Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 57: นรกแห่งความหนาวเย็น
เสียงลูกบิดประตูดังขึ้นก่อนที่เสียงบานพับที่ขึ้นสนิทจะดังตามมา มันทำให้พวกโซนาตาต้องหันกลับไปมอง ประตูห้อง ๆ หนึ่งถูกเปิดออก มันเป็นห้องที่พวกเขามองไม่เห็นในตอนแรก
สิ่งที่น่าตกใจที่สุดคือห้องนี้แตกต่างจากทุกห้องที่ผ่านมา แสงไฟจากตะเกียงเวทยังทำงานได้ดี มันฉายให้เห็นสภาพของทั้งห้องอย่างชัดเจนแม้ว่าพวกเขาจะยืนห่างออกมาหลายสิบก้าว
“พิลึก” ถ้าเป็นคนทั่วไปพูดคำนี้เสร็จเขาอาจจะถอยหนีไป แต่โซนาตากลับเป็นคนแรกที่เดินเข้าไปหาอย่างสนอกสนใจ เจเนวีฟจะคว้าตัวเขาไว้แต่ไม่ทัน เธอชะงักเล็กน้อยแล้วตัดสินใจเดินตามเขาเข้าไปด้วย
ห้องนั้นสว่างไสวด้วยไฟสีเหลืองนวล เตียงใหญ่สองเตียงถูกคลุมด้วยผ้าคลุมเตียงอย่างดี เครื่องเรือนในห้องนี้เหมือนกับห้องอื่นแต่ว่ามันยังใหม่เอี่ยมไม่มีความเสียหายที่เกิดขึ้นจากกาลเวลา
“อ้าว ห้องที่ยังดูดีก็มีนี่นา” เวเนเห็นแบบนั้นก็กระโดดใส่เตียงทันที
“นี่เวเน เจ้าไม่คิดเหรอว่าห้องนี้นี่มัน…ผิดปกติน่ะ”
“ก็ไม่นี่ มีห้องที่สภาพดีเหลืออยู่ก็ดีไม่ใช่เหรอ”
“น้ำไหลด้วยนะ” อัลโตลองเปิดน้ำจากก๊อกดู เขากำลังจะบอกเป็นนัยๆ ว่าสงสัยกับการที่โรงแรมนี้ยังมีน้ำให้ใช้อยู่
“นายนี่ไม่รู้อะไรเลยนะ บางที่เขามีที่เก็บน้ำสำรองไว้ใช้ด้วย” เวเนพยายามอธิบายราวกับผู้รู้
อัลโตมีเหตุผลหลายข้อที่ทำให้เขาไม่คิดแบบนั้น แต่เขาเรียนรู้ที่จะไม่ไปต่อล้อต่อเถียงกับเธอ อย่างน้อยคนอื่นก็คงเข้าใจในสิ่งที่เขาพยายามสื่อ
“อากาศปกติ น้ำก็ไม่มีสารพิษตกค้าง ตัวห้องก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ” โซนาตาตรวจห้องซ้ำอีกทีเพื่อให้แน่ใจ ค่าต่าง ๆ ที่ได้ไม่มีอะไรน่าสงสัย ห้องนี้คือห้องธรรมดาในสถานการณ์ที่ดูไม่ธรรมดาเท่านั้น
“ข้าตัดสินใจแล้ว คืนนี้ข้าจะนอนที่นี่แหละ” เวเนที่ยึดเตียงหนึ่งไว้แล้วประกาศกร้าว
“หาาาาา” เพื่อนรักของเธอร้องลั่น “ล้อเล่นใช่ไหม”
“ไม่ใช่ความผิดของฉันนะ” โซนาตารีบปัดความรับผิดชอบเมื่อเจเนวีฟหันมาขอความช่วยเหลือ
“ข้าไม่อยากพักที่นี่”
