Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 59: ความพิโรธของสตรีหิมะ

กลาเซีย (Seven Demon Warlords)
การต่อสู้ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โซนาตาและกลุ่มที่วิ่งนำมาถูกขวางเอาไว้โดยกลาเซียผู้นำของเดดโคลด์ ภายนอกเธอคือหญิงสาวที่มีผิวขาวซีดจนดูเหมือนสีฟ้าจาง ๆ ผมยาวของเธอปกคลุมด้วยละอองเกล็ดน้ำแข็งไม่ต่างกับชุดผ้าไหมชั้นดีที่เธอสวมใส่
พวกเขารู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาลจากเธอผู้นี้ ความตายที่โอบล้อมเธอมันมากกว่าเนโครโปลิสทั้งเมืองรวมกันด้วยซ้ำ
โซนาตาส่งสัญญาณมือบอกเวเน เจเนวีฟและบรรดาทหารให้ถอยออกไปก่อน การต่อสู้ที่ผ่านมาทำให้ตอนนี้เขาเหลือพาลาดินแค่สามและนักรบเคออสอีกเพียงห้าคน
“ข้าคือกลาเซีย หนึ่งในเจ็ดปีศาจสงคราม” แค่น้ำเสียงของเธอก็ทำให้เกิดความเย็นสุดขั้วหัวใจได้ โปรแกรมในชุดโซนาตากำลังคำนวณด้วยความเร็วสูง มันบอกเขาว่าอุณหภูมิรอบตัวเธอนั้นเกือบจะต่ำจนถึงศูนย์องศาสัมบูรณ์
…ปีศาจตนนี้มีเลเวลสูงกว่าฉันซะอีก…
…เลเวลสองร้อยหกสิบสี่…
โซนาตามองเห็นเสี้ยววินาทีที่กลาเซียจะร่ายเวท มันเป็นแค่การจำลองภาพในสมอง เขาเห็นอย่างแจ่มชัดว่ากลาเซียยกมือขึ้นและร่าย “เทราบลิซซาร์ด” ออกมาในพริบตา เธอไม่ได้เสียเวลาในการร่ายเวทระดับนี้แม้แต่น้อย วินาทีต่อมาแม้แต่อากาศหายใจก็ถูกแช่แข็ง มันคือความเย็นที่อนุภาคทุกชนิดจะหยุดเคลื่อนไหวตามหลักกลศาสตร์ควอนตัม
หากนี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่การจำลอง พวกเขาทุกคนจะถูกฆ่าในพริบตา
“เจ้าเป็นมนุษย์แน่เหรอ” กลาเซียยกยิ้มที่มุมปาก ไม่ใช่แค่โซนาตาที่กำลังวิเคราะห์ศัตรู เธอเองก็สนใจในตัวเขาเช่นกัน เธอแน่ใจว่าโดยรวมแล้วเธอเหนือกว่าเขาเกือบทุกด้าน แต่เฉพาะแหล่งพลังเวทเท่านั้นที่ต่างออกไป เธอไม่สามารถมองเห็นก้นบึ้งที่แท้จริงได้
“โดยทฤษฎีแล้วก็ใช่” โซนาตายิ้มฝืน ๆ
“น่าสนใจจริง ไม่เคยเห็นมนุษย์แข็งแกร่งขนาดนี้ ต่อให้เอลเลนนอสเองก็มีน้อยคนนักที่จะมีพลังเช่นเจ้า”
ถ้าเป็นก่อนนี้หน้าโซนาตาคงแปลกใจกับชื่อที่เธอพูดขึ้น เพราะแม้แต่ในเอเทเซียเองก็มีคนรู้จักชื่อนี้น้อยลง โชคดีที่เขาได้ข้อมูลเพิ่มจากห้องสมุดของอัลกราด
