Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 51: เดดแซนด์ในทะเลทราย

บรอล
…เดดแซนด์…
โรมิเอลรู้สึกสังหรณ์ใจประหลาด เขารู้สึกเหมือนตัวเองลืมเรื่องบางอย่างที่สำคัญไป
“ไม่ใช่ว่าเจ้าอ้างนู่นอ้างนี่เพราะอยากให้พวกเราตามหาพ่อให้เหรอ” บรอลจี้ใจดำทำให้เดลฟิเดียอึกอักไปต่อไม่ถูก
“มะ ไม่ใช่สักหน่อย”
“เอาเถอะ เดดแซนด์ก็อยู่ไม่ห่างออกไปด้วย ลองสำรวจดูหน่อยก็ได้”
“จริงเหรอ ท่านรับปากแล้วนะ” เดลฟิเดียยิ้มหน้าบานทันทีที่ได้ยิน “งั้นก่อนอื่นก็ต้องออกจากเมืองนี้ให้ได้ก่อน”
ตอนแรกโรมิเอลไม่ได้เฉลียวใจว่าคำพูดของเดลฟิเดียฟังดูแปลก จนกระทั่งเขาพยายามลอบออกจากเมือง โรมิเอลใช้วิชาย่างก้าวไร้ตัวตนพาเดลฟิเดียผ่านจุดตรวจไปได้สำเร็จ แต่แล้วเขาก็พบกับเรื่องเหนือความคาดหมาย
“นี่มัน…” โรมิเอลขยี้ตา เบื้องหน้าของเขาควรจะเป็นทะเลทรายเวิ้งว้างสุดสายตา แต่ว่าตอนนี้เขากลับมาอยู่ที่โอเอซิสที่อยู่กลางเมืองซะอย่างนั้น
“พวกท่านยังไม่รู้งั้นเหรอ” เดลฟิเดียเสียงสลด “ข้านึกว่าพวกท่านเข้าเมืองมาโดยที่รู้ว่าจะออกไปยังไงซะอีก”
“เฮ้ มันไม่น่าจะเป็นแบบนี้นี่” บรอลโวยวาย เขาเปลี่ยนจากร่ม กลายเป็นร่างปีศาจร่มที่มีใบหน้าและแขนขา บรอลวิ่งไปทั่วอย่างปีศาจที่สติแตก
“เราติดกับดักแล้ว” โรมิเอลกัดฟันกรอด รู้สึกโกรธตัวเองที่พลาดเข้าไปยืนในกับดักอยู่นานหลายวันโดยไม่ได้รู้สึกตัวสักนิด
“มันแปลกไปแล้ว” บรอลพยายามตั้งสติ ลามิอัสเป็นอาณาจักรใหญ่ คนเข้าออกก็มีอยู่ตลอด ถ้าทุกคนที่เข้ามาออกไม่ได้เรื่องแบบนี้เขาต้องเคยได้ยินมาบ้างสิ
เสียงโหวกเหวกโวยวายของทั้งสามทำให้ผู้คนโดยรอบสังเกตเห็นพวกเขา หนึ่งในนั้นคือยามรักษาการณ์ที่เดินตรงเข้ามาหา เขาแน่ใจว่าไม่เคยเห็นหน้าของทั้งสามในเขตนี้มาก่อน
บรอลพยายามเจรจา แต่โรมิเอลไม่ เขาเบื่อการหลบ ๆ ซ่อน ๆ แล้ว ในเมื่อรู้ว่าเมืองนี้คือกับดัก เขาก็ลงมือทันที
งานเทศกาลเลือดเริ่มขึ้น
เดลฟิเดียแอบเข้าไปหลบอยู่ในถังไม้ที่บังเอิญอยู่ใกล้ ๆ ส่วนโรมิเอลก็คลั่งอย่างต่อเนื่อง เขาโจมตีทั้งยามและปีศาจทั่วไปที่แห่มาจากทุกด้าน
