Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 6: จนกว่ารุ่งอรุณจะมาถึง
แมนโทเดียวาสที่ร้ายกาจเป็นฝ่ายถูกเล่นงานอยู่ข้างเดียว โซนาตาและอัลโตสามารถต้อนอีกฝ่ายที่มีร่างกายสูงนับสิบเมตรได้อย่างเหนือชั้น แต่เวเนรู้ดีกว่าสุดท้ายทั้งคู่จะต้องหมดแรงเพราะคู่ต่อสู้เป็นปีศาจร้ายที่ไม่รู้จักความตาย
“ถ่วงเวลาให้ได้จนกว่าจะเช้า โดนแสงอาทิตย์มันก็น่าจะตาย… มั้ง” เธอตะโกนบอก
“ถ้าคิดว่ามันง่ายแบบนั้นก็มาลองเต้นรำกับเจ้านี่ไหม” โซนาตาตะโกนกลับใส่เวเนที่ตอนนี้ยืนหลบไปกอดไม้เท้าทิ้งระยะออกไป หูแว่ว ๆ ได้ยินเสียงเวเนหัวเราะแห้ง ๆ กลับมา
เวเนมองดูการต่อสู้ แล้วฉงนใจว่าชายหนุ่มทั้งสองไม่มีทีท่าตระหนกใด ๆ กลับรับมือสัตว์ประหลาดยักษ์อย่างใจเย็น พวกเขาดูสงบ การเคลื่อนไหวดูเรียบง่ายแต่ทุกการโจมตีทรงประสิทธิภาพ ลมหายใจที่เคยปั่นป่วนอยู่บ้างกลับสม่ำเสมอราวกับกำลังเดินออกกำลังกายเล่น ในขณะหนึ่งเวเนสังเกตว่าพวกเขาทำแม้แต่หลับตาไปด้วย
…เฮ้ย…
…อะไรของสองคนนี้ ทำไมถึงหลับตาแบบนั้น…
แล้วเวเนก็ได้รู้ความจริง พวกเขาไม่ใช่แค่หลับตา แต่ยังอยู่ในสภาพกึ่งหลับไปด้วย สองคนนี้อ่านรูปแบบการโจมตีของแมนโทเดียวาสจนทะลุปรุโปร่ง แทนที่จะต้องทุ่มเทกำลังสู้ พวกเขากลับสงวนแรงกายเอาไว้และเคลื่อนที่ไปเองราวกับใบไม้ที่ลอยอยู่เหนือสายน้ำที่เชี่ยวกราก
ทั้งประทับใจ ทั้งรู้สึกอิจฉา เวเนกัดฟันบนด้านหน้ากับริมฝีปากล่างและไม่สามารถซ่อนรอยยิ้มไว้ได้ เธอไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อนในชีวิต และอาจจะไม่มีโอกาสเจอเรื่องน่าตื่นเต้นแบบนี้อีกแล้วก็เป็นได้ แล้วเวเนก็ตัดสินใจครั้งใหญ่ในชีวิต ไม่ใช่แค่พาพวกเขาไปส่งจุดหมาย แต่เธออยากเห็นโลกที่พวกเขาจะได้เห็นหลังจากนี้
การปล่อยให้ทั้งสองเคลื่อนไหวถ่วงเวลาไปเรื่อย รอคอยเวลาเช้ามาถึง คล้ายเป็นหนทางรอดที่ฉลาดที่สุด แต่เวเนตัดสินใจว่าเธอจะไม่รออีกแล้ว เธออยากสู้พร้อมกับพวกเขาด้วย
เด็กสาวคิดว่าเธอเองต้องแสดงให้เห็นว่าเธอดูแลตัวเองได้หากจะติดตามคนเหล่านี้ไป เพื่อเขาทั้งสองคนจะได้นับเธอเป็นหนึ่งในพวกเขา
…เฮอร์มิตสเปล…
“สแตนด์สติล”
ร่างยักษ์ของแมนโทเดียวาสหยุดชะงักและแข็งค้างราวกับภาพในคลิปวีดีโอที่ถูกหยุด โซนาตาและอัลโตลืมตาขึ้นและกระโดดถอยออกมารักษาระยะ เมื่อหันไปมองเวเนพวกเขาก็เข้าใจในทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น
“ทำอะไรของเธอ เดี๋ยวมันก็เปลี่ยนเป้าโจมตีหรอก” อัลโตตะโกนห้ามให้เวเนหยุด แต่เธอไม่ตอบสนอง ทั้งเธอและแมนโทเดียวาสนิ่งราวกับถูกสาป
โซนาตาเลิกสนใจแมนโทเดียวาสที่ขยับไม่ได้ เขาตรงเข้ามาสำรวจเวเนจนพบว่ามันคือผลของเวทมนตร์ โซนาตานึกขึ้นได้ว่าเวเนเคยเกริ่นเกี่ยวกับเวทมนตร์ของเฮอร์มิตไว้เล็กน้อย
