Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 48: การยึดอำนาจของอีริธ
ปี 9545 ทุ่งโล่งแห่งหนึ่ง อาณาจักรเอเทเซีย ทวีปเอเทเซีย โลกมนุษย์…
หลังจากโซนาตารวบรวมกุญแจได้ครบทั้งสามดอก เขาก็เก็บตัวทำการค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเพื่อให้แน่ใจว่าประตูที่เขากำลังเปิดนั้นปลอดภัยต่อทั้งตนเองและอาณาจักรเอเทเซียที่กำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัว
หลายร้อยปีก่อน ห้องสมุดของเอเทเซียเคยเกิดเพลิงไหม้ใหญ่ หนังสือประวัติศาสตร์จำนวนมากถูกทำลายไปแทบไม่เหลือ ที่แย่กว่านั้นคือราชาบาลดริกไม่ต้องการให้คนจดจำประวัติศาสตร์เปื้อนเลือดที่ตระกูลของเขามีส่วนเกี่ยวข้อง เชื่อกันว่าเขาเองก็มีส่วนที่ทำให้หนังสือหายากส่วนหนึ่งสูญหายไป
จนกระทั่ง… วันที่นครศักดิ์สิทธิ์อัลกราดกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของเอเทเซียอีกครั้ง นครเก่าแก่นี้มีตำราโบราณมากมายหลับใหลอยู่ นี่คือโอกาสดีที่โซนาตาจะได้ไขปริศนามากมายเกี่ยวกับซีนแห่งนี้
ทุกอย่างควรจะราบรื่นถ้าไม่เพราะว่าความอดทนของอีริธได้หมดไปตั้งแต่ก่อนหน้านั้น เขากล่าวโทษว่าโซนาตาไม่เคยมีความตั้งใจจริงที่จะพาทุกคนกลับสู่เวลาเดิม นอกจากนั้นเขายังแน่ใจว่าผู้บัญชาการคนนี้เอาใจออกห่างจากจักรวรรดิมานานแล้ว มันทำให้เขาตัดสินใจทำเรื่องที่ไม่สามารถย้อนคืนได้
วันหนึ่ง เมื่อโซนาตาและพรรคพวกกลับขึ้นยาน พวกเขาพบกับบรรยากาศที่เปลี่ยนไป ทหารที่ขึ้นตรงกับเขาหายหน้าหายตาไปจนหมด โซนาตารู้ในทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นแต่เขากลับสั่งให้ทุกคนรอคำสั่งอย่างใจเย็น
“นี่คิดจะก่อกบฏหรือไง” โซนาตาถามเสียงเรียบ เบื้องหน้าของเขามีอีริธและเจลรัล บาลิอาร์โด ส่วนคนอื่นกำลังยืนคุมเชิงอยู่ด้านนอก ทุกคนรู้ดีว่าการนองเลือดสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
ไซเลนเซอร์สองคนนี้ไม่ใช่อะไรที่เขาสามารถรับมือได้โดยง่าย อีริธถูกเรียกว่าตำนานที่ยังมีชีวิต เฉพาะแค่ประสบการณ์ในการต่อสู้เขาก็มีมากกว่าโซนาตาหลายร้อยปีแล้ว ส่วนเจลรัลที่เป็นศิษย์สายตรงของเขาก็อันตรายติดอันดับจนถูกโซนาตาหมายหัวไว้เช่นกัน
“อย่ามาตลกเลย ระหว่างพวกเรา ใครกันแน่ที่คิดจะก่อกบฏ ทุกคนน่าจะดูออก” อีริธนิ่งไม่ต่างกัน น้ำเสียงของเขาไม่หลงเหลือความเป็นมิตรอยู่เลย
“พวกเรารู้เรื่องที่นายวางยาระบบแล้ว” เจลรัลกระแทกเสียง โซนาตารู้ว่าเขาแค่บลัฟ ต่อให้พวกนี้สามารถหยุดการทำงานของแองจีซึ่งเป็นระบบปัญญาประดิษฐ์ที่เขาสร้างขึ้นได้ แต่พวกเขาก็ไม่มีคนที่เก่งพอจะเจาะเข้าไปดูข้อมูลของเธอ อย่างน้อยก็ไม่สามารถทำได้ภายในเวลาไม่กี่วันแน่