“โรมิเอลหยุด! นายกำลังจะสู้กับคนทั้งอาณาจักรนะ” บรอลโวยวาย
“ฆ่า! ฆ่า! ฆ่า! ฆ่า!” โรมิเอลตะโกนพร้อมกับเคลื่อนไหวไม่หยุด ฆ่าฟันปีศาจรอบด้าน
“เหวออออ เจ้าหมอนี่เลือดขึ้นหน้าไปแล้ว”
ราวกับทุกคนในเมืองรับรู้ถึงสิ่งแปลกปลอมที่ปะปนเข้ามาในเมือง นอกจากโรมิเอล บรอล และเดลฟิเดีย ทุกคนมีสภาพคล้ายถูกสะกดจิต พวกเขากรูกันพร้อมหยิบอาวุธติดมือ ทยอยมารวมตัวกันปะทะกับโรมิเอลอย่างต่อเนื่อง
บรอลไม่สามารถทำอะไรได้ เขาถูกโรมิเอลเปลี่ยนให้กลายเป็นเคียวและต้องช่วยเขาต่อสู้
การต่อสู้ราวกับเป็นสงครามระหว่างผู้บ้าคลั่ง
เดลฟีเดียแอบมองการต่อสู้จากภายในถังไม้ นอกจากพ่อแล้วเธอไม่เคยเห็นปีศาจตนไหนแข็งแกร่งขนาดนี้ โรมิเอลสามารถรับมือกับปีศาจมากมายที่ถาโถมมาจากทุกด้าน เขาเคลื่อนที่จากตรงนั้นไปตรงนี้ด้วยเคลื่อนที่ในพริบตา บรอลที่กลายเป็นเคียวยักษ์ถูกโบกปัดไปทั่วเสมือนไม่ต้องใช้แรงในการใช้งาน ทุกครั้งที่ตวัดออกไปจะมีปีศาจนับสิบตัวที่ตกเป็นเหยื่อ
“เก่งจังเลย เค้าเป็นปีศาจระดับสูงหรือเนี่ย”
เดลฟีเดียไม่รู้ว่ามันตรงกันข้าม โรมิเอลนอกจากเป็นเพียงครึ่งปีศาจ วิญญาณของเขายังเกิดจากปีศาจอ่อนแอมารวมตัวกัน ที่เขาแข็งแกร่งได้ขนาดนี้มาจากความอุตสาหะและแรงแค้นที่สะสมมาเกินห้าพันปี
“หยุดได้แล้ว! สู้แบบนี้เดี๋ยวก็หมดแรงหรอก” บรอลทั้งพูดและส่งกระแสจิตหาโดยตรง แต่ไม่ว่าจะคำพูดหรือข้อความใด ๆ ก็ส่งไปไม่ถึง โรมิเอลจดจ่ออยู่กับการต่อสู้จนสรรพสิ่งไม่ได้ล่วงเข้าสู่การรับรู้ของเขา
เป็นเวลานานหลายชั่วโมงที่โรมิเอลต่อสู้โดยไม่มีโอกาสพักหายใจ เดลฟีเดียเริ่มมองเห็นสิ่งผิดปกติ เธอเพิ่งรู้สึกตัวว่าร่างของปีศาจที่ถูกโรมิเอลเล่นงานหายไป
…พวกที่ถูกฆ่าน่าจะมีมากกว่านี้นี่นา มันหายไปไหนกันนะ…
เดลฟีเดียพยายามค้นหาสาเหตุที่มันไม่ง่ายเพราะว่าเธอสังเกตการณ์ผ่านรอยแตกเล็ก ๆ ในถัง แต่หลังจากเฝ้ามองอยู่พักใหญ่เธอก็เห็นกับตาว่าหลายร่างที่ล้มลงไปแล้วเสื่อมสลายและกลายเป็นทรายไป
กรี้ดดดด
เดลฟีเดียร้องเสียงหลง เธอถูกใครบางคนคว้าคอเสื้อและยกขึ้นจากถังที่ใช้ซ่อนตัว เมื่อมองให้ดีเธอจึงพบว่ามันคือปีศาจผิวเผือกไร้จมูกที่เคยจับเธอมาเป็นทาส
