Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 56: โรงแรมหลอนข้างทาง
หลังผ่านไปไม่นาน โชคเป็นของพวกเขา เพราะเวเนบังเอิญสังเกตเห็นโพรงถ้ำแห่งหนึ่ง ซึ่งในทันที พวกเขาสามารถตัดสินใจพักแรมกันในถ้ำแห่งนั้นโดยกำจัดเจ้าของเดิมทิ้งเสีย โซนาตาและพวกช่วยกันจัดการกับเดวัลตัวต่อยักษ์อย่างทุทักทุเล และได้เนื้อตัวต่อมาไว้ทำอาหารเลี้ยงทุกคนและเก็บไว้เป็นเสบียง
เวเนเป็นคนลงมือทำอาหาร ทุกครั้งที่จับหรือฆ่าตัวอะไรได้ หน้าที่นี้เป็นของเธออยู่แล้ว เจเนวีฟและพวกทหารเป็นลูกมือของเธอ ตัวต่อปีศาจถูกทำความสะอาดอย่างรวดเร็ว เวเนนำต่อมพิษและอวัยวะที่กินไม่ได้ออก เธอย่างมันจนกรอบและส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย
“เจ้านี่คล้ายสายพันธุ์ที่พรีวูดเลย ตัวเล็กกว่าหน่อยแต่ดุกว่าเยอะ” เวเนว่า แบ่งเนื้อตัวต่อด้วยความเร็วสูง
“ว่าจะถามนานแล้ว ทำไมถึงชอบทำอาหารล่ะ” โซนาตาถามเธอ อมยิ้มน้อยๆ กับการได้เห็นดวงตาของเวเนเป็นประกายตั้งแต่เริ่มลงมือจัดการกับร่างตัวต่อ
“ชอบมานานแล้ว แต่ไม่มีโอกาสทำให้ใครกินก่อนหน้านี้”
“ทำไมล่ะ” ดีวานเริ่มสงสัยบ้าง
“เพราะเฮอร์มิตไม่สนเรื่องรสชาติค่ะ” เจเนวีฟตอบให้แทน “เฮอร์มิตหลีกเลี่ยงการปรุงแต่ง พวกเขาจึงไม่มีวัฒนธรรมเกี่ยวกับอาหาร”
พอหนังท้องตึงหนังตาก็เริ่มหย่อน พวกทหารอาสาทำหน้าที่เฝ้าตรงบริเวณปากถ้ำเพื่อให้พวกโซนาตาได้พักอย่างเต็มที่ แต่พวกโซนาตากลับคิดว่าควรมีการแบ่งหน้าที่กันอย่างเสมอภาค
อัลโตรู้ว่าโซนาตาไม่ได้ต้องการอย่างปากว่า เขาไม่ได้อยากแบ่งงานเฝ้ายามกับทหาร แต่ที่ต้องการเฝ้ายามเองด้วย เพราะเขาไม่ไว้ใจทหารพวกนี้เลย บรรดาคนพวกนี้ฝีมือไม่เลวสำหรับมนุษย์ธรรมดา แต่พึ่งพาไม่ได้จริงจังในเนเธอร์เวิลด์ หากปล่อยให้เฝ้ายามกันเอง อาจมีคนตายโดยไม่มีโอกาสแม้แต่จะร้องเตือนคนอื่น และพวกเขาจะพากันตายด้วยกันหมด
โซนาตาและเจเนวีฟจึงกำหนดพวกเขาเองเป็นกะแรก เข้ากะพร้อมกับทหารอีกจำนวนหนึ่ง ทั้งสองนั่งพูดคุยเรื่องสัพเพเหระในขณะที่ความมืดเริ่มปกคลุมภายนอกถ้ำ
“ที่นี่มันพิลึกจริง ๆ นะ บางทีข้าก็ได้ยินเสียงประหลาด หรือเงาวูบวาบแปลก ๆ” เจเนวีฟเปิดประเด็น
“หลังจากที่เจอวิญญาณในลอสวิลล์ มันช้าไปหรือเปล่าที่เธอเพิ่งจะมากลัวผี แล้วจริงๆ เธอเองก็เป็นแวมไพร์ ไม่ควรกลัวผี”
“ทำไมแวมไพร์จะกลัวผีไม่ได้” เจเนวีฟค้อนสายตากะหลับกะเหลือก เธออยากให้เขาเป็นห่วง แต่ที่ไหนได้ เขากลับขำกับท่าทีของเธอ