“เวทมนตร์ของเฮอร์มิตเกี่ยวข้องกับการยับยั้งและทำให้เป็นกลาง เรามีเวทมนตร์ที่สละพละกำลังของตัวเองเพื่อลดพลังอีกฝ่าย สละความเร็วเพื่อทำให้อีกฝ่ายช้าลง หรือแม้แต่เวทที่หยุดตัวเองอย่างสมบูรณ์เพื่อผนึกการเคลื่อนไหวอีกฝ่ายไว้” เสียงสดใสของเวเนยังชัดในความทรงจำ โซนาตาแน่ใจแล้วว่าเธอกำลังทำอะไร
“ที่เหลือก็แค่รอจนเช้า…” อัลโตถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อรู้ว่าเวเนยังปลอดภัยดี
“แต่ก่อนอื่น” โซนาตาพูดเสียงเบาลง
“นั่นสินะ” อัลโตหันไปมองทางทิศหนึ่ง ดวงตาของเขากำลังปรับเป็นโหมดมองเห็นด้วยอินฟราเรด การมองเห็นด้วยการจับรังสีความร้อนนี้เหมาะที่จะใช้หาพวกที่ซ่อนตัวอยู่ ไม่เว้นแม้แต่การหลบซ่อนด้วยเวทมนตร์
โซนาตาและอัลโตพุ่งเข้าหาคาลานาธอย่างรวดเร็ว
ทางเฮอร์มิตนอกคอกถึงจะตกใจ แต่เขาเตรียมการป้องกันตัวไว้แล้วเช่นกัน ร่างที่ทั้งสองคว้าได้และฉีกออกเป็นสองส่วน เป็นแค่อันเดดที่ผู้เฒ่าวางไว้เป็นนกต่อ
คาลานาธไม่ปล่อยโอกาสสวนกลับให้หายไป เขาใช้เวทมนตร์ที่เรียกว่า “เนโครแมนซี” เปลี่ยนศพให้กลายเป็นอาวุธ ศพที่ถูกฉีกครึ่งระเบิดออกเป็นควันพิษที่สามารถฆ่าคนได้เพียงแค่ซึมผ่านผิวหนังในปริมาณเล็กน้อย แต่ก็น่าเหลือเชื่อ โซนาตาและอัลโตหลบพ้นออกไป และไม่แม้แต่จะได้รับผลจากไอพิษแม้สักนิด
“แกสินะ ที่ควบคุมเจ้าตัวโตนั่น” โซนาตาบิดคออย่างไล่ความเมื่อยขบในกล้ามเนื้อ บีบข้อมือดังกร๊อบแกร๊บแสดงอาการอยากจะอัดใครบางคนเต็มที่
“หมอนี่จะเป็นอันเดดเหมือนกันรึเปล่านะ ว่าแต่จะสอบสวนอะไรก่อนไหม”
“ไม่จำเป็นหรอก” โซนาตาแสยะยิ้ม สำหรับเขาคาลานาธส่งกลิ่นเน่าเหม็นรุนแรงจากทั้งร่างกายและจากจิตสำนึก ทำเอาแทบสำลักลมหายใจที่สูดดมเข้าไป จากประสบการณ์ที่ผ่านมาเขาแน่ใจว่าคนแบบนี้ถึงจะปล่อยไปก็จะทำเรื่องร้ายแรงยิ่งกว่าเดิม รีบชิงเก็บเสียตั้งแต่เนิ่น ๆ จะปลอดภัยกว่า
คาลานาธที่ถูกต้อนยังไม่จนตรอก เขายังเหลือไพ่ตายซุกเอาไว้อีกหลายใบ หลังจากดีดนิ้วให้สัญญาณ เคียวแบบเดียวกับที่เล่นงานพวกโซนาตาทะลุออกมาจากพื้น จากนั้นร่างกึ่งต้นไม้กึ่งแมลงก็ปรากฏตัวขึ้นทั้งตัว
“มีอีกตัวรึเนี่ย” อัลโตตั้งท่ารับการโจมตี แต่ว่าแทนที่เจ้าสัตว์ยักษ์จะฟาดเคียวยักษ์ใส่ เจ้าตัวนี้กลับโดดถอยหลังพร้อมกับคว้าตัวคาลานาธไปด้วย
“อย่าให้มันหนีไปได้” โซนาตาตะโกน
เขาเองกระโดดหลบของเหลวร้อนระอุที่แมนโทเดียวาสตัวใหม่พ่นออกมา
การสู้ยื้อกับศัตรูที่เกือบเป็นอมตะ กับการไล่ล่ามันนั้นต่างกัน และคาลานาธก็รู้เรื่องนั้นเป็นอย่างดี เพื่อบีบให้พวกโซนาตาเลิกตามตนและแมนโทเดียวาสตัวสุดท้าย คาลานาธจึงร่ายมนต์เพื่อปลุกเหล่าซากศพในบริเวณนั้นขึ้นมา