“มันไม่เคยมีเรื่องแบบนั้น” โซนาตาโกหกหน้าตาย แล้วพูดความจริงหนีความเท็จที่เพิ่งออกจากปาก “ส่วนเรื่องประตู ฉันแค่อยากให้แน่ใจว่ามันปลอดภัย ไม่ได้ถ่วงเวลา นี่ไม่พากันคิดบ้างเลยเหรอว่า หลังประตูนั่นมันอาจจะอันตรายกว่าที่คิด”
อีริธจ้องหน้าโซนาตาด้วยสีหน้าที่ยากจะอธิบาย
เดิมทีถึงแม้จะมีอุดมการณ์ที่แตกต่างแต่เขาก็นับถือโซนาตาในเรื่องที่กล้างัดข้อกับจักรวรรดิ แต่ในเวลานี้โซนาตากลับระแวงในเรื่องไม่เป็นเรื่อง ทั้งที่ได้กุญแจมาอยากยากลำบากแต่กลับมัวแต่ลังเลที่จะเปิดประตูนั่น มันไม่สมกับเป็นโซนาตาสักนิด
ไซเลนเซอร์อาวุโสผู้นี้เชื่อว่าโซนาตามีจิตใจอ่อนโยนลงจากการเข้าไปคลุกคลีกับคนในซีนเกินไป ซึ่งเท่ากับอ่อนแอในมุมมองของเขา อีริธกำลังมองว่าในสถานการณ์ที่อาจจะต้องฆ่ากันแบบนี้ มันจะทำให้เขาเองได้เปรียบ
เขาไม่เฉลียวใจเลยว่า สิ่งที่โซนาตาเตือนไว้อาจจะเป็นจริงขึ้นมา
“แกพาคนของแกไปจากยานนี้ซะ…” อีริธยื่นคำขาดถึงสิ่งที่เขาต้องการ
“ลืมไปแล้วเหรอว่าฉันเป็นผู้บัญชาการ” โซนาตาจ้องเขม็งไปที่อีริธ น้ำเสียงเหมือนจะเอาเรื่อง แต่จริงๆ สมองกำลังแล่นคำนวณสถานการณ์อย่างรอบคอบ
“ไม่! แกไม่ใช่อีกแล้ว” อีริธเสียงเข้ม “แกแสดงความอ่อนแอและลังเลออกมา ซึ่งนั่นเท่ากับไม่มีคุณสมบัติจะเป็นผู้บัญชาการอีกต่อไป ในสถานการณ์ตอนนี้ ยานลำนี้ต้องกลับสู่เวลาเดิม ด้วยอำนาจของจักรวรรดิ ฉันและไซเลนเซอร์คนอื่น ๆ ลงความเห็นถอนแกออกจากตำแหน่ง ถ้าแกขึ้นยานมา ก็ต้องมาเป็นลูกน้องฉันแทน”
“จะเอาอย่างนั้นเหรอ” โซนาตาหัวเราะออกมา ตาเป็นประกาย
อีริธนิ่งไป เขาเองก็ไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น
“ไม่! แกไปซะจะดีกว่า”
“ปล่อยคนอื่น ๆ ที่อยากไปกับฉันมา” โซนาตาไม่ยอมไปคนเดียว และให้คนของเขาไปกับอีริธ “ถ้าหากไม่ปล่อยมา เราก็ต้องสู้กัน แต่ถ้าปล่อยมา ฉันก็จะไปดี ๆ”
อีริธนิ่งคิด เปรียบเทียบความได้เปรียบเสียเปรียบ ตาของเขากวาดตามองทั่วยาน พลังการต่อสู้ของพวกเขาและคนของพวกเขาเมื่อเข้าปะทะกันย่อมมีผลกระทบรุนแรง
“ก็ได้ พาคนของนายไปด้วย!” อีริธตัดสินใจ
หลังจากเจรจาจบลง อีริธมองโซนาตาและคนของเขาลงจากยานโดยไม่ปล่อยให้คนของตัวเองแตะต้องอีกฝ่าย ด้านโซนาตาก็จากไปด้วยความสงบ ต่างฝ่ายต่างก็รู้ว่าเส้นไหนคือเส้นที่ไม่ควรข้าม อีริธต้องการยาน กุญแจ และกำลังรบที่เหลือของเซคเตอร์วัน ส่วนโซนาตาก็ยอมถอยให้ตราบใดที่อีริธรับรองความปลอดภัยของทุกคน
