Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 46: เรื่องของเด็กชาย
บทนำ – Abyss of Time II: Netherworld

ปี 9478 เมืองครามา อาณาจักรโคลดาเรีย ทวีปโคลดาเรีย โลกปีศาจ…
ชายหนุ่มผมยาวผู้มีดวงตาสีแดงฉานยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางซากศพของเหล่าอสูรปีศาจ ในดวงตาของเขาเต็มไปด้วยเพลิงแค้นที่ไม่มีทางดับได้จนกว่าจะสังหารศัตรูทั้งหมดจนราบคาบ ปราสาทรูปร่างหอคอยที่เป็นเวทีการต่อสู้ถูกทำลายยับเยินไม่เหลือสภาพเดิม หลังคาและชั้นบนสุดของปราสาทถูกบางอย่างที่คมกริบตัดจนแหว่งหายไป ทั่วทั้งหอคอยกำลังลุกไหม้และพร้อมจะพังถล่มลงได้ในทุกเมื่อ
ร่มกระดาษสีน้ำตาลของชายหนุ่มที่กางชี้ไปทางด้านข้างถูกชโลมไปด้วยเลือดหลากสีสันจากเผ่าปีศาจนานาชนิด ชายหนุ่มหุบร่มลงและสะบัดเลือดสด ๆ ที่ยังติดอยู่ออก ดวงตาสีแดงดั่งเพลิงของเขาจ้องไปยังร่างหนึ่งที่ลอยอยู่สูงขึ้นไป
ปีศาจหลายตนที่ยังไม่ถูกกวาดล้างพยายามเอาคืนผู้บุกรุก พวกมันกระโจนเข้ามาพร้อม ๆ กันด้วยแรงอาฆาต แต่ละตัวเป็นปีศาจที่ถูกคัดมาเพื่อการศึกโดยเฉพาะ พวกมันจึงแข็งแกร่งกว่าปีศาจทั่วไปหลายสิบเท่า แต่ชายผู้มีดวงตาสีแดงไม่แม้แต่จะเหลียวมองด้วยหางตา เขาเพียงใช้ปลายนิ้วขยับร่มเล็กน้อย
ราวกับมายากล แต่นี่ไม่ใช่การแสดงสนุกสนานเพื่อเรียกเสียงชื่นชม ร่มกระดาษในมือของเขาเปลี่ยนสภาพไป มันกลายเป็นเคียวยาวที่คมกริบ ชายหนุ่มตาแดงเหวี่ยงสะบัดเคียวด้วยความเร็วที่เหยื่อมองไม่ทัน ปีศาจผู้น่าสงสารไม่รู้แม้แต่วินาทีที่ร่างถูกสับเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยจนกระจายไปทั่ว
เมื่อไม่มีใครมาเกะกะแล้ว เขาจึงเงยหน้ามองขึ้นไป เหนือเพดานที่เปิดโล่ง เงาหนึ่งกำลังจับจ้องเขาอย่างพินิจพิเคราะห์ เจ้าของปราสาทผู้นี้มีปีกคู่โตอย่างนก ร่างที่เต็มไปด้วยขนสีดำนั้นตัดกับท้องฟ้าสีแดงฉานของโลกปีศาจ ดวงตากลมประหลาดจ้องเขม็งมาด้วยความประสงค์ร้าย
“ขอชมเชยที่กล้าเข้ามาหาเรื่องถึงเขตแดนของโครว์ผู้นี้” ปีศาจที่มีร่างกายผสมระหว่างมนุษย์และอีกาพูดกับผู้บุกรุก จิตคุกคามที่เขาแผ่ออกมา มากกว่าปีศาจทั่วไปจนไม่สามารถนำมาเปรียบได้
“…” ชายหนุ่มจ้องมองกลับด้วยความเคียดแค้น เคียวในมือของเขาเปลี่ยนกลับไป กลายเป็นร่มกระดาษอีกครั้ง
“บอกนามของเจ้ามา… ผู้บุกรุก” โครว์ใช้สายตามองลงมาจากที่สูง เขาประเมินแล้วว่าศัตรูรายนี้ไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่รับมือได้โดยง่ายแม้จะเป็นปีศาจระดับขุนพลอย่างเขาก็ตาม
