Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 47: กำเนิดโรมิเอล
แล้วหัวหน้าก็อธิบายว่าเขาสามารถส่งต่อพลังชีวิตและพลังวิญญาณของทุกตนให้กับโรมิเอลได้ เขาเชื่อว่าแม้จะน้อยนิดแต่มันจะช่วยเปลี่ยนเด็กน้อยให้กลายเป็นครึ่งปีศาจ เขาไม่สามารถการันตีได้ว่ามันจะสำเร็จ แต่อย่างน้อยมันก็น่าจะดีกว่าที่ทุกคนจะจากไปโดยเปล่าประโยชน์
…ข้าเต็มใจมอบทุกอย่างที่มีให้ลูก… สิ้นประโยค พลังงานจากเธอก็ถูกส่งต่อให้กับร่างของเด็กน้อย
…ถ้าเจ้าหนูนี่รอด อย่างน้อยก็จะมีคนแก้แค้นให้เรา… ปีศาจเตาไฟเองก็ส่งพลังมาด้วย
…ไม่เอาน่า อย่าไปฝากความแค้นไว้กับเด็กสิ… หัวหน้าถอนหายใจ เขาอยากให้โรมิเอลมีชีวิตต่อไปแทนส่วนของทุกคนมากกว่ามีชีวิตอยู่เพื่อการล้างแค้น แต่ดูเหมือนความรู้สึกเคียดแค้นของคนทั้งหมู่บ้านกำลังถูกส่งต่อให้กับโรมิเอลด้วย
เด็กน้อยกำลังเปลี่ยนไปเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่อย่างช้า ๆ พร้อมกับการจากไปของผู้เสียสละทีละตน ๆ
ในวันนั้นกรีนเกรฟก็ถูกทำลายลงอย่างสมบูรณ์ มันเป็นจุดจบของหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ไม่มีใครสนใจ แม้แต่พวกกลุ่มปีศาจที่ย่ำยีหมู่บ้านนี้ก็อาจจะลืมเรื่องของพวกเขาเมื่อเวลาผ่านไปไม่นาน แต่โรมิเอลที่กำลังจะเกิดใหม่จะไม่มีวันลืมความแค้นนี้อย่างแน่นอน
หลายชั่วโมงแห่งความทรมานผ่านไป ในกลางดึกคืนนั้นร่างที่แน่นิ่งของเด็กน้อยเริ่มขยับได้ เขาลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ แสงสีแดงจ้าปรากฏขึ้นจากนัยน์ตาของเขา ข้างกายยังมีศพของแม่ที่ยังคงกอดเขาไว้จนถึงวินาทีสุดท้าย นอกจากนั้นยังมีวัตถุลึกลับที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน
โรมิเอลไม่ได้หลั่งน้ำตาหรือแสดงความโศกเศร้าเสียใจ เขาแค่นั่งอึ้งคุกเข่าอยู่ตรงนั้น สายตาเหม่อมองดูผู้คนรอบ ๆ ที่เป็นเหมือนครอบครัว แต่รอยยิ้ม เสียงหัวเราะที่เคยมีจะไม่มีวันกลับมาแล้ว
“พวกโคลดาเรีย” โรมิเอลพึมพำ ดูเหมือนว่าเขาจะได้ความทรงจำบางส่วนของผู้เสียสละมาด้วย ตอนนี้เขาแน่ใจแล้วว่าศัตรูของเขาคือใคร
