Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 52: นางฟ้าปีกหัก
ปี 9545 ใกล้ประตูนรก เขตปกครองของเรวาเรนท์ ทวีปโคลดาเรีย โลกปีศาจ…
หลายวันก่อนที่พวกกลุ่มอะบีสจะผ่านประตูนรก…
“สนามพลังเสียหาย ระบบขับเคลื่อนล้มเหลว เครื่องต่อต้านแรงดึงดูดหมายเลขห้าหยุดทำงาน ระบบควมคุมความดันตั้งแต่หมายเลขสองถึงเก้าหยุดทำงาน…” เสียงเตือนเกี่ยวกับระบบของยานที่ทยอยหยุดการทำงานทีละส่วน ๆ ดังขึ้นประสานกับเสียงสัญญาณเตือนภัยที่ไม่มีทีท่าจะหยุดลงได้
“คำเตือน กรุณาอพยพโดยด่วน” เสียงของแองจีระบบปัญญาประดิษฐ์ย้ำประโยคนี้มาตั้งแต่เมื่อครู่ มันทำให้เจ้าหน้าที่ต่างวิ่งวุ่นจนแทบจะชนกันบนทางเดินระหว่างห้อง บางส่วนเตรียมตัวสำหรับการหลบหนีแต่บางส่วนก็ยังพยายามทำทุกอย่างเพื่อหาทางกู้ยานเอาไว้
“ต้องเดินเครื่องใหม่ แต่ระบบพังไปแล้วต้องทำด้วยมือ…” เจ้าหน้าที่รายหนึ่งพูดยังไม่จบประโยคดีเขาก็ถูกระเบิดที่มาจากห้องข้างล่างย่างสด ระเบิดที่เกิดขึ้นเผยให้เห็นว่าเซคเตอร์วันลำนี้เสียหายหนักยิ่งกว่าที่เห็นด้วยสายตา
อีริธและไซเลนเซอร์ทุกคนยังอยู่ในห้องบัญชาการ เขาส่ายหน้าเมื่อมองดูจอโฮโลแกรมที่กำลังติด ๆ ดับ ๆ
“เมื่อตะกี้มันอะไรน่ะ เจ้าตัวที่เหมือนมนุษย์นกและก็เจ้าตัวที่ใช้ร่มนั่น” อีวาเสียงสั่น ไม่บ่อยเลยที่คนที่เยือกเย็นอยู่เสมอแบบเธอจะแสดงท่าทางตกใจแบบนี้
ไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้ ยานของพวกเขากลายมาเป็นประจักษ์พยานการต่อสู้ระหว่างปีศาจสองตน ตนแรกคือปีศาจหนุ่ม นอกจากดาบสองเล่มแล้ว เขายังลอยตัวอยู่ได้ด้วยร่มประหลาดที่กางอยู่ด้านหลัง ส่วนปีศาจอีกตัวเป็นครึ่งมนุษย์ครึ่งกา ทั้งสองสู้กันอย่างดุเดือดจนทั้งผืนฟ้าและดินต่างก็สั่นสะเทือนไปทั่ว
แม้จะอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นอีริธก็ไม่อยากเอายานอันมีค่าไปเสี่ยง เขาออกคำสั่งให้เซคเตอร์วันออกจากพื้นที่อันตราย แต่ว่าตั้งแต่วินาทีที่ยานตรวจจับการต่อสู้นี้ได้ พวกเขาก็หลงเข้ามาอยู่ในระยะการโจมตีของทั้งคู่แล้ว
มันอาจจะเป็นแค่สัญชาตญาณ โรมิเอลและโครว์เองก็รู้สึกถึงภัยคุกคามจากเซคเตอร์วัน ไม่ต้องรอให้อีกฝ่ายทำอะไร สองปีศาจพร้อมใจกันโจมตีไปที่ยานโดยไม่ได้นัดหมาย และนี่คือเหตุผลที่พวกอีริธกำลังตื่นตระหนกอยู่ในตอนนี้