“…” ชายหนุ่มไม่เอ่ยคำใดออกมา จะมีก็เพียงแต่สายตาที่จ้องราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
เมื่อไม่ได้คำตอบ โครว์จึงไม่เสียเวลาสนทนาอีกต่อไป เขากระพือปีกด้วยความแรงจนเกิดเป็นพายุหมุน เพียงแรงกระพือปีกก็เทียบเคียงกับเวทมนตร์พายุระดับสูง ผู้บุกรุกปริศนาพยายามต้านทานอย่างเต็มที่ ร่มของเขาถูกกางออกกระแสลมบางส่วนถูกดันกลับไป แต่เมื่อโครว์สะบัดปีกซ้ำ ร่างของผู้บุกรุกก็ถูกพัดลอยขึ้นไปในบนฟ้าพร้อมกับซากของปราสาทที่ยังลุกไหม้
ราวกับพายุในวันโลกาวินาศ ปราสาททั้งหลังถูกฉีกเป็นชิ้น แม้แต่พื้นดินแห้งแล้งของโลกปีศาจก็ไม่ได้รับการยกเว้น เหล่าปีศาจที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างวิ่งหนีตายกันจ้าละหวั่น ไม่มีใครอยากรอดูว่าหากแม่ทัพผู้น่ากลัวอย่างเขาเอาจริงขึ้นมาแล้วจะเป็นเช่นไร
ร่างของชายผู้เต็มไปด้วยความอาฆาตถูกพัดห่างออกไปแล้ว แต่เขาก็ยังไม่ยอมแพ้ เขาใช้พลังบางอย่างกับร่มเพื่อต้านทานกระแสลม แต่คู่ต่อสู้ที่เผชิญหน้าอยู่แตกต่างจากปีศาจมากมายที่เขาเอาชนะมาได้ เขาตระหนักดีแม้ว่าไม่อยากยอมรับกับตัวเองว่าระดับความสามารถของตนและโครว์ยังมีช่องว่างที่ไม่มีทางถูกถมเต็ม
ทางฝ่ายโครว์ ไม่เคยมีใครต้านทานสายลมที่เขาสร้างขึ้นได้โดยไม่บาดเจ็บเช่นนี้มาก่อน มันทำให้โครว์ถึงกับเผลอยิ้มออกมาด้วยความพอใจ ทั้งที่เขาคิดอยู่ว่าควรต้องกำจัดศัตรูปริศนาตามหน้าที่ทันที ก่อนที่อีกฝ่ายจะกลายมาเป็นภัยใหญ่หลวงในภายหลัง โครว์กลับทำตรงกันข้าม ไม่รีบร้อน เขาสะบัดปีกซ้ำและสร้างพายุที่ลูกใหญ่กว่าเดิมเพื่อดูว่าอีกฝ่ายจะต้านทานความรุนแรงของการโจมตีได้เพียงไหน
ชายหนุ่มผู้มีดวงตาสีแดง หลังจากใช้แรงเฮือกสุดท้ายเพื่อต้านทานพายุลูกใหญ่ระดับที่เรียกว่าเป็นมหัตภัยรุนแรง พายุก็ได้พัดพาร่างของเขาหายไปจนลับสายตา
“บ้าจริง! เผลอปล่อยให้รอดไปได้” โครว์สบถ “เจ้านี่เป็นใครกันแน่นะ”
เนเธอร์เวิลด์คือชื่อของโลกแห่งหนึ่ง มันถูกผู้คนในซีนเรียกขานกันมาตั้งแต่สมัยโบราณว่าโลกปีศาจ ท้องฟ้าสีแดงราวกับเลือด เมฆสีดำและเทาที่ไม่ใช่เมฆฝนแต่เหมือนกับกลุ่มควันหนาทึบ มีดวงอาทิตย์ที่สีดำไม่มีใครรู้ว่าแท้จริงแล้วคืออะไร ผืนดินส่วนใหญ่แห้งแล้งแตกระแหง บ้างเต็มไปด้วยลาวาเหลวข้น บ้างก็ถูกปกคลุมไปด้วยพืชปีศาจ บ้างก็เต็มไปด้วยบึงกรดพิษ ที่แห่งนี้คือบ้านของเผ่าพันธุ์ปีศาจและสารพัดเดวัลสุดแกร่งที่ในซีนไม่สามารถเทียบได้ ที่แห่งนี้เหมาะสมกับการถูกเรียกว่าขุมนรกอย่างแท้จริง
