิ่งนี้เกิดขึ้นจากการประกอบกุญแจสามดอกเข้าด้วยกัน
เขาบรรจงสอดมันเข้าไปในรูกุญแจและบิดจนมีเสียงดังกริ๊ก บานประตูสองด้านไม่ได้เปิดออกอย่างที่คิด แต่เมื่อหนึ่งในนั้นลองยื่นมือออกไปสัมผัส พวกเขาก็เข้าใจ
“มือจมเข้าไปในประตูได้” เขาชักมือกลับออกมาและลองยื่นไปสัมผัสใหม่ ไม่มีอันตรายเกิดขึ้น
“ประตูมิติ” ไซเลนเซอร์คนหนึ่งพูดขึ้น
“ไปดูกันเถอะว่าอีกฟากของมันมีอะไร” อีริธแสยะยิ้ม