ปีศาจบางตนเมื่อตายแล้วร่างจะสลายไปแต่บางตนก็ไม่เป็นแบบนั้น โรมิเอลใช้เวลาอยู่นานเพื่อฝังพวกเขาทั้งหมด เขาไม่ได้ใช้เครื่องมือใด ๆ ช่วยเลย เด็กน้อยใช้มือเปล่าขุดพื้นดินที่แข็งเหมือนหินเหมือนเป็นการลงโทษตัวเอง แม้สองมือจะชุ่มไปด้วยเลือดแต่เขาก็ยังคงขุดต่อไปจนกระทั่งร่างสุดท้ายถูกฝังจนเสร็จสิ้น
วัตถุประหลาดที่เห็นตอนตื่นขึ้นยังคงอยู่กลางหมู่บ้าน มันลอยขึ้นและหมุนไปมา โรมิเอลรู้ได้โดยสัญชาตญาณว่าสิ่งนี้เชื่อมโยงกับเขา
“ข้าคือบรอล” วัตถุประหลาดเอ่ยทัก มันดูเหมือนร่มกระดาษสีน้ำตาลธรรมดา ๆ จนกระทั่งวินาทีที่ตาและปากของมันโผล่ออกมา
“ข้ารู้” โรมิเอลตอบ
“ข้าก็คือเจ้า”
“ข้ารู้”
“พวกเรายังอ่อนแอเกินไป ถ้าจะแก้แค้น…”
“ข้ารู้” โรมิเอลกระแทกเสียง ดวงตาของเขาสว่างโรจน์ขึ้น “ก่อนอื่นต้องเอาตัวรอดในโลกนี้ให้ได้ แล้วหลังจากนั้นข้าก็ต้องเก่งขึ้นให้ได้”
“อาจจะต้องกินเวลาหลายร้อย ไม่สิหลายพันปีเลยถึงจะตามพวกนั้นทัน”
“ข้าไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไป เรื่องเวลาน่ะ มีเกินพออยู่แล้ว”
การเอาตัวรอดเพียงลำพังในโลกปีศาจไม่ใช่เรื่องง่าย และมันยิ่งยากเข็นกว่าเดิมเมื่อโรมิเอลต้องเสียบ้านไป เขาพบว่ากองทหารของโคลดาเรียได้กลับมาที่หมู่บ้านอีกครั้งเพื่อเปลี่ยนมันเป็นฐานทัพขนาดย่อม
“เจ้าปีศาจเจ็ดตัวนั้นไม่ได้มาด้วย” บรอลบอก เขาและเด็กน้อยแอบมองการเคลื่อนไหวจากระยะไกล
“ทีนี้พวกเราก็พักที่นั่นไม่ได้แล้วสิ” พวกเขาเสียดายที่ต้องไร้ที่ซุกหัวนอน
“จะทำอย่างไรได้ละนะ พวกนั้นเป็นนักรบ ตอนนี้เจ้าที่ยังไม่ได้ฝึกฝน สู้อะไรไม่ได้” บรอลทำให้โรมิเอลเห็นข้อจำกัดของตนเอง
“ถ้าข้าจะล้างแค้น ก่อนอื่นข้าต้องเก่งเท่าปีศาจทั่วไปให้ได้” เด็กน้อยพึมพำ มองกลุ่มปีศาจนับสิบในระยะไกล ถ้าวันหนึ่งเขาจัดการประมือกับพวกมันได้ ก็เท่ากับพร้อมไปอีกก้าวที่จะจัดการกับปีศาจเจ็ดตัวนั่นที่เขาจะจดจำเอาไว้อย่างแม่นยำ
โรมิเอลพบกับโพรงของเดวัลบนภูเขา เขาจัดการกับเจ้าของโพรงและขยายขนาดมันเพื่อใช้เป็นที่พักใหม่ เดวัลขนาดเล็กเองก็มีระดับของมันเช่นกัน โรมิเอลสามารถจัดการเผชิญหน้าและกำจัดมันได้แค่ไม่กี่ชนิด ที่เหลือเขาจำเป็นต้องใช้กับดักช่วย
ไอเอิร์นสไปเดอร์เป็นเดวัลชนิดหนึ่งที่สร้างปัญหาให้กับเขามากที่สุด แมงมุมชนิดนี้มีขนาดใหญ่กว่าแมงมุมทั่วไปไม่มาก มันมีขนาดราวฝ่ามือของเขาเท่านั้น แต่มันอันตรายจนเหลือเชื่อ
