Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 49: กำเนิดกลุ่มอะบีส
“พลังงานธาตุมืด” ดีวานเฉลย เขารู้จักมันดีกว่าใครเพราะเคยตกอยู่ในอำนาจมันมาก่อน แต่ดีวานก็ไม่สามารถให้คำตอบได้ว่าปรากฏการณ์นี้มีต้นตอมาจากไหนและทำไมถึงได้แผ่ขยายไปในวงกว้างขนาดนี้
โซนาตา ด็อกมาและอีกหลาย ๆ คนพอเดาคำตอบได้ มันจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากสิ่งที่โซนาตาระแวงมาตลอด พวกเขาเดาว่าประตูถูกพวกอีริธเปิดไปแล้ว และไม่ว่ามันจะมีอะไรอยู่ข้างในมันต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่
คลื่นความมืดส่งผลกับเดวัลโดยตรง หลายตัวคลุ้มคลั่งไปและอีกไม่น้อยที่เกิดการพัฒนาการเป็นสายพันธุ์ระดับสูงขึ้น พวกเขามั่นใจว่าเรื่องแย่กว่านี้กำลังจะตามมาในไม่ช้าจึงรีบแยกย้ายกันไปตามที่ตกลงเอาไว้
กลุ่มโซนาตาอาศัยความชำนาญเส้นทางของเวเนช่วยร่นระยะเวลาเดินทางไปได้มาก พวกเขาถูกเดวัลป่าที่คลั่งผิดปกติโจมตีหลายต่อหลายครั้ง แต่มันก็ไม่ใช่อุปสรรคใหญ่โตเพราะนอกจากโซนาตากับอัลโตแล้ว ทั้งเวเนและเจเนวีฟต่างก็แข็งแกร่งขึ้นจากสงครามในครั้งก่อนขึ้นมาก
เวเนถูกอัลโตขู่มาตลอดว่าหากเธออ่อนแอเกินไปโซนาตาจะเตะเธอออกจากกลุ่ม ช่วงที่ผ่านมาเธอจึงตั้งอกตั้งใจฝึกฝนเวทมนตร์ของเฮอร์มิตจนได้คาถาใหม่ ๆ มาเพิ่มอีกหลายอย่าง ส่วนเจเนวีฟเองหลังจากที่เธอตามหาอนาทิลดาจนเจอ อดีตราชินีแวมไพร์ก็สอนการควบคุมพลังแวมไพร์ให้เธอเพิ่มเป็นของขวัญจากลา
พวกเขาแวะหมู่บ้านเฮอร์มิตตามคำขอของเวเน สภาพของมันแย่กว่าที่เธอจินตนาการไว้ ฟลอรากำลังหัวปั่นเพราะชุมชนเฮอร์มิตหลายต่อหลายที่ถูกโจมตีอย่างหนัก โชคดีที่ตอนนี้เธอยังพอคุมสถานการณ์ไว้ได้อยู่
“ถ้ามันเกี่ยวกับประตูแห่งความว่างเปล่าจริง พวกเจ้าก็ไม่ควรมาโอ้เอ้อยู่แถวนี้ รีบไปเถอะ” เวเนถึงกับหน้าชาเพราะถูกพี่สาวออกปากไล่ทันทีที่เล่าเรื่องจบ
มีเฮอร์มิตหลายรายอาสาร่วมทางไปด้วย แต่โซนาตาก็รับไว้เพียงน้ำใจ อีกนิดเดียวก็จะถึงประตูแล้ว เขาไม่อยากให้คนที่เพิ่มขึ้นกลายมาเป็นตัวถ่วงให้การเดินทางช้าลง
เมื่อเข้าใกล้ประตู โซนาตาก็แน่ใจว่าเขาไม่ได้คิดไปเอง พลังแห่งความมืดทะลักออกมาจากประตูอย่างเข้มข้นจนแทบจะมองเห็นด้วยตาเปล่า แม่กุญแจถูกไขออกและกุญแจเองก็ยังถูกทิ้งคาไว้ตรงนั้น
“มันเป็นประตูมิติ” อัลโตลองสัมผัสประตูและพบว่ามันสามารถทะลุเข้าไปได้ นี่ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะพลังพิเศษของเขา แต่ตัวบานประตูยักษ์เดิมทีมันไม่มีอยู่ตั้งแต่แรกแล้ว