“แกตายไปแล้วนี่นา” เดลฟีเดียดิ้นรนกรีดร้องแต่เธอไม่สามารถสะบัดหลุดได้
“นี่แกจำไม่ได้แล้วสินะ” มันแสยะยิ้มที่ไม่มีริมฝีปาก “เพราะแกนั่นแหละทำให้ผู้ตามล่าแบบข้าต้องมาติดอยู่ที่นี่”
“พูดเรื่องอะไรกัน”
“ช่างเถอะ จะจำได้หรือไม่ได้ก็เหมือนกัน ยังไงวิญญาณของข้าก็ต้องติดอยู่ที่นี่ไปตลอดเพราะแกนั่นแหละ”
เดลฟีเดียร้องขอความช่วยเหลือ โรมิเอลยังสู้อย่างบ้าเลือดจึงไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้นส่วนบรอลก็ถูกโรมิเอลใช้เป็นอาวุธ เขาจึงไม่สามารถปลีกตัวออกมาช่วยเธอได้ เธอถูกเหวี่ยงกระแทกลงกับพื้น มันแรงมากพอที่ถ้าเป็นคนปกติคงจะแหลกเป็นเศษเนื้ออยู่ตรงนั้น แต่เด็กหญิงที่มีสายเลือดปีศาจแม้อ่อนแอก็เพียงแค่บาดเจ็บเล็กน้อย
เจ้าปีศาจผิวเผือกคว้าคอเธอขึ้นและจับกระแทกพื้นซ้ำอีกครั้ง ความเจ็บปวดแล่นจากทั่วร่างพุ่งสู่สมอง เธอพยายามแกะมือของอีกฝ่ายออกแต่เรี่ยวแรงของเธอสู้ไม่ได้เลย
โครมมม พลั่กก
ถึงจะอึดทนไม้ทนมือแค่ไหนเดลฟิเดียก็เริ่มออกอาการ สติของเธอกำลังเลือนลางลง
ความทรงจำเก่า ๆ ย้อนกลับมา เธอจำวันแรกที่เดินทางไปถึงเดดแซนด์เพื่อตามหาพ่อได้ เธอหลงอยู่ในทะเลทรายปีศาจหลายวันแต่ก็ไม่พบร่องรอยของพ่อ คนกลุ่มเดียวที่เธอพบกลับเป็นพวกนักล่าที่ทำงานให้ยูทานีส
นักล่าตั้งใจจับเธอกลับไปเพื่อรับค่าหัว แต่เขาพลาดที่ล้ำเข้ามาในอาณาเขตต้องห้าม เขาหลงอยู่ในทะเลทรายเวิ้งว้างที่ไม่มีทางออก พรรคพวกที่เคยมีล้มลงทีละคนจนในที่สุดก็เหลือแค่เขากับเดลฟิเดียเท่านั้น
“ไอ้เด็กบ้า เพราะแกนั่นแหละ ข้าถึงต้องมาติดอยู่ที่นี่” เป็นประโยคสุดท้ายของนักล่าก่อนที่เขาจะขาดใจตายเพราะความหิวโหย เขาบอกตัวเองว่าน่าจะจับเดลฟิเดียกินก่อนที่จะหมดเรี่ยวแรง
แล้วความทรงจำก็ขาดห้วงไป เดลฟิเดียตื่นขึ้นมาอีกครั้งในเมืองนี้โดยที่จำเรื่องก่อนหน้านั้นไม่ได้
“เมืองนี้คือภาพลวงตา… เรายังอยู่ในเดดแซนด์” เดลฟิเดียพยายามตั้งสติ “ใช่แล้ว ทุกคนในเมืองนี้ตายไปหมดแล้ว มีแต่ตัวเราที่ไม่มีทางอดตายด้วยเหตุผลพิเศษ กับพวกโรมิเอลที่เพิ่งหลงเข้ามาเท่านั้นที่ยังมีชีวิตอยู่”