ทั้งคู่ต่างรู้ดี หากเกิดการปะทะกันในตอนนี้ ทั้งเซคเตอร์วัน ทั้งกำลังคนของทั้งสองฝ่ายจะต้องเสียหายอย่างร้ายแรงชนิดที่ไม่มีทางกลับมาเหมือนเดิมได้
โซนาตาและพวกยืนมองยานบินจากไปจนลับสายตา หลายคนรู้สึกเสียดายแต่ก็เชื่อว่าทางที่โซนาตาเลือกเป็นทางที่ถูกต้องแล้ว พวกเขาแน่ใจว่าตราบใดที่ยังมีอัจฉริยะอย่างโซนาตาและด็อกมา เรื่องสร้างยานใหม่ตั้งแต่ศูนย์ก็ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้
“เพี้ยนไปแล้วหรือไง เพิ่งเสียยาน อาวุธและฐานทัพไปนะ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อะไรฮึ” อลินาแขวะใส่โซนาตาเพราะเห็นเขาดูไม่ทุกข์ร้อนใด ๆ เลย
“โล่งใจสินะ ตอนนี้พวกเราก็ไม่ใช่คนของจักรวรรดิอีกต่อไปแล้ว” เคสเทรลตอบให้แทนอย่างรู้ใจ ครึ่งหนึ่งมันเป็นแบบที่เขาว่า ส่วนอีกครึ่งที่โซนาตาโล่งอกก็เพราะไม่ต้องสู้กับศัตรูที่มีโอกาสแพ้ชนะพอ ๆ กัน
“สร้างยานใหม่โดยไม่มีทั้งโรงงานทั้งวัตถุดิบอะไรสักอย่าง นี่งานหนักเลยนะ” ชายแก่เกาคางครุ่นคิด ด็อกมากำลังคิดว่าน่าจะขอให้เชอรีสช่วยเกี่ยวกับแร่ที่ต้องใช้ รวมทั้งอาจจะขอยืมแรงงานช่างด้วย
ก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะทำสิ่งใดต่อ โซนาตาตรวจสอบกำลังพลที่มีเหลืออีกครั้ง
แน่นอนว่าตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มนี้ที่ยังไม่มีชื่อ จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก “โซนาตา ดิอาลโน” ตัวเขาเอง
ไซเลนเซอร์ทั้งสี่ที่จะเป็นขุนพลสำคัญของเขา ประกอบไปด้วย
…มือซุ่มยิง อัลแบร์โต โทแพซ
…ผู้ใช้พลังสลับที่ อลินา แอมเบอรี
…ผู้มีพลังย่อยสลายจนถึงระดับอะตอม เคสเทรล ฟอร์ทิส และ
…ผู้สร้างภาพมายา กาเรน คิงส์
หน่วยพิเศษที่เกิดจากสมาชิกที่โซนาตาเพิ่งได้พบหลังจากเดินทางมาที่โลกนี้ เฮอร์มิตสาวผู้มีแฟรีเป็นกำลังรบเวเน แวมไพร์จอมเวทสายพันธุ์พิเศษที่ไม่เกรงกลัวต่อแสงอาทิตย์ เจเนวีฟ สวอนส์ และดาร์คไนท์ผู้ตั้งมั่นว่าจะเป็นกำลังสำคัญให้กับกลุ่ม ดีวาน อเล็กซิส
ทั้งแปดคือกำลังรบระดับหัวหน้า แต่ว่านั่นไม่ใช่กำลังรบทั้งหมดของกลุ่ม ยังมีทหารที่จงรักภัคดีกับโซนาตาและเลือกลงจากยานด้วยความสมัครใจ ในกลุ่มนี้ประกอบไปด้วยกลุ่มของอีลิทไฟว์ที่ทำงานกับเขามานาน ทหารพลังจิต ทหารไซบอร์ก และทหารมิวแตนท์อีก รวมกันถึงยี่สิบชีวิต
นอกจากหน่วยรบแล้ว กำลังสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยคือศาสตราจารย์ด็อกมา ดิอาลโนผู้เป็นเลิศในศาสตร์หลายแขนง พร้อมกับช่าง แพทย์ และคนอื่น ๆ ในกลุ่มที่ทำงานกับเขาอีกหกคน
“ทั้งหมดมีสามสิบห้าคน” อัลโตปรายตานับอย่างรวดเร็ว
