Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 65: สี่หาง
“ขอบใจนะ เพราะนายทำให้ฉันได้พลังของเจ็ดปีศาจสงครามมาตนหนึ่งแล้ว” โรมิเอลยกมือขึ้นในระดับสายตา ไอเย็นระดับที่แช่แข็งทั้งเมืองได้ในพริบตากำลังก่อตัวขึ้นบนฝ่ามือของเขา
“คงไม่ได้คิดว่ามันทำให้นายได้เปรียบหรอกนะ” โซนาตาฉีกยิ้ม ไอเย็นก่อตัวขึ้นที่ร่มสีดำของเขา ไม่ว่าโรมิเอลจะแกร่งขึ้นแค่ไหน เขาเองก็จะได้ทักษะที่ยกระดับขึ้นมาใช้ด้วยเช่นกัน
โรมิเอลเก็บดาบทั้งคู่ไว้ข้างเอวและถือร่มต่างอาวุธ ส่วนโซนาตาเองก็ไม่ต่างกันเขาเก็บดาบดำเข้าฝักและใช้เพียงแค่ร่มสีดำเท่านั้น ไม่ใช่เพราะทั้งคู่ออมมือให้กันแต่ต่างฝ่ายต่างต้องการทุ่มสมาธิไปกับอาวุธเพียงหนึ่งเดียว
ร่มทั้งสองแบบปะทะกันอย่างรุนแรง ร่มของโรมิเอลมองผิวเผินแล้วเหมือนร่มกระดาษ แต่มันทั้งแข็งแกร่งและหนักราวกับทำจากเหล็กกล้า ส่วนร่มสีดำของโซนาตาแม้จะไม่สามารถกินปีศาจเพื่อชิงความสามารถมาได้แต่มันก็มีลูกเล่นพิเศษที่บรอลทำไม่ได้
โซนาตาชี้ร่มไปทางโรมิเอล จากนั้นกระสุนปีศาจก็ถูกยิงออกไปจากปลายร่มสีดำ กระสุนปีศาจนั้นห่อหุ้มไปด้วยจิตวิญญาณร้าย มันมีทั้งพลังทำลายและพลังทะลุทะลวงเหนือว่ากระสุนปืนทั่วไปทุกชนิด นี่คือหนึ่งในลูกเล่นใหม่ที่มีเฉพาะในร่มที่ไม่มีชื่อนี้
โรมิเอลเสียเปรียบอยู่เล็กน้อย ไม้ตายทุกอย่างของเขาโซนาตาก็สามารถใช้ได้และหลายอย่างทำได้ดีกว่าด้วย สิ่งเดียวที่ยังเป็นต่อสำหรับเขาคือความเร็วและพละกำลังที่สั่งสมมานับพัน ๆ ปี
เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ
เสียงน้ำแข็งปริแตก ตามมาด้วยเศษน้ำแข็งร่วงกราวลงกับพื้น มันทำให้ทั้งสองต้องหยุดมือและหันไปยังทิศทางของเสียง พวกเขานิ่งจนสามารถได้ยินลมหายใจของอีกฝ่ายอย่างชัดเจน
ร่างที่มีไฟลุกท่วมไม่เพียงแค่กำลังหลุดออกมาจากน้ำแข็ง มันกำลังขยายใหญ่โตขึ้นพร้อมกับหางทั้งสี่ที่โบกสะบัดไปมาราวกับอสรพิษ
“สี่หาง! เธอเพิ่งเป็นสามหางเมื่อไม่นานนี้เองนะ”
“แย่แล้ว โรมิเอล ยัยนั่นฟื้นแล้ว นี่ไม่ใช่เวลาจะมาสู้กับหมอนี่แล้วนะ”
“ช่วยฉันจับเธอ” โซนาตาหันไปพูดกับโรมิเอล น้ำเสียงของเขาเหมือนกับออกคำสั่งมากกว่าขอร้อง
“ว่าไงนะ ทำไมฉันต้องทำแบบนั้น”
“จับเธอได้ฉันจะพาเธอกลับซีน นายเองก็ไม่อยากให้เธออยู่ที่นี่ไม่ใช่เหรอ”
“…”
“ไม่มีเวลาลังเลแล้วนะ ถ้านายจะฆ่าเธอ ก็ต้องสู้กับฉันแต่เธอก็จะหนีไปได้แล้วก็อาจจะไปอยู่ในมือคนที่นายไม่อยากให้ไปอยู่ด้วย แต่ถ้าช่วยฉันแทน ปัญหาของทั้งสองฝ่ายจะคลี่คลาย”
