Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 67: จงมาเป็นพวกของฉันซะ
…อ๊ะ เจ้าคนที่ไม่มีมือนั่นหน้าคุ้น ๆ…
โซนาตานึกออกแล้วว่าเขาคือลูกชายนักการเมืองชื่อดัง ชายร่างท้วมคนนี้เคยลวนลามผู้หญิงในไนท์คลับที่เขาเป็นเจ้าของ ลูกน้องของโซนาตาก็เลยตัดมือของชายคนนี้ทิ้ง
โซนาตาไม่คิดว่ามันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่โต อีกฝ่ายเป็นแค่พวกสารเลวที่ก่อคดีนับไม่ถ้วนแต่อาศัยอิทธิพลของพ่อคุ้มหัวมาตลอด เขายื่นเสนอความช่วยเหลือในการสร้างมือใหม่ให้เพื่อจบเรื่อง แต่พ่อผู้มีเส้นสายมากมายในธุรกิจมืดไม่ยอมรับ
“ตอนนั้นตายไปราวสามร้อยคนได้” โซนาตาพึมพำ เขาคิดว่าโชคดีที่จบเรื่องโดยไม่มีความเสียหายอะไรมาก
แน่นอนว่ากฎหมายของมนุษย์ใช้กับไซเลนเซอร์ไม่ได้ พวกเขาอยู่นอกเหนือกฎที่ดราโกเนียนสร้างขึ้นมาเพื่อควบคุมมนุษย์ ไซเลนเซอร์คือตัวตนที่เป็นรองเพียงดราโกเนียน พวกเขามีสิทธิที่จะฆ่ามนุษย์คนใดก็ได้ตราบใดที่มนุษย์คนนั้นไม่ใช่ทรัพย์สินของไซเลนเซอร์หรือดราโกเนียน
ผู้คนมากมายที่เขาตัดสินว่าเกินเยียวยา และผู้คนอีกมากกว่านั้นที่ตายเพราะเขาทำตามหน้าที่ มันคือสาเหตุของวิญญาณแค้นจำนวนหลายหมื่นล้านที่จ้องจะเอาชีวิตเขา
แต่พวกเขาก็ทำอะไรไม่ได้เลย วิญญาณเหล่านี้ไม่อาจเรียกตนเองได้ว่า “ผู้บริสุทธิ์” พวกเขาไม่ได้มีพลังงานที่แข็งแกร่งแต่ดั้งเดิมเหมือนปีศาจในเนเธอร์เวิลด์ และก็ไม่ได้มีความชอบธรรมอย่างที่กำลังหลอกตัวเอง พวกเขาโดนคำพูดของโซนาตาหลอกหลอนว่าตนเองเป็นแค่เศษสวะที่ชั่วช้าและไม่มีสิทธิ์มาเรียกร้องใด ๆ ทั้งแต่แรก
“ทำไมเจ้านี่มีพลังขนาดนี้” เสียงวิญญาณแค้นตนหนึ่งคร่ำครวญ เขากำลังถูกร่างแยกของโซนาตาฉีกออกเป็นชิ้น ๆ แค่โซนาตาคนเดียวก็ไม่มีทางรับมือแล้วแต่อีกฝ่ายกำลังเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่องราวกับไวรัส
“ทั้งที่มีวิญญาณแค้นจากคนทั้งดาว ทำไมมันถึงไม่กลัวเลย”
“มันเป็นสัตว์ประหลาด ช่วยด้วย” ปีศาจตนหนึ่งร้องเสียงหลง
“พวกแก มันซวยเองที่มาตอนที่ฉันกำลังโกรธ” โซนาตาเงยมองเหล่าวิญญาณหลายหมื่นล้านดวงที่เขาเข่นฆ่า เขาจำได้แล้วว่าอะไรคือสาเหตุของความขุ่นมัวที่หลงเหลืออยู่ มันคือใบหน้าของหญิงสาวที่มีครึ่งล่างของแมงมุม และสัตว์ประหลาดหน้าลิงที่ใช้สายฟ้า “ระบายอารมณ์กับพวกสวะแบบพวกแกเสร็จแล้ว ฉันยังมีบัญชีที่ต้องไปปิดกับไอ้สองตัวนั่นอีก”
