Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 66: ลาก่อนเดลฟีเดียและเวอร์ลีน
หลังจากปฐมพยาบาลจนแน่ใจว่าทั้งคู่พ้นขีดอันตราย ทุกคนก็ช่วยกันย้ายร่างของทั้งสองไปพักในกระท่อมร้างที่อัลโตหาเจอผ่านดวงตาพิเศษ ด้วยการประสานของเวทมนตร์ ยาจากยุคอนาคต และผงปีกของแฟรี อาการของพวกเขาจึงดีขึ้นราวกับปาฏิหาริย์ สิ่งเดียวที่ทำให้พวกเขายังคงสลบไสลไม่ได้สติมีเพียงความอ่อนล้าที่เกินขีดจำกัด
บรอลที่ฟื้นขึ้นมาก่อนเพื่อนเล่าให้ทุกคนฟังเกี่ยวกับสิ่งที่เขาได้พบเห็นมา มันคือฝันร้ายที่เขายังต้องสั่นกลัวเมื่อนึกถึง
“พวกเรา… แช่แข็งจิ้งจอกเพลิงตนนั้นไว้ได้แล้ว ตอนแรกก็คิดว่าทุกอย่างจะจบ แต่แล้วพวกมันก็โผล่มา”
“พวกมัน” ดีวานถาม
บรอลพยักหน้า “เจ็ดปีศาจสงคราม… อารันเนและนูเอล”
อารันเน มักปรากฏกายในร่างมนุษย์ผู้หญิงเพื่อหลอกให้มนุษย์หรือปีศาจตายใจก่อนที่จะฆ่าอีกฝ่ายอย่างเลือดเย็น ร่างที่แท้จริงของเธอคือสิ่งที่น่าสยดสยองที่สุดที่บรอลเคยพบ มีเพียงครึ่งบนของเธอเท่านั้นที่ยังคงเป็นหญิงสาวผู้งดงาม ครึ่งล่างของเธอถูกประกอบกับร่างของแมงมุมยักษ์ ขาทั้งแปดคมกริบยิ่งกว่ามีดโกนและยังเต็มไปด้วยพิษร้ายแรงที่แม้แต่ปีศาจก็ยังต้านทานไม่ได้ และสิ่งที่อันตรายที่สุดก็คือใยสารพัดชนิดที่เธอใช้กับศัตรู
ใยที่มองไม่เห็น ใยพิษ ใยที่เหนียวจนแกะไม่ได้ หรือแม้แต่ใยที่คมจนตัดได้ทุกอย่าง มันคือเหตุผลที่ร่างของโรมิเอลและโซนาตาเต็มไปด้วยรอยบาดนับไม่ถ้วน
นูเอล มีใบหน้าคล้ายกับลิง หางเหมือนงู ขาเหมือนเสือ แม้จะไม่มีปีกแต่มันกลับเคลื่อนไหวในอากาศได้อย่างอิสระ ความน่ากลัวของมันคือการควบคุมสายฟ้าได้ดังใจ
“ผู้หญิงแมงมุม… กับสัตว์ประหลาดที่ควบคุมสายฟ้า” เวเนหน้าซีดจนเกือบจะเท่ากับเจเนวีฟ
“แถมยังเป็นปีศาจระดับเดียวกับกลาเซียคนนั้นด้วย” เจเนวีฟหมดแรงจนต้องทรุดลงไปนั่งบนเตียงของโซนาตา
“แล้วราชินีล่ะ เกิดอะไรขึ้นกับเธอ” ดีวานถามบรอลต่อ
“ข้าสลบไปก่อนก็เลยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น คิดว่าถ้าไม่โดนทั้งคู่จับไปก็คงจะหนีไปแล้ว”
“ยิ่งสู้ก็ยิ่งมีศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าเดิมออกมา เรวาเรนท์ เจ็ดปีศาจสงคราม โคลดาเรีย ยังไม่นับเรื่องของพวกอีริธด้วย นี่พวกเราจะพาราชินีเชอรีสกลับบ้านได้จริง ๆ เหรอ” เจเนวีฟก้มหน้าก้มตาเหมือนจะร้องไห้