“พึมพำอะไรของแกวะ”
“ถ้าเป็นแบบนั้น บางทีพ่อเองก็อาจจะหลงอยู่ที่นี่เหมือนกัน ต่อให้เป็นร้อยปีท่านพ่อก็ยังไม่ตายแน่”
ปีศาจผิวเผือกโมโหที่เธอพึมพำอยู่คนเดียว เขาจับเธอกระแทกพื้นอีกครั้งด้วยความแรงสุดกำลัง ครั้งนี้เขาแน่ใจว่าอีกฝ่ายจะต้องแหลกคามืออย่างแน่นอน
กองเลือดสีเขียวสาดกระเซ็นไปทั่ว มันชาหนึบเกิดขึ้นที่มือของมัน และร่างของเด็กผู้หญิงหายไป
“แก…” เลือดจำนวนมากที่กระเซ็นนั้นมาจากมือของมันที่ถูกตัดออก ดาบคมกริบหล่นอยู่ตรงหน้าแทนที่ร่างของเดลฟิเดีย
“ปีศาจดาบ… หนอย จริงสิ พ่อของแกก็เป็นปีศาจดาบเหมือนกันนี่”
บรอลที่ทำหน้าที่เป็นอาวุธแต่สังเกตเหตุการณ์รอบตัวไปด้วย ไม่แน่ใจว่าเขาควรจะตกใจกับเรื่องใดก่อน เรื่องที่เดลฟีเดียกับพ่อเป็นปีศาจดาบ เรื่องที่ว่าเมืองนี้เป็นแค่ภาพลวงตา เรื่องที่คนทั้งเมืองน่าจะเป็นเพียงแค่วิญญาณที่ดันมาติดอยู่ในเมืองนี้เหมือนพวกตน หรือว่าเรื่องที่เดลฟีเดียกำลังตกอยู่ในอันตราย
…ต้องปลุกโรมิเอลก่อน แต่จะทำยังไงดีล่ะ หมอนี่ไม่เคยคลั่งแบบนี้ด้วย…
…บางทีถ้าได้น้ำเย็น ๆ อาจจะช่วยได้…
เป็นแผนสิ้นคิด แต่บรอลก็ไม่มีทางทำอะไรได้มาก บรอลใช้ความสามารถแรกสุดที่เขาได้มาจากปีศาจน้ำ ไอน้ำถูกรวบรวมจากทั่วบริเวณ มันลอยขึ้นสูงและรวมตัวกันเป็นเมฆสีดำ สีแดงซึ่งเป็นลักษณะพิเศษของท้องฟ้าเนเธอร์เวิลด์ถูกย้อมด้วยสีดำ จากนั้นไม่นานนักละอองฝนปนเปกับขี้เถ้าจากก้อนเมฆก็เริ่มโปรยลงมา
ผัวะ
ปีศาจหลายตนถูกร่มฟาดกระเด็นไป โรมิเอลรู้สึกถึงสัมผัสที่เปลี่ยนไป มันไม่เหมือนการโจมตีสิ่งมีชีวิต ร่างที่ถูกซัดกระเด็นไป ให้ความรู้สึกเหมือนกับรูปปั้นที่ทำขึ้นจากทราย เพียงถูกกระแทกพวกมันก็สลายเป็นผุยผง
ฝนเริ่มเทกระหน่ำลงมา เป็นฝนแรกในรอบหลายปีของทะเลทรายแห่งนี้ จะด้วยความเย็นยะเยือกจากสายฝนหรือสัมผัสการโจมตีที่ไม่เหมือนเดิมก็ไม่ทราบได้ แต่โรมิเอลเริ่มได้สติคืนกลับมา
เมืองหายไปราวกับโกหก ผู้คนกลายเป็นเพียงกองเนินทรายหลังจากถูกลมฝนสาดใส่ ทุกอย่างจบลงอย่างฉับพลันราวกับถูกปลุกให้ตื่นจากฝันร้าย