“งั้นข้าอยู่คนเดียวก็ได้ ไม่สิมีพวกนอร์มาอยู่ด้วยอีกทั้งหมู่บ้าน” เวเนชูไม้เท้าของเธอขึ้น มองอัญมณีซึ่งทุกคนรู้กันว่ามันเก็บซ่อนความไม่ธรรมดา พวกแฟร์รี่ทั้งหมู่บ้านซ่อนอยู่ในนั้น
“ยังไงก็อยู่คนเดียวไม่ได้ มันอันตราย” โซนาตายืนกราน
“เห็นไหมล่ะ กลับไปนอนถ้ำกันเถอะ”
“งั้นนายก็อยู่ดูแลผู้หญิงของนายก็แล้วกัน” โซนาตาเดินไปตบไหล่อัลโต คำพูดของเขาทำให้เวเนลุกพรวดขึ้นจากเตียง จากนั้นเพียงพริบตาเธอก็วิ่งเข้ามาจนถึงตัวอัลโต
“นี่นายเล่าเรื่องของเราให้คนอื่นฟังแล้วเรอะ” เวเนดึงหูของอัลโตสุดแรง
“เจ็บ! ปล่อยก่อน” อัลโตร้องลั่นแต่เขาก็ไม่พยายามดิ้นรนให้หลุด ยังคงปล่อยให้เวเนดึงหูต่อ
“ข้าบอกแล้วไงว่าอย่าเพิ่งเล่าให้ใครฟัง”
“ไม่ได้เล่าอะไรเลยยัยบ๊อง เค้ารู้กันหมดก็ตอนนี้นั่นแหละ”
ผลสรุปในคืนนั้นคือทั้งห้าคนจะพักในห้องเดียวกัน เจเนวีฟรู้สึกเจ็บใจที่เกลี้ยกล่อมให้เวเนไปนอนข้างอัลโตไม่สำเร็จ มันทำให้โอกาสที่เธอจะได้นอนข้าง ๆ โซนาตาหายไปด้วย
“มีแค่สองเตียง ข้านอนที่พื้นก็ได้ จะได้ไม่เบียด” ดีวานเสนอตัว เจเนวีฟและเวเนจึงช่วยกันหาฟูก หมอน และผ้าห่มสำรองมาให้กับเขา
เจเนวีฟไม่สามารถข่มตานอนหลับได้ ในใจเธอยังคอยย้ำเตือนว่าห้องนี้ต้องมีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ ข้างซ้ายของเธอคือเวเนที่หัวถึงหมอนไม่นานก็หลับเป็นตายไปแล้ว ทางขวาคือช่องเล็ก ๆ ที่เว้นไว้ขนาดพอที่จะวางโต๊ะหัวเตียงได้ มันคั่นอยู่ระหว่างเตียงของเธอและเตียงที่โซนาตานอนอยู่
ทางด้านโซนาตาเองก็ยังไม่หลับเช่นกัน ในหัวของเขากำลังวุ่นวายอยู่กับหลายเรื่องที่ผ่านมา เรื่องของเนเธอร์เวิลด์ที่อันตรายยิ่งกว่าที่คาดไว้ เรื่องของเชอรีส ปีศาจร่ม และความเป็นห่วงกลุ่มของด็อกมาที่ไม่รู้ว่าการสร้างยานใหม่จะเรียบร้อยดีหรือไม่
“นอนเถอะ นี่ก็ดึกมากแล้ว” อัลโตที่นอนอยู่ด้านขวาบอก เขาตั้งใจว่าคืนนี้จะไม่หลับสนิทเผื่อว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น
“เจ้าเองก็ควรนอนนะ” ดีวานที่นอนอยู่ในซอกข้างเตียงอีกทีบอก “ถ้าจะเฝ้ายาม ข้าทำแทนได้”
สรุปว่าคืนนั้นนอกจากเวเนแล้วก็ไม่มีใครได้นอนเต็มอิ่มสักคน เจเนวีฟยังคงระแวงจนข่มตาหลับไม่ได้ โซนาตาอยู่ในสภาพกึ่งหลับแต่ในหัวของเขากำลังนึกวิธีปรับปรุงไทม์แมชชีน ส่วนดีวานและอัลโตก็กลายเป็นครั้งแรกที่พวกเขาคุยกันจนเกือบเช้า
