Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 61: ใบหน้าที่ไม่มีวันลืม
การต่อสู้ของอัลโต ดีวาน เจเนวีฟและเวเนใกล้รู้ผลเต็มที กลาเซียสูญเสียความสามารถต้านทานความเย็นไปแล้วเกินครึ่ง ทุกครั้งที่เธอใช้เวทมนตร์ธาตุน้ำซึ่งเป็นเวทธาตุเดียวที่เธอใช้ได้ เธอจะได้รับบาดเจ็บหนัก ตรงกันข้ามกับอัลโตเขามีเงื่อนไขเหมือนโซนาตาทั้งในแง่ที่ต้านทานเวทและชุดที่ป้องกันความเย็นได้ชะงัด
ดีวานก็แข็งแกร่งขึ้นอีกหลังจากที่สู้กับลูกน้องของกลาเซีย หลังจากเฉียดความตายด้วยการรับมือกับฝูงปีศาจที่มีระดับเท่าเทียมกัน ดีวานในตอนนี้ยกระดับตัวเองขึ้นอีกจนแทบจะกลายเป็นคนละคน
“ข้ากับเวเนที่อยู่ในไม้เท้านี่ จะร่ายเวทเพื่อตัดกำลังไปเรื่อย ๆ”
“เข้าใจแล้ว” ดีวานพูดเสร็จก็พุ่งออกไป ฟราคาเรียนของเขาลุกท่วมไปด้วยเพลิงดำ
อัลโตก็ผลุบ ๆ โผล่ ๆ หลอกล่อการโจมตีของกลาเซีย เธอไม่สามารถใช้เวทที่เกิดผลเป็นวงกว้างได้จึงหันมาใช้เวทมนตร์ที่เล็งเป้าหมายแทน แต่มันไม่ง่ายที่จะยิงให้ถูกอัลโตที่นอกจากรวดเร็วแล้วเขายังมุดหายไปในพื้นหิมะและโผล่ออกมาจากอีกที่ราวกับเกมตีตัวตุ่น
…แย่แน่… กลาเซียไม่อยากเชื่อว่าเธอจะรู้สึกแบบนี้ ตลอดหลายพันปีที่ผ่านมาไม่เคยมีครั้งใดที่เธอถูกไล่ต้อนได้เพียงนี้
ดาบเพลิงดำของดีวานเฉียดกลาเซียไปแค่นิดเดียว สัญชาตญาณบอกเธอว่าห้ามสัมผัสถูกเพลิงนั้น แต่เมื่อต้องหลบกระสุนของอัลโตไปด้วย เธอก็พลาด สะเก็ดของเพลิงดำติดที่ปลายเท้า จากนั้นมันก็ลุกลามไปอย่างรวดเร็ว
…ไฟสีดำนี่ตอบสนองต่อความมืด และมีแต่พลังแสงเท่านั้นที่ดับมันได้…
ประสบการณ์ทำให้เธอแก้ลำได้อย่างรวดเร็ว กลาเซียสะกดพลังด้านมืดในตัวเองเอาไว้ เธอปล่อยจิตให้ว่างเปล่า เมื่อไม่มีความมืดเป็นเชื้อ ไฟสีดำก็มอดดับลงในเวลาไม่นาน
แต่มันเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น ดีวานสะบัดเพลิงใส่กลาเซียอีกครั้ง เธอตั้งใจรับมือด้วยวิธีเดิม แต่เพลิงครั้งนี้เปลี่ยนไปมันกลายเป็นสีขาวบริสุทธ์
“โฮลีเฟลม… ในที่สุดข้าก็กลับมาใช้มันได้อย่างสมบูรณ์แล้ว”
ไฟสีขาวนี้ต่างออกไป มันมีผลกับเผ่าพันธุ์ปีศาจอย่างรุนแรง แม้ว่าจะไม่ถึงขั้นไม่มีทางดับตราบที่มีเชื้อแห่งความมืดแบบเพลิงดำ แต่มันก็ไม่หายไปด้วยวิธีการเดิม