“อย่าคิดว่าจะมีแต่วิญญาณมนุษย์นะ” ปีศาจที่ตัวเป็นคนแต่มีใบหน้าเหมือนม้ากระโดดลงมาเบื้องหน้าโซนาตา
“ช้า!” โซนาตาใช้มือเปล่าคว้าใบหน้าปีศาจตนนั้นและกดลงกับพื้น ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากจนอีกฝ่ายไม่สามารถตอบโต้อะไรได้เลย
การรับรู้เกี่ยวกับเวลาในโลกนี้ผิดไปจากข้างนอก โซนาตาจึงไม่แน่ใจว่าเขาต่อสู้มานานแค่ไหนแล้ว ศัตรูยังคงทยอยเข้ามาแบบไม่รู้จักจบจักสิ้นแต่เขาเองก็ไม่คิดเลยสักนิดว่าจะแพ้ ยิ่งสู้ก็ยิ่งฮึกเหิม ยิ่งทำลายอีกฝ่ายเขาก็ยิ่งรู้สึกสนุก
“พอเถอะครับ”
โซนาตาไม่ได้ใส่ใจกับเสียงที่แทรกมา ตอนแรกเขาคิดว่าคงเป็นเสียงดวงวิญญาณสักดวง แต่เมื่อได้ยินซ้ำอีกครั้งเขาก็รู้ว่าไม่ใช่ เสียงนี้มาจากดาบดำที่อยู่ข้างเอวของเขาเอง
“หยุดเถอะครับ อย่าทำพวกเขาอีกเลย” เสียงชายหนุ่มที่อ่อนโยนดังขึ้นจากดาบ
“นายเป็นใคร” โซนาตาถาม แต่เขาไม่ได้หยุดมือ หมัดยังคงถูกเหวี่ยงออกไปทั่วพร้อมกับวิญญาณจำนวนมากที่ถูกระเบิดออกเพราะเรี่ยวแรงเหนือมนุษย์
“ผม… ” เขาพยายามบอกชื่อแต่เสียงของเขาถูกกลืนหายไปในความวุ่นวาย
แล้วตอนนั้นเองที่โซนาตาเข้าใจ เขาคือชายหนุ่มผมสั้นสีดำผู้มีสายตาหม่นหมอง ชายผู้นี้คืออดีตเจ้าของดาบดำนั่นเอง
“ผมขอร้อง ปล่อยพวกเขาไปเถอะครับ คนพวกนี้ทุกข์ทรมานมามากแล้ว”
“ฉันไม่ได้อยากมาบู๊ที่นี่สักหน่อย เจ้าพวกนี้มันวอนหาเรื่องเอง”
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฝีมือของดาบหรือพวกวิญญาณแค้นพบว่าการต่อสู้ครั้งนี้พวกตนไม่มีโอกาสชนะ ไม่นานนักวงล้อมของวิญญาณก็ขยายออก จำนวนวิญญาณลดลงไปจนบางตา ถึงจะไม่ได้หายไปทั้งหมดแต่ก็ไม่มีตนใดมีทีท่าว่าจะโจมตีเข้ามาอีก
“ไม่ต้องกังวลแล้วครับ พวกเขาจะยอมแพ้”
โซนาตาเหล่มองอย่างไม่ไว้ใจนัก “เอาเถอะ ถ้ายอมถอยกลับไปก็จะยอมอโหสิให้ก็ได้”
“ต้องเป็นฝ่ายเราให้อภัยต่างหาก” เสียงขัดคอดังแว่วมาจากบรรดาวิญญาณ พวกเขายังไม่อยากจบแต่เวลาสำหรับให้ล้างแค้นกำลังจะหมดลง และโซนาตากำลังจะกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง
ท้องฟ้ามืดมิดกำลังถูกย้อมด้วยแสงสีแดงเลือด ความฝันของโซนาตาและโรมิเอลกำลังสิ้นสุดลง ฝ่ายหนึ่งโล่งใจที่เขาตื่นขึ้นมาและพบกับผองเพื่อนสี่ชีวิต แต่อีกฝ่ายรู้สึกราวกับท้องฟ้าถล่มลงมาเมื่อพบความจริงที่ว่าพวกพ้องคนสำคัญของตนจากไปอย่างไม่มีทางกลับ
“สองคนนั้นสั่งเสียเอาไว้ พวกเขาอยากให้ข้า…” บรอลยื่นผ้าห่อดาบที่หักทั้งสองเล่มให้โรมิเอล เขามองมันอย่างเหม่อ ๆ
“ต้องทำอะไรก็ทำเถอะ” เสียงของโรมิเอลแผ่วเบา ความรู้สึกตอนที่รู้ว่าทั้งหมู่บ้านถูกทำลายจนหมดย้อนกลับมาอีกครั้ง มันเป็นความรู้สึกที่ไม่สามารถบอกได้ว่าคือความเศร้าหรือความโกรธแค้นจนถึงขีดสุด
บรอลกินซากดาบทั้งสองเล่มเข้าไป วิญญาณดั้งเดิมของเดลฟิเดียและเวอร์ลีนไม่ได้อยู่ในนั้นแล้วแต่บรอลรับรู้ว่าพวกเขาจะยังคงทิ้งบางส่วนเอาไว้ในร่างของตน มันเป็นจุดจบสุดท้ายที่โรมิเอลไม่มีทางเลือกนอกจากทำใจยอมรับ
โซนาตามีเรื่องที่ต้องคุยหารือกับปีศาจเจ้าของร่ม แต่เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายเพิ่งสูญเสียสิ่งสำคัญไปและมันไม่ใช่เรื่องฉลาดที่จะพูดเรียกร้องสิ่งใดในเวลาที่ไม่เหมาะสมแบบนี้
“เร่งรัดไปก็ไม่ช่วยอะไร” โซนาตาตัดสินใจพัก เครื่องติดตามที่เขาแอบติดไว้ที่เชอรีสบอกว่าเธอเบี่ยงทิศทางจากโคลดาเรียไปทางอื่น เขาคาดว่าเจ็ดปีศาจสงครามคงทำให้เธอเตลิดไป พวกเขาจับเธอไม่สำเร็จ
“แถวนี้ยังได้รับอิทธิพลจากพลังของกลาเซียและก็ใกล้กับโคลดาเรียเกินไป พวกเราควรหาที่ตั้งหลักใหม่ที่ปลอดภัยกว่านี้” ดีวานเสนอ
“ที่เนเธอร์เวิลด์ไม่มีที่ไหนที่ปลอดภัยทั้งนั้นแหละ” เจเนวีฟไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้ อย่างน้อยแถวนี้ก็ไม่มีพื้นที่ลุกเป็นไฟ ฝนกรด และก็มีพวกอันเดดน้อยกว่าที่อื่นที่พวกเธอผ่านมา
“โซนาตา นายเองก็คิดเหมือนกันใช่ไหม” อัลโตหันไปถามโซนาตา “ในสถานการณ์แบบนี้เรามีโอกาสพาตัวเชอรีสกลับน้อยมาก”
“เดี๋ยวสิ ทำไมนายรีบด่วนสรุปแบบนั้น” เวเนโวยวายแทรก
“ทุกครั้งที่เราเกือบจับเธอได้ มันจะเป็นการไล่ต้อนให้เธอดึงพลังออกมามากขึ้น ยิ่งตอนนี้มีหลายฝ่ายเข้ามาแทรกแซง บางทีอีกไม่นานนี้เธอคงจะกลายเป็นห้าหรือหกหางแล้ว” โซนาตาอธิบาย
“มันต้องมีเรื่องที่พวกเราทำได้สิ” ดีวานยังคิดแผนไม่ออก แต่เขาแน่ใจว่าทางออกยังมีอยู่เสมอ