แม้จะมีความเชื่อว่าดินแดนแห่งนี้มีขอบเขตเป็นอนันต์ แต่ก็ใช่ว่าเขตปกครองจะเป็นสิ่งไร้ค่า ในทางตรงกันข้ามพื้นที่อุดมสมบูรณ์อันน้อยนิดกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการแย่งชิง มันทำให้ทุกตารางนิ้วของเนเธอร์เวิลด์ต่างก็เคยชโลมไปด้วยเลือดและไฟจากสงครามที่ไม่เคยมอดดับ
แต่แม้จะเป็นดินแดนป่าเถื่อนที่การฆ่าฟันเป็นเรื่องปกติ โลกปีศาจแห่งนี้ก็เคยมีช่วงเวลาแห่งความสงบสุขเช่นกัน ถึงมันจะเป็นความสงบลวง ๆ เพราะเกิดจากการคานอำนาจของเหล่าราชาและราชินีก็ตาม
โคลดาเรียมีจักรพรรดินีผู้น่าหวาดกลัว เธอคือจิ้งจอกเงาฟาซาเบล การ์ฟานดิเอ จิ้งจอกเงาแปดหางตนนี้คือบุตรีของการ์ฟานปีศาจจิ้งจอกตนแรก และดิเอเจ้าแห่งปีศาจผู้ถือกำเนิดจากความมืด เธอปกครองดินแดนทางตอนเหนือที่เป็นแหล่งรวมของเผ่าพันธุ์กึ่งอสูรกึ่งสัตว์
เรวาเรนท์ปกครองโดยจักรพรรดิแวมไพร์ผู้ยิ่งใหญ่ อาร์มอนเด เรสเซนไฮด์ เขาคือศัตรูอันดับหนึ่งของมนุษยชาติในทุกยุคทุกสมัย เรวาเรนท์เป็นอาณาจักรเดียวที่ประสบความสำเร็จในการแผ่ขยายกองทัพขึ้นไปจนถึงโลกมนุษย์ และเขายังเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดสงครามซีนครั้งที่สาม
อาโรนาดินแดนแห่งพืชปีศาจที่อยู่ในทวีปแพนดาเรีย ผู้นำของมันคือราชาแห่งพฤกษามารอาโร ปีศาจร่างยักษ์ผู้ให้กำเนิดสายพันธุ์ของพืชปีศาจมากมายหลายชนิด
ชาโดว์รีมที่อยู่ในทวีปเดียวกับอาโรนา อาณาจักรของเผ่าไร้ร่าง ถูกปกครองโดยเดียซาเบล การ์ฟานดิเอผู้เป็นแฝดผู้น้องของฟาซาเบล ต่างจากพี่สาวที่ได้ลักษณะพิเศษจากมารดา เดียซาเบลสืบทอดร่างเงาขนาดยักษ์จากบิดาและทำให้เขากลายเป็นเจ้าแห่งเงาผู้น่าหวาดหวั่น
สุดท้ายคือประเทศเกาะขนาดเล็กแต่ก็มีราชาที่แข็งแกร่งไม่แพ้อาณาจักรอื่น เขาคือบัลเซรุส เมราโอราชาแห่งดาร์คเอลเลน เผ่าพันธุ์ที่มีความใกล้ชิดกับเทพมากที่สุด
ความแข็งแกร่งของราชาและราชินีทั้งห้าเคยมีส่วนช่วยให้แดนปีศาจสงบสุขโดยที่พวกเขาไม่เจตนา จนกระทั่งวันที่พวกเขาและเธอถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับมหาสงครามของโลกมนุษย์ การต่อสู้ครั้งนั้นไม่เพียงแค่ทำให้แต่ละฝ่ายสูญเสียกำลังรบไปมหาศาล พวกเขายังสูญเสียผู้นำที่ไม่มีใครสามารถมาแทนที่ได้
แล้วเหตุการณ์นั่นดั่งเชื้อไฟที่ลุกลามไปจนทั่ว ไม่เว้นแม้แต่หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่เคยสงบสุขแห่งหนึ่ง