“ไม่ใช่เวลาจะมาพูดเรื่องนั้นนะ” เจลรัลตะโกนใส่ทุกคน “ต้องหยุดยานก่อนที่มันจะร่วง”
“หยุดยังไงล่ะ พวกเราไม่มีสักคนที่มีพลังแบบนั้น” วิลเลียมตอบ “ถ้าร็อบใช้การเคลื่อนที่ไวแสงกับการซ่อมยานได้ก็ว่าไปอย่าง”
“อย่าพูดเหมือนผมผิดที่ไม่มีทักษะสายนั้นสิครับ” ร็อบที่เด็กที่สุดในกลุ่มประท้วง
“เวรเอ๊ย ถ้าสองพ่อลูกดิอาลโนอยู่ พวกนั้นต้องทำอะไรได้บ้างแน่” บาจิลเผลอพูดชื่อต้องห้ามออกมา มันทำให้เขาถูกทั้งกลุ่มรวมไปถึงอีริธเขม่นใส่
“พวกเราไม่ตายเพราะยานตกแค่นี้หรอก” อีริธพยายามมองหาข้อดี “เรื่องหลังจากนั้นต่างหากที่ต้องกังวล”
ด้านกลุ่มของโซนาตา ทันทีที่พวกเขามาถึง พวกเขาเริ่มสำรวจประตูนรกทันที โซนาตาสำรวจซากปีศาจหลายตัวที่ดักเล่นงานเขาตอนที่มาถึงที่นี่ครั้งแรกพร้อมกับเชอรีส แล้วก็พบว่ามันเป็นพวกปลายแถวเท่านั้น
“เจ้าพวกนี้ถ้าอยู่ในซีนก็แค่ขยะ” โซนาตาใช้อุปกรณ์ที่อยู่ในชุดสแกนศพ พวกนี้เป็นอิมป์ที่วิวัฒนาการแล้วจึงแข็งแกร่งกว่าอิมป์ที่โซนาตาเคยพบ
“แต่นายบอกว่าถ้าประมาทก็อาจถูกฆ่าเลยไม่ใช่เหรอ” อลินาเข้ามานั่งดูศพใกล้ ๆ ด้วย
“ฉันไม่ได้พูดเล่น เจ้าพวกนี้มันแข็งแกร่งกว่าข้อมูลที่เห็น”
“คงเหมือนที่เค้าลือกันนั่นแหละ แหล่งพลังความมืดในโลกนี้ทำให้เดวัลและเผ่าปีศาจอันตรายยิ่งกว่าเดิมสิบเท่า” ดีวานออกความเห็น
“ถ้ากลัวจะเกาะแขนข้าไว้ก็ได้นะ” กาเรนถือโอกาสเข้าไปยืนเบียดเจเนวีฟ แต่อีกฝ่ายรู้ทันจึงเดินเบี่ยงหลบไปก่อน
สมาชิกหัวแถวของกลุ่มดูหนักใจกับสภาพแวดล้อมใหม่นี้ แต่มันเทียบไม่ได้เลยกับความกังวลของผู้ติดตาม หลายคนเป็นแค่พลเรือนที่ไร้ทักษะในการป้องกันตัว พวกเขาบางคนถึงกับคิดจะเปลี่ยนใจและขอกลับไปรอที่ซีนตั้งแต่วินาทีแรกที่เหยียบเข้ามาในโลกนี้
“ท้องฟ้าสีแดงแจ๋เลย” แพทย์สาวจากทีมของด็อคมาเปรยขึ้น ตาของเธอไม่สามารถละไปจากโฮโลแกรมที่แสดงค่าต่าง ๆ ที่จับได้ โชคดีที่อย่างน้อยอากาศของโลกนี้ก็ไม่ได้เป็นพิษไปมากกว่าซีนนัก
“ระวังรอยแยกบนพื้นนะ ตกไปนี่เจอกับลาวาได้เลย” อดีตนักขับดูมการ์ดสะกิดแพทย์สาว เขาเองก็กังวลไม่แพ้ใคร ถึงจะได้ชื่อว่าเป็นนักขับอัจฉริยะที่ขับได้ทุกอย่างตั้งแต่จักรยานล้อเดียวยันหุ่นยนต์รบ แต่เขาก็เป็นแค่คนธรรมดาเท่านั้น
“นี่ เมื่อตะกี้ใครเรียกชื่อฉันรึเปล่า” อีลิทไฟว์คนหนึ่งพูดขึ้น แต่ว่าไม่มีใครเรียกเขาเลย
นอกจากกลุ่มของพวกโซนาตาที่เดินนำทิ้งช่วงห่างออกไป พวกเขาก็เดินเงียบ ๆ ไม่มีใครคุยกันด้วยซ้ำ