โรมิเอลเคยเห็นมันโจมตีเดวัลตัวอื่น แมงมุมสีเงินนี้พุ่งเข้ากัดเหยื่อที่ตัวใหญ่กว่ามันเป็นสิบเท่า ที่น่ากลัวที่สุดคือมันไม่ได้ใช้พิษในการฆ่า เจ้าสิ่งนี้สามารถใช้เขี้ยวและขาที่แหลมคมของมันเจาะเข้าไปในร่างเหยื่อและกินอวัยวะภายในหมดภายในเวลาไม่กี่อึดใจ
“แถบนี้มีเจ้าแมงมุมนี่อยู่ด้วย เราย้ายไปอยู่ที่ปลอดภัยกว่านี้เถอะ”
“ในเนเธอร์เวิลด์มีที่ปลอดภัยด้วยเหรอ” โรมิเอลตอบ แม้แต่หมู่บ้านที่เขาเชื่อมาตลอดว่าเป็นสถานที่ปลอดภัยที่สุดยังถูกทำลายราบคาบภายในไม่กี่นาที เขาเลิกคิดที่จะหาสถานที่ปลอดภัยที่ว่าแล้ว
…ต้องรอดให้ได้ ถ้าแค่นี้ทำไม่ได้ ก็เลิกคิดเรื่องแก้แค้นไปเถอะ…
ทีละเล็กทีละน้อย โรมิเอลค่อย ๆ เติบใหญ่ขึ้น อีกหนึ่งปีต่อมา เขาสามารถล่าไอเอิร์นสไปเดอร์ได้ตัวแรก และในเดือนต่อมา เขาก็เริ่มชินกับการกำจัดมัน ในวัยเพียงสิบสองปีเดวัลส่วนใหญ่ในบริเวณนั้น ไม่มีตัวไหนที่สู้เขาได้อีก
โรมิเอลเริ่มย้ายที่ไปเรื่อยหลังจากนั้น เขาหลีกเลี่ยงการติดต่อพบปะกับปีศาจตนอื่น เขาเรียนรู้การอยู่คนเดียวโดยไม่ต้องพึ่งพาใคร ทุกอย่างขอแค่มีเขากับบรอล ไม่มีเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
บรอลกลายเป็นอาวุธที่ทรงประสิทธิภาพ ในช่วงแรกโรมิเอลใช้ร่างที่เป็นร่มกับการป้องกันเป็นส่วนใหญ่ ต่อมาเขาเริ่มเรียนรู้อีกว่าพลังป้องกันนั้นจะสูงขึ้นอีกเวลาที่กางร่มออก
“เอ๊ะ ยังทำอะไรแบบนี้ได้ด้วยเหรอ” เขาประหลาดใจเมื่อได้พบด้วยตัวเองว่าบรอลมีความสามารถพิเศษที่น่ากลัวซุกซ่อนอยู่อีกอย่าง
“ก็เพิ่งรู้นะ คือคิดแค่ว่าน่าจะอร่อยดี”
ในการต่อสู้กับปีศาจน้ำที่เขาบังเอิญพบ โรมิเอลเกือบถูกฆ่า แต่แล้วเขาค้นพบพลังของบรอลอีกอย่างคือดูดกลืนอีกฝ่ายเข้าไปได้
“ดูเหมือนจะได้พลังของมันมาด้วย” โรมิเอลกางร่มออก เขาพบว่าฝนกำลังโปรยปรายอยู่เหนือร่ม
“นึกว่าพลังพิเศษของมันคือร่างที่เป็นน้ำซะอีก” บรอลบ่นด้วยความเสียดาย เขาไม่แน่ใจว่าฝนแค่เล็กน้อยมันจะทำอะไรได้
“ไม่หรอกนี่ช่วยได้มากเลย อย่างน้อยเราก็ไม่ต้องกลัวขาดน้ำตาย”
“จริงด้วย โลกนี้ส่วนใหญ่มันมีแต่พื้นที่แห้งแล้งนี่นะ” ร่มปีศาจเริ่มยิ้มออก
“ประหยัดเวลาหาน้ำไป เราก็จะมีเวลาล่ามากขึ้น ฝึกมากขึ้น และพักมากขึ้น”