“เหมือนที่ท่านแม่บอกเลย” เจเนวีฟหน้าซีด “นี่คือทางเข้าเนเธอร์เวิลด์”
โซนาตารู้สึกว่านี่เป็นตลกร้าย ถ้าจะให้ตีความความเชื่อของแต่ละฝ่าย เขาก็บอกได้ว่าทุกคนคิดถูกกันหมด เรวาเรนท์เชื่อว่ามันคือประตูนรกซึ่งก็มีความหมายตรงตามตัว เฮอร์มิตไม่สนใจประตูนี้พวกเขาจึงมองว่ามันคือความว่างเปล่า การเปิดประตูนี้ไม่ได้ให้ประโยชน์ใด ๆ กับพวกตนเลย ส่วนเอเทเซียเชื่อว่ามันคือขุมพลังของพระเจ้าและหากจะมองว่าที่นี่คือดินแดนที่ถูกพระเจ้าละทิ้ง มันก็คงจะเป็นขุมพลังที่ถูกปิดซ่อนไว้ได้
สัญญาณเรียกจากชุดดังขึ้น มันไม่มีทางจะเป็นคนอื่นไปได้นอกจากกลุ่มของด็อกมาติดต่อมา โซนาตาเล่าเรื่องที่เขาพบก่อนและจึงพบว่าเรื่องของทางด็อกมาก็เป็นเรื่องใหญ่ไม่แพ้กัน
“ว่ายังไงนะ ราชินี… เชอรีสเนี่ยนะหายตัวไป”
“ใช่ ราวสองวันก่อน น่าจะเป็นเวลาเดียวที่ประตูถูกเปิดน่ะแหละ”
“ถูกลักพาตัวงั้นเหรอ” อัลโตลองนึกหาความเป็นไปได้ แต่เขาก็นึกภาพคนอย่างเชอรีสถูกเล่นงานไม่ออก จะมีใครมีปัญญาบุกเข้าไปถึงวังและจับตัวราชินีที่มีพลังของปีศาจได้
“มีคนลือกันว่าเห็นท่านเชอรีสในร่างจิ้งจอก แต่ก็ยังไม่มีการยืนยัน” ทาเลซที่อยู่ตรงนั้นด้วยช่วยเสริม
โซนาตาได้ฟังก็นิ่งไป เวเนและเจเนวีฟเข้ามาร่วมสนทนาด้วย พวกเธอต่างคาดเดากันไปต่าง ๆ นานา แต่ที่โซนาตาคิดว่าน่าจะเป็นไปได้มากที่สุดคือการหายตัวไปเกิดจากสาเหตุเดียวกับที่ทำให้เดวัลคลุ้มคลั่ง ความมืดจากอีกฟากของประตูส่งผลถึงเธอที่มีสายเลือดปีศาจเข้มข้น
“ข้าคิดว่าเรื่องพลังปีศาจถูกกระตุ้นมีความเป็นไปได้สูง” อัลไคเซอร์เสียงไม่สู้ดี เขาเองก็มีเชื้อสายปีศาจเช่นกันจึงเข้าใจดีว่าเกิดอะไรขึ้น
“โซนาตา… ประตูมีทางปิดได้หรือเปล่า” ชายแก่ถาม
“พวกอีริธทิ้งกุญแจไว้ ถ้าจะปิดก็ปิดได้ แต่ดูเหมือนต่อให้ปิดไปพลังความมืดยังทะลักออกมาอยู่ดี”
“ปิดมันไว้ก่อน พ่อสังหรณ์ใจไม่ดี พวกเราเตรียมข้าวของเสร็จแล้วจะรีบกลับไปรวมตัวให้เร็วที่สุด บางทีเราคงต้องสร้างอะไรสักอย่างมาปิดทับประตูอีกชั้น”
“อา… ดูเหมือนจะสายไปแล้วล่ะ”
“ว่าไงนะ”
“อะไรที่พ่อกังวลอยู่มาถึงนี่แล้ว ตัดสายแค่นี้ก่อนนะด็อค”
“เดี๋ยวสิ โซนา…” แล้วสัญญาณก็ถูกตัดไปทั้งแบบนั้น
เบื้องหน้าของโซนาตาคือเชอรีสที่แม้จะกลับมาอยู่ในรูปร่างมนุษย์แต่เธอก็ไม่เหมือนเดิม ดวงตาของเธอที่มองมายังเขาส่อแววตาเหมือนกับกำลังมองคนไม่รู้จัก เธอไม่ได้มีสติสัมปชัญญะครบถ้วนเหมือนเคย โซนาตา อัลโต เวเน และเจเนวีฟ ทั้งสี่เป็นสิ่งกีดขวางอย่างเดียวที่กั้นอยู่ระหว่างเชอรีสและประตูข้างหลัง
“ถอยยย ไป” เชอรีสลากเสียง ตาดำของเธอเปลี่ยนเป็นตาแบบสัตว์ป่า