ก่อนรุ่งสางแค่ไม่กี่นาที เจเนวีฟก็หลับได้สำเร็จ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะโฮโลแกรมที่โซนาตาสร้างหรือความกังวล มันทำให้เธอฝันถึงอลาบาสเตอร์อินน์ในสมัยก่อน
เธอเห็นหลายครอบครัวที่เข้ามาพักที่นี่ บางครอบครัวเป็นพ่อค้าที่มาจากเมืองไกล บางครอบครัวเป็นชาวเมืองหลวงที่อยากเปลี่ยนบรรยากาศ พวกเขามีเหตุผลต่าง ๆ นานาจึงได้มาพักที่นี่ในวันนั้น ไม่มีใครเลยจะคิดว่ามันจะเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้น
แรงสั่นสะเทือนเกิดขึ้นไปทั่ว พวกเขาแตกตื่นเพราะคิดว่าแผ่นดินไหว แต่มันไม่ใช่ ไม่นานนักพวกเขาก็เข้าใจว่าทั้งอาคารได้ถูกส่งไปในสถานที่อื่นแล้ว
บางคนเชื่อว่ามันคือนรก เจเนวีฟไม่แปลกใจที่พวกเขาคิดแบบนั้น เป็นเธอก็คงจะคิดแบบเดียวกัน โลกนี้มีท้องฟ้าสีแดงดั่งเลือด ผืนดินแห้งแตกระแหง ต้นไม้มีอยู่เพียงแค่เล็กน้อยและก็มักจะแห้งตายจากความร้อนของลาวาที่ผุดขึ้นมาให้เห็นได้ทั่ว ยังไม่นับเหล่าอสูรปีศาจที่มนุษย์ไม่สามารถต่อกรได้
พวกเขาสิ้นหวัง หวาดกลัว จากความร่วมมือก็กลายเป็นการต่อสู้เพื่อให้ตนเองเท่านั้นที่รอด ไม่รู้ว่ามันเริ่มจากใคร แต่พวกเขาส่วนหนึ่งหยิบอาวุธเข้าห้ำหั่นกัน
เมื่อตื่นจากฝัน ความรู้สึกไม่สบายใจยังคงเหลือค้างอยู่ เจเนวีฟมองแต่ละคนค่อยๆ ลุกขึ้น พวกเขารวมถึงเธอต่างก็จัดการกับธุระส่วนตัวจนเรียบร้อย ทุกอย่างผ่านไปได้ดีจนเจเนวีฟแปลกใจ ไม่เหมือนกับที่เธอระแวงไปก่อนว่าเมื่อคืนต้องถูกบรรดาวิญญาณร้ายเข้าจู่โจม
เมื่อออกจากห้อง เธอหันกลับไปมองอีกครั้งแล้วก็ต้องร้องลั่น ห้องที่พวกเธอพักทั้งคืนหายไปแล้ว มีประตูของห้องก่อนหน้านั้น และประตูของห้องถัดไป แต่ประตูที่อยู่ระหว่างกลางหายไปอย่างไม่น่าเชื่อ
เธอไม่ได้คำตอบว่ามันคืออะไร ภาพลวงตาหรือมิติซ้อนมิติแบบเดียวกับไม้เท้าของเวเน
เจเนวีฟได้แต่บอกตัวเองให้มองในแง่ดีทั้งที่ตัวยังสั่นเทาอยู่
เธออยากเชื่อว่าวิญญาณของคนที่โรงแรมอยากช่วยนักเดินทางที่หลงมาจนถึงที่แห่งนี้ พวกเขาเพียงแค่อยากให้ใครสักคนได้พักอย่างเต็มที่ เพื่อจะหายใจต่อไปได้ในโลกที่โหดร้ายนี้อีกสักวัน