โซนาตาเห็นท่าทางของเธอแล้วขบขัน แล้วก็ชวนคุยต่อ ทั้งคู่ค่อยๆ เปลี่ยนเรื่องคุยไปได้อีกหลายต่อหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเรื่องของเชอรีส เรื่องท่าทีของเวเนกับอัลโตซึ่งไม่มีใครเห็นทั้งคู่ทะเลาะกันในช่วงหลัง เรื่องของปีศาจลึกลับที่ใช้ร่มเป็นอาวุธ และเรื่องความก้าวหน้าด้านเวทมนตร์ของเธอ
“ตอนนี้ข้าสามารถใช้คาถาได้เกือบสิบบทแล้ว ท่านอเล็กซานดราบอกว่าถ้าเป็นผู้ใช้เวทมนตร์ทั่วไปกว่าจะถึงจุดนี้น่าจะต้องฝึกอย่างน้อยห้าปี”
“ไม่เลวนี่ พยายามต่อไปนะ” โซนาตาลูบหัวด้วยความเอ็นดู เขาอาจจะตาฝาดไปก็ได้แต่เขาเห็นใบหน้าไร้สีเลือดของเจเนวีฟกลายเป็นสีชมพูก่อนที่เธอจะรีบลุกห่างออกไป
….นี่ข้าทำอะไรเนี่ย แล้วจะถอยออกมาทำไมกัน…
โซนาตาไม่ได้สนใจท่าทางที่แปลกไปของเจเนวีฟ สายตาของเขาไปสะดุดกับอะไรบางอย่างเข้า แม้เห็นไม่ชัดนัก แต่เขามั่นใจว่าเขาเห็นบางอย่างจริงๆ ดังนั้นเขาจึงผุดลุกขึ้นพร้อมกับดึงแว่นที่ไม่ใช่แว่นสายตาธรรมดาออกมาสวมใส่ มันคืออุปกรณ์ที่ให้ความสามารถเหมือนกับนัยน์ตาของอัลโต ใช้มองในที่มืดและยังช่วยในการมองระยะไกล
“อาคารตรงนั้น มันมีตั้งแต่แรกเหรอ” โซนาตาชี้ไปในความมืดที่อยู่ภายนอกถ้ำทันทีเมื่อสวมแว่นแล้ว จากจุดนี้แสงของกองไฟไม่สามารถช่วยอะไรได้ แต่ด้วยสายตาของแวมไพร์ เจเนวีฟมองเห็นในความมืดได้อย่างชัดเจน
“ทำไมเมื่อตอนเย็นถึงไม่เห็น” เธอเผลอเสียงดัง ทำให้ทหารกลุ่มที่เฝ้ายามด้วยกันหันมาสนใจ
“มีอะไรตรงนั้นเหรอครับ” พาลาดินรายหนึ่งหยิบท่อนไม้ติดไฟขึ้นมาส่อง แต่ในทิศทางนั้น ในสายตาของเขาเห็นเพียงความมืดสนิท มืดมิดจนเขาไม่แน่ใจว่าทั้งโซนาตาและเจเนวีฟเห็นอะไรเข้า
“ปลุกทุกคน เรามีเรื่องต้องตรวจสอบ” โซนาตาออกคำสั่ง
โซนาตาบอกเล่าสิ่งที่เห็นมากับตาของตัวเอง และเขาพาสมาชิกทั้งหมดออกจากถ้ำมาหยุดอยู่ที่ด้านหน้าอาคารปริศนา ซึ่งทุกคนล้วนประหลาดใจว่ามันมาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร และทำไมพวกเขาถึงไม่ทันเห็นเมื่อเดินผ่านมาด้วยกันในตอนที่ยังไม่ทันมืด
“เวทมนตร์อะไรสักอย่างหรือเปล่านะ” อัลโตก็ไม่แน่ใจ สำหรับเขา สิ่งที่เห็นเป็นอาคารเก่าทรุดโทรม แต่สภาพภายนอกก็ยังไม่เหมือนกับอาคารที่ถูกปล่อยทิ้งร้าง
“ข้าคิดว่าเคยเห็นอาคารนี้มาก่อน” เจเนวีฟรู้สึกใจคอไม่ดี