“ที่นี่…”
“เดดแซนด์ พวกเรายังไม่ถึงเมืองทีตั้งใจจะไปจริง ๆ ด้วยซ้ำ”
“เกือบไปแล้ว” เดลฟีเดียวิ่งเข้ามาสมทบด้วย เธอรู้สึกว่าตนเองเฉียดความตายไปเพียงนิดเดียว ต่อให้เธอเป็นปีศาจที่มีร่างจริงคืออาวุธ มันก็ไม่ได้หมายความเธอจะตายไม่ได้
ทุกคนเงียบไปเพราะทำอะไรไม่ถูก รอบตัวมีแต่ทะเลทรายเวิ้งว้างและเนินทรายสูง โรมิเอลยกเลิกความสามารถไปแล้วแต่ฝนก็ยังคงตกลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตาราวกับจะประชดหลังจากที่ดินแดนนี้ไม่มีฝนมาเสียนาน
ซุบ ซุบ
เสียงย้ำเท้าบนทรายที่ชื้นแฉะดังมาจากเบื้องหลัง มันทำให้ทั้งสามต้องหันไปพร้อมกับตั้งท่าระวังภัย บรอลแน่ใจว่าครั้งนี้ไม่ใช่ศัตรูเพราะท่าทีของเดลฟีเดียที่เปลี่ยนไป
“ท่านพ่อ” เด็กน้อยวิ่งเข้าไปหาทั้งน้ำตา เธอมั่นใจว่าไม่ใช่ภาพลวงตาหรือความฝัน พ่อของเธออยู่ที่นั่นตรงหน้าของเธอนี่เอง
“บอกให้รออยู่ที่เมืองยังไงล่ะ ทำไมถึงมาที่อันตรายแบบนี้” เสียงดุดันทำให้เด็กน้อยชะงักไป แต่ว่าอยากจะด่าว่าอย่างไรเธอก็ไม่สนใจแล้ว เธอขอเพียงได้อยู่กับพ่ออีกครั้ง
“เวอร์รีน อดีตแม่ทัพของลามิอัส” โรมิเอลพึมพำ เขาลังเลว่าควรจะมองคน ๆ นี้เป็นมิตรหรือศัตรูกันแน่
“ข้าไม่ใช่ศัตรูของท่านหรอก” ราวกับเดาใจได้เวอร์รีนตอบ “ต้องขอบคุณท่านมากที่ช่วยพวกเราเอาไว้ ฝนที่ท่านเรียกมามันทำให้ทุกคนได้สติ”
“พวกเรา” บรอลมองไปเบื้องหลังของเวอร์รีน มันไม่ได้มีแค่เขาเท่านั้น วิญญาณกองทหารจำนวนหลายพันนายก็อยู่กับเขาด้วย พวกเขาคงติดอยู่ในคำสาปของเดดแซนด์
“ท่านคงเคยได้ยินมาบ้าง พวกเราถูกยูทานีสหลอกให้มาทำสงคราม และปล่อยให้ตายอยู่ในนี้”
โรมิเอลพยักหน้ารับ เป็นอันเข้าใจว่าเวอร์รีนและกองทัพวิญญาณมีศัตรูร่วมกันกับเขา ศัตรูของศัตรูก็คงนับว่าเป็นมิตรได้
“ท่านคิดจะสู้กับลามิอัสงั้นหรือ” เขาถามต่อ
โรมิเอลส่ายหน้า “ไม่ใช่เป้าหมายหลัก ศัตรูที่แท้จริงของข้าคือโคลดาเรีย”
“ท่านจะแพ้” เวอร์รีนพูดตามความรู้สึก เขาอธิบายว่าตนได้เห็นการต่อสู้ของโรมิเอลมาแล้ว เขาเป็นปีศาจที่แข็งแกร่งมาก หากเป็นปีศาจทั่วไปคงยากที่จะรับมือเขา แต่ปีศาจระดับแม่ทัพนั้นแตกต่างกัน
