Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 8 : อาละวาดในเมืองหลวง
“พวกเซอร์เรียนสร้างซิงกูราลิตี อาจเพราะพวกมันกำลังทดลองเกี่ยวกับการย้อนเวลา ถ้าลองเชื่อว่าพวกนั้นย้อนมาก่อนพวกเราได้จริง ๆ และสร้างอารยธรรมของซีนขึ้น มันก็จะตอบคำถามได้หลาย ๆ อย่าง” โซนาตาบอกกับอัลโตตอนที่เวเนและเจเนวีฟปล่อยพวกเขาไว้ตามลำพัง
“พวกนั้นรู้จักอารยธรรมของมนุษย์และดราโกเนียน มันก็ฟังดูสมเหตุสมผลอยู่”
“ถึงจะคาดเดาเป้าหมายที่แท้จริงของพวกมันไม่ได้ แต่ก็มีเพียงพวกมันเท่านั้นแน่ที่สามารถทำอะไรแบบนี้ มันจึงมีความเป็นไปได้สูงทีเดียวที่เรื่องราวจะเป็นแบบนั้น”
“บางทีอาจจะยืนยันได้ด้วยว่าประตูกลางป่าที่พวกเราทำลายไม่ได้ก็เกี่ยวกับเซอร์เรียน”
“ก็อาจจะ…” โซนาตาเกาคาง “ถ้าจริงก็ดีไป เราอาจจะเจออะไรที่ใช้ประโยชน์ในการกลับเวลาเดิม แต่ก็อย่าเพิ่งด่วนสรุปดีกว่า ทั้งหมดมันก็แค่ความเป็นไปได้”
เสียงพูดคุยอย่างไม่ค่อยเป็นมิตรดังขึ้นจากด้านนอกบ้าน จากความตั้งใจแต่แรกว่าจะพาเวเนมาส่งและรีบกลับไปจัดการภารกิจ พวกโซนาตาต้องเปลี่ยนมาหลบซ่อนแทนเพราะทหารกลุ่มหนึ่งเข้ามาคุยกับเจเนวีฟ
โซนาตาลอบมองจากในบ้านด้วยความสนใจ ทหารพวกนี้แต่งกายด้วยชุดสีขาว พวกเขาสวมเกราะห่วงโซ่ทับไว้ข้างนอก แต่ละคนพกทั้งดาบและโล่อันโต
“อัศวินน่ะ” เวเนที่หลบอยู่ในบ้านด้วยกระซิบ “พวกนี้ไม่รู้จักเข็ดหลาบ คราวก่อนข้าก็ให้พวกแฟรีไล่ไปทีแล้ว”
ไม่น่าแปลกใจที่เจเนวีฟจะถูกทหารหนุ่มพวกนี้ตามก้อร่อก้อติก เธอเป็นสาวงามที่หาได้ยากและเป็นเพียงสาวชาวบ้านธรรมดาที่ไม่มีอะไรจะไปรับมือกับคนพวกนี้
“ขอโทษนะจ๊ะหนุ่ม ๆ พวกท่านมีธุระอะไรกับหลานข้ารึเปล่า” หญิงชราเห็นหลานสาวกำลังถูกทหารล้อมหน้าล้อมหลังก็เลยออกมาเจรจาด้วย เธอคือย่าแท้ ๆ ของเจเนวีฟและเป็นสมาชิกคนสุดท้ายในครอบครัวที่เหลืออยู่
“อย่ามาเกะกะน่ายายแก่” หนึ่งในนั้นผลักคุณย่าของเจเนวีฟจนเซ
โซนาตาแตะไหล่อัลโต เขาส่ายหน้าเพราะรู้ว่าเพื่อนคิดอะไร อัลโตเม้มปากพลางพยักหน้า แต่สายตายังจ้องเขม็งไปที่เจเนวีฟและทหารเหล่านั้น