โรมิเอลกัดฟันด้วยความโกรธ เขาไม่ชอบถูกมัดมือชกแบบนี้แต่อีกใจก็ยอมรับว่าสิ่งที่โซนาตาพูดมีเหตุผล ถ้าช่วยเขาจับเชอรีสตอนนี้โอกาสที่โคลดาเรียได้เธอไปก็จะหมดลง
“นายจะเสียใจทีหลังแน่ถ้าไม่ฆ่าหล่อนในตอนที่ยังทำได้”
“ฉันไม่เคยเสียใจในสิ่งที่เลือกไปแล้ว” โซนาตายิ้มที่มุมปาก
เขารู้สึกว่าจิตสังหารของโรมิเอลหายไปแล้ว ดวงตาสีแดงคู่นั้นหันไปจับจ้องที่เชอรีสแทน
“เอาเถอะ ฉันเองก็ไม่ได้อย่ากฆ่าผู้หญิงนักหรอก”
แล้วการประสานงานของทั้งคู่ก็เริ่มขึ้น ร่างจิ้งจอกของเชอรีสแข็งแกร่งกว่าเมื่อไม่กี่สิบนาทีก่อนหน้านี้ โซนาตาใช้ร่มรับการโจมตีไว้แต่แรงกระแทกยังทะลุผ่านมาได้ ส่วนโรมิเอลก็พบว่าก้าวย่างไร้ตัวตนของเขาเกือบจะหลบกรงเล็บของเธอไม่พ้น
“วิชาดาบคู่ อสรพิษสองหัว” โรมิเอลหันมาใช้เวอร์รีนและเดลฟิเดียแทน วิถีดาบที่แปลกประหลาดใช้กับปีศาจที่ไม่มีสติสัมปชัญญะได้ผลดี เขาสามารถฝากรอยแผลไว้ให้เธอได้แต่มันก็เป็นแค่แผลตื้น ๆ เท่านั้น
“ถึงกะจะจับเป็นก็เถอะ แต่ออมมือเกินไปหรือเปล่า” บรอลโวยวาย โรมิเอลไม่ได้ตอบไปว่าเมื่อครู่เขาเผลอโจมตีออกไปสุดแรงแต่ผลที่ได้คือแค่นั้น
โซนาตาเองก็ไม่ต่างกัน ทั้งปืน ทั้งร่ม หรือแม้แต่ระเบิดยาสลบที่เขวี้ยงอัดหน้าเชอรีสอย่างจังก็ไม่ได้ผลสักอย่าง ความน่ากลัวของอีกฝ่ายมาจากความเร็วและพละกำลังล้วน ๆ ซึ่งมันไม่ดีเลยสำหรับคนที่ยืมทักษะของศัตรูมาใช้แบบเขา
“มีแผนอื่นด้วยใช่ไหม”
“ก็ไม่เชิง” โซนาตาตอบไปตามตรง “มันไม่ได้ซับซ้อนพอจะเรียกว่าแผนได้”
“รีบว่ามาเถอะ ก่อนที่พวกเราจะตายกันหมด”
โซนาตาชี้ให้เห็นข้อได้เปรียบในขณะนี้ แม้ว่ากลาเซียจะตายไปแล้วแต่ในดินแดนนี้ผลของเวทมนตร์ของเธอไม่ได้หายไป ความเย็นติดลบของดินแดนนี้เป็นสิ่งที่ทำให้จิ้งจอกเพลิงอย่างเชอรีสใช้พลังได้ไม่เต็มที่
“จะให้แช่แข็งยัยนี่อีกทีเหรอ ข้าไม่แน่ใจว่ามันจะได้ผลอีก”
“ด้วยสถานที่ ด้วยพลังเยือกแข็งที่นายชิงมาและพลังเลียนแบบของฉัน และด้วยเงื่อนไขพิเศษอีกอย่าง เราทำได้แน่”
“เงื่อนไขพิเศษ” บรอลนึกขึ้นได้โซนาตาหมายถึงออราความมืดที่เชอรีสปล่อยออกมา
โซนาตานึกถึงพวกอัศวินแวมไพร์ที่เคยสร้างความลำบากให้เธอ พวกนั้นใช้วิธีสู้ถ่วงเวลาจนแต่ละตนซึมซับพลังความมืดจนแข็งแกร่งขึ้น หากมีเวลามากพอเขาเองก็น่าจะใช้ข้อได้เปรียบเดียวกันนี้ได้
“เจ้าไม่ใช่ปีศาจ จะแข็งแกร่งขึ้นจากพลังของเธอ…” โรมิเอลถามไม่ทันจบ เขาก็ต้องกลืนคำพูดกลับไป โซนาตาไม่สามารถเลียนแบบคุณสมบัติของปีศาจและดูดพลังมืดมาใช้ได้ แต่ร่มสีดำของเขาทำได้