“มันเกินตัวพวกเราขึ้นไปทุกทีแล้ว” เวเนเองก็เริ่มท้อเช่นกัน ถึงเธอจะวาดฝันว่าอยากผจญภัยมาตลอด แต่จำนวนศัตรูที่เพิ่มขึ้นขนาดนี้ก็ทำให้เธอจนปัญญาที่จะรับมือ
“จะรออยู่ที่นี่ก็ได้นะ” อัลโตยืนกอดอกพูด “ฉัน ดีวานและโซนาตาจับเชอรีสได้เมื่อไหร่ก็จะรีบกลับมา”
“นี่นาย!” เวเนแทบกระโดดใส่ “จะบอกว่าพวกเราไร้ประโยชน์เหรอ”
“ไม่ได้พูดแบบนั้นซะหน่อย แค่จะบอกว่าถ้าใจไม่สู้ก็อย่าไปเกะกะจะดีกว่า” เหมือนกับราดน้ำมันลงบนกองไฟ เวเนกระโดดเอาหัวโหม่งใส่อัลโต แต่เจ้าตัวไหวตัวทันจึงปล่อยให้อีกฝ่ายทะลุผ่านตัวเขาไป แต่ยังดีเขาตะปบแขนของเธอไล่หลัง เธอเลยไม่หัวทิ่มลงพื้น
โซนาตาและโรมิเอลไม่มีท่าทีจะฟื้นเร็ว ๆ นี้ คืนนั้นพวกที่เหลือทั้งหมดจึงจำเป็นต้องพักในกระท่อมร้างที่มีสภาพดีกว่าต้องนอนอยู่ข้างนอกนิดเดียว พอเข้ากลางคืนพวกเขาเพิ่งรู้ตัวบ้านหลังนี้มีแรงกดดันประหลาดที่ไม่รู้สึกในตอนแรกที่มาถึง
“เนเธอร์เวิลด์นี่ไม่มีสถานที่ปกติเลยสินะ” เจเนวีฟบ่น เธอคิดว่าตัวเองเริ่มชินกับมันบ้างแล้วแต่ก็ไม่เลย มันเหมือนกับโลกนี้ทุกอย่างผิดเพี้ยนไปหมดและยิ่งเมื่อเรากำลังแย่มันก็ยิ่งหนักข้อขึ้น
“โรงแรมร้างก่อนหน้านี้ยังดูดีกว่าอีกเนอะ”
เอี๊ยดดด
เสียงไม้ลั่นจากบนหลังคาที่ไม่น่าจะมีใครอยู่ทำให้เวเนและเจเนวีฟต้องเงียบเสียงและหันมานั่งกอดกันกลม ส่วนอัลโตยังนั่งไม่ติดเก้าอี้ เขายืนมองผ่านหน้าต่างเล็ก ๆ เพื่อสังเกตการณ์ภายนอก
“ดับไฟซะ! ฉันเห็นพวกเรวาเรนท์”
เมื่อแสงไฟจากผลึกเวทหายไป แรงกดดันก็ยิ่งหนักหน่วง เจเนวีฟได้ยินเสียงลมหายใจจากด้านหลังของเธอเหมือนกับตอนที่อยู่ที่โรงแรมร้าง ส่วนเวเนก็แน่ใจว่าเธอเห็นบางสิ่งขยับอยู่ในเงามืดของห้องที่ไม่มีใครอยู่ แต่เธอไม่อยากพูดเพราะมันจะยิ่งทำให้เจเนวีฟเสียขวัญ
เป็นอีกหนึ่งคืนหลอนบนโลกนี้ที่กำลังจะผ่านไปอย่างช้า ๆ
โรมิเอลเหลียวซ้ายมองขวาแล้วก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่ารอบกายของเขาคือชายหาดสีขาวสะท้อนแสงตัดกับทะเลสีดำเหมือนน้ำมัน เขากำลังสับสนว่าตนมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร และบรอลที่ต้องอยู่ด้วยกันเสมอหายไปไหน
…ที่นี่มัน…