อัศวินหนุ่มออกมายืนประจันหน้ากับหญิงสาว ชุดเกราะของเขาดูสวยงามกว่าคนอื่น แม้จะไม่รู้จัก แต่พวกโซนาตาเดาได้ว่าเขาคงเป็นผู้มียศศักดิ์ต่างจากคนอื่นในกลุ่ม
“คิวริค พาราคอส พระสหายเจ้าชายไบรเดน และยังเป็นอัศวินฝีมือดีด้วย” เวเนให้ข้อมูลเพิ่ม
คิวริคคนนี้อาศัยอำนาจบารมีของตนเพื่อรังแกผู้คนที่ฐานะด้อยกว่าอยู่เสมอ เวเนได้ยินมาว่าเขาเคยแม้แต่ฉุดคร่าผู้หญิงกลางวันแสก ๆ แต่ไม่มีใครที่กล้าเอาความด้วยเพราะเขามีฐานะที่สูงศักดิ์และยังมีเจ้าชายรัชทายาทถือหางให้ เวเนได้ยินเจเนวีฟเล่ามาก่อนว่าหมู่นี้เธอถูกพวกลูกขุนนางตามตื้อ แต่เวเนก็ไม่คิดว่าจะเป็นคิวริคผู้นี้
“เจ้ารู้ใช่ไหมว่าความอดทนของข้ามีจำกัด” อัศวินหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงข่มขวัญ
“ขะ… ข้าต้องขอโทษด้วย” เจเนวีฟเสียงสั่น เธอเห็นภาพคิวริคซ้อนกับเจ้าชายไบรเดน
“ข้าไม่อยากได้คำขอโทษ!” น้ำเสียงเกือบเป็นการตะคอก “ข้าให้โอกาสเจ้าแล้วนะ ไม่เคยมีใครปล่อยให้ข้ารอนานขนาดนี้”
ย่าของเจเนวีฟพยายามเข้าไปไกล่เกลี่ย เธอสัญญาว่าจะเกลี้ยกล่อมหลานและขอให้คิวริคอดทนรออีกสักนิด แต่มันไม่ได้ผล อีกฝ่ายมาพร้อมกับความคิดว่าหากวันนี้ไม่ได้คำตอบที่พอใจเขาก็คิดจะใช้วิธีอื่น
“รู้ใช่ไหมว่านี่คืออะไร” คิวริคหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมา มันคือสัญญากู้ยืมที่ย่าของเธอทำไว้กับพวกปล่อยกู้ คิวริคเพิ่งจ่ายเงินเพื่อย้ายสิทธิ์ความเป็นเจ้าหนี้มาที่เขาแทน
“ท่านไม่มีสิทธิ์ทำแบบนี้นะ” เจเนวีฟเห็นสัญญาก็โวยวายทันที เธอโกรธจนลืมความกลัวหมดสิ้น “พวกเราไม่ได้เป็นหนี้ท่าน และสัญญาก็ระบุไว้ว่าห้ามเปลี่ยนมือ”
“คิดว่าข้าจะสนใจเรื่องหยุมหยิมแบบนั้นเหรอ ต่อไปนี้พวกเจ้าเป็นหนี้ข้า และถ้าไม่จ่ายมาในวันนี้ก็เตรียมไปนอนคุกได้เลย” พูดจบทหารทั้งหลายก็ช่วยกันจับตัวเจเนวีฟและย่าของเธอเอาไว้
“ได้โปรดด” หญิงชราขอร้อง เธอหันไปหาความช่วยเหลือจากชาวบ้านที่ยืนมุงอยู่ แต่ตอนนั้นเอง ทุกคนก็ถอยกลับเข้าบ้านไปอย่างจำใจ พวกเขาเองก็ไม่กล้ามีเรื่องกับพวกขุนนางเช่นกัน
“แต่ข้าไม่ใช่คนโหดร้าย…” คิวริคเห็นสองย่าหลานกำลังสิ้นหวังก็ยิ้มกริ่ม “ถ้าเจ้าตกลงมาเป็นอนุภรรยาของข้า สัญญาแบบนี้จะฉีกทิ้งทันทีเลยก็ได้”