เอลเลนนอสคือชื่อของเผ่าเทพที่เคยปกครองซีนมาตั้งแต่ยุคโบราณ พวกเขานอกจากมีอำนาจล้นฟ้าก็ยังมีอายุขัยที่เกือบจะเป็นนิรันดร์ แต่เผ่าพันธุ์ที่น่ากลัวนี้ได้สูญสลายไปจนหมดแล้ว ทิ้งไว้แต่พวกสายเลือดพันธุ์ทางที่มีเพียงหนึ่งในล้านเท่านั้นถึงจะมีพลังเทียบเท่าสมัยก่อน
ที่โซนาตารู้ว่าเอลเลนนอสคือเรื่องจริงไม่ใช่เพียงแค่นิทานหลอกเด็กก็เพราะเขามีหลักฐานอยู่ชิ้นหนึ่ง มันคือการมีตัวตนของดีวานนั่นเอง โซนาตาได้เห็นกับตาว่าดีวานเคยเก่งกาจอยู่ในจุดสูงสุดเท่าที่มนุษย์ธรรมดาจะไปถึงแล้ว แต่แล้วเขากลับทะลุขีดจำกัดนั้นและตอนนี้กำลังเติบโตขึื้นด้วยความเร็วที่น่าสะพรึง
“ข้าจะไม่อ้อมค้อมก็แล้วกัน เจ้าน่ะไม่สนใจมาอยู่กับข้าเหรอ”
“หาาา” เจเนวีฟร้องเสียงหลง เธอหันไปถามเวเนว่าได้ยินแบบเดียวกับเธอหรือเปล่า
โซนาตาเลิกคิ้ว เขาอ่านจิตอีกฝ่ายและพบว่าเธอไม่ได้พูดเล่นหรือตั้งใจปั่นหัว กลาเซียหมายความแบบนั้นทุกคำ เธอดูถูกตาต้องใจกับชายหนุ่มชาวมนุษย์ที่มีพลังราวกับปีศาจ
“ทั้งเก่งกาจ ทั้งมีใบหน้าและรูปร่างที่งดงาม ไม่คิดจะมาร่วมปกครองเดดโคลด์ร่วมกันข้าหรือ ถ้าได้คนอย่างเจ้ามาช่วยพวกปีศาจสงครามคนอื่นก็คง…”
“ให้เกียรติเกินไปแล้ว” โซนาตาหัวเราะ เขากำลังเจรจาแต่ในหัวก็มองหาลู่ทางไปด้วยพร้อมกัน
“ถ้าเจ้ายอมตกลง ข้าจะปล่อยพวกของเจ้าให้กลับไปด้วยก็ได้นะ”
“แล้วเธอจะทำยังไงกับปีศาจจิ้งจอกนั่นล่ะ จะส่งตัวให้โคลดาเรียเหรอ” คำพูดนี้ทำให้สีหน้าของกลาเซียเปลี่ยนไป เห็นได้ชัดว่าเขาไปสะกิดเรื่องที่เธอไม่อยากให้ยุ่ง
“เรื่องนั้น… ข้าคงบอกเจ้าไม่ได้หรอกจนกว่าจะรับปากว่าจะมาเป็นคนของข้า ว่าไงล่ะจะรับปากไหม”
คำถามของกลาเซียทำโซนาตารู้สึกเสียวสันหลังวูบ ปีศาจสาวหิมะตนนี้กำลังร่ายเวทกับเขา โซนาตาเคยเจอวิชาที่มีลักษณะเดียวกันมาก่อน นี่เป็นเวทมนตร์ที่จำเป็นต้องใช้ “คำสัญญา” ของอีกฝ่ายมาผูกมัด ทันทีที่เป้าหมายหลุดปากสัญญาออกไป เวทมนตร์ของกลาเซียจะทำงานโดยที่อีกฝ่ายไม่สามารถขัดขืนเธอได้
โซนาตาสามารถรับปากอย่างชุ่ย ๆ ได้ ไซเลนเซอร์ถูกฝึกฝนมาเพื่อต่อต้านพลังแบบนี้อยู่แล้ว แต่เขาเองก็ไม่อยากเสี่ยงกับโอกาสน้อยนิดที่พลังต้านทานอาจจะทำงานได้ไม่สมบูรณ์เนื่องจากอีกฝ่ายมีเลเวลสูงกว่ามาก
“ขอฉันเก็บไปคิดทีหลังได้ไหม ตอนนี้มีเรื่องเร่งด่วนที่ต้องจัดการก่อน”