“อ๊ะ จริงด้วย ข้าก็จำได้ เหมือนโรงแรมที่เอเทเซียยังไงล่ะ” เวเนทักขึ้น ซึ่งนั่นกระตุ้นความทรงจำของเจเนวีฟ เธอมั่นใจแล้วว่าไม่ได้คิดไปเองแต่เคยเห็นโรงแรมแบบเดียวกันจริงๆ พร้อมกันนั้น เธอเริ่มระลึกถึงรายละอียดที่มากขึ้นเกี่ยวกับอาคารตรงหน้า
มันคือ โรงแรม “อลาบาสเตอร์อินน์” เป็นโรงแรมที่มีชื่อในสมัยก่อน สาเหตุที่โรงแรมนี้โด่งดังไม่ได้มาจากคุณภาพห้องพักหรือการให้บริการของโรงแรม แต่มันเกิดจากเหตุการณ์หนึ่ง
ราวยี่สิบปีก่อน ได้เกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้น โรงแรมทั้งโรมแรมหายไปในชั่วข้ามคืนอย่างไร้ร่องรอย สิ่งที่เหลือคือพื้นที่โล่ง ๆ ที่ไม่มีอะไรเลย ราวกับอาคารทั้งหลังเป็นข้าวของที่ถูกใครจับฉวยติดมือไปได้
มีความพยายามสืบเรื่องนี้หลายครั้งทั้งจากพวกนักปกครองและนักวิจัยอิสระ แต่ก็คว้าน้ำเหลว แม้แต่ชาวบ้านที่อยู่ใกล้พวกเขาไม่รู้อะไรเลย เมื่อวานมันยังอยู่ตรงนั้น แต่วันต่อมาก็อันตรธานหายไปแล้วทั้งตึก ทั้งพนักงาน รวมถึงแขกที่เข้าพัก
ทั้งเจเนวีฟและเวเนอาจเกิดไม่ทันโรงแรมในยุคนั้น แต่พอคุ้นตากับอาคารตรงหน้า เพราะว่าหลังจากเหตุการณ์ประหลาดดังกล่าว โรงแรมกลับถูกสร้างขึ้นใหม่โดยใช้แบบแปลนเดิม พวกเธอได้ยินเรื่องประหลาดที่เกิดขึ้น ในลักษณะเรื่องเล่าเอาสนุก เป็นเรื่องที่ผ่านหูซึ่งไม่ได้ติดตรึงใจ แต่ทิ้งความเคลือบแคลงอยู่บ้างว่าเรื่องที่ได้ยินมาเป็นแค่เรื่องเพ้อเจ้อของคนสมัยก่อน…
จนกระทั่งทั้งคู่ได้มาเห็นโรงแรมที่อยู่ต่อหน้าในเนเธอร์เวิลด์
“อาจจะเกิดจากมิติเวลาผันผวน แต่เล่นหลุดเข้ามาทั้งโรงแรมเลยเนี่ยนะ” อัลโตเกาคางพลางครุ่นคิด
“มิติเวลาก็เรื่องหนึ่ง แต่ยังตอบคำถามไม่ได้อยู่ดีว่าทำไมเราถึงเกิดเห็นมันขึ้นมาตอนนี้ ทั้งที่ตอนแรกไม่มีสักคนเดียวที่เห็นมัน” ดีวานตั้งข้อสงสัย เขารู้สึกได้ว่าโรงแรมแห่งนี้เต็มไปด้วยกลิ่นของสิ่งอันตราย เพียงแต่ว่าไม่สามารถอธิบายมันออกมาได้อย่างชัดเจนถึงสิ่งที่ว่า
“เพราะว่ามันเป็นโรงแรมผียังไงล่ะ” เวเนสรุปให้แทน
“ถ้ามันไม่เกี่ยวกับการเดินทาง พวกเรา…”
“ใช่! เข้าไปสำรวจกันเถอะ” เวเนกระโดดตัวลอย เธอไม่ได้ฟังให้ดีว่าเพื่อนสนิทกำลังจะบอกว่าอย่าเข้าไปยุ่งกับมันเลย
โซนาตาหัวเราะเบา ๆ กับท่าทางตื่นเต้นของเวเน เขาไม่ได้รอใครเปิดขบวนเยี่ยมชม กลับก้าวอาด ๆ ไปที่ทางเข้า ประตูไม้ที่ดูภายนอกแม้เหมือนคงสภาพดีอยู่ แต่ที่จริงผุแล้ว พังทรุดเป็นเศษไม้และฝุ่นแทบทันทีที่ถูกปลายเท้าของเขายัน
