Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 7: เพื่อนของเวเน
“ไม่!! วันนี้ข้าจะไม่กินอะไรอื่นนอกจากเนื้อย่าง” เวเนลุกขึ้นมาประท้วง โซนาตาเห็นแล้วก็หัวเราะชอบใจ แต่อัลโตรู้สึกเหนื่อยใจแทน เขาแย่งอุปกรณ์ทรงกระบอกที่เวเนถืออยู่กลับมาจากนั้นก็ตั้งค่าที่อุปกรณ์นั้น
“เอไฟว์วากิวริบอายสเต็ก ความสุก อืมม… มีเดียมก็แล้วกัน” พูดจบก็หันไปฉีดสเปรย์เข้าปากของเวเนที่ยังแหกปากโวยวายอยู่
“ทำอะไรของนายนะ อุ๊บบบบ” เวเนร้องลั่น แต่แล้วเธอก็ต้องตกใจ
…รสชาตินี่มัน เป็นไปไม่ได้ กลิ่นหอมและความรู้สึกที่กระจายไปทั่วลิ้น…
ภาพของเนื้ออย่างดีปรากฏขึ้นในสมอง ทั้งกลิ่นของเนื้อและมันที่ผ่านความร้อนมากำลังดีชวนให้รู้สึกเคลิบเคลิ้ม จังหวะของรสชาติราวกับเครื่องดนตรีที่ถูกบรรเลงโดยมืออาชีพ ลิ้นของเธอกระตุกเกร็งด้วยรสชาติเนื้ออันเข้มข้น
“เสียดายที่มันขาดรสสัมผัสไป แต่ก็อร่อย อยู่ท้อง และมีสารอาหารครบ” โซนาตาชี้แจง
“ข้าไม่มีวันยอมรับวิธีกินแบบนี้หรอก” เวเนน้ำตาเล็ดด้วยความเจ็บใจ มันอร่อยจนเธอแทบหยุดหายใจ แต่ถึงจะเลิศรสแค่ไหนก็เถอะ วิธีกินอาหารแบบนี้มันน่าเศร้าเกินไปแล้ว ตั้งแต่ตอนนั้นเวเนก็ปฏิญาณกับตัวเอง เธอจะต้องบังคับพวกโซนาตาให้กินอาหารเหมือนกับคนทั่วไปให้ได้
อาหารรสชาติดี รสสัมผัสจากการเคี้ยวก็สำคัญ
ระยะทางระหว่างป่าพรีวูดและเมืองหลวงของเอเทเซียต้องผ่านเมืองและหมู่บ้านน้อยใหญ่หลายแห่ง แต่เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่ไม่คาดฝันซึ่งอาจชะลอการเดินทางไปถึงจุดหมายได้ เวเนจึงยึดเส้นทางหลักและไม่แวะที่ไหนเลยซึ่งทำให้โซนาตารู้สึกเสียดาย
“เราจะไม่แวะที่ไหนเลยเหรอ” โซนาตาหันกลับไปมองทางเข้าหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่คณะของเขาเพิ่งเดินเลยไป ชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาแต่งตัวคล้ายกับยุคกลางในโลกของเขา มันทำให้โซนาตาคิดว่าโลกนี้ช่างเหมือนกับหนังหรือเกมแฟนตาซีที่เคยเล่นสมัยเป็นเด็ก ยิ่งรู้จักโลกนี้ก็ยิ่งสนใจอยากรู้และมีประสบการณ์เกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ ในโลกนี้มากขึ้น
“ติดต่อกับคนเยอะ ปัญหาก็จะยิ่งเยอะ” เวเนไม่ประนีประนอม ถึงจะรู้จักกันไม่นานเธอดูออกว่าพวกเขาเป็นตัวดึงดูดปัญหา พวกเขาอาจจะเห็นชาวบ้านเดือดร้อนและยื่นมือเข้าไปช่วย ซึ่งไม่ใช่เพราะแค่แอบจิตใจดี แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นเสียมากกว่า
และยังมีบางเรื่องในโลกนี้ที่เวเนยังไม่อยากให้พวกเขารับรู้