โรมิเอลรู้จักสถานที่แห่งนี้ มีครั้งหนึ่งที่เดลฟิเดียเกิดงอแงขึ้นมาเพราะบรอลไปคุยอวดว่าเขาเคยเห็นทะลของเนเธอร์เวิลด์ เขาจึงตัดสินใจพักการฝึกและพาทุกคนมาที่นี่ เขาจำรายละเอียดของเหตุการณ์ในวันนี้ไม่ได้มากนัก แต่เดลฟิเดียดูท่าจะถูกใจที่นี่มาก
“สักวันท่านจะพาข้ามาอีกใช่ไหม” เด็กน้อยเกาะชายเสื้อเขาขอร้อง
“เอาไว้ข้าจัดการกับพวกโคลดาเรียได้หมดแล้วนะ”
“เอ๋! งั้นก็อีกนานเลยสิ” เธอทำแก้มป่อง
“งั้นก็ต้องช่วยข้าให้เอาชนะพวกนั้นได้เร็ว ๆ” โรมิเอลดึงชายเสื้อกลับทำให้เดลฟิเดียหน้างอยิ่งกว่าเดิม “เลิกทำตัวงอแงได้แล้ว ที่สำคัญเจ้าจะอยู่ในร่างเด็กแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน”
“งื้อออ ท่านโรมิเอลใจร้าย”
น่าตลกที่เขาคิดว่าตัวเองจำไม่ได้แล้ว แต่อยู่ ๆ ความทรงจำเหล่านี้ก็ผุดขึ้นมาราวกับมันเพิ่งเกิดขึ้นอีกครั้งต่อหน้า มาคิด ๆ ดูในตอนนี้ มันเป็นช่วงเวลาสงบสุขที่เขาไม่เคยได้รู้จักมานานแสนนาน
ความทรงจำเหล่านั้นไม่ได้ให้ความกระจ่างว่าทำไมตัวเขาถึงได้มาอยู่ที่นี่ เขาแน่ใจว่าก่อนหน้านี้เพิ่งผ่านการต่อสู้ที่หนักหนามา ตัวเขาและเจ้าหนุ่มที่ชื่อโซนาตาถูกเล่นงานในขณะที่แทบไม่เหลือเรี่ยวแรงแล้ว และจากนั้น…
…ดาบหัก!! เดลฟิเดีย เวอร์ลีน…
“นึกออกแล้วสินะคะ” เสียงใสลอยมาจากไม่ไกล มันคือเสียงของเดลฟิเดียนั่นเอง
“เดลฟิเดีย… เจ้า” โรมิเอลรู้สึกมึนหัว เขายังจับต้นชนปลายไม่ถูก ความจริงกับความฝัน อดีตและปัจจุบันกำลังตีกันอยู่ในหัว
“ท่านพ่อได้พบกับท่านแม่ ท่านก็เลยข้ามไปอีกฟากแล้ว” เธอยิ้มหน้าบาน “แต่ข้าคิดว่าถ้าไปโดยไม่ได้ลาท่านก่อนก็คงจะไม่ดีแน่”
“ไป… ไปไหน เจ้าจะไปไหนกัน” โรมิเอลถามทั้งที่รู้ทั้งรู้
“ข้ามาลาท่าน”
“เลิกพูดเพ้อเจ้อได้แล้ว เราจะกลับกัน บรอลเองก็น่าจะรออยู่” โรมิเอลเข้าไปคว้ามือของเดลฟีเดีย แต่เธอกลับไปยอมขยับไปไหน
“เวลาของข้าใกล้หมดแล้ว ข้าแค่มาบอกลาเท่านั้น”
“บอกแล้วยังไงว่าอย่าพูดเรื่องไร้สาระ” เสียงโรมิเอลเกือบจะกลายเป็นตะคอก เมื่อเห็นว่าจูงอีกฝ่ายไม่ได้เขาก็หันไปอุ้มเธอขึ้นมาแทน
“ไม่เป็นไร ดาบหักแค่นั้น ต้องซ่อมได้แน่” โรมิเอลพึมพำเสียงสั่น มันเป็นคำพูดที่เขาบอกกับตัวเองมากกว่าพูดกับเดลฟิเดีย
ในขณะที่โรมิเอลอุ้มเธอและวิ่งหาทางออกไปด้วย เดลฟิเดียก็กอดเขาไว้แน่น “อุ่นจังเลย ทำไมท่านไม่เคยกอดข้าแบบนี้มาก่อนนะ”
“กลับออกไปได้เมื่อไหร่ค่อยว่ากัน”
“กลับไปได้แล้วท่านจะกอดข้าทุกครั้งที่ข้าขอเหรอ” เด็กน้อยตาโตเป็นประกาย