“กรี้ดดดดดดด” กลาเซียกรีดร้องด้วยความทรมาน เธอใช้เวทน้ำแข็งกับตัวเองเพื่อหยุดไฟ แม้ว่าไฟสีขาวจะหายไปแต่อุณหภูมิที่เปลี่ยนอย่างฉับพลันก็ทำให้เธอเจ็บหนัก
“โซลเฟลม” เจเนวีฟซ้ำด้วยเวทมนตร์ไฟของพวกแวมไพร์ เวทมนตร์ของเธอไม่ได้รุนแรงแต่มันก็เรียกเสียงกรีดร้องของกลาเซียได้อีกครั้ง
กลาเซียทำท่าจะถอยไปตั้งหลักแต่อัลโตไม่ยอมให้เกิดขึ้น เขาสาดกระสุนใส่อีกหลายนัด รีโหลดใหม่และกระหน่ำซ้ำเข้าไปอีกจนอีกฝ่ายไม่มีแม้แต่เวลาได้หายใจ
ดีวานเองก็เช่นกัน เพลิงดำและขาวเข้ารวมศูนย์กันที่ร่างของกลาเซีย แทนที่เพลิงสองแบบที่แตกต่างกันสุดขั้วจะหักล้างกัน มันกลับสอดประสานกันได้ ดีวานค่อย ๆ ซึมซับแก่นแท้ของพลังทั้งสองด้านของตนเอง ความมืดและแสงสว่าง สำหรับดีวานในตอนนี้มันไม่มีอะไรแตกต่างกันแล้ว
เวเนหยุดร่ายเวทเดิมแล้ว เธอมองออกมาผ่านหัวไม้เท้าและพบว่าร่างของกลาเซียกำลังลุกไหม้อย่างน่าเวทนา แฟรีตนหนึ่งถามเธอว่าเธอจะเปลี่ยนไปใช้เวทลดพลังต้านทานไฟแทนดีไหม แต่เธอก็ส่ายหน้า
“ไม่จำเป็นแล้วล่ะ มันจบแล้ว”
ทุกคนมองร่างของกลาเซียด้วยความรู้สึกเศร้า ถึงจะเป็นเผ่าปีศาจแต่หากมีทางเลือกอื่นพวกเขาก็ไม่อยากให้มันจบลงแบบนี้
ปี 9545 สะพานวิปโยค ชายแดนโคลดาเรีย ทวีปโคลดาเรีย โลกปีศาจ…
ตลอดระยะทางที่วิ่งมา โซนาตาได้พบกับซากศพของอันเดดหลากหลายชนิดกระจัดกระจายอยู่ตามสองข้างทาง เขาเร่งฝีเท้าขึ้นด้วยใจที่ร้อนรน จนในที่สุดมาถึงสะพานขนาดยักษ์ที่เชื่อมระหว่างเดดโคลด์และอาณาจักรโคลดาเรีย
…เจ้าพวกนี้ถูกเชอรีสจัดการสินะ…
และที่กลางสะพานขนาดใหญ่จนแทบมองไม่เห็นปลาย มันคือความจริงที่น่าสิ้นหวัง สิ่งที่โซนาตากลัวเป็นจริงแล้ว นั่นคือเชอรีสกลายเป็นร่างสามหาง
“ตัวใหญ่ขึ้นอีก แถมยัง… อะไรกันเนี่ย”
เธอถูกล้อมไว้ด้วยแวมไพร์หลายสิบตัว โซนาตาเดาว่าพวกเขาคงเป็นมือสังหารจากเรวาเรนท์ที่ไบรเดนพูดถึง สามตนจากในกลุ่มนั้นแยกตัวออกมาและเดินเข้ามาหาอย่างเอาเรื่อง
“แกสินะที่เจ้าไบรเดนมันพูดถึง” แวมไพร์ตนแรกพูด การแต่งกายของเขาบอกได้ว่าเขาคงเป็นชนชั้นสูง