“กิกะไอซ์/กิกะไอซ์” เวทมนตร์น้ำแข็งถูกใช้จากทั้งสองด้าน เชอรีสที่ถูกมันอย่างจังร้องโหยหวนพลางดิ้นพล่านไปกับพื้น
“อย่าหยุด ยิงซ้ำเข้าไปอีก” โซนาตาระดมยิงเวทเพิ่ม
เชอรีสพยายามสะบัดตัวให้หลุดจากน้ำแข็งที่ขึ้นปกคลุมเกือบทั้งร่าง
“อย่ามาสั่งข้า” โรมิเอลก็ทำแบบเดียวกัน นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาระดมยิงเวทใส่ศัตรูขนาดนี้
เป็นอย่างที่โซนาตาว่าไว้ พวกเขาอยู่ในพื้นที่ที่ได้เปรียบ เวทมนตร์ความเย็นที่รุนแรงทวีความร้ายกาจยิ่งขึ้นจากความเย็นโดยรอบ และแทนที่ทั้งคู่จะหมดแรงจากการโหมใช้เวทมนตร์ระดับสูงพวกเขากลับมีกำลังวังชาเพิ่มขึ้นด้วยพลังของเชอรีสเอง
“ไอ้พลังนี่มันอันตรายจริง” โซนาตาหมายถึงออรามืดของเชอรีส ถึงมันจะอยู่แค่ชั่วคราวก็เถอะแต่ของแบบนี้หากอยู่กับปีศาจที่แข็งแกร่งล่ะก็ไม่ว่าจะโลกปีศาจหรือโลกมนุษย์ต้องเกิดความยุ่งเหยิงแน่
“ข้าถึงได้ยอมให้เธอตกไปอยู่ในมือของเซลซารอสไม่ได้ยังไงล่ะ”
“เทราไอซ์” ตาของโซนาตาฉายแววสีน้ำเงินขึ้นในพริบตา เขารับรู้ว่าตนเองสามารถร่ายเวทระดับสูงกว่าเดิมได้แล้ว นี่คือเทราไอซ์ สุดยอดแห่งเวทน้ำแข็งที่ไม่มีมนุษย์คนใดสามารถใช้ได้
“เทราไอซ์” โรมิเอลเองก็เช่นกัน เกือบจะวินาทีเดียวกับที่โซนาตาใช้เวทนี้ได้เขาก็ร่ายเวทนี้จากอีกด้าน พลังเขาทั้งคู่เข้าปะทะกันโดยมีร่างของจิ้งจอกเพลิงสี่หางถูกอัดอยู่ตรงกลาง
ก๊าซซซซซ
เสียงร้องโหยหวนของเชอรีสดังกึงก้องผ่านความมืดและพายุหิมะ เธอดิ้นรนจนสามารถหลุดออกจากวงล้อมได้สำเร็จ แต่ไม่มีทางที่โซนาตาและโรมิเอลจะปล่อยให้โอกาสดีหลุดลอยไป ทั้งคู่วิ่งตามไปประกบอีกครั้งในพริบตาพร้อมกับร่ายเทราไอซ์ใส่ซ้ำ
“สำเร็จไหม” โรมิเอลหอบหายใจแรง เขาแทบไม่เหลือเรี่ยวแรงยืนหลังการใช้เวทมนตร์ระดับสูงซ้ำแล้วซ้ำอีก
“อื้มม” โซนาตามีสภาพไม่ต่างกัน เขาปล่อยตัวลงนั่งกับหิมะ เบื้องหน้าของเขาคือเชอรีสที่ถูกจับแช่แข็งอีกรอบ ที่น่ากลัวคือแม้จะเคลื่อนไหวไม่ได้แล้วแต่เธอยังคงส่งพลังแห่งความมืดออกมาตลอดเวลา
“แน่ใจนะว่าจะไม่จัดการตอนที่ยังทำได้” โรมิเอลถามย้ำเป็นครั้งสุดท้าย
โซนาตาไม่ได้ตอบ เขาส่งสัญญาณติดต่อกับพวกอัลโตแทน “ทางนี้จับตัวได้แล้ว ทางนั้นเป็นยังไงบ้าง”
“เราเสียพาลาดินและนักรบเคออสไปจนหมด” อัลโตตอบเสียงเศร้า โซนาตาได้ยินเสียงเจเนวีฟร้องไห้แทรกมาด้วย “แต่ฉัน ดีวาน เจเนวีฟและเวเน ปลอดภัยดี พวกเรากำลังตามไป”
“ไว้กลับไปได้คงต้องหาทางตอบแทนครอบครัวของพวกนั้น… ทางนี้เองก็เกือบไม่รอด เธอกลายเป็นสี่หางจนได้ ดีที่ได้เพื่อนใหม่ช่วยถึงจับได้สำเร็จ”