เดดโคลด์ที่พวกโซนาตากำลังมุ่งไป คือเมืองใหญ่ที่เคยอยู่ในเขตปกครองของโคลดาเรีย ปัจจุบันเมืองนี้ถูกปกครองโดยวายร้าย “กลาเซีย” ผู้ถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งในเจ็ดปีศาจที่แข็งแกร่งที่สุด พวกโซนาตาไล่ตามเชอรีสมาหลายวันจนแน่ใจว่าเธอกำลังมุ่งหน้าขึ้นเหนือและมีโอกาสสูงที่จะผ่านเมืองนี้ในไม่ช้า
“ถ้าแผนที่ของมาริโซลไม่ผิด วันนี้หรือพรุ่งนี้เธอก็คงจะถึงเมือง” โซนาตาชี้ไปที่แผนที่โฮโลแกรมที่สร้างขึ้นจากการผสมแผนที่เก่าและข้อมูลใหม่ที่เขารวบรวมมาเพิ่ม
“เจ็ดปีศาจสงคราม… เจ้าพวกนี้ร้ายกาจมากเลยสินะ” เจเนวีฟรู้สึกกังวล ในเนเธอร์เวิลด์เธอไม่สามารถไว้วางใจอะไรได้เลย
“พวกนี้เคยเป็นขุนพลของโคลดาเรีย ก่อนที่จะแยกตัวออกมาสร้างอาณาจักรของตนเอง น่าจะต้องแกร่งมาก อย่างน้อยที่สุดก็น่าจะเก่งกว่าเจ้ามาร์เคลหลายเท่า” พาลาดินนายหนึ่งรายงานจากข้อมูลใหม่ที่พวกเขาเสี่ยงชีวิตรวบรวมมาโดยการติดต่อกับพวกปีศาจเร่ร่อน
“หรือหลายสิบเท่า” ดีวานประเมินจากเรื่องเล่าเก่าที่เล่าขานกัน มาร์เคลแม้จะเป็นแวมไพร์ที่ทรงอำนาจที่สุดในทวีปเอเทเซีย แต่เดิมทีเขามีพลังเพียงเศษเสี้ยวของจักรพรรดิแวมไพร์ตัวจริง มันก็ไม่แปลกถ้าความจริงจะปรากฏว่าเจ็ดปีศาจสงครามที่มีระดับเดียวกับ “ราชาปีศาจ” จะมีพลังอำนาจเหนือกว่าไม่ใช่เพียงแค่สามหรือสี่เท่า
พวกโซนาตาไม่รู้มาก่อนว่าใจกลางของเดดโคลด์เดิมทีคือหมู่บ้านที่เคยสงบสุขอย่างกรีนเกรฟ หลังจากที่โคลดาเรียสร้างเมืองใหม่ขึ้นมาในบริเวณนั้น เมืองก็ขยายใหญ่ขึ้นจนไม่หลงเหลือเค้าของสถานที่เดิม มีช่วงเวลาหนึ่งที่เมืองนี้กลายเป็นเมืองสำคัญของอาณาจักร
พายุหิมะรุนแรงขึ้นในทุกย่างก้าว แม้แต่ดินแดนที่หนาวเหน็บที่สุดในซีนก็ยังไม่สามารถเทียบได้กับสถานที่แห่งนี้ มันไม่ใช่ความหนาวเย็นที่เกิดจากสภาพภูมิประเทศและสภาพอากาศดั้งเดิม โซนาตารู้สึกอย่างชัดเจนว่านี่คือผลของพลังเวทมนตร์มหาศาล
“นี่คือเวทมนตร์ของกลาเซียงั้นเหรอ” ดีวานถามย้ำ เขาไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าจะมีใครมีพลังเวทถึงขั้นเปลี่ยนสภาพอากาศได้ขนาดนี้ ต่อให้เป็นอัลไคเซอร์ที่มีพลังเวทมากที่สุดเท่าที่เขาเคยรู้มาก็ไม่สามารถทำได้