“ดูเก่งนิดหน่อย แต่ก็ยังเป็นแค่มนุษย์อยู่ดี” แวมไพร์อีกตนเสริม เขาเองก็แต่งกายแตกต่างจากแวมไพร์ตนอื่น ๆ รายนี้น่าจะเป็นชนชั้นสูงเช่นกัน
“เจ้านี่น่าจะเกะกะ จะให้ฆ่ามันเลยไหมครับ” แวมไพร์ตัวที่สามหันไปถามตนแรก รายนี้ใส่ชุดเกราะครบชุด ท่าทางนอบน้อมกับแวมไพร์ตัวแรกทำให้เดาได้ว่าเขาคืออัศวินที่อยู่ในสังกัด
“ไม่ต้องไปสนใจ หน้าที่ของเราคือกำจัดยัยจิ้งจอก”
เป็นครั้งแรกที่ถูกเมิน แต่มันก็เป็นโอกาสที่ดีสำหรับโซนาตา เขาแน่ใจว่าแวมไพร์กลุ่มนี้ไม่มีทางล้มเชอรีสได้ หากพวกนี้ช่วยทำให้เชอรีสอ่อนแรงลงได้บ้างมันก็ถือว่าเป็นประโยชน์กับตัวเขาด้วย
แต่รูปการณ์ต่างออกไปจากที่คิด เชอรีสแข็งแกร่งขึ้นก็จริง แต่แวมไพร์กลุ่มนี้ก็ไม่ธรรมดา พวกเขาเป็นนักรบที่ถูกฝึกฝนมาตลอดช่วงชีวิตยาวนาน แต่ละคนมีทักษะในแบบที่มนุษย์ทั่วไปไม่มีทางเทียบได้ ไม่เพียงแค่นั้นพวกมันแต่ละตนยังมีทั้งอาวุธและประสบการณ์ในการรับมือกับเผ่าพันธุ์ปีศาจเป็นอย่างดี หลายรายกำลังใช้ตาข่ายที่บรรจุเวทสำหรับจองจำ บางรายใช้หอกที่สะกดพลังปีศาจได้ ดูผิวเผินเหมือนพวกเขาต้องการจับกุมแต่โซนาตาแน่ใจว่าแวมไพร์พวกนี้มีเจตนาเอาให้ถึงชีวิต
บางอย่างที่ผิดปกติกำลังเกิดขึ้น เป็นสิ่งที่เขารู้สึกอย่างเบาบางตั้งแต่ก่อนหน้านี้ แต่ตอนนี้มันเด่นชัดขึ้นในทุกขณะ แวมไพร์กลุ่มนี้กำลังแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไร้เหตุผล
…ไม่หรอก มันต้องมีสาเหตุ อะไรกันนะ…
โซนาตาหวนนึกถึงข่าวลือที่มาริโซลเคยบอกกับเขา พลังที่เธอเองก็ไม่แน่ใจว่าเชอรีสมีจริงหรือไม่ ตอนนี้เขารู้แล้วว่ามันไม่ใช่แค่ข่าวลือ เธอซุกซ่อนพลังที่อันตรายต่อทั้งตัวเองและคนอื่นมาตลอด
“เหมือนเนเธอร์เวิลด์” โซนาตาพึมพำ “เธอปล่อยพลังความมืดแบบเดียวกับเนเธอร์เวิลด์ออกมา มันทำให้ปีศาจรอบตัวเธอแข็งแกร่งขึ้น”
โซนาตาได้เห็นสิ่งนั้นกับสายตาตัวเอง แวมไพร์ตนหนึ่งดูดซับพลังของเชอรีสเข้าไปจนถึงจุดเปลี่ยน เขาไม่ได้แค่มีพลังสูงขึ้นชั่วครั้งชั่วคราวแต่กำลังกลายเป็นร่างที่วิวัฒนาการขั้นสูงขึ้น
“เจ้านั่นกลายเป็นแวมไพร์ระดับกลาง” แวมไพร์ชนชั้นสูงพูดเสียงเครียด เขาไม่ได้ยินดีที่เห็นลูกน้องตัวเองแข็งแกร่งขึ้น เห็นได้ชัดว่าเขากังวลว่าพลังของเชอรีสจะนำพาความโกลาหลมาให้