คำพูดของเดลฟิเดียมันทำให้โรมิเอลต้องกอดเธอไว้แน่นยิ่งกว่าเดิม เขารู้สึกว่าน้ำหนักในร่างอีกฝ่ายกำลังหายไปทีละนิด ราวกับว่าตัวตนของเธอจะสูญหายไปในเวลาไม่ช้า
“ข้าไม่อยากเสียใครไปอีก แค่ทุกคนที่กรีนเกรฟมันก็เกินพอแล้ว นี่เจ้ากับพ่อของเจ้าก็จะทิ้งข้าไปอีกเหรอ”
“ท่านโรมิเอล…”
“ห้ามพูดเด็ดขาด ห้ามพูดว่าจะจากไป เจ้าต้องอยู่กับข้าและบรอลเข้าใจไหม”
“ข้าดีใจเหลือเกิน…” เสียงของเด็กน้อยเบาเท่ากระซิบ “ตอนแรกข้าห่วงว่าท่านจะอยู่อย่างไร แต่ตอนนี้ข้าไม่กังวลแล้ว ข้ารู้สึกได้ท่านกำลังจะได้ที่อยู่ใหม่เร็ว ๆ นี้”
“เจ้าเริ่มพูดไม่รู้เรื่องแล้ว เดลฟิเดีย”
“ไม่เลย ข้าไม่เคยเข้าใจอะไรได้ดีเท่ากับตอนนี้… โลกที่อยู่ระหว่างโลกคนเป็นและคนตายนี้ช่วยทำให้ข้าจำบางอย่างได้ พวกเราทุกคนมีชะตาที่ผูกพันธ์กันอยู่ตั้งแต่แรก”
“ข้าไม่เข้าใจสิ่งที่เจ้าพูดสักนิด”
“สักวันท่านจะเข้าใจ เราจะได้เจอกันอีก ในช่วงเวลาที่แตกต่างจากนี้ แต่สำหรับตอนนี้ท่านต้องใช้พลังของบรอลกับพวกข้าพ่อลูก แล้วพวกเราทั้งสองจะเป็นกำลังให้ท่านต่อไป…”
“เจ้า…” โรมิเอลชะงักไป ความรู้สึกของสัมผัสที่แนบอกหายไป เดลฟิเดียตัวน้อยได้หายไปแล้ว
ด้านโซนาตา เขาเองกำลังได้รับประสบการณ์แปลกประหลาดเช่นกัน แต่แตกต่างกันกับโรมิเอลอย่างสิ้นเชิง เขาไม่เจอคนที่เขาห่วงใย แต่พบว่าตนเองอยู่ในสถานที่ที่เต็มไปด้วยซากศพ ทั้งมนุษย์ ทั้งต่างดาว ทั้งสัตว์ประหลาด และภูตผีปีศาจ มันคือสมรภูมิหลากหลายที่ที่ผสมปนเปกัน
“ภาพหลอนหรือความฝันกัน” โซนาตาตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว เขาไม่ได้ตกใจกับทิวทัศน์ประหลาดที่ไกลสุดลูกหูลูกตา
…นี่คือพวกที่เราเคยฆ่าสินะ…
โซนาตาจำบางใบหน้าที่คุ้นเคยจากในนั้นได้ แต่ก็มีอีกไม่น้อยที่เขามั่นใจว่าไม่เคยเห็น บางทีคนพวกนี้อาจจะเป็นพวกที่ถูกเขาฆ่าโดยที่เขาก็ไม่เคยเห็นหรือรู้จัก
“เพราะแก” ซากศพรายหนึ่งลุกขึ้นชี้หน้าโซนาตา ดูจากชุดสูทที่ใส่โซนาตาแน่ใจว่าเขาไม่ใช่อันเดดจากเรวาเรนท์ แต่คงจะเป็นใครสักคนที่เขารู้จักในโลกที่จากมา
“อื้อ นายตายเพราะฉันสินะ” โซนาตาแสยะยิ้ม “นึกออกแล้ว นายคงเป็นมาเฟียที่อัลเทอันสินะ”
“แก๊งค์ของเราถูกลูกน้องแกฆ่าตายอย่างเลือดเย็น”
“พวกแกก็ฆ่าคน ข่มขู่ รีดไถ ลักพาตัว”
“แต่แกไม่มีสิทธ์ฆ่าพวกเรา!”