โซนาตาสัมผัสความโกรธได้ เหมือนกระแสน้ำเชี่ยวกรากที่ซ่อนอยู่บนผืนน้ำที่สงบนิ่ง ไม่ใช่ของเจเนวีฟหรือคุณย่าของเธอและก็ไม่ได้มาจากเวเนด้วย ความโกรธรุนแรงมาจากอัลโตเพื่อนของเขานั่นเอง
สำหรับไซเลนเซอร์ที่ถูกฝึกมาให้เป็นนักฆ่าผู้ไร้ความปราณี อัลโตถือว่าเป็นกรณีที่หาได้ยาก เขาอ่อนโยนและเห็นอกเห็นใจผู้อื่น โดยเฉพาะเมื่ออีกฝ่ายเป็นเพียงเด็ก ผู้หญิง หรือคนแก่ที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้
เวเนเห็นท่าไม่ดีจึงตั้งท่าจะพุ่งออกไปช่วยเพื่อน แต่อัลโตเร็วกว่า
ฟุบบบ
ก่อนที่จะห้ามได้ทัน กระสุนจากปืนพกก็ลั่นออกไปแล้ว เป้าหมายคือกระดาษสัญญาที่ยังอยู่ในมือคิวริค กระสุนวิ่งทะลุตัดด้านข้างของกระดาษพอดิบพอดีและคว้านมันจนขาดครึ่ง นี่คือฝีมือของมือปืนระดับพระกาฬที่ทุกคนในจักรวรรดิยอมรับ
“เอาจนได้สินะ” โซนาตาถอนหายใจ “มาถึงขั้นนี้แล้ว อาจจะถึงขั้นต้องฆ่าพวกนี้ปิดปาก”
ไม่ต้องรอให้ฝ่ายคิวริคโวยวายหาว่าเป็นฝีมือใคร อัลโตและโซนาตาเดินออกจากบ้านพร้อมเปิดฉากโจมตีก่อน อัลโตให้โซนาตายืมปืนพกเพราะไม่อยากให้เมืองถูกถล่มด้วยปืนพลังงานสูงอย่างแอนติแมทเทอร์กัน ส่วนเขาก็หันไปใช้ปืนไรเฟิลแทน
อาวุธของทั้งคู่ไม่ใช่ปืนล้ำยุค มันแค่ปืนสมัยเก่าซึ่งเป็นของสะสมของอัลโต แต่ถึงจะไม่ได้มีพลังทำลายเท่าปืนของโซนาตา มันก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะปืนจะเป็นอาวุธที่ดีเยี่ยมหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับฝีมือของคนที่ใช้งานมัน
อัลโตยิง กลิ้งหลบ และยิงซ้ำ ทุกนัดไม่คลาดจากเป้าหมายที่เขาตั้งใจแม้แต่เสี้ยวนาโนเมตร แต่ละนัดเจาะเข้ากะโหลกศีรษะของอัศวินกลุ่มนั้นโดยไม่จำเป็นต้องซ้ำเป้าเดิม แม้แต่รายที่สวมหมวกเหล็ก กระสุนก็วิ่งทะลุผ่านช่องมองเล็ก ๆ เข้าไปได้โดยที่อัลโตไม่แม้แต่เสียเวลาเล็ง
ตรงกันข้ามกับโซนาตา เขาตัดสินใจยิงเข่าทั้งสองข้างของคิวริค แต่นัดที่สามที่เล็งไปที่หัว อีกฝ่ายกลับสามารถยกดาบขึ้นปัดป้องไว้ได้ทัน มันทำให้เขาถึงกับเผลอยิ้มออกมา
“พวกแกเป็นใครวะ” คิวริคตะโกนอย่างเดือดดาล เขาใช้ดาบยันตัวเองเอาไว้ไม่ให้ทรุดลงไป