“ถ้าเซลซารอสได้ยัยนี่ไป เรวาเรนท์ล่มสลายแน่” อีกคนก็น้ำเสียงแย่ไม่แพ้กัน
โซนาตายังไม่หายคลางแคลงใจที่เรวาเรนท์ไม่คิดจะจับเธอไว้ใช้งานเอง แต่เขาคิดว่ามันหมดเวลารีรอเพื่อดูสถานการณ์แล้ว ถ้าเขาไม่ลงมืออะไรสักอย่าง ไม่เชอรีสถูกสังหาร แรงกดดันอาจจะทำให้เธอกลายร่างเป็นขั้นต่อไป เมื่อเขามองสถานการณ์แบบนั้นเขาตัดสินใจพุ่งเข้าไปร่วมวงด้วย
“เฮ้ย เจ้ามนุษย์!” แวมไพร์ชั้นสูงโวยวาย เขาไม่รู้สึกตัวว่าถูกโซนาตาควักหัวใจออกไปแล้ว
แวมไพร์อีกสี่ตนเห็นแบบนั้นก็ผละออกมาจากเชอรีส ทุกตัวในตอนนี้รวดเร็วและทรงพลังยิ่งกว่ามาร์เคลในร่างกึ่งสัตว์ประหลาดเสียอีก
โซนาตาคุ้นชินกับความเร็วระดับนี้แล้ว เขาโต้ตอบกลับในทันที เขายิงปืนอัดใส่หน้าอกของทั้งสี่ในระยะประชิด หัวใจของพวกมันแหลกสลายกลายเป็นก้อนเลือด เหลือเพียงอกที่มีรูโหว่ขนาดเท่าหัวคน มีตัวหนึ่งเปลี่ยนใจและถอยไปแต่โซนาตาเร็วกว่า เขาตามประกบและสังหารมันในพริบตา
แวมไพร์พวกนี้เร็วกว่า แต่เขาอ่านการเคลื่อนไหวออกอย่างทะลุปรุโปร่ง เมื่อรวมกับเวทเสริมความเร็วระดับสูงที่เลียนแบบมา โซนาตาจึงสามารถจัดการกับศัตรูที่แม้แต่เชอรีสในตอนนี้ยังรับมืออย่างยากลำบาก
เมื่อเสียกระบวน เชอรีสเองก็ตอบโต้กลับด้วยเช่นกัน หางทั้งสามยืดยาวขึ้นและเกี่ยวรัดแวมไพร์ไว้สามตน เธอออกแรงบีบร่างของพวกมันแหลกเละไปพร้อมกับชุดเกราะ
โซนาตากำลังจะพุ่งเข้าไปจัดการกับแวมไพร์ตัวที่เหลือ แต่เขาก็ตัดสินใจกระโดดหลบสุดตัว คลื่นความเย็นที่พุ่งมาจากข้างหลังแช่แข็งทั้งสะพาน แวมไพร์ และจิ้งจอกยักษ์ในพริบตา
“อะไรกันนักกันหนาเนี่ย” โซนาตาหยุดตัวเองไว้ที่ขอบสะพานสำเร็จ เขาจ้องมองผู้มาใหม่ด้วยความประหลาดใจ
“ข้าต่างหากที่ควรพูดแบบนั้น” หญิงในชุดสีขาวอมฟ้าพูด เธอก็ทั้งหงุดหงิดและแปลกใจที่เจอโซนาตาที่นี่
“นึกว่าจะโดนฆ่าไปแล้วซะอีก”
“นั่นก็ควรจะเป็นคำพูดของข้า เจ้ารอดมาจากตุ๊กตาน้ำแข็งของข้าได้ยังไง” กลาเซียตะคอกใส่
“งั้นหรอกหรือ เป็นร่างแยก… ป่านนี้คงโดนพวกของฉันทำลายไปแล้วล่ะ”
“รู้หรือไม่ข้าต้องใช้เวลาและพลังมากมายแค่ไหนสร้างตุ๊กตาน้ำแข็งขึ้นมา”
โซนาตาหัวเราะ น้ำแข็งก่อรูปขึ้นข้าง ๆ เขา จากนั้นมันก็เปลี่ยนเป็นโซนาตาอีกคน “อื้มม ใช้พลังไปเยอะจริง ๆ ด้วยสิ”