อาณาจักรแห่งนี้ซุกซ่อนสิ่งเลวร้ายเอาไว้ไม่ใช่น้อย เอเทเซียที่ถูกเรียกว่าประเทศศักดิ์สิทธิ์เป็นอาณาจักรที่มีความเหลื่อมล้ำมาตั้งแต่ยุคโบราณ คนร่ำรวยมั่งคั่งอำนาจล้นฟ้ามีเพียงหยิบมือในขณะที่คนยากไร้จนอดตายมีให้เห็นได้ทั่วไป ชนชั้นปกครองอยู่อย่างสุขสบายโดยเหยียบย่ำอยู่บนหยาดเหงื่อและเลือดของคนชั้นล่าง
ความจริงเวเนไม่นับว่าเป็นคนของเอเทเซีย แต่คือหนึ่งในเฮอร์มิตที่อยู่ในป่าอย่างอิสระไม่ขึ้นกับอำนาจของใคร แต่เธอก็อดรู้สึกอายไม่ได้ที่จะปล่อยให้ชายหนุ่มทั้งสองได้เห็นสิ่งที่อยู่ใต้หน้าฉากของโลกใบนี้ ข้อเท็จจริงที่ว่าบางคนถูกปฏิบัติราวกับเทวดา ในขณะที่บางคนในโลกนี้ถูกมองว่ามีค่าเพียงเศษหินเศษดิน หรือต่ำลงไปกว่าโคลนตม
เวเนรักการผจญภัยตั้งแต่เธอยังเป็นเด็กน้อย ยิ่งเธอสามารถใช้เวทมนตร์เบื้องต้นของเฮอร์มิตได้ เธอก็ยิ่งไม่กลัวใคร เธออึดอัดกับสังคมของเฮอร์มิตที่ชอบห้ามทำนู่นทำนี่ จนวันหนึ่งเธอได้เคยตัดสินใจหนีออกจากป่าไป
ใครจะไปคิดว่าเด็กน้อยอย่างเธอจะเดินทางมาได้ไกลนัก จากเมืองสู่เมือง
ในที่สุดเธอมาจนถึงเอเทเซียที่เคยแต่ได้ยินชื่อเสียง แล้วตอนนั้นเด็กน้อยที่หิวโซก็ได้พบกับเพื่อนใหม่ถึงสองคน คนแรกคือเจเนวีฟเด็กหญิงเดินเร่ขายขนมปัง และอีกคนคือนอร์มาเด็กขายดอกไม้ที่มีเนื้อตัวมอมแมม
เจเนวีฟจะคอยแบ่งขนมปังที่ขายไม่หมดให้กับเธอในทุกวัน ส่วนนอร์มาก็อณุญาตให้เธอพักอยู่ในกระท่อมไม้เก่า ๆ ที่ปลูกห่างออกมาจากเมืองหลวง เวเนมารู้ภายหลังว่านอร์มาต้องอยู่ตามลำพังมาครึ่งปีแล้วหลังจากที่คุณแม่ของเธอป่วยตายไป เธอไม่อยากไปอยู่กับคุณป้าที่ชอบทุบตี จึงได้ทนอยู่ในบ้านหลังเดิมตามลำพังและประทังชีวิตด้วยการเก็บดอกไม้ไปขายในเมือง
มันเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ แต่เวเนก็มีความสุข เธอได้มีเพื่อนใหม่ที่น่ารักถึงสองคน แต่มันก็ช่างสั้นเหลือเกิน วันหนึ่งนอร์มาออกไปขายดอกไม้ในเมืองแล้วเธอก็ไม่ได้กลับมาอีกเลย
เจเนวีฟที่อยู่ในเหตุการณ์เล่าทั้งน้ำตา สิ่งที่เกิดขึ้นวันนั้นเป็นอุบัติเหตุอันแสนเลวร้าย ม้าซึ่งเจ้าชายไบรเดนขี่อยู่เกิดตื่นคนและอาละวาด นอร์มาเพียงอยู่ผิดที่ผิดทางเท่านั้น ในความชุลมุนเธอโดนม้าเตะใส่อย่างแรงจนหมดสติ ที่น่าเจ็บปวดที่สุดคือเจ้าชายองค์นั้นทำราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ชีวิตของเด็กหญิงกำพร้ามีค่าไม่ต่างจากกลีบดอกไม้ที่ร่วงกระจายอยู่เต็มถนน มันถูกเหยียบย่ำจนเละโดยที่คนสูงศักดิ์ผู้นั้นไม่ชายตามองด้วยซ้ำ
เจเนวีฟกอดร่างไร้ชีวิตไว้ เธอร้องขอความช่วยเหลือ เขย่านอร์มาและตะโกนเรียกชื่ออยู่แบบนั้น แต่อีกฝ่ายไม่ตอบสนองใด ๆ แม้ว่าคนแถวนั้นกับย่าของเธอมาเจอและช่วยกันพานอร์มาไปรักษาแต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว
เวเนพยายามอย่างมากที่จะไม่เกลียดชังเมืองที่พรากเพื่อนของเธอไป เธอบอกตัวเองไม่ให้มัวแต่เศร้าเสียใจกับสิ่งที่ไม่มีวันหวนกลับ ที่เธอทำได้ก็มีเพียงยิ้ม หัวเราะและมีความสุขกับโลกแทนที่นอร์มาที่โอกาสของเธอได้ถูกพรากไปก่อนเวลาอันควร
“ข้างหน้าก็เอเทเซียแล้วสินะ” อัลโตถาม เวเนนิ่งอึ้งไป เธอเห็นทุ่งกว้างแถวนี้แล้วจดจำได้ มันเคยมีกระท่อมไม้หลังเล็กอยู่ตรงนั้น แต่ตอนนี้ที่ตรงนั้นว่างเปล่า กระท่อมคงถูกใครรื้อถอนไป
“เอเทเซียคือทวีปสุดท้ายที่เหลืออยู่ ถ้าไม่นับรวมพรีวูด อาณาจักรที่เหลืออยู่ก็มีแค่ที่นี่ เรวาเรนท์ และโซดาเรียประเทศเกาะเล็ก ๆ ที่อยู่ทางตอนเหนือ” เวเนเปลี่ยนเรื่อง
คำอธิบายของเวเนทำให้โซนาตาแปลกใจ เฮอร์มิตเชื่อว่าซีนเคยมีขนาดใหญ่กว่านี้หลายเท่า แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้นเมื่อเกือบสามพันปีก่อนโลกก็เหลือแค่ทวีปนี้เท่านั้น ซึ่งฟังดูไม่สมเหตุสมผลเลย เพราะโซนาตาคิดว่าตอนที่ยานกำลังตกลงมา เขาเห็นแผ่นดินมากกว่าเพียงทวีปเดียว
บางทีมนุษย์ในโลกใบนี้อาจจะไม่ได้เดินทางไกลและระลึกว่ามีทวีปอื่นหลงเหลืออยู่นอกเหนือจากที่เชื่อกัน
“โลกนี้มีปริศนาเยอะแยะจริงแฮะ” โซนาตาเกาคางครุ่นคิด แต่เรื่องที่ว่าอาจจะมีทวีปอื่นหรือไม่ยังไม่ใช่ปัญหาที่เขาใส่ใจในตอนนี้ ภารกิจของเขาคือรวบรวมกุญแจและเปิดประตูยักษ์นั่นให้ได้ก็พอ
ทางคณะของทั้งสาม เมื่อเดินทางรอนแรมมาจนถึงจุดหมาย เมืองขนาดใหญ่ที่อยู่ตอนบนสุดของทวีปดูราวกับเป็นสถานที่จากอีกโลกหนึ่งในมุมมองของพวกเขา ทั้งเมืองล้วนเต็มไปด้วยสีขาว ทอง และความสดใสของธงทิวและธงลายสามเหลี่ยมที่ประดับทั่วเมือง ช่างดูราวกับกำลังอยู่ในช่วงงานเฉลิมฉลอง
“พวกเราจะไปดูปราสาทสีขาวที่อยู่ตรงกลางเมือง” เวเนกระซิบ “กุญแจน่าจะอยู่ที่นั่นแหละ”
โซนาตาไม่ค่อยชอบคำว่า “น่าจะ” แต่นี่เป็นข้อมูลเดียวที่พวกเขามี
พวกเขาไม่อยากให้เวเนเข้ามาข้องเกี่ยวมากไปกว่านี้จึงตัดสินใจว่าจะลองไปสำรวจปราสาทกันเอง ส่วนเธอก็หาที่พักสักแห่งและรอกลับไปยังป่าพรีวูดพร้อมกัน
“ข้าก็อยากช่วยนะ” เวเนงอแง “ข้าใช้เวทมนตร์ได้แถมยังมีแฟรีเป็นพวกด้วย”
“ไม่ใช่ว่าไม่ไว้ใจนะ” โซนาตาเกลี้ยกล่อม “แต่ภารกิจลอบเร้นเนี่ยพวกเราจัดการกันเองจะสะดวกกว่า พวกเราแค่อยากยืนยันให้แน่ใจว่ากุญแจอยู่ที่นั่น เอาไว้ถ้าต้องให้ช่วยเราจะบอกแน่นอน”
“แต่ว่า…”
“เลิกโยเยได้แล้ว” อัลโตทำเสียงเขียวใส่ แทนที่จะสลด มันทำให้เวเนรู้สึกเคืองแทนเพราะขนาดหัวหน้าอย่างโซนาตายังไม่ดุว่าเธอเลย แล้วเขาเป็นใครกัน