“หมอนี่ใช้ได้แฮะ ยังยืนอยู่ได้ แถมยกดาบขึ้นปัดกระสุนได้ด้วย”
“รู้รึเปล่าว่าข้าเป็นใคร” พูดจบก็สะบัดดาบใส่โซนาตาที่อยู่ตรงหน้า โซนาตาเงยหน้าถอยออกเล็กน้อยจึงหลบคมดาบได้ทัน
“น่าสนใจ บางทีอาจจะเก่งกว่าพวกทหารพลังจิตในกองทัพเราซะอีก”
“จะฆ่าก็รีบฆ่าเถอะ ดูนั่นสิ แห่กันมาเพิ่มแล้ว” อัลโตเร่ง เขาพบว่าทหารจำนวนมากกำลังตรงมาสมทบ ในกลุ่มใหม่มีทั้งอัศวินและนักธนูอย่างละหลายสิบคน
เวเนมัวแต่ยืนตกใจทำอะไรไม่ถูก ถึงเธอจะพุ่งออกไปก่อนที่จะไตร่ตรอง แต่ก็ไม่ได้ตั้งใจจะให้เรื่องเลยเถิดขนาดนี้
โซนาตาและอัลโตบ้าระห่ำจนน่าตกใจ ถึงกับกล้าก่อเรื่องในเมืองที่มีทหารอยู่ทั่วทุกหนแห่ง และยังเล่นงานพวกขุนนางขนาดนี้ เธอใช้เวลาเรียกสติตัวเองอยู่ครู่ใหญ่ก่อนที่จะตัดสินใจวิ่งเข้าไปเตือนเจเนวีฟและย่าของเธอให้เตรียมตัวหนี
“อยู่ที่นี่ต่อไม่ได้แล้ว หนีกันเถอะ” เวเนเขย่าเจเนวีฟที่กำลังยืนเหม่อทำอะไรไม่ถูก
“แต่จะหนีไปไหนล่ะ” เจเนวีฟหันไปมองคุณย่าของเธอ พวกเธอไม่มีญาติมิตรที่ไหนอีกแล้ว และถ้าต้องหนีเข้าป่าไปกับเวเน คุณย่าที่มีสุขภาพไม่ดีจะทนความลำบากในป่าไหวเหรอ
ลูกธนูจำนวนมากพุ่งผ่านอากาศและร่วงลงมาที่พวกเขา เวเนพยายามอย่างสุดกำลังเพื่อปัดป้องให้ทั้งตัวเองและเพื่อน อัลโตโจมตีสวนไปโดยไม่สนระยะทาง กระสุนของเขาได้รับผลของพลังพิเศษที่สามารถแทรกผ่านทุกอย่าง แรงโน้มถ่วงและแรงต้านอากาศแทบไม่มีผลต่อมัน เขาจึงยิงเก็บนักธนูทีละคนสองคนได้อย่างไม่เป็นปัญหา
โซนาตาใช้นิ้วทั้งห้าเจาะทะลุเกราะของคิวริค จากนั้นจึงยกร่างของเขาขึ้นบังธนู เขาใช้แขนข้างเดียวยกอีกฝ่ายที่ใส่เกราะครบชุดขึ้นสูงราวกับมันไร้น้ำหนัก แต่แม้จะมีโล่มนุษย์ ห่าฝนธนูไม่ได้ลดจำนวนลงเลย ราวกับว่าอีกฝ่ายไม่กลัวว่าจะยิงถูกพวกเดียวกันเอง
ในตอนนั้นโซนาตาและอัลโตได้พบความจริงอีกอย่าง กลุ่มนักธนูพวกนี้เองก็เป็นผู้ใช้เวท ลูกธนูของพวกเขาไม่เพียงแต่เลี้ยว สะท้อน หรือติดตามเป้าหมาย บางครั้งมันก็ผสมเข้ากับเวทมนตร์โจมตีจนกลายเป็นธนูไฟ ธนูน้ำแข็ง และอื่น ๆ อีกมาก