เขาตีหน้านิ่งขณะที่กำลังวิเคราะห์ไปด้วย มีจุดที่โซนาตารู้สึกข้องใจสองสามประการ อย่างแรกกลาเซียคนนี้คือคนเดียวกับที่เขาใช้เวทมนตร์แช่แข็งหัวใจไป แม้ว่าจะทำอะไรเธอไม่ได้มากแต่โซนาตายังสัมผัสร่องรอยที่หลงเหลือไว้ได้
ปัญหาคือถ้าเป็นแบบนั้นจริง ร่างจริงของเธอควรมุ่งมาที่นี่ก่อนเขา
ร่องรอยน่าสงสัยอย่างที่สองคือ กลาเซียมีร่องรอยการต่อสู้มา แต่บาดแผลเหล่านั้นไม่เหมือนกับการโจมตีที่โซนาตาคุ้นเคย ไม่ใช่อัลโต ดีวาน เวเนหรือเจเนวีฟ เธอเพิ่งผ่านการต่อสู้กับศัตรูอีกราย
แล้วคำตอบทั้งหมดก็ได้รับการเฉลย ศัตรูรายใหม่ปรากฏตัวขึ้นจากบนฟ้า เขาร่อนลงด้วยร่มกระดาษ จากนั้นก็หยุดอยู่บนริมขอบสะพานอย่างนุ่มนวล
“นาย… ปีศาจที่ใช้ร่ม”
“ตามมาถึงนี่เชียวหรือ” กลาเซียทำท่าไม่สบอารมณ์ “หรือว่าพวกแกเป็นพวกเดียวกัน”
“ฉันยังไม่รู้ชื่อหมอนี่ด้วยซ้ำ” โซนาตายักไหล่
“หมอนี่ชื่อโรมิเอล” บรอลตอบให้แทน มันทำให้เขาถูกโรมิเอลจ้องด้วยสายตาตำหนิ “เอาน่า จะได้ไม่ต้องถูกเรียกว่าเจ้านี่เจ้านั่นยังไงล่ะ”
“ฉันชื่อโซนาตา นี่พวกเราลองมาคุยหาทางออกดีไหม”
“มันเลยจุดที่จะเจรจากันแล้ว ข้าจะฆ่าพวกเจ้าทิ้งให้หมด แล้วก็ไปฆ่ายัยจิ้งจอกที่ถูกแช่แข็งอยู่ข้างหลังซะ”
“พอดีเลย… ข้าก็ตั้งใจแบบเดียวกัน” โรมิเอลว่าจบก็เก็บร่ม จากนั้นก็ชักดาบทั้งสองเล่มออกมาแทน
“นายน่ะ ร่วมมือกับเธอไม่ดีกว่าเหรอ มีเป้าหมายเดียวกันแท้ ๆ”
โรมิเอลแปลกใจที่โซนาตาแนะนำเขาแบบนั้น เป้าหมายหลักของทั้งคู่คือการกำจัดปีศาจจิ้งจอกซึ่งแตกต่างจากโซนาตาที่อยากปกป้องเธอ ที่เขาแนะนำจึงไม่ได้ไร้เหตุผล แต่เขาจะได้อะไรล่ะ
“ข้าอยากได้หัวนางก่อน” โรมิเอลชี้ไปทางกลาเซีย “เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลังได้”
“เจ้ากับข้าเคยเจอกันมาก่อนหรือเปล่า” กลาเซียเริ่มสะกิดใจว่าเธออาจจะเคยรู้จักโรมิเอลมาก่อน
โรมิเอลไม่ได้ตอบด้วยคำพูด ดวงตาสีเพลิงของเขาลุกโชนด้วยไฟแค้น สำหรับปีศาจอย่างกลาเซียเธอคงไม่เสียเวลาจำหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่เธอและพวกทำลายลงไป แต่สำหรับโรมิเอลแล้วเขาไม่มีทางลืมใบหน้าของเธออย่างแน่นอน