นี่คือไพ่ใบสุดท้ายแล้ว ก่อนหน้านั้นเขาย้ายศพจากสุสานเฮอร์มิตมาฝั่งไว้หลายจุดทั่วบริเวณนี้ มันเป็นแค่แผนสำรองที่เขาคิดว่าไม่น่าจะได้ใช้เพราะแค่แมนโทเดียวาสสองตัวก็น่าจะเป็นกำลังรบที่ไร้เทียมทานแล้ว แต่โซนาตาบีบให้เขาต้องพยายามหนี ไม่ใช่พยายามเดินหน้าต่อตามแผน
โซนาตาอ่านสิ่งที่อยู่ในใจเฒ่าเฮอร์มิตออกในพริบตา ซอมบีแค่ไม่กี่สิบตัวไม่สามารถขวางพวกเขาได้อยู่แล้ว เจ้าจอมเวทคนนี้เรียกมันขึ้นมาเพื่อจัดการกับเวเนซึ่งตอนนี้ขยับไปไหนไม่ได้ต่างหาก
“เอาเถอะ ก็ไม่ได้รีบร้อนต้องรีบกำจัดล่ะนะ” โซนาตาพึมพำและหันไปบอกกับอัลโตว่าพวกเขาไม่จำเป็นต้องตามอีกแล้ว
ฝูงซอมบีไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนแมนโทเดียวาส แม้พวกมันเองมีความสามารถในการฟื้นตัวเช่นกัน พวกซอมบีเปราะบางกว่าและยังมีจุดอ่อนที่สมองเหมือนกับในหนังสยองขวัญ เพียงแค่โจมตีอย่างแม่นยำที่หัวพวกเขาก็สามารถจัดการพวกมันทีละตัวได้อย่างไร้ปัญหา
ซอมบีสองตัวสุดท้ายถูกโซนาตาและอัลโตจัดการได้ก่อนที่มันจะถึงตัวเวเนในระยะแค่เอื้อม พวกเขารู้สึกว่าคิดถูกที่ย้อนกลับมาช่วยเธอก่อนที่จะสายเกินไป
แสงตะวันแรกในโลกใหม่ค่อย ๆ ปรากฎขึ้นเป็นแสงสีส้มทอผ่านแนวป่า ซากศพของมนุษย์ที่ต้องแสงนั้นสลายไปจนกลายเป็นฝุ่นควัน แม้แต่ร่างยักษ์ของแมนโทเดียวาสก็ไม่สามารถทนทานได้ แสงอาทิตย์ค่อย ๆ กัดกร่อนร่างสูงนั้นจนไม่เหลือแม้แต่เศษฝุ่น
การต่อสู้ถือว่าจบลงอย่างสมบูรณ์ เพราะไม่มีแม้แต่เงาคู่ต่อสู้เหลือให้เห็น
เวลาเช้ามาถึง
เวเนกลับมาขยับได้อีกครั้งเมื่อเป้าหมายของเวทมนตร์เธอไม่อยู่ในที่ที่ถูกตรึง เธอตระหนักว่าคาลานาธหนีไปได้พร้อมกับแมนโทเดียวาสอีกตัว
โซนาตาและอัลโตไม่ได้รู้สึกเหนื่อยล้ากับการต่อสู้ตลอดทั้งคืน แต่พวกเขาไม่อยากให้เวเนฝืนจนเกินไปจึงตกลงกันว่าจะพักจนกว่าจะถึงช่วงสายแล้วค่อยออกเดินทางต่อ
เพื่อนแฟรีของเวเนปรากฏตัวหลังจากเรื่องจบแล้ว พวกเขาและเธอต่างออกมาบ่นด่าทอร้องทุกข์ว่าตัวต้นเรื่องคือคาลานาธผู้เป็นน้องของพ่อเธอนั่นเอง จากนั้นเวเนจึงเล่าเรื่องของอาผู้นี้ที่ก่อเรื่องมากมายจนถูกขับออกจากป่าให้กับอัลโตและโซนาตาฟัง ดูจากเวทเนโครแมนซีที่ใช้ควบคุมศพ เธอเชื่อว่าเขาคงมีความสัมพันธ์กับทางเรวาเรนท์อย่างแน่นอน
“แบบนี้หมู่บ้าน ไม่สิ… ป่านี้คงจะไม่ปลอดภัยแน่” เวเนเล่าด้วยเสียงสลด
“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง นอกจากทหารห้านายที่ฉันให้กลับไปคุ้มกันแล้ว เมื่อครู่ฉันก็ขอกำลังเสริมไปเพิ่มอีก และก็ให้ด็อคจัดการเรื่องอาวุธใหม่แล้ว”
“ด็อค?”