“จะพักที่ไหน เดี๋ยวพวกเราไปส่ง” โซนาตาถามโดยไม่ได้สนใจสองคนที่กำลังแยกเขี้ยวเข้าใส่กัน
“ข้าจะแวะไปหาเพื่อน แล้วก็อาจจะพักที่นั่นจนกว่าพวกเจ้าจะเสร็จธุระ”
เพื่อนของเวเนอาศัยอยู่ในย่านชุมชนแออัดของเมือง แม้แต่เมืองหลวงที่ดูสวยงามสว่างไสวก็ยังมีมุมมืดที่มองไม่เห็นจากภายนอก บริเวณนี้เป็นพื้นที่ของชาวบ้านฐานะยากไร้ที่จำเป็นต้องอยู่ในเมืองหลวงแต่ไม่มีรายได้มากพอที่จะอาศัยอยู่ในย่านของคนมีฐานะ
ชื่อของเธอคือเจเนวีฟ สวอนส์ เด็กสาววัยเดียวกับเวเน เธอมีดวงตาและผมสีดำเข้ม ผิวขาวนวล รูปร่างบอบบางแต่ก็ดูทะมัดทะแมง
เวเนแอบกระซิบให้โซนาตาฟังว่า ธรรมเนียมอย่างหนึ่งของซีน คือชาวบ้านสามัญมักจะมีเพียงชื่อต้น การที่เจเนวีฟมีนามสกุลด้วยก็หมายความว่าต้นตระกูลของเธออาจจะเป็นชนชั้นสูงหรือมีความเกี่ยวข้องไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
…ชนชั้นสูง… โซนาตานึกระหว่างที่มองอีกฝ่ายทักทายเวเนอย่างสนิทสนม สภาพการแต่งตัวของเจเนวีฟไม่มีอะไรที่สื่อออกมาแบบนั้น เธออยู่ในชุดของคนทำขนมปังที่มีรอยปะชุนไปทั่วละลานตาจนมองแล้วคล้ายเป็นลายผ้า
เจเนวีฟจ้องหน้าโซนาตาแทบไม่กะพริบตา ตอนแรกโซนาตาคิดว่าเป็นเพราะชุดของเขารึเปล่า แต่ก็คงไม่ใช่ เพราะเธอไม่ได้มองด้วยสายตาแปลก ๆ แบบเดียวกันกับอัลโต
“พวกท่านเป็นนักท่องเที่ยวเหรอคะ” เจเนวีฟเอ่ยทักทาย
“ทำนองนั้น” โซนาตาหัวเราะในลำคอ เขาเดาว่าเวเนคงบอกไปแบบนั้นเพื่อกลบเกลื่อนเป้าหมายแท้จริงที่พวกเขามาที่นี่
จากนั้นพวกเขาก็คุยกันอีกหลายเรื่อง โซนาตาอยากรู้ว่าโลกใบนี้แตกต่างจากโลกที่เขารู้จักมากน้อยแค่ไหน ข้อมูลจาก “สาวชาวเมือง” อย่างเจเนวีฟช่วยเขาได้มาก เมื่อเปรียบระหว่างสิ่งที่เป็นความรู้ของเขาและข้อมูลของโลกนี้ มันช่างเป็นเรื่องประหลาดที่ไม่เพียงแค่ภาษาของพวกเขาที่เหมือนกัน แม้แต่ชื่อเฉพาะบางอย่างพวกเขาก็ยังใช้เหมือนกันด้วย
เจเนวีฟรู้จักบาเกตหรือขนมปังฝรั่งเศส แม้ว่าเธอจะออกเสียงเพี้ยนและไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคำว่า “ฝรั่งเศส” มีความหมายอย่างไร
ในโลกที่โซนาตาจากมา แม้ว่าชื่อของประเทศต่าง ๆ จะมีคนคุ้นชินน้อยลงเพราะหลังจากที่ดราโกเนียนยึดโลกไปเมื่อหลายพันปีก่อนทุกประเทศก็ล่มสลายจนหมด แต่พวกเขาก็ยังคงเรียกชื่ออาหารหรือสิ่งของที่ไม่ได้สูญหายตามกาลเวลาอ้างอิงตามวัฒนธรรมดั้งเดิม
การที่คนในโลกนี้รู้จักชื่อที่พวกเขาไม่รู้ความหมาย มันทำให้โซนาตาคิดทฤษฎีหนึ่งขึ้นมาได้ นี่คือหลักฐานว่าใครบางคนที่รู้จักอารยธรรม รวมไปถึงภาษาของโลกเดิม เป็นผู้สร้างโลกนี้ขึ้นมา