มีคำพูดว่าเผ่าปีศาจเมื่ออยู่ในเนเธอร์เวิลด์พวกมันจะแข็งแกร่งขึ้นสิบเท่า คำพูดนี้เป็นความจริงแต่ก็ไม่ได้ถูกต้องทั้งหมด เดวัลและเผ่าปีศาจบางกลุ่มเท่านั้นที่ได้รับประโยชน์จากความหนาแน่นของธาตุมืดที่อัดแน่นอยู่ในโลกปีศาจ และด้วยปัจจัยที่ซับซ้อนพวกมันก็ได้รับผลไม่เท่านั้น ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือหมู่บ้าน “กรีนเกรฟ” แห่งนี้
“เอาของเก่ามาแลกแบตเตอรี่ไหม พลังงานยังเต็มอยู่” ปีศาจที่รูปร่างเหมือนวิทยุเก่า ๆ ป้องปากร้องในตลาดที่เต็มไปด้วยของสด และของหน้าตาแปลกประหลาด
“มีน้ำมันหล่อลื่นไหม” ปีศาจที่มีรูปร่างแบนคล้ายบานประตูเอ่ยงึมงำ มายืนข้างแผง
“ไปแผงขายน้ำมันตรงนู้นไป” พ่อค้าชี้ทางให้
กรีนเกรฟต่างจากหมู่บ้านทั่วไป มันถูกซ่อนไว้จากสายตาของปีศาจเผ่าอื่น ที่นี่คือชุมชนของเผ่าปีศาจที่อ่อนแอที่แทบไม่สามารถใช้ประโยชน์จากธาตุมืดของเนเธอร์เวิลด์ได้ ปีศาจที่นี่เกิดขึ้นจากข้าวของเครื่องใช้ที่ถูกทิ้ง พวกเขามีอำนาจพิเศษเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่แทบไม่สามารถใช้สู้รบปรบมือกับใครได้ ประชากรทั้งหมดของหมู่บ้านนี้คือปีศาจที่ถูกตีค่าว่าเป็นพวกระดับล่างในหมู่พวกระดับล่าง
แต่พวกเขาก็ไม่ได้สนใจที่ถูกมองแบบนั้น ชาวกรีนเกรฟล้วนแต่เป็นพวกรักสงบ พวกเขาไม่เคยอยากมีส่วนร่วมกับสงครามหรือการแย่งชิงอำนาจของแต่ละอาณาจักร
ทุ่งโล่งไม่ห่างจากหมู่บ้าน เสียงร้องไห้ของเด็กทารกที่ไม่ควรจะอยู่ตรงนั้นดึงดูดปีศาจสองตัวเข้าไปใกล้ ทั้งคู่คือปีศาจที่เกิดจากสิ่งของของมนุษย์ ตัวหนึ่งเกิดจากไหแตกที่มีแขนขาเล็ก ๆ ส่วนอีกตัวเป็นโคมไฟที่มีใบหน้า พวกเขาค้นหาที่มาของเสียงด้วยความสงสัยใคร่รู้
“เฮ้ย เด็กทารกว่ะ ยังไม่ตายด้วย” ปีศาจตัวแรกก้มลงมองเด็กทารกชาวมนุษย์ตัวเปลือยเปล่าที่เขาไม่รู้ว่ามาอยู่ตรงนั้นได้อย่างไร
“ลูกปีศาจอะไร ไม่สิ! นี่มันลูกมนุษย์นี่นา” ปีศาจโคมไฟออกความเห็น “มาได้ยังไงเนี่ย”
“ร้องไห้ใหญ่เลย ข้าว่าเอาไปให้ท่านหัวหน้าดูดีกว่า” ปีศาจตัวแรกลองอุ้มขึ้นมา เด็กทารกไม่คุ้นกับหน้าประหลาด ๆ ของมัน ทำให้เขายิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิม
“เอ๋! แต่เราไม่ควรไปยุ่งกับมนุษย์นะ” ปีศาจโคมไฟเลียหน้าเด็กหวังว่ามันจะทำให้เขาเงียบลง แน่นอนว่ามันส่งผลตรงกันข้าม เขายิ่งแหกปากร้องไห้
“จะปล่อยทิ้งไว้ก็ไม่ได้ เดี๋ยวตัวอะไรมาคาบไปกินจะทำยังไง”
คู่หูทั้งสองไม่ชอบเสียงร้องไห้ของเด็กและพวกเขายังไม่ชอบมนุษย์ด้วย แต่ไม่สามารถหักใจทิ้งเด็กทารกไว้ตามลำพัง สองสหายอุ้มเด็กน้อยกลับหมู่บ้านกรีนเกรฟและเตรียมใจที่จะโดนคนในหมู่บ้านตำหนิเพราะการตัดสินใจนี้