โรมิเอลเรียนรู้เรื่องของพลังมากขึ้นในทุกวัน เขาให้บรอลกินเดวัลหลายชนิด แต่บรอลไม่ได้รับพลังพิเศษเพิ่ม เขาเริ่มเข้าใจว่าพลังพิเศษของเดวัลและพลังพิเศษของเผ่าปีศาจอาจจะดูคล้ายแต่มันก็เป็นของคนละชนิด บรอลจะเรียนรู้พลังพิเศษได้จากการกินเผ่าปีศาจเท่านั้น
แต่การล่าปีศาจนั้นแตกต่างจากเดวัล เผ่าปีศาจส่วนใหญ่มีสติปัญญาเทียบเท่ามนุษย์ นอกจากนั้นโรมิเอลเองก็ไม่อยากสู้กับปีศาจที่ไม่ใช่พวกโคลดาเรีย เขาจึงเลี่ยงการใช้วิธีนี้ในการพัฒนาตนเอง มันอาจจะเป็นทางเลือกที่ช้าลงแต่เขามั่นใจว่ามันคือหนทางที่ถูกต้อง เขาไม่อยากเป็นเหมือนพวกที่ตนเองเกลียดชัง
แล้ววันเวลาก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว โรมิเอลฝึกฝนตนเองอย่างเงียบ ๆ ในดินแดนที่ไม่มีผู้ใดสนใจ ในระหว่างนั้นได้เกิดสงครามหลายต่อหลายครั้ง แต่เขายังคงตั้งหน้าตั้งตาอยู่กับเป้าหมายไม่เคยหยุดพัก
สิ่งเดียวที่เขาหวาดกลัวที่สุดคือเมื่อเขาแข็งแกร่งพอ ศัตรูจะยังมีชีวิตอยู่ให้เขาล้างแค้นอีกหรือไม่ โชคดีที่ปีศาจคือเผ่าพันธุ์ที่มีอายุขัยยืนยาว แม้ว่าจะผ่านมาหลายพันปีจากวันนั้น โรมิเอลก็พบว่าอาณาจักรโคลดาเรียยังอยู่ถึงตอนนี้
“ได้เวลาแล้วสินะ” โรมิเอลเปรยขึ้น
“ถ้าเป็นตอนนี้นายไม่แพ้ใครแน่ ต่อให้เหล่าราชาพวกนั้นฟื้นกลับมาก็เถอะ” บรอลพูดเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับร่างมนุษย์ของเขา โรมิเอลคิดว่าคำพูดของเขาไม่น่าจะเกินจริง ที่เขาเก็บตัวฝึกฝนตัวเองมานานก็เพื่อการนั้น
ในตอนนั้นโรมิเอลเพียงแค่คิดว่าหากโจมตีครามาก็อาจจะได้พบกับตนหนึ่งในเจ็ดตนนั้น หรืออย่างน้อยนี่ก็จะเป็นสาส์นท้าดวลจากเขา เขาไม่รู้ว่าปีศาจทั้งเจ็ดตนไม่ได้ทำงานให้กับโคลดาเรียแล้ว
ครามาเป็นเมืองใหญ่เมืองหนึ่งของโคลดาเรีย มันถูกแบ่งเป็นเขตย่อย ๆ และปกครองโดยสมุนระดับสูงของโครว์ โรมิเอลมาถึงเมืองนี้ตั้งแต่หนึ่งสัปดาห์ก่อน เขาใช้เวลาส่วนหนึ่งเพื่อสืบความเคลื่อนไหวของบรรดาหัวหน้าก่อนที่จะเริ่มโจมตี
ณ ป้อมปราการแห่งหนึ่งที่โรมิเอลและบรอลบุกโจมตีอย่างสายฟ้าแลบ
“เจ้าสินะ ที่สามสี่วันมานี้ป่วนอาละวาดไปทั่วเมือง” เมเลียนหนึ่งในสมุนเอกของโครว์ถาม เขาคือปีศาจกิ้งก่าผู้เป็นมือขวาของโครว์ ในโลกปีศาจความแข็งแกร่งของเขาอาจอยู่ในระดับกลาง แต่หากเทียบกับซีนแล้วเขาเองก็มีฝีมือพอฟัดพอเหวี่ยงกับมาร์เคลในสภาพที่ปล่อยพลังสูงสุดแล้ว