“ด็อกมาหรือด็อค พ่อบุญธรรมของหมอนี่น่ะ” อัลโตชี้ไปทางโซนาตา “ไว้จะแนะนำให้รู้จักทีหลัง เขาคือนักวิทยาศาสตร์ที่เก่งที่สุดคนนึงของเรา”
“ฉันขอให้ด็อคช่วยทำอาวุธที่ฉายแสงยูวีน่ะ แสงอาทิตย์เทียมควรจะได้ผลกับพวกนี้ ถ้ามีอาวุธที่ฆ่ามันได้ ต่อให้มีทหารแค่ไม่กี่คนก็ล้มเจ้าตัวประหลาดนั่นได้”
“ว่าแต่ทำไมถึงไม่ใช้ดาบดำล่ะ” เวเนชี้ไปที่ดาบที่เอลเดอร์มอบให้ โซนาตาสะพายมันไว้ข้างเอวตลอดการต่อสู้เมื่อคืน แต่เขาไม่แม้แต่ชักมันออกมาจากปลอกสักครั้ง
“ดาบมันยังไม่ยอมให้ใช้ และฉันก็ไม่อยากจะไปฝืนมัน”
“หืมมม” อัลโตคิดว่าเขาหูเพี้ยนไปแล้ว
“ดาบดำมันมีชีวิต” โซนาตาตอบ “ไม่เอาน่า จักรกลมีชีวิต หรือสัตว์ต่างดาวที่เป็นซิลิคอนก็ยังมี ดาบมีชีวิตมันแปลกประหลาดตรงไหน”
หลังจากสนทนากันอีกเล็กน้อย โซนาตาก็ปล่อยให้เวเนได้นอนพักอย่างเต็มที่ จนถึงช่วงสาย ๆ ตามที่ตั้งใจเอาไว้ และดูจากสภาพแล้ว เธอมีใบหน้าที่สดใสขึ้นแสดงว่านอนจนเต็มอิ่ม พวกเขาจึงมานั่งคุยกันต่อเกี่ยวกับการเดินทาง ซึ่งเวเนอยากขอบคุณโซนาตาและอัลโตที่ช่วยหยุดคาลานาธ เธอจึงอาสาทำอาหารมื้อแรกในโลกนี้ให้กับทั้งคู่
“อาาา… อาหารเหรอ ไม่ต้องหรอก ฉันอยากเห็นเอเทเซียแล้ว” โซนาตาปฏิเสธทันควัน ทำให้เวเนตีสีหน้าไม่ถูก
“พวกเรามีเสบียงติดมาด้วย” อัลโตส่งอุปกรณ์คล้ายกระป๋องสเปรย์ให้กับเธอ เขาอธิบายว่ามันคืออาหารแบบแก๊ส
“พวกนายมันบ้าไปแล้ว” เวเนกรีดร้อง “เดินป่าก็ต้องล่าสัตว์ ทำอาหารกินกันรอบกองไฟ แล้วก็ร้องรำทำเพลงสิ”
“ร้องรำทำเพลงด้วยเรอะ” โซนาตาเห็นด้วยกับกิจกรรมอื่น แต่อันสุดท้ายนี่แปลก ๆ อย่างไรก็เถอะ นี่อาจจะเป็นวัฒนธรรมของที่นี่ เขาคิดว่าเอากับเธอด้วยก็ได้ แต่ไม่ใช่วันนี้ “เอาไว้คราวหลังเถอะ วันนี้กินไอ้นี่รองท้องไปก่อน”