“เจ้าต้องตอบเดี๋ยวนี้” น้ำเสียงของกลาเซียดุดันและเย็นชา เธอพร้อมจะเล่นงานทันทีหากได้ยินอะไรผิดหู
กระแสลมเย็นก่อตัวขึ้นโดยรอบ โซนาตาไม่แน่ใจว่ามันคือคำขู่หรือเพียงแค่กลาเซียเริ่มหงุดหงิดที่เขายังไม่รับข้อเสนอ เขาไม่แปลกใจเลยที่มีคนร่ำลือว่าเธอแช่แข็งทั้งเมืองได้ ระดับพลังขนาดนี้อย่าว่าแต่เมืองเล็ก ๆ เมืองเดียวเลย ต่อให้ทั้งทวีปกลาเซียก็คงทำได้ถ้าเธอต้องการ
โซนาตารู้สึกขำที่เขารู้สึกระวังตัวน้อยกว่าที่ควรเป็น มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เขาพกพาโซลคริสตัลติดตัวไว้ตลอด แร่พิเศษนี้สามารถกักเก็บพลังพิเศษเอาไว้ได้ เขาจึงเลือกความสามารถที่น่าสนใจมาเก็บไว้กับตัวซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ “แอบโซลูทซีโร” มันคือความสามารถในการสร้างความเย็นสุดขั้วนั่นเอง
ใช่แล้ว… ในเวลานี้โซนาตารู้สึกเหมือนกับว่ากำลังเผชิญหน้ากับตัวเองในอดีต ตัวเขาในเวอร์ชันที่มีแอบโซลูทซีโรเป็นพลังเสริม
กลาเซียรู้สึกผิดหวังที่ไม่ได้รับคำตอบ เธอเสียดายที่ต้องฆ่าเขาแต่อย่างน้อยก็ยังดีกว่าเห็นเขาตกไปอยู่ในมือคนอื่น ราชินีหิมะร่ายเวทมนตร์เปลี่ยนหัวใจโซนาตาเป็นน้ำแข็งโดยคิดว่ามันจะทำให้เขาได้รู้ว่าความรู้สึกผิดหวังของเธอมันเจ็บปวดแค่ไหน
โซนาตาไม่ตายอย่างที่เธอตั้งใจ ซ้ำร้ายยังพุ่งเข้ามาหาเธออีก กลาเซียสร้างกำแพงน้ำแข็งกั้นไว้ เธอควรจะจับโซนาตาแช่แข็งทั้งตัวแต่ก็ไม่ได้ทำเพราะเธอยังมีคำถามอีกมากที่ไม่ได้คำตอบ
“ทำไมเจ้ายังไม่ตาย หัวใจเจ้า…”
อึ้กกก
กลาเซียตกใจสุดขีด เธอถูกเวทมนตร์แบบเดียวกันเล่นงาน โซนาตาสาปหัวใจของเธอกลายเป็นน้ำแข็ง เธอไม่เคยคิดว่าจะมีมนุษย์ที่ไหนใช้เวทมนตร์นี้ได้ และถึงมีมันก็ไม่น่าจะใช้กับปีศาจระดับเธอได้สำเร็จ
เวทมนตร์ไม่สามารถส่งผลโดยตรงกับไซเลนเซอร์ เวทมนตร์แช่แข็งหัวใจจึงทำอะไรเขาไม่ได้ นอกจากนั้นชุดแบทเทิลสูทที่เขาใช้ก็สามารถต้านทานความเย็นต่ำสุดที่ลบสองร้อยหกสิบองศาเซลเซียส ดังนั้นความเย็นทั่วไปจึงไม่ได้เป็นปัญหากับเขาเลย
ถึงจะไม่ได้นัดแนะเอาไว้แต่เวเนและเจเนวีฟเองก็โจมตีเข้าไปพร้อมกัน เวเนใช้เวทมนตร์ลดความต้านทานเวทส่วนแวมไพร์สาวก็ซ้ำด้วยเวทสายคำสาป เมื่อสองเวทประสานกันมันก็ทำให้สมรรถนะทุกด้านของกลาเซียลดลง