“น้อยกว่าที่คิดเนอะ” เวเนสงสัยว่าอัลโตแอบมั่วรึเปล่า เธอจึงนับซ้ำอีกรอบแต่ก็ได้จำนวนเท่าเดิม เธอเคยได้ยินเขาเล่าว่าโซนาตามีทหารที่ขึ้นตรงด้วยมากกว่านี้ แต่เดาว่าคงไม่ใช่ทุกคนหรอกที่จะกล้าแยกตัวมาอยู่ด้วย เพราะถ้าประตูแห่งความว่างเปล่าคือทางกลับบ้านจริง การถูกทิ้งลงจากยานอาจจะทำให้เสียโอกาสกลับก็เป็นได้
“เอาเถอะ ยังเหลือพวกของเราในเซคเตอร์อื่นอีก” เคสเทรลพูดเสียงเครียด “เซคเตอร์วันมีทหารแค่หยิบมือ เราต้องได้คนเพิ่มมากกว่านี้แน่นอนถ้าหาเซคเตอร์อื่นเจอ”
“จำนวนอาจจะไม่เยอะ แต่คุณภาพเราชนะแน่” กาเรนใช้สายตากะลิ้มกะเหลี่ยมองไปที่เจเนวีฟ อลินาและสมาชิกสาวอีกสองสามคน เขามองข้ามหัวเวเนไปและดูเหมือนเจ้าตัวก็จะเดาได้
“คุณภาพด้านไหนกันยะ”
สิ่งที่โซนาตาเสียดายที่สุดไม่ใช่จำนวนสมาชิกที่ลดลง แต่เป็นระบบปัญญาประดิษฐ์แองจีที่อยู่กับตัวยาน ในนั้นมีข้อมูลสำคัญมากมายที่อีริธไม่ได้รู้คุณค่า เขาตัดสินใจว่าจะฝากมันไว้กับพวกอีริธจนกว่าจะถึงเวลาที่เขาพร้อมจะทวงมันกลับคืน ซึ่งบางทีมันอาจจะเร็วกว่าที่เขาคาดก็ได้
ทั้งสามสิบห้าชีวิตร่วมกันหารือแผนการในอนาคต ถึงจะให้ทุกคนมีสิทธิ์เสนอความคิดเห็น แต่นอกจากสมาชิกหลักเก้าคนแล้วคนอื่นก็ทำหน้าที่เป็นผู้ตามเท่านั้น ส่วนใหญ่มีความเห็นไม่ต่างกันว่าควรจะรีบติดตามเซคเตอร์วันเพื่อไขปริศนาของประตูกลางป่า มีแค่ด็อกมากับกลุ่มของเขาเท่านั้นที่คิดว่าควรจะเตรียมความพร้อมก่อน
“งั้นฝากด็อคกับทุกคนดูเรื่องเสบียงและข้าวของที่จำเป็น ส่วนฉัน อัลโตและเวเนจะไปดูลาดเลาที่ประตูก่อน ไปกันแค่นี้ก็น่าจะพอแล้ว”
“ข้าก็อยากไปด้วย” เจเนวีฟเสนอตัว ซึ่งโซนาตาก็ไม่ขัดข้อง ในช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ผ่านมาเธอได้พิสูจน์แล้วว่าตนเองสามารถเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มได้แค่ไหน
เมื่อตกลงกันเสร็จ กลุ่มของด็อกมาก็มุ่งขึ้นเหนือสู่เมืองหลวงตามแผน นอกจากซื้อเสบียงและเครื่องไม้เครื่องมือที่จำเป็น เขายังอยากขอเข้าเฝ้าราชินีเชอรีสอีกสักครั้งด้วย
แต่ยังไม่ทันจะได้แยกย้ายก็มีปรากฏการณ์พิลึกลิลั่นแทรกขึ้นมาก่อน
ครืนนนน
ความรู้สึกประหลาดเกิดขึ้น ราวกับวูบหนึ่ง โลกทั้งโลกถูกย้อมไปด้วยสีดำ โซนาตารู้สึกขนลุกเกรียวไปทั้งร่าง ความรู้สึกนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับเขาเท่านั้น อัลโต เคสเทรล อลินา กาเรนและดีวานก็รู้สึกได้อย่างแจ่มชัด มันเป็นความรู้สึกอึดอัดแบบเดียวกับตอนที่พวกเขาเข้าใกล้เนโครโปลิส แต่มันรุนแรงกว่านั้นอีกนับร้อยเท่า