“มานุด มานุดดด” ปีศาจแมวร้องแล้วกระโดดไปรอบ ๆ อย่างสนใจ เหล่าปีศาจตัวน้อยต่างมายืนมุงดูด้วยความรู้สึกกล้า ๆ กลัว ๆ หลายตัวในกลุ่มเพิ่งเคยเห็นมนุษย์เป็นครั้งแรก
“อย่ามามุงใกล้เกินไป ออกไปเลย ออกไป” ผู้เฒ่าตัวจิ๋วที่มีขนาดเท่าฝ่ามือโวยวายไล่ชาวบ้านให้ออกห่างจากเด็กทารก หัวหน้าหมู่บ้านไม่อยากให้เด็กตกใจกลัวมากไปกว่านี้แต่ดูเหมือนมันจะไม่ได้ผล ทุกคนต่างก็ตื่นเต้นกับเจ้าตัวประหลาดที่พวกเขาไม่ได้พบเห็นได้บ่อย ๆ
“น่าอร่อยนะ ขอชิมคำนึงได้ไหม” ปีศาจเตาไฟพูดพร้อมกับเช็ดน้ำลายไปด้วย คำพูดของเขาทำให้ทั้งมือและเท้าลอยมาทางทุกทิศ
“ไอ้บ้า ไม่ใช่ของกินโว้ย” ปีศาจตู้กับข้าวที่ตัวโตกว่าเพื่อนตวาด
“อยากถูกไล่ออกจากกรีนเกรฟเหรอ” ปีศาจตาเดียวโผล่มาผสมโรงด้วย
“ข้าล้อเล่น พวกแกไม่มีอารมณ์ขันเลย” ปีศาจเตาไฟทำหน้าสลด
“เจ้าเด็กนี่มาจากไหนกัน แล้วพ่อกับแม่มันล่ะ” ปีศาจเขาเดียวผู้ทำหน้าที่เป็นผู้คุ้มกันหัวหน้าเอ่ยขึ้น
“ดูไม่เหมือนถูกทิ้งนะ… บางทีอาจจะเป็นไอ้นั่นก็ได้”
“อ้ออ ไอ้นั่นสินะ”
พวกเขากำลังพูดถึงปรากฏการณ์ที่นาน ๆ ครั้งจะเกิดขึ้นสักที เรื่องน่าตลกอย่างหนึ่งของโลกปีศาจคือการเดินทางจากดินแดนนี้สู่โลกอื่นเป็นเรื่องยากลำบากโดยเฉพาะหลังจากที่มีคนพยายามผนึกประตูที่เชื่อมสองโลกมากกว่าหนึ่งครั้ง แต่ในทางกลับกัน การเดินทางจากซีนมาที่นี่บางครั้งก็ง่ายจนน่าตกใจ
ใครบางคนพยายามอธิบายว่า มิติเวลาบางครั้งก็เกิดความผันผวน ทุกครั้งที่เกิดเรื่องแบบนั้นจะมีใครหรืออะไรสักอย่างหายไปจากซีน แต่สิ่งเหล่านั้นไม่ได้หายไปเฉย ๆ พวกมันแค่มาปรากฏขึ้นในอีกโลก อย่างเช่นสิ่งที่เกิดขึ้นกับเด็กทารกผู้โชคร้ายคนนี้ เขาถูกพรากจากอ้อมอกของมารดาก่อนที่จะได้รู้ความเสียอีก
“ข้าจะเลี้ยงเด็กคนนี้เอง” ปีศาจสาวตนหนึ่งอุ้มเด็กขึ้น เด็กทารกเบาเสียงลงหลังจากที่ถูกอุ้มอย่างอ่อนโยน “เค้าคงจะหิว… ก็เลยร้องไห้”
“เดี๋ยวก่อน เจ้าจะตัดสินใจเองไม่ได้” ปีศาจเตาไฟปราม “พวกเราเป็นปีศาจ ไม่รู้วิธีเลี้ยงลูกมนุษย์หรอกนะ”
“ไม่! ข้าเลี้ยงได้” เธอกอดเด็กไว้แนบอก ดวงตาเริ่มมีน้ำปริ่ม “ข้าจะเลี้ยง”
“ไม่ได้ เจ้านี่ไม่ใช่สัตว์เลี้ยงนะ” ปีศาจอีกหลายตนก็ร้องห้ามด้วย พวกเขารู้ว่าปีศาจสาวเคยเป็นวิญญาณของหญิงผู้ทุกข์ระทมจากการเสียลูกไป เธอคงคิดว่าเด็กทารกคนนี้เป็นตัวแทนของลูกเธอที่จากไป
ปีศาจสาวยืนกรานไม่ยอมถอย เธอพยายามชักแม้น้ำทั้งห้ามาเพื่อบอกว่าเด็กคนนี้ไม่สามารถกลับโลกของตนได้แล้ว เขาจะต้องตายอย่างแน่นอนถ้าไม่มีใครสักคนยื่นมือเข้าช่วยเหลือ หลังจากถกเถียงกันอยู่นาน ในที่สุดหัวหน้าหมู่บ้านก็ตัดสินใจยอมตามคำขอ