“เดี๋ยวสิ พวกเรากลายเป็นเพื่อนกันตั้งแต่เมื่อไหร่” โรมิเอลแทรกแต่โซนาตาไม่สน เขายังโมเมต่อไปว่าอีกฝ่ายกลายเป็นพวกเดียวกันไปแล้ว
ฟุบบ ฟุบบ
“เสียงอะไรน่ะ” อัลโตอดรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ได้ เขาได้ยินเสียงเหมือนบางสิ่งหนัก ๆ ตกลงบนหิมะ ถ้าให้เฉพาะเจาะจงไปเลยมันก็เหมือนเสียงย่ำเท้าหนัก ๆ ของใครบางคนที่เพิ่งปรากฏตัว
“แค่นี้ก่อนนะ ดูเหมือนว่าเรื่องจะยังไม่จบแฮะ” โซนาตาที่ดูผ่อนคลายขึ้นกลับมาเครียดอีกครั้ง
“เดี๋ยวก่อน…” อัลโตจะซักต่อแต่โซนาตาตัดสายไปก่อนแล้ว
“รู้สึกใช่ไหม” ดีวานเหม่อมองไปที่ทุ่งหิมะเวิ่งว้างข้างหน้า “ปีศาจที่แข็งแกร่งอยู่ข้างหน้า มีคนหนึ่งที่มีจิตปีศาจรุนแรงพอ ๆ กับกลาเซีย ส่วนอีกคนเหนือชั้นกว่านั้นอีก”
“แย่แล้ว โซนาตาสู้จนหมดแรงแล้ว พวกเราต้องรีบไปช่วย” เจเนวีฟพูดจบก็วิ่งนำไปก่อนทันที
ซากศพของปีศาจที่เรียงรายอยู่ตามทางทำให้ทุกคนรู้สึกหวั่นใจ บางส่วนพอเดาได้ว่าเกิดจากฝีมือของกลาเซีย แต่ก็มีซากศพอีกไม่น้อยที่มีสภาพประหลาดแปลกตา มีบางรายถูกห่อด้วยสิ่งที่กลายกับใยแมงมุม บางรายถูกตัดออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย และบางรายมีร่อยรอยเหมือนถูกไฟฟ้าแรงสูงเผาจนไหม้เกรียม
ใกล้สะพานขนาดยักษ์ที่เชื่อมต่อระหว่างสองอาณาจักร พวกเขาเห็นสีแดงฉานของเลือดตัดกับสีขาวของหิมะสีเทา เจเนวีฟใช้ความเร็วของแวมไพร์วิ่งไปถึงก่อนใคร เธอเกือบจะหมดสติเมื่อเห็นสภาพของร่างทั้งสองที่นอนจมกองเลือดอยู่ตรงนั้น
“โซนาตา! โอ๊ยย” เจเนวีฟเข้าไปประคองร่างของโซนาตาขึ้น เธอเข้าใจได้ทันทีว่ารอยบาดที่อยู่ทั่วร่างของเขามาจากอะไร เพราะทันทีที่เธอสัมผัสมัน นิ้วชี้ของเธอก็ถูกตัดจนขาด
“โซนาตา” อัลโตที่วิ่งตามมาติด ๆ ทำท่าจะเข้ามาช่วยประคอง แต่พอเห็นว่าเจเนวีฟถูกเล่นงานเขาก็หยุดชะงัก สายตาสอดส่องมองโดยรอบว่าศัตรูยังอยู่อีกหรือไม่
“เกิดอะไรขึ้นที่นี่เนี่ย ไม่ใช่ว่าโซนาตาจับราชินีได้แล้วเหรอ เฮ้ย เจเนวีฟมือของเธอ” เวเนโวยวาย เธอตกใจจนเผลอเรียกให้ดีวานมาช่วยรักษาทั้งเจเนวีฟและโซนาตา เธอลืมไปแล้วว่าแวมไพร์อย่างเจเนวีฟไม่สามารถรักษาได้ด้วยเวทมนตร์ศักดิ์สิทธิ์
“ถอยออกไปก่อน ฉันจะใช้เวทพาลาดิน” ดีวานไล่เจเนวีฟและเธอก็รีบลุกออกไปโดยเร็ว ส่วนเวเนเองก็เรียกบรรดาแฟรีรักษาออกมาช่วยรักษาอีกแรง
“ทางนี้ก็เจ็บหนัก…” บรอลพยายามฝืนลุกขึ้นทั้งที่ทั่วร่างเต็มไปด้วยบาดแผลและรอยไหม้ ข้างกายเขานอกจากร่างของโรมิเอลที่มีสภาพไม่ได้ดีกว่าก็ยังมีดาบที่หักสะบั้นถึงสองเล่มด้วยกัน