โรมิเอลยังสงวนคำพูดอย่างที่เคยเป็น เขาสะบัดบรอลและยืดมันออก เป็นการโจมตีเรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยพลังทำลายและความเร็วจนน่าสยดสยอง แม้ว่าเมเลียนจะหลบได้ทันแต่เขาก็รู้สึกถึงอันตราย ในสมองของเขาประมวลภาพและเห็นตนเองดับดิ้นอยู่ตรงนั้นหากเคลื่อนไหวช้าไปอีกเพียงก้าวเดียว
“มาถึงก็โจมตีเลยนะ แกเป็นใคร และใครส่งแกมา”
โรมิเอลหายใจอย่างสงบ เขาไม่ใช่ไม่ได้ยินอีกฝ่ายพูด แต่เพราะรู้ว่าอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้าอีกฝ่ายก็จะถูกขยี้จนแหลกเละ มันไม่มีประโยชน์ที่จะคุยกับคนที่ถูกตัดสินว่าตายไปแล้ว
ความชื้นถูกรวบรวมมาจากทั้งห้องและก่อตัวเป็นฝนโปรยปรายลงมาจากด้านบน เมเลียนประหลาดใจเพราะพวกเขากำลังต่อสู้อยู่ในห้องที่ปิดทึบ เขาพอเดาออกว่าฝนคงเป็นพลังของผู้บุกรุก แต่เขาไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายกำลังจะทำอะไร
ไม่ใช่แค่น้ำที่อยู่ในห้อง โรมิเอลรวบรวมน้ำจำนวนมากจากที่อื่น ฝนในห้องตกหนักจนท่วมในเวลาไม่นาน ขณะที่เมเลียนยังคงลังเลว่าจะรับมือแบบไหน มันก็ท่วมขึ้นมาจนถึงเข่าแล้ว
…เจ้านี่คงรู้ว่าเราเปลี่ยนสีผิวให้กลืนกับสภาพแวดล้อมได้ ก็เลยคิดจะใช้ฝนและน้ำพวกนี้ช่วยให้มองเห็นสินะ…
หยดน้ำที่ตกกระทบร่าง น้ำท่วมขังที่ถูกแหวกออก เสียงการเคลื่อนไหวที่ซ่อนไม่มิด ทั้งหมดทำให้เมเลียนเสียเปรียบในการลอบสังหาร แต่เขาคิดว่าโรมิเอลได้พลาดบางอย่างไป การพรางตัวไม่ใช่พลังพิเศษอย่างเดียวของเขา สำหรับปีศาจตั้งแต่ชั้นกลางขึ้นไป การมีความสามารถถึงสามชนิดเป็นเรื่องสามัญที่พบเห็นได้ทั่วไป
หนึ่ง คือความสามารถตามเผ่าพันธุ์ ความสามารถเปลี่ยนสีผิวเพื่อกลมกลืนกับสภาพรอบตัว การใช้ลิ้นที่ยาวตวัดโจมตีศัตรูด้วยความเร็วสูง ความสามารถในการไต่กำแพง อาจจะมีความต่างในความเชี่ยวชาญ แต่ทักษะเหล่านี้เป็นทักษะพื้นฐานที่มนุษย์กิ้งก่าทุกตนสามารถทำได้
สอง คือเวทมนตร์ มนุษย์และปีศาจมีพื้นฐานของพลังเวทมนตร์แตกต่างกันตั้งแต่กำเนิด มันเป็นเหตุผลที่เผ่าพันธุ์ปีศาจแทบทุกสายพันธุ์สามารถใช้เวทมนตร์ได้มากบ้างน้อยบ้าง สำหรับในเนเธอร์เวิลด์ที่มีพลังงานธาตุมืดอย่างเข้มข้นเผ่าปีศาจที่ใช้เวทมนตร์ไม่ได้ถือว่าเป็นส่วนน้อยเสียด้วยซ้ำ