“ก็ได้ ข้าจะใช้เจ้าเลี้ยงเด็กคนนี้ จนกว่าเราจะหาพ่อแม่ของเด็กเจอ หรือหาทางส่งกลับซีนได้” หัวหน้าบอกเธอ แต่เรื่องแบบนั้นไม่มีทางเกิดขึ้น การเดินทางระหว่างสองโลกไม่ใช่เรื่องง่าย พวกเขาคงไม่มีทางได้พบกับใครก็ตามที่พยายามตามหาเด็กทารกคนนี้
เด็กชายถูกตั้งชื่อว่า “โรมิเอล” ตามความหมายของภาษาโบราณมันคือคำว่า “ของขวัญอันล้ำค่า” มันเป็นเช่นนั้นจริง ๆ เพราะเขาไม่ได้เป็นแค่ลูกชายของปีศาจแม่ลูกอ่อน แต่ถูกปฏิบัติราวกับเป็นลูกของทุกคนในกรีนเกรฟ
ปีศาจแม่ลูกอ่อนไม่ได้มีประสบการณ์ในการเลี้ยงลูกมนุษย์อย่างที่เธอบอกกันทุกคน ลูกของเธอเสียไปหลังจากที่ลืมตาดูโลกได้ไม่นาน เธอจึงมีประสบการณ์แทบจะเป็นศูนย์
แต่ทุกคนก็ช่วยกันเป็นอย่างดี ปีศาจแพะที่เป็นแม่ลูกอ่อนตัวจริงแบ่งน้ำนมให้กับทารก ปีศาจทอผ้าตัดเย็บชุดและผ้าอ้อม ปีศาจเตาไฟรับปากว่าจะรับผิดชอบเรื่องการหุงหาอาหารเมื่อเด็กน้อยโตขึ้น คนละเล็กคนละน้อยแต่ทั้งหมู่บ้านก็ช่วยเหลือราวกับเป็นครอบครัวเดียวกัน
ในวัยเพียงสามขวบ โรมิเอลก็ทำหลายอย่างได้มากกว่าเด็กชาวมนุษย์ทั่วไป เขาฉลาด ซุกซน และใฝ่รู้ กรีนเกรฟมีปีศาจเด็กไม่มาก จึงไม่มีโรงเรียน แต่มันก็ไม่เป็นปัญหา โรมิเอลพบว่าเขามีเรื่องมากมายที่สามารถเรียนรู้จากทุกคนในหมู่บ้านได้
เมื่อโตขึ้นมาอีกนิด พวกปีศาจที่รายล้อมก็สอนทักษะต่าง ๆ ให้กับเขา
“เลือกไม้แห้ง ๆ แบบนี้นะ แล้วก็เอาขวานผ่ามันแบบนี้ “ ปีศาจขวานฝึกฝนให้เขาตัดไม้ ผ่าฟืน และเผาถ่าน
“ต้มน้ำให้ร้อน แล้วใส่เนื้อลงไป รอสุกก่อนนะ ค่อยตามด้วยผัก” ปีศาจหม้อและปีศาจเตาไฟสอนเกี่ยวกับการทำอาหาร
“นี่คือตัวอักษรที่เจ้าต้องเรียนรู้ มีทั้งหมด… “ หัวหน้าหมู่บ้านสอนเขียนอ่านให้เขา
และเขายังได้เรียนรู้อีกมากมายจากการช่วยงานทุกคน
อนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอน โรมิเอลไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้เขาจะได้เจอกับเรื่องอะไรบ้าง แต่เขาเชื่อว่าตราบใดที่มีทุกคนอยู่ด้วย จะเรื่องยากลำบากแค่ไหนเขาก็จะผ่านมันไปได้
แล้วในวัยสิบขวบ โรมิเอลก็ได้พบความจริงว่า ความหวังเพียงแค่ถูกห้อมล้อมด้วยคนที่รักตลอดไปเป็นเรื่องที่ไกลเกินเอื้อม
โรมิเอลจำได้ดี วันนั้นดูเหมือนวันธรรมดาวันหนึ่งที่ร้อนอบอ้าวกว่าปกติเล็กน้อย เขากำลังเหลาไม้เพื่อเอามาทำเป็นไม้เท้าให้กับหัวหน้าหมู่บ้าน แล้วอยู่ ๆ ทุกคนก็เริ่มแตกตื่น
“แย่แล้ว แย่แล้ว” ปีศาจขาเดียวร้องลั่น “หนีเร็ว….”