มันไม่ใช่เขาคิดไปเอง มีหลายคนได้ยินแบบเดียวกัน ในบางครั้งพวกเขาก็เห็นเงาวูบไหวอยู่ที่หางตาด้วย ทุกคนแน่ใจว่าไม่ใช่ฝีมือของพวกปีศาจ เพราะหากเป็นแบบนั้นพวกโซนาตาที่อยู่ข้างหน้าก็คงจะรู้ตัวไปแล้ว บางทีนี่อาจจะเป็นสิ่งเหนือธรรมชาติแบบอื่นก็ได้
“นายกำลังจะบอกว่าผีเหรอ” ใครคนหนึ่งในกลุ่มกระซิบกระซาบ
“ก็นี่มันนรกนี่ จะมีผีก็ไม่แปลกไม่ใช่เหรอ” เพื่อนของเขาตอบ
“ตะ ตรงนั้นน่ะ หยุดคุยเรื่องไร้สาระได้แล้ว” สาวจากกลุ่มอีลิทไฟว์ตวาด เธอเองก็ลิ้นพันกันเพราะความกดดัน
กลุ่มที่เดินนำคุยกันอย่างออกรสออกชาติต่างจากกลุ่มข้างหลัง แม้โซนาตาจะขู่ไว้เพื่อให้ทุกคนระวังตัว แต่ส่วนใหญ่กลับยังมีท่าทีสบายราวกับว่ากำลังมาท่องเที่ยว
“เฮ้ย ดูทางซ้ายสิ” กาเรนชี้ไปผืนป่าที่ต้นไม้พากันแห้งตายไปหมดแล้ว นี่คือสิ่งบ่งชี้ว่าธรรมชาติของเนเธอร์เวิลด์โหดร้ายทารุณยิ่งกว่าโลกอีกด้าน แม้จะมีบางพื้นที่ที่กลายเป็นป่าแต่พวกมันก็มักจะอยู่อย่างไม่ยั่งยืน
“ข้างหน้ามีของน่าสนใจกว่า” อัลโตทัก นัยน์ตาที่ซูมได้ของเขายังทำหน้าที่ของมันได้อย่างดี “มีอะไรที่เหมือนบ้านคนด้วย”
“อาจจะบ้านของปีศาจก็ได้นะ” อลินาพูดทำลายความหวังของทุกคน เธอให้เหตุผลว่าเมื่อมีปีศาจที่มีรูปร่างมนุษย์แบบเชอรีส มันก็ไม่แปลกเลยที่จะเจอปีศาจที่มีสติปัญญาเหมือนมนุษย์ด้วย
“เรามากันตั้งเยอะ ไม่มีอะไรน่ากลัวหรอก” เวเนพูดให้กำลังใจเจเนวีฟและตนเองไปด้วยพร้อมกัน
โซนาตาอยากสำรวจบ้านที่อัลโตพบ แต่ภารกิจตามหาเชอรีสและเซคเตอร์วันต้องแข่งกับเวลา เขาจึงต้องตัดใจ การเข้าไปข้องเกี่ยวกับผู้คนในโลกนี้เกินจำเป็นแม้ว่าอาจจะทำให้ได้ข้อมูลเพิ่มแต่มันก็อาจจะเสียเวลาอันมีค่าไปด้วยเช่นกัน หลังจากที่เดินเลี่ยงออกมาได้เพียงครู่เดียวเสียงจากชุดแบทเทิลสูทก็ร้องดังขึ้น
“จากเซคเตอร์วัน” โซนาตาพึมพำ “อีริธปิดช่องสัญญาณสื่อสารรวมทั้งเปิดสเตลท์โหมดเพื่อให้เราหาไม่เจอ แต่ทำไมอยู่ ๆ ถึงตรวจพบขึ้นมาอีกล่ะ”
“นั่นสิ อยู่หลังเนินข้างหน้านี่เอง” อลินากำลังตรวจสอบข้อมูลให้แน่ใจ “กับดักหรือเปล่านะ”
“ถ้าไม่ใช่กับดัก ก็ต้องเกิดเรื่องขึ้นกับยานนั่นแหละ” เคสเทรลคาดเดา
“มีควันไฟด้วย ท่าจะไม่ดีแล้ว” อัลโตน้ำเสียงเป็นกังวล
พวกเขาไม่รอคอยเพื่อให้ได้คำตอบ ดีวานยกไม้ยกมือส่งสัญญาณบอกกับกลุ่มข้างหลังให้รออยู่ตรงนั้นจนกว่าเขาจะแน่ใจว่าทุกอย่างปลอดภัยดี