“ฉันคิดว่าเธอคงจะกลายเป็นเก้าหางเร็ว ๆ นี้แหละ ข้อดีคือเราจะไม่ต้องกังวลว่าเธอจะถูกพวกที่ตั้งใจฆ่าจัดการได้ง่าย ๆ แต่พวกเราเองก็คงหมดสิทธิเอาชนะด้วยเช่นกัน เว้นแต่ว่าจะกลับไปรวมตัวกับกลุ่มของด็อค”
“จริงด้วย เรามีมิเนอร์วานี่นา” เวเนตาเป็นประกายเมื่อพูดถึงยานลำใหม่ อลินาเล่าให้ทุกคนฟังเป็นฉาก ๆ ว่ายานลำนี้สุดยอดขนาดไหน ถ้ามีมันและพวกอลินา ต่อให้เป็นเชอรีสในร่างสมบูรณ์ก็ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้ที่จะจับเป็น”
“งั้นที่ดีวานว่ามาก็อาจจะเป็นความคิดที่ดี ถ้าต้องรอก็ควรหาที่ปลอดภัยกว่าที่นี่” อัลโตครุ่นคิด “บางทีหมู่บ้านลอสวิลล์อาจจะปลอดภัยที่สุด”
“นั่นสิ อย่างน้อยมาริโซลก็ไม่มองเราเป็นศัตรู ที่นั่นอาจจะปลอดภัยกว่า…” เวเนเริ่มคล้อยตาม
“ป่านนี้พวกอันเดดอาจจะกลับมาเต็มหมู่บ้านแล้วก็ได้ อย่าลืมสิว่ามันคือเขตปกครองของเรวาเรนท์”
โซนาตาปล่อยให้ทุกคนถกปัญหากันอย่างเต็มที่โดยไม่ได้ออกความเห็นเพิ่มเติมอีก เขาเหลือบไปเห็นโรมิเอลยืนนิ่งอยู่ด้านนอกโดยมีเพียงบรอลเป็นเพื่อน จึงลุกตามออกไป
“หายดีแล้วเหรอ” โซนาตาทัก อีกฝ่ายเหลือบมองและพยักหน้าให้เล็กน้อย
“นายก็หายแล้วสิ เวทมนตร์และยาของพวกมนุษย์นี่ใช้ได้ผลดีนะ” บรอลได้โอกาสก็เริ่มพูดจ้อ
“พวกนายจะทำอะไรกันต่อ จะตามล่าเชอรีสอีกหรือเปล่า”
โรมิเอลกดสายตาลงต่ำ ดวงตาสีแดงของเขาไม่ได้ลุกโชนด้วยความโกรธแต่กลายเป็นสีหมองเพราะความเศร้า เขาเองก็ไม่รู้ว่าควรทำอะไรต่อไป ความโกรธแค้นที่มีให้โคลดาเรียและพวกเดมอนลอร์ดทั้งเจ็ดยังไม่หายไป แต่เมื่อนึกถึงพรรคพวกที่เคยอยู่เคียงข้างเขาก็รู้สึกหมดเรี่ยวแรง
“เป้าหมายของเรายังไม่เปลี่ยน ต้องขัดขวางไม่ให้โคลดาเรียได้ตัวเธอไป” บรอลตอบ “แล้วพวกนายล่ะ เป็นไงมาไงถึงได้มาอยู่ตรงนี้ได้”
โซนาตาตัดสินใจเล่าเรื่องของเขาก่อน มันเริ่มตั้งแต่ที่พวกเขาหลุดเข้ามาติดในโลกนี้จากการเผชิญหน้ากับเซอร์เรียน การพบกับเฮอร์มิตและประตูแห่งความว่างเปล่าที่มารู้ภายหลังว่าคือทางเข้าสู่เนเธอร์เวิลด์ เรื่องราวของเขาน่าเหลือเชื่อแต่โรมิเอลกับบรอลไม่ได้รู้สึกสงสัยเลย เพราะทั้งคู่เห็นแล้วว่าชายคนนี้มีทั้งทักษะ อาวุธยุทโธปกรณ์ และประสบการณ์ในระดับที่มนุษย์ทั่วไปไม่มีทางมีได้