“ใช่ หมอนี่ไม่ฟังเลย” บรอลถอนหายใจ “บอกแล้วว่ายังเร็วไปที่จะล้มระดับโครว์ได้”
“โรมิเอลเก่งมากก็จริง แต่ท่านพ่อก็ยังเก่งกว่า” เดลฟีเดียเองก็ช่วยตอกย้ำ มันทำให้โรมิเอลเริ่มฉุนนิด ๆ
“ของแบบนั้น ไม่ลองก็ไม่รู้หรอก”
“ข้ามีข้อเสนอ” หลังจากเงียบไปเพราะครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งเวอร์รีนก็เอ่ยปาก “ให้ข้าช่วยฝึกให้ท่านเถอะ”
“ฝึกเนี่ยนะ มาฝึกอะไรตอนนี้ ข้าฝึกฝนตัวเองมาหลายพันปีแล้ว”
“ท่านแข็งแกร่ง… แต่การเคลื่อนไหวก็ยังหยาบอยู่”
โรมิเอลอยากเถียงกลับ แต่ก็พูดไม่ออก ตั้งแต่คราวที่บุกครามาครั้งก่อนเขาก็ตระหนักเรื่องนั้นดี เขาอาศัยพลัง ความเร็ว และทักษะที่แย่งชิงมาทำให้ตัวเองมาถึงจุดนี้ได้ แต่เขารู้ตัวว่าตนเองกำลังถึงทางตัน
“สักสองร้อย ไม่สิ สักร้อยห้าสิบปี ถ้ามีเวลาฝึกราว ๆ นี้ข้ามั่นใจว่าจะทำให้ท่านอยู่ในระดับเดียวกับโครว์ หรือแม้แต่เจ็ดปีศาจสงคราม”
“เจ็ดปีศาจสงคราม” บรอลกลืนน้ำลายเอื้อกเมื่อได้ยินชื่อ เจ้าพวกนี้คือปีศาจเจ็ดตนที่ทำลายหมู่บ้านกรีนเกรฟ และปัจจุบันพวกเขากลายเป็นภัยที่เหนือยิ่งกว่าโครว์ไปแล้วด้วย
“ร้อยปี… ข้าให้ได้เต็มที่แค่นั้น ข้าเบื่อการรอคอยแล้ว”
ก่อนที่การฝึกของโรมิเอลจะเริ่ม เขาได้ทำตามคำขอของเวอร์รีนและเดลฟีเดีย โรมิเอลพากองทัพวิญญาณบุกโจมตีลามิอัสอย่างสายฟ้าแลบ ทุกอย่างเริ่มขึ้นและจบลงอย่างรวดเร็ว เหล่าวิญญาณสามารถมองหาร่างจริงของเจ้าเมืองได้ โรมิเอลจึงจัดการสำเร็จโทษเขาโดยที่ไม่มีผู้ใดในเมืองรับรู้
วิญญาณหลายพันตนได้รับการปลดปล่อยหลังจากนั้น พวกเขาแก้แค้นได้สำเร็จและไปสู่สุขคติ ทิ้งหัวหน้าของตนที่ยังทำหน้าที่ไม่ลุล่วงเอาไว้
เรื่องราวของโรมิเอลถูกโจษจันอยู่ช่วงหนึ่ง แต่ก็ค่อย ๆ ถูกลืมเลือนไปตามกาลเวลา หลังจากเหตุการณ์ที่ลามิอัสก็ไม่มีผู้ใดพบเห็นเขาอีก เขาหายตัวไปราวกับหมอกควันที่จางหายไป ไม่มีใครล่วงรู้ว่า หนึ่งปีศาจ หนึ่งร่ม และอีกสองดาบ ยังคงซุ่มซ่อนตัวอยู่ รอให้เวลาของพวกเขามาถึงในอีกร้อยกว่าปีข้างหน้า