“เอ้า จะผี ปีศาจ อะไรอยู่ในนั้นก็ออกมาเลย” เวเนที่ตามโซนาตาเข้ามาติด ๆ ตะโกนท้าทายให้แทน
“ดูท่าจะร้างมานาน มนุษย์ที่มาพร้อมกับอาคารนี้คงทิ้งไปหมดแล้ว” อัลโตหันไปมองทางโต๊ะพนักงานต้อนรับ แน่นอนว่าไม่มีใครอยู่ตรงนั้น
…แปลกแฮะ รู้สึกเหมือนโดนจ้องอยู่เลย…
เจเนวีฟตามเข้ามาอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ เธอไม่อยากท้าทายสิ่งที่มองไม่เห็น แต่จะปล่อยให้เพื่อน ๆ เข้ามาโดยที่ตัวเองรออยู่ข้างนอกก็คงไม่เข้าท่า
มันอาจจะเป็นแค่จินตนาการของเธอ แวมไพร์สาวรู้สึกถึงลมเย็นยะเยือกที่พัดมาจากด้านหลัง มันรู้สึกคล้ายกับใครสักคนมาหายใจรดต้นคอ
“ทำอะไรอยู่ จะเข้าก็รีบเข้ามาสิ” ดีวานกวักมือเรียกพวกทหารให้เข้ามาแต่ทุกคนยืนหันซ้ายหันขวามองหน้ากันเลิกลั่ก
“พวกเราคุยกันแล้ว” ทหารรายหนึ่งพูดขึ้นแทนทุกคน “พวกเราจะคุ้มกันอยู่ด้านนอก”
“ข้างนอกอากาศเย็น ป่วยขึ้นมาจะลำบาก”
“พวกเราอยู่กันได้ ท่านดีวานทำธุระของท่านตามสบายเถอะ”
ดีวานรู้จักหน้าค่าตาครึ่งหนึ่งของทหารกลุ่มนี้เป็นอย่างดีเพราะเคยทำงานด้วยกันสมัยที่เขายังเป็นพาลาดิน คนกลุ่มนี้มีฝีมือและขึ้นชื่อในเรื่องของความกล้าหาญ ดีวานซึ่งส่วนตัวกำลังฮึกเหิมและสนใจใคร่รู้ในโรงแรมแห่งนี้จึงไม่ได้เฉลียวใจเลยว่าพวกเขากำลังหวาดกลัว
โรงแรมแห่งนี้มีบางอย่างที่ผิดปกติซุกซ่อนอยู่ พวกทหารไม่เคยกลัวศัตรูที่จับต้องได้ แต่กับผีสางแบบนี้พวกเขาเลือกได้ก็ขอไม่ยุ่งเกี่ยวกับพวกมัน
“พวกเราอยู่กันได้” ทหารอีกนายย้ำประโยคเดิม มันทำให้ดีวานไม่เซ้าซี้ถามอีก
สุดท้ายจึงมีเพียงห้าชีวิตที่ผ่านเข้าไปยังโถงทางเดิน เบื้องหน้าของพวกเขาคือบันไดขนาดใหญ่ที่จะพาทุกคนไปสู่ชั้นสองของโรงแรม
“จริงสิ กุญแจล่ะ” เวเนเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าก่อนหน้านี้เธอเห็นกุญแจมากมายแขวนอยู่บนกระดานหลังโต๊ะรับรอง
“คงไม่ได้กะจะค้างนะ” เจเนวีฟส่ายหน้ารัว
“มาถึงทั้งทีก็ต้องค้างสักคืนสิ” เวเนหัวเราะร่า “เปิดดูให้ทั่วก่อน สำรวจทั่วแล้วค่อยไปชวนพวกทหารอีกที ให้พวกทหารได้พักด้วย”
“ถ้าชวน แล้วไม่มีใครสักคนเอาล่ะ”
“อ้าว งั้นก็ช่างพวกนั้นก็แล้วกัน” เวเนทำหน้าแบบว่าช่วยไม่ได้ แล้วเปลี่ยนเรื่องในทันที “เราจะสำรวจชั้นไหนก่อนดี”
“ลองเดินดูทั่ว ๆ ก่อนก็แล้วกัน ฉันอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่หลังจากมันหลุดเข้ามาในเนเธอร์เวิลด์”