หลายนาทีต่อมาพวกเขาก็มาถึงจุดที่สามารถมองทุกอย่างได้อย่างชัดเจน ภาพที่เห็นทำให้ทุกคนนิ่งอึ้งไป มันคือซากเซคเตอร์วันที่กระจัดกระจายไปทั่วพื้นที่ บางส่วนของยานฝังจมลงไปในพื้นดิน บางส่วนถูกฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย และบางส่วนก็ยังคงลุกไหม้อยู่ สิ่งที่ทำให้น่าสลดใจยิ่งกว่าเดิมคือซากศพจำนวนมากมายของลูกเรือที่จบชีวิตลงพร้อมกับยานลำนี้
“ไม่พบปฏิกิริยาสิ่งมีชีวิต ไม่มีใครรอดเลยงั้นเหรอ”
“พวกอีริธคงไม่เสร็จง่าย ๆ แค่นี้หรอก พวกนั้นน่าจะรอดและทิ้งซากยานไปแล้ว” โซนาตาวิเคราะห์ “เรียกพวกด็อคมาเถอะ เราต้องค้นหากล่องดำจะได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น หาคนที่อาจจะยังรอด รวมทั้งฝังคนที่ตายด้วย”
พวกเขาแบ่งกลุ่มกันมีทั้งกลุ่มจัดการกับศพรวมทั้งดับไฟที่ไม่มีท่าทีจะดับไปเอง กับอีกกลุ่มที่ใช้เวลาสำรวจอยู่นานเพื่อหาว่ามีอะไรยังพอกู้กลับมาใช้ได้บ้าง พวกเขาพบว่าเครื่องไม้เครื่องมือและอาวุธบางส่วนหายไป มันยิ่งทำให้แน่ใจว่าอีริธกับพวกรอดไปได้และนำพวกมันติดตัวไปด้วย
“ตัดเรื่องซ่อมไปได้เลย สภาพแบบนี้สร้างใหม่ยังง่ายกว่าครับ” วิศวกรคนสนิทของด็อกมาส่ายหน้าเมื่อถูกอลินาถามว่ามีความเป็นไปได้แค่ไหนที่จะซ่อมมันกลับมาเหมือนเดิม
“งั้นก็สร้างใหม่ซะ” โซนาตาออกคำสั่งเอาแต่ใจ “เดิมทีก็ตั้งใจว่าจะสร้างใหม่ตั้งแต่ศูนย์อยู่แล้ว นี่มีทรัพยากรเพียบเลย”
“อย่าพูดเหมือนง่ายสิ” ด็อกมาเข้ามาปราม “เดิมทีของแบบนี้ถ้าไม่มีอู่ต่อยานอวกาศล่ะก็…”
“ก็สร้างซะ…” โซนาตารื้อเอาคอมพิวเตอร์ประจำยานออกมาจากซาก มันได้รับความเสียหายน้อยกว่าที่ควรเป็นเพราะถูกติดตั้งไว้ในส่วนของยานที่มีความทนทานมากที่สุด
“ต้องลองคำนวณดูว่าเรามีทรัพยากรเหลือแค่ไหน แล้วก็เขียนแปลนยานใหม่” ด็อกมาเหมือนบ้าจี้ไปด้วย เขาพูดในสิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องคิดหนัก
“เดี๋ยวก่อนสิ นี่เอาจริงเหรอ” อลินาเริ่มไม่แน่ใจว่าสองพ่อลูกสุดเพี้ยนกำลังเล่นมุกตลกหรือจริงจัง “สร้างยานอวกาศขึ้นใหม่ในโลกที่ไม่มีกระทั่งเครื่องจักรไอน้ำเนี่ยนะ”
“ไม่ใช่แค่ยานอวกาศ… เราจะสร้างยานข้ามเวลา” โซนาตาแสยะยิ้ม “พอผ่านประตูนรกมา ฉันก็เพิ่งคิดทฤษฏีที่อาจจะใช้สร้างไทม์แมชชีนได้”