“ตอนที่โคลดาเรียยอมให้เธอปกครองเมืองนี้ กลาเซียได้ร่ายเวทพายุหิมะนิรันดร์เอาไว้ และแม้ว่ามันจะผ่านมานานแสนนานแล้ว พายุก็ไม่เคยหายไป” นักรบเคออสเล่าเสริม เขาพูดราวกับเป็นผู้เชี่ยวชาญทั้งที่ตัวเองก็เพิ่งได้ข้อมูลนี้มาไม่นาน
“ข้าได้ยินมาว่าแค่สบตานางก็จะถูกแช่แข็งไปจนถึงวิญญาณ” พาลาดินคนหนึ่งเสริม พวกเขาแต่ละคนดูสับสนและหวาดกลัว ไม่หลงเหลือเค้าของกลุ่มทหารเอกที่อัลไคเซอร์ฝากความหวังไว้
“อย่าเพิ่งกังวลไป เราแค่จะไปพาตัวราชินีกลับ ถ้าคิดจะก่อสงครามจริงก็คงไม่พาคนมาแค่นี้หรอก” ดีวานปลอบใจทุกคน ถึงตอนนี้เขาจะสวมชุดเกราะสีดำของดาร์คไนท์ แต่เนื้อแท้ก็ไม่เคยเปลี่ยนไป ดีวานยังคอยห่วงใยผู้อื่นไม่ต่างจากตอนที่เป็นพาลาดินศักดิ์สิทธิ์
“กิกะไฟร์” อากาศแย่ลงโดยไม่มีทีท่าจะดีขึ้นได้ ดีวานต้องคอยใช้เวทเพลิงของเขาเป็นระยะ แต่เขาไม่มีเชื้อเพลิงให้เผาไหม้ ที่ทำได้จึงมีแต่เพียงยิงลูกไฟยักษ์ออกมา และอาศัยความร้อนชั่วครู่ของมันก่อนที่จะหายไป
“ระวังยิงใส่ผิดที่นะ เดี๋ยวหิมะถล่มหรือเกิดรอยแยกที่พื้นจะยุ่ง” โซนาตาเตือน แต่ตัวเขาเองนี่แหละที่เลียนแบบเวทมนตร์ของดีวานและยิงลูกไฟออกไปจนทั่วเหมือนไม่ได้เกรงกลัวว่าจะเกิดเรื่องตามมา
“รอยเท้าเชอรีส” อัลโตชี้ตรงไปข้างหน้า ทุกคนเผลอมองตามแต่ไม่เห็นอะไร แน่นอนว่ามีแต่สายตาของอัลโตที่มองเห็นในระยะขนาดนั้น
“เฮ้ย!” พยายามกลั้นไม่ให้เผลออุทานออกมาแล้ว แต่เวเนและเจเนวีฟก็เผลอประสานเสียงออกมา พวกเธอตกใจกับขนาดรอยเท้าที่เปลี่ยนไป มันคือรอยเท้าเชอรีสอย่างแน่นอนแต่มันใหญ่ขึ้นกว่าเดิมเท่าตัว
“ครั้งก่อนยังจับไม่สำเร็จเลย แล้วนี่…” เจเนวีฟเริ่มสติหลุด
“ฉันพลาดเอง” อัลโตโค้งขอโทษทุกคน
“หนอย ทำเป็นวางมาดอีกแล้วนะ ฉันพลาดเองอะไรกัน” เวเนกระโดดโวยวาย
“แล้วเธอจะโวยวายทำไมเนี่ย”
“ครั้งก่อนเจ้ามาช่วยข้าจนบาดเจ็บต่างหากล่ะ คนผิดคือข้าต่างหาก”
“เฮ้อ อะไรของเธอเนี่ย” อัลโตส่ายหน้าอย่างระอาใจ เขาเป็นฝ่ายรับผิดเองแท้ ๆ จึงไม่เข้าใจว่าเวเนจะโมโหทำไม บางทีการรับมือกับผู้หญิงนี่มันน่าเหนื่อยใจยิ่งกว่าสู้กับปีศาจซะอีก