“ตามเชอรีสไป” เจเนวีฟไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมบอกโซนาตาแบบนั้น
“เฮ้ยย เอาจริงดิ” เวเนหน้าเหวอ เธอยอมรับตามตรงว่าไม่คิดว่าตนเอง เจเนวีฟและทหารอีกแปดคนจะทำอะไรได้
“พวกเราไม่จำเป็นต้องชนะนี่”
เจเนวีฟตอบเวเนและขณะเดียวกันก็ทำให้โซนาตามั่นใจว่าพวกเธอจะไม่ฝืนจนเกินไปกับศัตรูที่ตึงมืออย่างกลาเซีย โซนาตาลังเลอยู่ครู่หนึ่งแต่เขาก็ยอมรับว่าจำเป็นต้องเสี่ยง เชอรีสในสภาพสองหางยังทำให้เขาลำบาก ถ้าไม่รีบจับตัวเธอตอนนี้ ในอนาคตเขายิ่งจะจับเธอได้ยากขึ้นอีก เมื่อจำนวนหางของเธอเพิ่มมากขึ้น
“พวกเธอห้ามตายเด็ดขาด” เขาสั่งทิ้งไว้ และพุ่งตัวแยกไป
กลาเซียสั่นเทิ้มไปทั่วร่าง เธอไม่ได้โกรธขนาดนี้มานานแล้ว ครั้งล่าสุดคือตอนที่เธอสู้กับปีศาจสงครามคนอื่นและผลคือเผลอทำให้บริเวณนี้ทั้งหมดกลายเป็นทุ่งน้ำแข็งถาวร ในชีวิตของเธอ เธอไม่เคยเลยจะถูกชายใดปฏิเสธแถมยังถูกหยามหน้าด้วยการส่งพวกกระจอกมาเพื่อถ่วงเวลาอีก
“น่าโมโหจริง ๆ ดูสีหน้าก็รู้ ยัยนี่ดูถูกเราเต็มที่เลย”
“จะโมโหก็ช่วยไม่ได้หรอก ระดับมันต่างกันจริงนี่นา”
“เดี๋ยว! เจเนวีฟทำไมไปเข้าข้างศัตรูแบบนั้นล่ะ”
“ไม่ได้เข้าข้าง… ยัยปีศาจนี่เก่งกว่าพวกเราคนละมิติเลย แต่ว่า… ฉันเองตอนนี้ก็โกรธถึงขีดสุดแล้วเหมือนกัน”
เวเนแหยงขึ้นมา เห็นท่าทางเจเนวีฟแล้วขนลุกชันทั่วร่าง เธอพอเข้าใจได้ว่าทำไมเพื่อนถึงโกรธเป็นฟืนเป็นไฟขนาดนี้ ปีศาจหิมะตนนี้เพิ่งเชิญชวนโซนาตามาเป็นทาสรัก แถมพอทำไม่สำเร็จก็คิดจะฆ่าเขาทันที เป็นเธอ ถ้าอัลโตถูกเชิญชวนแบบนี้ก็คงจะโกรธจนแทบระเบิดเช่นกัน
“จำตอนที่เราฝึกได้ไหม ที่ว่าบางครั้งอาวุธที่น่ากลัวที่สุดของศัตรู บางทีก็กลายมาเป็นจุดอ่อนได้”
“จะใช้วิธีนั้นจริงเหรอ” เวเนกลืนน้ำลายเอื้อก
“ไม่มีทางเลือกนี่นา”
เวเนหวนนึงถึงตอนที่เธอและเจเนวีฟฝึกฝนการต่อสู้กับโซนาตา เธอและเจเนวีฟไม่สามารถทำอะไรเขาได้เลยเพราะพลังต่อต้านเวทในตัวเขา จนสุดท้ายทั้งสองคนก็ขอยอมแพ้
“ขี้โกงจริง ๆ ใช้เวทมนตร์กับนายไม่ได้แล้วพวกเราจะชนะได้ยังไง” เวเนโวยลั่น
“แถมชุดที่คุณสวมก็มีพลังต้านทานสูง ทั้งความร้อน เย็น และธาตุต่าง ๆ แทบไม่มีผลเลย” เจเนวีฟก็บ่นด้วย เธอไม่เห็นประโยชน์ของการฝึกนี้เลยนอกจากเป็นการฝึกความอดทน