“หมอนี่เพี้ยนไปแล้ว” กาเรนกอดอกมองโซนาตาอย่างพิจารณา เขาสงสัยว่าหมอนี่สติแตกเพราะเห็นยานที่เป็นความหวังเดียวพังเละไปแล้วจนบ้าไปแล้วรึเปล่า แต่ไม่หรอก ตั้งแต่รู้จักกันครั้งแรก หมอนี่ก็บ้ามาตลอด
“ไม่อยากจะขัดหรอกนะ แต่ต่อให้มีซากยาน มีแปลนยานและวิธีสร้างไทม์แมชชีนอะไรนั่น ฉันก็ไม่คิดว่าคนแค่นี้จะสร้างเสร็จภายในปีสองปีนี้หรอกนะ”
“ใครว่ามีแค่คนแค่นี้” โซนาตาเดินดุ่ม ๆ ไปที่ซากยานอีกส่วน เขาใช้มือบีบตัวสแกนลายนิ้วมือที่พังไปแล้วเรียบร้อยเพื่อเปิดมันออก และต่อวงจร จากนั้นจึงเปิดให้ทุกคนเห็นภายในคอนเทนเนอร์ที่ภายนอกยังดูสภาพสมบูรณ์ดี มีแค่รอยไหม้เล็กน้อยรอบนอก ในนั้นมีหุ่นยนต์ที่มีความสูงราวครึ่งหนึ่งของมนุษย์
“เซอร์วิสบอทรุ่นใหม่ล่าสุด! ไม่ใช่ว่าพวกนี้พังไปหมดแล้วเหรอครับ” วิศวกรวิ่งหน้าตื่นมาดูใกล้ ๆ ต่างจากหุ่นตัวอื่น ๆ ที่เสียหายไปพร้อมกับยาน หุ่นยนต์สำหรับสร้างและซ่อมแซมยี่สิบตัวยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์
“พวกอีริธไม่รู้ว่าฉันซ่อนพวกนี้เอาไว้ในคอนเทนเนอร์เสริมความทนทาน”
“มีพวกนี้งานก็น่าจะเร็วขึ้นอีกเยอะเลย ยิ่งถ้าใช้พวกนี้ซ่อมหุ่นซ่อมแซมตัวอื่นด้วย…” ด็อกมาไม่ได้แปลกใจ หุ่นพวกนี้อยู่ในสิ่งที่เขาคำนวณไว้ตั้งแต่แรก
“บางทีอาจจะแค่สองเดือน… ไม่สิ เดือนเดียวก็อาจจะเสร็จแล้วก็ได้”
เป็นโชคดีอีกประการหนึ่งที่เซคเตอร์วันตกลงในจุดที่ไม่ห่างจากประตูนัก พวกเขาย้อนกลับไปและค้นหาทรัพยากรที่จำเป็นจากซีนเพิ่มเติมได้ไม่ยาก
โซนาตาอยู่ช่วยด็อกมาเขียนแบบแปลนใหม่และเครื่องต้นแบบของไทม์แมชชีนสองวันเต็ม ๆ เวลาที่กระชั้นเข้ามาเรื่อย ๆ ทำให้เขาต้องฝากที่เหลือให้พ่อบุญธรรมช่วยสานต่อจนเสร็จ
สิ่งที่โซนาตากังวลอีกอย่างคือพวกอีริธ ไม่มีอะไรการันตีได้ว่าคนพวกนั้นจะไม่ย้อนกลับมา หากเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นจริงยานลำใหม่ที่ลงทุนลงแรงไปอาจจะถูกชิงไปซ้ำรอยเดิมก็ได้
เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องดังกล่าว โซนาตาจึงตัดสินใจทิ้งกำลังบางส่วนไว้ด้วย อลินา เคสเทรล กาเรน กลุ่มอีลิทไฟว์และบรรดาทหารที่ติดตามเขามาจากเซคเตอร์วันจะอยู่คุ้มครองและช่วยงานด็อกมา ในขณะที่ตัวเขา อัลโต เวเน เจเนวีฟ ดีวานและทหารยี่สิบนายที่อัลไคเซอร์ส่งมาให้จะทำภารกิจตามหาเชอรีสต่อไป