และสาม พลังพิเศษเฉพาะตัว ปีศาจระดับกลางขึ้นไปบางตนจะค้นพบพลังพิเศษนี้ บ้างก็เกิดจากประสบการณ์การต่อสู้มายาวนาน บ้างก็พัฒนาต่อยอดจากความสามารถของเผ่าพันธุ์หรือเวทมนตร์ที่ตนเชี่ยวชาญ สองอย่างแรกผู้บุกรุกอย่างโรมิเอลอาจจะสืบจนรู้ได้ไม่ยาก แต่อย่างสุดท้ายนี้ถือเป็นไม้ตายลับที่เมเลียนไม่เคยเผยให้ใครได้รู้โดยง่าย
แล้วเขาก็ใช้ออกมา เวทมนตร์สร้างพิษที่ไร้สี ไร้กลิ่น และไม่สามารถตรวจจับด้วยวิธีการทั่วไปได้ เมเลียนใช้มันกับน้ำที่กำลังท่วมสูงขึ้นจนเกือบถึงเอวแล้ว
โรมิเอลไม่ได้เร่งรีบเผด็จศึก เขายืนกางร่มอย่างเงียบ ๆ ตั้งแต่ครู่ก่อน เมเลียนแน่ใจว่าเขาน่าจะติดพิษไปแล้วแต่ก็น่าแปลกที่เขาไม่แสดงสีหน้าใด ๆ เขาดูไม่เจ็บปวด ตกใจ หรือแม้แต่ร้อนรน
“น่าสนใจ พิษงั้นเหรอ นอกจากตรวจจับไม่ได้จนกว่าจะโดน ยังมีผลหลายอย่างรวมถึงการทำให้เป็นอัมพาตด้วยสินะ” เสียงพูดกับตัวเองดังแว่วมาแต่มันไม่ได้ออกมาจากปากของชายหนุ่ม มันมาจากร่มที่เขากางไว้
“พิษของข้าไม่กระจอกขนาดที่จะถูกขจัดได้ง่าย ๆ หรอกนะ”
“โชคดีน่ะ ที่ปีศาจที่กินมาก่อนหน้านี้มีพลังต้านพิษพอดีเลย”
“บรอล…” โรมิเอลเปิดปากเป็นครั้งแรกตั้งแต่เริ่มสู้ เขาปรามไม่ให้คู่หูปากมากพูดอะไรที่ไม่จำเป็นออกไป
เมเลียนประหลาดใจ แต่เขาก็ไม่มีท่าทางหวาดกลัวเลย สำหรับเขาเวทมนตร์ พิษ ล่องหน ก็แค่ของเล่นที่เอาไว้เล่นสนุกกับเหยื่อเท่านั้น เขาเห็นพลังของอีกฝ่ายแล้วแต่ก็ยังมั่นใจว่าตนถือไพ่เหนือกว่า
ลิ้นตวัดออกมาจากปากด้วยความเร็วสูง มันเร็วไม่ต่างจากตอนที่โรมิเอลโจมตีด้วยการยืดร่ม
โรมิเอลรู้แล้วว่าอีกฝ่ายกำลังเอาจริง แต่การเตรียมการของเขาเสร็จไปแล้ว
เมเลียนควรจะเอาจริงตั้งแต่ก่อนหน้านั้น เขามัวแต่เสียเวลาไปกับการใช้พิษโดยที่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายสามารถต่อต้านได้ และเมื่อเปลี่ยนใจใช้กำลังเข้าปะทะ น้ำในห้องก็ท่วมจนไม่เหลือพื้นที่ให้หายใจได้แล้ว แต่การแข่งกันกลั้นหายใจใต้น้ำไม่ใช่สิ่งที่โรมิเอลเล็งเอาไว้ บรอลเปลี่ยนรูปร่างไปจากทักษะใหม่ที่เขาเพิ่งชิงมา
ร่มกลายเป็นปลาปีศาจนับร้อยนับพันตัว กว่าจะรู้ตัวเมเลียนก็ตกอยู่ท่ามกลางดงของมันเสียแล้ว ฝูงปลาดุร้ายที่กินทุกอย่างที่ล่วงเข้าไปในถิ่นของมันกำลังแทะร่างของเมเลียนทั้งเป็น