แล้วก็เป็นฝ่ายของบรอลที่เริ่มเล่าบ้าง แม้ว่าจะผ่านมาแล้วเกือบห้าพันปีแต่ความทรงจำในช่วงนั้นยังดูสดใหม่เหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ ช่วงที่ใช้เวลากับสองพ่อลูก เวอร์ลีนและเดลฟิเดีย ช่วงเวลาสั้น ๆ นั้นคือช่วงเวลาเดียวที่พวกเขารู้สึกได้ถึงการใช้ชีวิตจริง ๆ
“นายเป็นครึ่งปีศาจสินะ แล้วก็เลยได้ข้อดีของปีศาจและมนุษย์มา อายุขัยที่ยืนยาวของปีศาจ กับความสามารถในการพัฒนาเพื่อให้ทะลุขีดจำกัดของมนุษย์”
“นายนี่ตาแหลมจริง! นั่นแหละคือความลับของโรมิเอลล่ะ จากปีศาจที่อ่อนแอที่สุดแต่ฝึกฝนจนถึงระดับที่ตีกับเจ็ดปีศาจสงครามหรือขุนพลของโคลดาเรียได้”
“พูดมากเกินไปแล้วนะ” โรมิเอลกระแอมเพื่อให้บรอลหยุดปากสว่าง แน่นอนว่าไม่ได้ผล
“นี่…” โซนาตาฉีกยิ้ม
“หืม”
“นายน่ะ มาเป็นพวกฉันเถอะ”
“ว่าไงน้าาา” บรอลร้องดังจนกลบเสียงโรมิเอลมิด
“ฉันถูกใจนาย ฝีมือก็ดี รักพวกพ้อง พลังพิเศษก็น่าสนใจ พวกเราน่าจะเป็นเพื่อนกันได้นะ”
โรมิเอลหน้าแดงโดยที่ตัวเขาเองก็แปลกใจ เพราะถูกชมหรือเพราะไม่เคยมีใครมาขอเป็นเพื่อนตรง ๆ แบบไหนเขาก็ไม่สามารถอธิบายได้ ในใจเขาเองก็รู้สึกได้ด้วยว่าอีกฝ่ายมีแรงดึงดูดที่ไม่เหมือนใคร
“อย่ามาพูดจาซี้ซั้วนะ ทำไมฉันจะต้องไปญาติดีกับนายด้วย ก่อนหน้านี้ที่ต้องร่วมมือกันก็เป็นเพราะสถานการณ์มันพาไป”
“พูดเอาแต่ใจจริงนะ” โซนาตากอดอกมอง “ฉันตัดสินใจแล้ว ต่อไปนี้นายคือสมาชิกกลุ่มอะบีส”
“โรมิเอล หมอนี่ไม่ได้ฟังนายพูดเลยแฮะ”
“รับรองว่าไม่ขาดทุนแน่ นายอยากแก้แค้นฉันก็จะช่วยมอบโอกาสนั้นให้ ยังไงซะการมีที่สถานที่ให้กลับน่ะมันย่อมดีกว่าแน่นอน”
“…” โรมิเอลพูดไม่ออก เขาไม่ได้จะยอมรับขอเสนอแต่เถียงไปก็คงจะไม่ชนะอยู่ดี
…เอาเถอะ จนกว่าจะบรรลุเป้าหมายก็แล้วกัน…
แล้ววันนั้นกลุ่มอะบีสก็ได้ “โรมิเอล” และ “บรอล” สองร่างแต่หนึ่งวิญญาณ มาเป็นสมาชิกใหม่ของกลุ่ม พวกเขาไม่รู้เลยว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของกงล้อแห่งชะตากรรมที่กำลังขับเคลื่อนไป ในวันหนึ่งพวกเขาจะเข้าใจว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ความบังเอิญ แต่มันคือบทละครที่ถูกใครบางคนกำหนดเอาไว้แล้วเพื่อให้พวกเขาได้มาพบกัน