โซนาตายิ้มหน้าเป็น เขาไม่ได้สลดกับคำประท้วงของสองสาว “รู้หรือเปล่า บางครั้งจุดแข็งของศัตรูเองก็คือจุดอ่อนด้วยเช่นกัน”
เวเนและเจเนวีฟมองหน้ากันอย่างงง ๆ พวกเธอไม่เข้าใจว่าเขาพยายามบอกอะไร
“มีคนไม่น้อยที่มีพลังที่แข็งแกร่ง แต่พวกเขาไม่สามารถใช้พลังอย่างเต็มที่ถ้าตนเองไม่เตรียมรับข้อเสียของมันด้วย”
เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น โซนาตาจึงยกตัวอย่าง เขาสมมุติว่ามีไซเลนเซอร์ที่สามารถเคลื่อนที่ได้ด้วยความไวแสง มันคือจุดแข็งที่เรียบง่าย แทบจะไร้คู่ต่อสู้ แต่การที่จะเคลื่อนที่แบบนั้นได้ร่างกายของไซเลนเซอร์คนนั้นก็จำเป็นต้องแข็งแกร่งพอ ซึ่งแน่นอนว่าร่างกายสิ่งมีชีวิตต่อให้เป็นพวกที่ตัดต่อพันธุกรรมแบบไซเลนเซอร์ก็ไม่สามารถทนได้
“จิตต่อสู้สินะคะ” เจเนวีฟนึกขึ้นได้ เขาเคยเห็นพวกนักรบสามารถทำให้ร่างกายของตนแข็งแกร่งขึ้นจนดาบฟันแทงไม่เข้า หรือแม้แต่ใช้มือเปล่าต่างอาวุธ
“ในโลกที่ฉันจากมาเราเรียกว่าพลังจิต แต่จะเรียกอะไรก็ช่างเถอะ เอาเป็นว่ามันมีหลายวิธีที่ทำให้ร่างกายแข็งแกร่งขึ้นจนสามารถทนรับความเสียหายที่ตัวเองอาจก่อขึ้นได้”
“แบบเดียวกับตาแก่แกล้งทำหนุ่มใช้สินะ” เวเนหมายถึงอัลไคเซอร์ผู้เป็นจอมเวทสายเพลิงที่เก่งที่สุดเท่าที่เธอเคยพบ เขาใช้พลังไฟได้ขนาดนั้นก็เพราะตนเองมีทักษะต้านทานความร้อนด้วย ไม่เช่นนั้นก็คงจะเป็นการฆ่าตัวตาย ย่างสดตัวเอง
“ใช่แล้ว อย่างอัลไคเซอร์ หรือพวกพาลาดินศักดิ์สิทธิ์ก็เป็นตัวอย่างที่ดี ลองนึกภาพว่าพวกนั้นสูญเสียพลังต้านทานธาตุที่ตนเองถนัดสิ มันจะกลายเป็นว่าจุดแข็งที่สำคัญที่สุดก็จะกลายเป็นจุดอ่อนไปด้วย”
จากนั้นโซนาตาก็สอนเพิ่มว่าในซีนเองก็มีเวทมนตร์ที่ลดความต้านทานของเวทและธาตุหลายชนิด รวมทั้งในบางกรณีการทำให้อีกฝ่ายบาดเจ็บก็สามารถทำให้ความต้านทานนี้ลดลงได้ นี่คือสิ่งที่พวกเธอต้องรู้ไว้เมื่อเจอกับศัตรูที่มีข้อได้เปรียบอย่างชัดเจน
“ข้ายังข้องใจ แล้วถ้าเป็นพลังของเจ้าล่ะ พลังเลียนแบบนั่นมันไม่ส่งผลถึงตัวเองไม่ใช่เหรอ”
“แน่นอนอยู่แล้ว” โซนาตาหัวเราะ “ที่จะบอกต่อไปก็คือ ต่อให้ไม่มีชุดนี้ฉันก็ยังไร้เทียมทานยังไงล่ะ”
“…” สองสาวถึงกับไปต่อไม่ถูก
ที่โซนาตาสื่อ คือสิ่งที่พวกเธอได้เรียนรู้ไปคือวิธีการรับมือกับคนอื่น แต่ไม่ใช่กับเขา