ถ้าเป็นสภาพปกติ เมเลียนคงหยุดพวกมันได้ แต่ปลากลุ่มนี้ประสานการโจมตีกับโรมิเอล มันเคลื่อนไหวราวกับเป็นส่วนหนึ่งของเขา มีทั้งกลุ่มที่เคลื่อนที่อย่างมีแบบแผน กลุ่มที่โจมตีอิสระยากแค่การคาดเดา ทั้งหมดไม่ใช่พฤติกรรมปกติของปลาปีศาจพวกนี้
กับคู่ต่อสู้ที่ทัดเทียมกัน ข้อได้เปรียบเล็กน้อยกลับทำให้ถึงฆาตได้ เมเลียนพยายามทำลายผนังห้องเพื่อหยุดการโจมตีประสาน มันอาจเป็นคำตอบที่ถูกต้องแต่เขาคิดได้ช้าเกินไป โรมิเอลไม่มีทางยอมให้เขาหลุดมือไปอย่างแน่นอน
กำแพงถูกทำลายในที่สุด น้ำปริมาณมหาศาลไหลออกไปพร้อมกับร่างที่ไร้ชีวิตของเมเลียน บรอลในร่างปลาปีศาจกลับมาเป็นร่มอีกครั้ง
“เอาล่ะ อิ่มเต็มที่แถมได้เวทมนตร์พิษมาแล้ว พวกเราหาที่ซ่อนตัวกันเถอะ”
“ทำขนาดนี้ยังคิดว่าจะซ่อนได้อีกเหรอ พวกมันพลิกแผ่นดินล่าเราแน่”
“งั้นนายจะสู้ต่อเรอะ ไม่เอาน่า รอฟื้นกำลังสักหน่อยเถอะ เจ้าโครว์นั่นน่าจะเก่งกว่านี้เยอะนะ”
“ข้ารอมาพอแล้ว…”
แล้วการปะทะระหว่างโครว์กับโรมิเอลก็เกิดขึ้นบนปราสาทรูปร่างหอคอย มันคือการปะทะดุเดือดที่ทุกคนซึ่งได้เห็นไม่สามารถลืมลงไปได้ เริ่มต้นการต่อสู้ด้วยการที่โรมิเอลทำในสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน เขาบุกเดี่ยวขึ้นถึงยอดปราสาทและใช้เคียวฟันชั้นบนสุดจนแหว่งไป
“มันเป็นใครกัน” การโจมตีบ้าเลือดของเขาทำให้ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในครามาทนอยู่นิ่งเฉยเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ไม่ได้
โครว์ต้องออกโรงเอง
“ไม่… บ้าจริง”
โรมิเอลพบว่าตนไม่อาจประมือกับโครว์
ศัตรูที่คิดว่าไม่ครณามือกลับเป็นคู่ต่อสู้ที่เหนือชั้นกว่าอย่างลิบลับ เขาไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะยืนอยู่บนเวทีเดียวกัน
ร่างของเขาถูกแรงกระพือปีกของอีกฝ่ายพัด เขาพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะฝืนยืนอยู่เพื่อบรรลุปณิธานที่จะสู้ต่อ แต่ก็ไม่อาจหยุดพายุระดับภัยพิบัติที่ถาโถมพุ่งเข้ามาหาได้
…ข้าจะกลับมาอีก…
เขาตั้งปณิธาน ร่างปลิวหายไปจากด้านหน้าโครว์
นานนับวันเขาลอยคว้างอยู่ในกระแสพายุ จนถึงดินแดนอื่น ในที่สุดพายุก็หอบเอาร่างของเขาตกลงสู่สถานที่แห่งใหม่ สถานที่ที่การผจญภัยแท้จริงของเขาจะเริ่มต้นขึ้น