เขาวิ่งกระโดดเข้ามาแจ้งข่าวกับหัวหน้าหมู่บ้าน แต่ยังไม่ทันได้รายงานว่าเห็นอะไรมา หอกแหลมก็พุ่งมาจากด้านหลังและแทงเขาอย่างจัง มันทำให้ปีศาจขาเดียวตายในทันที
ทุกคนกรีดร้องและวิ่งหนีอย่างสะเปะสะปะ โรมิเอลยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เขายืนมองร่างที่แน่นิ่งของเพื่อนบ้านที่เมื่อเช้ายังทักทายกันอยู่ แต่ตอนนี้กลับแน่นิ่งไม่ไหวติงแล้ว
“ไม่น่าเชื่อว่า จะมีหมู่บ้านซุกซ่อนอยู่แถวนี้” ปีศาจที่ไม่คุ้นหน้าเอ่ยขึ้น เขามีร่างกายสีเขียวและมีเมือกใสปกคลุมทั้งร่าง ปีศาจในกรีนเกรฟสัมผัสพลังกล้าแกร่งได้จากปีศาจตนนี้
“น่าผิดหวัง ไม่มีปีศาจที่แข็งแกร่งเลยสักตัว” ปีศาจที่มีครึ่งบนของวัวและครึ่งล่างของปลาหมึกเอ่ยบ้าง เช่นเดียวกับคนแรก ทุกคนรู้ว่านี่คือปีศาจที่เข้มแข็งจนเกินระดับที่สามัญสำนึกจะเข้าใจ
โรมิเอลแม้จะยังแค่สิบขวบ แต่เขาก็ใกล้ชิดกับปีศาจจนสามารถจับจิตของปีศาจได้ เขาไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน ราวกับสิ่งมีชีวิตที่อยู่กันคนละมิติ
เขาเคยได้ยินแม่เล่าว่า ปีศาจที่อยู่นอกกรีนเกรฟแข็งแกร่งมาก อย่างน้อยก็น่าจะแกร่งกว่าหลายสิบหรือหลายร้อยเท่า แต่พวกนั้นเทียบไม่ได้เลยกับกลุ่มที่ปรากฏตัวขึ้นในหมู่บ้านวันนี้
“ต้องหนีไป…” แม่ของเขาพึมพำ แต่เธอกลับขยับตัวไม่ได้ ทั้งหมู่บ้านถูกแรงกดดันข่มไว้จนแม้แต่หายใจก็ยังทำได้อย่างลำบาก
“ที่นี่ไม่มีอะไรเลย ถึงจะเป็นแค่ทางผ่านก็เถอะ แต่หมู่บ้านนี้ไม่มีอะไรให้แย่งชิงด้วยซ้ำ” ปีศาจสาวหิมะบ่นอุบอิบ โรมิเอลไม่กล้ามองหน้าของเธอตรง ๆ เพราะเพียงแค่ชายตามองเขาก็รู้สึกถึงความหนาวเย็น
“เสียเวลาจริง ๆ” ปีศาจที่ดูเป็นผู้นำกลุ่มส่ายหน้า เขามีใบหน้าของลิง ขาเหมือนเสือและลำตัวผสมระหว่างมนุษย์กับแรคคูน ปีศาจตนนี้ยกนิ้วชี้ขึ้นฟ้า จากนั้นก็เกิดแสงสว่างวาบขึ้น
โรมิเอลไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในตอนนี้ เขาแค่รู้สึกเจ็บปวดและชาไปทั้งร่าง มันเป็นความเจ็บปวดที่หนักหนาที่สุดตั้งแต่เกิดมา แม่ของเขาล้มลงทั้งที่ยังกอดเขาไว้แน่น
การสังหารหมู่สุดโหดร้ายได้เริ่มขึ้น ปีศาจแมวตัวกลมถูกปีศาจที่เหมือนกับวิญญาณของสุนัขกลืนไปทั้งร่าง ปีศาจร้ายชราที่มักแอบเอาขนมให้โรมิเอลอยู่เสมอถูกปีศาจครึ่งแมงมุมครึ่งมนุษย์จับตัวได้และถูกใยแมงมุมรัดไว้ทั้งร่าง ปีศาจเด็กที่เคยวิ่งเล่นด้วยกันกับโรมิเอลถูกปีศาจครึ่งวัวครึ่งปลาหมึกกลืนทั้งเป็น
ปีศาจสาวหิมะแช่แข็งแม่ของโรมิเอลเพียงแค่เธอเดินเฉียดเข้าไปไกล ปีศาจพังพอนหอบเอาผู้คนในหมู่บ้านขึ้นไปบนฟ้าก่อนที่จะปล่อยให้ร่วงลงมาอย่างน่าเวทนา
โรมิเอลไม่สามารถขยับตัวได้ สติของเด็กชายกำลังจะหายไป ภาพสุดท้ายที่เขาเห็นคือทุกคน และแม่ที่แม้จะกลายเป็นน้ำแข็งไปแล้วแต่เธอก็ยังกางแขนเหมือนจะปกป้องเขาไว้
…หนีไปโรมิเอล...