พวกเขาเดินไล่ขึ้นไปทีละชั้น ๆ โครงสร้างตึกยังค่อนข้างมั่นคงเพราะมันถูกสร้างมาอย่างแข็งแรง อย่างน้อยพวกเขาก็มั่นใจว่ามันจะไม่ถล่มลงมาฝังพวกเขาทั้งเป็น
“มีร่องรอยของเดวัล น่าจะนานแล้วแต่ก็อย่าประมาทล่ะ” โซนาตาแน่ใจว่าทุกคนรู้ตัวอยู่แล้ว แต่เขาก็เตือนซ้ำอีกครั้ง
ดีวานเห็นประตูห้องหนึ่งเปิดอยู่จึงเดินเข้าไป เขาพบว่าเครื่องเรือนบางส่วนมีร่องรอยของอาวุธมากกว่าหนึ่งชนิดและยังมีคราบเลือดแห้งเกรอะกรังกระจายอยู่ทั่ว “เคยมีคนต่อสู้กันด้วย”
“ข้ารู้สึกไม่ค่อยดีเลย” เจเนวีฟรู้สึกระแวงแปลก ๆ
“งั้นพักกันก่อนดีไหม” แทนที่จะพาทุกคนออกไป โซนาตากลับเดินวนไปตามห้องที่ประตูเปิดอยู่ หรือถีบประตูเพื่อเข้าไปดู เขากำลังหาห้องที่น่าจะยังอยู่ในสภาพที่ดี คนในกลุ่มเริ่มเชื่อว่าเขาไม่ได้พูดเล่นเรื่องที่อยากเข้าพักที่นี่
เจเนวีฟรอจังหวะที่ทุกคนแยกกันออกไปสำรวจ เธอตัดสินใจพูดกับโซนาตาตรง ๆ ว่าเธอรู้สึกไม่ดีกับที่นี่และแน่ใจว่าห้องที่ถูกทิ้งไว้เป็นสิบ ๆ ปีคงมีสภาพไม่เหมาะสำหรับการพักแรมในคืนนี้
“ต่อให้ห้องถูกปิดเอาไว้แต่ฝุ่นก็คงเต็มไปหมด ไม่สะอาดเลย ถ้ำเมื่อกี้ยังน่าจะดีกว่า”
โซนาตาเห็นท่าทีร้อนรนของเธอ เขาหลุดขำ
“ฉันล้อเล่น อย่างที่เธอว่านั่นแหละ พักในถ้ำยังดีกว่าเยอะ ฉันก็แค่อยากสำรวจเผื่อจะมีเบาะแสอะไรน่าสนใจ”
เจเนวีฟเมื่อรู้ว่าเขาหยอกเล่นก็ดีใจจนออกนอกหน้า “แล้วเจออะไรไหม”
“ก็เยอะอยู่ ตอนนี้ยังบอกละเอียดไม่ได้ก็จริง แต่ที่นี่เคยมีคนอยู่กันเยอะพอสมควร ทั้งแขกและพนักงาน พวกเขาอยู่ได้หลายเดือนจากเสบียงที่ตุนไว้ แต่เมื่อไม่มีการช่วยเหลือมาถึง… เรื่องมันก็เลยแย่ลง”
จากนั้นโซนาตาเรียกทุกคนมารวมกัน เขาลองจำลองสถานการณ์โดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วยคำนวณและสร้างภาพโฮโลแกรมขึ้น เขาพาทุกคนมาดูสภาพของโถงรับแขกที่วุ่นวายในตอนที่เกิดเรื่อง พาไปดูห้องเก็บเสบียงที่ถูกงัดจนพัง ห้องส่วนตัวของใครสักคนที่ถูกพังประตูเข้าไป รวมไปถึงห้องที่ใครบางคนซ่อนตัวไม่ยอมออกไปจนกระทั่งกลายมาเป็นโครงกระดูกให้เห็นในตอนนี้
“อย่างที่คิดเลย คนพวกนี้ฆ่ากันเอง” ดีวานสีหน้าสลดลง เขาเห็นความตายมามาก แต่การได้เห็นประชาชนจากดินแดนที่ตนเคยปกป้องมาฆ่าฟันกันเองแบบนี้ก็เป็นสิ่งที่เขาอยากเบือนหน้าหนี
“คงเพราะหวาดกลัว…”
“แล้วก็หิว… เหมือนข้าในตอนนี้”
ทุกคนหันไปมองเวเน จากนั้นก็แกล้งทำเป็นว่าไม่ได้ยิน
“กลับกันเถอะ” โซนาตาบอกและมันทำให้เจเนวีฟฉีกยิ้มกว้าง
แกร็ก เอี้ยดดด