“คิดจะทำอะไรกับประตูนี่”
“ถอย!” เชอรีสคำราม แรงกดดันทำให้เจเนวีฟและเวเนเผลอก้าวถอยหลัง
โซนาตาพุ่งออกไปก่อน ประตูข้างหลังใหญ่จนเขาไม่คิดว่าจะขวางเชอรีสไว้ได้นาน วิธีการเดียวที่จะห้ามเธอได้คือล้มเธอลงที่นี่ซะ
แต่เชอรีสไม่เหมือนเดิม กรงเล็บของเธอเกือบจะทะลวงร่างของเขาถ้าอัลโตไม่ผลักโซนาตาออกไปพ้นระยะ เมื่อครั้งสงครามกับเรวาเรนท์เธอไม่ได้แข็งแกร่งขนาดนี้
เวเนยืนมองตัวสั่น ถ้าร่างมนุษย์เชอรีสยังอันตรายขนาดนี้ เธอไม่อยากคิดเลยว่าหากแปลงร่างแล้วจะเป็นอย่างไร เธอจะยอมให้เกิดเรื่องน่ากลัวแบบนั้นไม่ได้ เธอพยายามร่ายเวทมนตร์ผนึกการเคลื่อนไหวอีกฝ่ายแต่มันทำให้เชอรีสแค่ช้าลงเท่านั้น
เจเนวีฟไม่ได้ยั้งมือเหมือนกับสหายคนอื่น ทุกการโจมตีของเธอเต็มเปี่ยมไปด้วยจิตสังหาร ยิ่งเห็นโซนาตาเป็นห่วงเป็นใยเชอรีสจนออกนอกหน้า เธอยิ่งไม่อยากให้อภัยที่อีกฝ่ายมาสร้างปัญหาให้กับเขา
กร๊อบ
เสียงซี่โครงของอัลโตหักดังลั่น เขาใช้อินฟิลเทรทแล้วแต่การโจมตีของเชอรีสกลับไม่ทะลุผ่านไป มันเกิดขึ้นได้เพราะร่างของเธอห่อหุ้มไปด้วยพลังแห่งความมืดอันเข้มข้น
“ฉันไม่เป็นไร” อัลโตไล่โซนาตาให้รีบตามเชอรีสไป
ช่องว่างเพียงพริบตาทำให้เชอรีสวิ่งผ่านประตูไปได้สำเร็จ โซนาตาคว้าแขนเธอไว้ได้แต่ก็แค่ชั่วครู่ พลังความมืดจากอีกด้านของประตูทำให้เธอแกร่งขึ้นอีก เธอสะบัดหลุดไปได้
โซนาตาวิ่งไล่โดยมีเจเนวีฟวิ่งตามมาห่าง ๆ เชอรีสรู้สึกแปลกใจที่เขาเร่งความเร็วขึ้นมาได้อีก ท่ามกลางความมืดของเส้นทางที่เชื่อมระหว่างสองโลก เชอรีสมองเห็นแสงสีแดงจากปลายทางอีกฝั่งหนึ่ง
เจเนวีฟใช้เวทมนตร์เพิ่มความเร็วแต่เธอไม่สามารถตามทั้งคู่ได้ทัน
เมื่อเธอวิ่งไปจนถึงแสงสีแดง เธอเห็นโซนาตาอีกครั้งในสถานที่ที่ไม่ใช่โลกแห่งเดิมที่เธอรู้จัก พื้นดินสีดำมีลาวาไหลซึมอยู่ทั่ว ท้องฟ้าไร้ก้อนเมฆมีสีแดงฉานราวกับเลือด
“เนเธอร์เวิลด์” เธอพึมพำ ในหัวมัวแต่ตกใจกับสภาพแวดล้อมใหม่จนลืมไปแล้วว่าที่นั่นเชอรีสไม่อยู่แล้ว นอกจากนั้นยังมีซากศพของปีศาจอีกสามตัวด้วย เธอเดาว่าเจ้าปีศาจพวกนี้คงโจมตีโซนาตาในทันทีที่เห็นและมันก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เขาจับเชอรีสไม่สำเร็จ
“พลาดจนได้” โซนาตากัดฟันกรอดด้วยความเจ็บใจ
กลุ่มของด็อกมาเร่งวันเร่งคืนเดินทางจนมาสมทบกับโซนาตาได้ในอีกสองวันต่อมา เขาไม่ได้ซักไซ้รายละเอียดเพราะรู้ว่าโซนาตายังหงุดหงิดที่ตนเองพลาด ต่อให้มีเหตุผลรองรับว่าทำไมถึงปล่อยเชอรีสหลุดมือไปได้เขาก็ยังคิดว่ามันไม่ใช่ข้อแก้ตัว