เหล่าซากศพจำนวนมากค่อย ๆ ลุกตามขึ้นมา ในนั้นมีหลายคนแต่งตัวคล้ายหัวหน้ามาเฟียคนนี้ ไม่ต้องเดาเลยว่าพวกเขาคงเป็นคนในแก๊งค์เดียวกันและถูกกวาดล้างไปพร้อมกันด้วย
โซนาตาไม่มีทั้งทีท่าหวาดกลัวหรือสำนึกผิดเขาหัวเราะอย่างพอใจที่ถูกอีกฝ่ายแช่งชักหักกระดูก
“อะไรกัน พวกมาเฟียแบบพวกแกหวังว่าจะได้รับการพิพากษาตามกฎหมายด้วยเหรอ”
“แกฆ่าพวกเรา แกต้องชดใช้ด้วยชีวิต”
“แบบนั้นมันก็ไม่ยุติธรรมสิ”
“ไม่ยุติธรรมตรงไหน”
“มีใครเขาต้องรับผิดจากการเก็บขยะบ้างล่ะ พวกแกมันเศษสวะนะ ชีวิตของพวกแกแต่ละคนไม่มีค่าอะไรเลย เป็นเศษขยะในหมู่เศษขยะ จะเอามาเทียบกับฉันมันไม่หยามกันเกินไปหน่อยเหรอ”
“ตรรกะอะไรของแกวะ” ผีดิบอีกตนโวยลั่น
“พวกแกควรจะภูมิใจด้วยซ้ำที่ฉันคนนี้อุตส่าห์ส่งคนไปกวาดล้างขยะแบบพวกแก ควรจะรีบไปสู่สุขคติซะแล้วจะไปเกิดใหม่หรืออะไรก็ว่าไป นี่ยังกล้าหน้าด้านมาทวงความยุติธรรมเนี่ยนะ เป็นสวะก็ว่าแย่แล้วนี่ยังไม่มีเศษเสี้ยวสมองอีกเหรอ ถามจริง พวกแกโง่ขนาดนี้ตั้งแต่ก่อนตายหรือว่าสติปัญญามันหายไปพร้อมกับตอนที่สมองกระจุยไปแล้ว”
“คุยกับเจ้านี่ไปก็เสียเวลา มันไม่มีทั้งสำนึกหรือความกลัวเลย” ผีดิบอดีตรองหัวหน้าแก๊งค์ส่ายหน้า “ต้องให้มันรับรู้ความเจ็บปวดจนกว่ามันจะเข้าใจ”
“แหมม คิดถึงสมัยก่อนเลยแฮะ” โซนาตาไม่ได้ใส่ใจฝูงซอมบี้ที่พุ่งมาจากทุกทิศทาง เขาชินกับซอมบี้ในเนเธอร์เวิลด์ที่ทั้งรวดเร็วและทรงพลัง ซอมบี้มนุษย์เหล่านี้จึงไม่สามารถแม้แต่จะแตะตัวเขาได้
บะหมี่ถ้วยปรากฏขึ้นบนมือของโซนาตา มันเกิดขึ้นจากจินตนาการของเขา โซนาตาเข้าใจกลไกของโลกนี้และรู้ว่าสิ่งที่เขาจินตนาการสามารถเกิดขึ้นได้ เขาเทน้ำร้อนลงในบะหมี่ถ้วยจากนั้นก็บรรจงกินมันพร้อมกับหลบการโจมตีไปด้วย
“ไม่ได้กินไอ้นี่มานานแค่ไหนแล้วนะ ไม่รู้ว่าฝันหรืออะไรหรอก แต่แถวนี้อยู่สบายดีแฮะอยู่ต่อไปอีกสักนิดก็ดีมั้ง”
เหล่าคู่อริที่เคยพ่ายแพ้ต่างก็ฟื้นขึ้นและกรูมาจากทุกด้าน แต่โซนาตาก็ยังคงกินบะหมี่ถ้วยต่อไปอย่างสบายใจบนกองซากศพเน่าเหม็น เขาจินตนาการเปลี่ยนกองซากศพเป็นเก้าอี้ จากนั้นก็เพิ่มจำนวนตัวเองผ่านพลังจินตนาการที่ไร้ขอบเขต