มันไม่ใช่การต่อสู้ด้วยซ้ำ ทั้งหมู่บ้านถูกเล่นงานจนหมดโดยไม่สามารถทำอะไรได้เลย พวกเขาถูกฆ่าอย่างไร้ความปรานีจากสิ่งมีชีวิตที่เทียบชั้นไม่ได้อย่างสิ้นเชิง
โรมิเอลไม่รู้ว่าพวกนั้นคือใคร แต่ก่อนที่จะสิ้นใจเขาจดจำใบหน้าปีศาจกลุ่มนี้ไว้ทั้งหมดโดยเฉพาะเจ็ดตนที่มีระดับสูงแตกต่างจากตนอื่น ๆ
ร่างของเด็กน้อยและร่างของบรรดาชาวบ้านกรีนเกรฟถูกทิ้งไว้ที่นั่นอย่างไม่ไยดี ไม่ใช่ทุกคนที่ตายทันที แต่คนที่ยังไม่ตายก็ไม่มีเรี่ยวแรงพอที่จะลุกขึ้นมาได้อีก พวกเขาเหมือนถูกทิ้งไว้ให้รอความตายที่กำลังจะมาถึง
หัวหน้าหมู่บ้านเป็นหนึ่งในคนที่รอดมาได้อย่างปาฏิหาริย์ แต่จะเรียกว่ารอดก็อาจไม่ถูกนัก เขารู้ตัวว่าตนเองกำลังจะตายพร้อมกับคนที่เหลือในไม่ช้า หัวหน้าร่างจิ๋วฝืนพาร่างกายที่เต็มไปด้วยรอยไหม้ลุกขึ้นเมื่อเหล่าผู้บุกรุกจากไปแล้ว แม้แขนขารู้สึกไร้เรี่ยวแรง ร่างกายของเขากำลังหมดสภาพในไม่ช้า แต่เขาใช้แรงที่เหลืออยู่เดินตรงไปยังโรมิเอล
“น่าเสียดาย แต่พวกเราทุกคนคงไม่มีวันพรุ่งนี้แล้ว” เขากระซิบข้างหูโรมิเอลด้วยเสียงแหบพร่า
…ฟังข้า พวกเราคงไม่รอดแล้ว แต่โอกาสช่วยเด็กคนนี้ยังมีอยู่… หัวหน้าหมู่บ้านส่งโทรจิตบอกกับทุกคน
…ไม่มีใครลุกขึ้นแล้ว พวกเราจะช่วยยังไง… ปีศาจตนหนึ่งส่งกระแสจิตกลับมา
…ขอโทษนะท่านหัวหน้า ข้าไม่ไหวแล้ว… ปีศาจอีกหลายตนพยายามสื่อสารแต่เรี่ยวแรงของพวกเขาใกล้ถึงขีดจำกัดเต็มที
…ได้โปรด ช่วยลูกข้าด้วย… คราวนี้เป็นเสียงจากปีศาจแม่ลูกอ่อนนั่นเอง ร่างของเธอพังไปแล้ว แต่จิตใจที่ห่วงใยลูกชายไม่ได้ตายตามไปด้วย แต่เธอเองก็รู้ตัวว่าเวลาเหลืออีกไม่มาก เธอขอร้องทุกคนให้ช่วยฟังสิ่งที่หัวหน้ากำลังจะบอกเป็นครั้งสุดท้าย
…ข้าขอโทษ แต่พวกเจ้ามอบชีวิตให้ข้าได้ไหม…