สมาชิกกลุ่มของเขาเพิ่มขึ้นมาอีกยี่สิบคน พวกที่เพิ่มขึ้นมาชั่วคราวคือพาลาดินและนักรบฝีมือดีที่อัลไคเซอร์ส่งตัวมาให้ยืมโดยไม่ถามความสมัครใจของโซนาตา เขาต้องการให้แน่ใจว่าพวกโซนาตาจะตามหาราชินีจนเจอและพาเธอกลับมาอย่างปลอดภัย แต่ขณะเดียวกันเขาก็ไม่ต้องการให้เรื่องที่ราชินีหายตัวแพร่งพรายออกไป จึงได้ใช้จำนวนคนเพียงแค่นี้
“ภารกิจของพวกเรามีสองอย่าง” โซนาตาเรียกประชุมเป็นครั้งสุดท้ายหน้าประตูยักษ์ เขารู้ว่าต้องแข่งกับเวลาแต่ก็อยากชี้แจงให้ทุกคนเข้าใจตรงกัน
“อย่างแรกคือการพาตัวราชินีเชอรีสกลับมา” โซนาตาชูนิ้วขึ้นหนึ่งนิ้ว
“และสอง… ตามหาเบาะแสของเซคเตอร์วัน” เขาชูอีกนิ้วขึ้น “เรื่องนี้อาจจะดูเหมือนไม่ต้องรีบ แต่ความจริงคือตรงกันข้าม ถ้าเราสามารถชิงยานคืนมาได้ การตามหาตัวเชอรีสก็จะง่ายขึ้น”
“แล้วเราจะแบ่งกลุ่มกันยังไง” ดีวานถามขึ้น
“เรื่องกลุ่มและลำดับความสำคัญจะตัดสินใจอีกทีเมื่อมีข้อมูลเพิ่ม ถ้ามีเบาะแสทั้งสองด้านเราจะแยกกลุ่มกันออกไปจัดการ และถ้าด้านใดด้านหนึ่งมีแนวโน้มว่าจะจัดการได้ง่ายกว่า เราก็อาจจะทุ่มกำลังทั้งหมดไปทางนั้นแทน” อลินาอธิบายแทน
“และเรื่องสุดท้าย…” โซนาตาหยุดเว้นจังหวะเพื่อให้ทุกคนตั้งใจฟัง “ฉันคิดชื่อกลุ่มออกแล้ว”
“หา… เรื่องแบบนั้นช่างมันเถอะน่า” กาเรนส่ายหน้า “เจ้าหญิงผู้เลอโฉมกำลังรอพระเอกอย่างฉันไปช่วยอยู่นะเว้ย”
“ฉันก็มีไอเดียชื่ออยู่สองสามชื่อ” เคสเทรลพยายามเสนอความคิด เขาเมินกาเรนแถมยังเมินที่โซนาตาบอกว่าเขามีชื่อในใจไว้แล้ว
“พวกนายทำบ้าอะไรเนี่ย แค่ชื่อกลุ่มเอง พวกเราต้องรีบไม่ใช่เหรอยะ” เวเนโวยวายเสียงแหลมสูง
“กลุ่มอะบีส ต่อไปนี้พวกเราคือกลุ่มอะบีส” โดยไม่ได้สนใจเสียงโหวกเหวกโวยวาย โซนาตาตั้งชื่อให้กลุ่มตอนทุกคนเผลอ
“ไม่ดีมั้ง แค่เพราะเรากำลังจะไปโลกที่เหมือนนรกเนี่ยนะ” กาเรนประท้วง
“เซนส์การตั้งชื่อของนายนี่มัน!” อลินาเองก็เข้ามาร่วมส่งเสียงแข่งด้วย
“ไม่เลวนะ สมาชิกของกลุ่มก็คืออะบีสวอล์กเกอร์ (นักท่องเมืองนรก) เรียกย่อ ๆ ก็คืออะบีส” ด็อกมาพยักหน้าเห็นด้วย
“อย่าไปตามใจหมอนี่นักเลยลุง”
“ตามใจแล้วผิดตรงไหน หมอนี่เคยพลาดหรือไง” เคสเทรลถือหางโซนาตาอย่างเห็นได้ชัด
“นั่นสิ ท่านโซนาตาว่าไงก็ว่าตามเถอะ” เจเนวีฟก็เห็นดีเห็นงามกับเขาอย่างออกนอกหน้าเช่นเดิม
แล้วในวันนั้นก็เป็นวันที่ประวัติศาสตร์จะต้องจารึกไว้ว่าคือวันกำเนิดของกลุ่มอะบีส แม้ในตอนนี้พวกเขาจะเป็นเพียงกลุ่มเล็ก ๆ ที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก แต่สักวันพวกเขาจะกลายเป็นผู้ที่สั่นคลอนโลกนี้
… รวมไปถึงโลกอื่น ๆ ต่อไปด้วย