ยิ่งยืดเยื้อ พวกโซนาตาก็ดูเหมือนจะกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบได้ ทหารกลุ่มใหม่สมทบเข้ามาเรื่อย ๆ ในกลุ่มนี้มีพวกนักบวชและจอมเวทรวมอยู่ด้วย บางคนโจมตีด้วยเวทมนตร์โดยตรง บางคนใช้คาถารักษาฟื้นฟูให้กับพวกที่ได้รับบาดเจ็บ
“กระสุนจะหมดแล้ว” อัลโตโยนแมกกาซีนปืนพกอันสุดท้ายให้ “ถอยกันก่อนเถอะ”
“นายพาสาว ๆ หนีไปก่อน เดี๋ยวจะตามไป”
เจเนวีฟรู้ว่าตัวเองเป็นตัวถ่วง เธอไม่สามารถช่วยอะไรได้เลยแต่เธอก็ไม่อยากทิ้งโซนาตาเอาไว้ อัลโตไม่มีทางเลือกจึงต้องใช้กำลังดึงตัวเธอไปด้วย เขาพาเวเนและสองยายหลานวิ่งหายเข้าไปในกำแพง
โซนาตาเตะร่างของคิวริคกระเด็นกระดอนไป เขากระโดดขึ้นสูงโดยใช้ลูกศรที่ลอยมาเป็นฐานส่ง สายตาของเขาจับจ้องไปที่นักเวทกลุ่มหนึ่ง พวกเขาห้าคนกำลังรวมตัวกันเพื่อร่ายเวทบทหนึ่ง
บางครั้งเมื่อจอมเวทต้องการใช้เวทมนตร์ที่คนเพียงคนเดียวไม่สามารถทำได้ พวกเขาจะรวมกลุ่มกันร่ายคาถา การที่ต้องใช้จอมเวทถึงห้าคนร่วมกันร่ายเวทเป็นหลักฐานว่าเวทมนตร์ที่พวกเขาจะใช้เป็นของที่ไม่ธรรมดา
แต่โซนาตาอยู่ในระยะแล้ว
…สตีลมายด์…
ความรู้สึกของอีกฝ่ายทะลักเข้ามาในจิตใจ มันไม่ได้มีเพียงความโกรธ ความกลัว หรือสารพัดความรู้สึกในตอนนั้นเท่านั้น สัมผัสของพลังพิเศษที่คนเหล่านี้กำลังจะใช้ก็เช่นกัน และก่อนที่อีกฝ่ายจะร่ายเวทได้สำเร็จ โซนาตาก็เข้าใจมันอย่างทะลุปรุโปร่ง เขารู้แม้แต่ชื่อของเวทมนตร์นั้นก่อนที่อีกฝ่ายจะพูดออกมา
“กิกะวินด์” โซนาตาตะโกนอย่างสะใจ เวทมนตร์แรกที่เขาใช้มาจากการก็อปปี้อีกฝ่าย ลมสลาตันก่อตัวขึ้นโดยมีเป้าหมายที่จอมเวททั้งห้า แล้วพริบตาต่อมามหาพายุก็เล่นงานบริเวณนั้นจนพังพินาศ ตึกรามบ้านช่องถูกฉีกทึ้ง ทหารและผู้คนมากมายถูกพัดจนลอยไป โซนาตาพยายามควบคุมความเสียหายให้อยู่แค่พวกทหารแต่เขาก็ทำได้ไม่ดีนักเพราะพลังของพายุเสื่อมลงทันทีเมื่อเป้าในการใช้พลังที่เลียนแบบมาถูกพัดปลิวหายไปแล้ว
ด้านอัลโต พวกเขากำลังหลบอยู่ในอาคารหลังหนึ่ง พวกเขาหยุดพักเพื่อให้เวเนทำการรักษาคุณย่าของเจเนวีฟ ระหว่างการหลบหนี เธอถูกลูกหลงจากการโจมตีบาดเจ็บอาการสาหัส
“บ้าจริง ฉันพลาดเอง” อัลโตกัดฟันแน่นด้วยความเจ็บใจ มันเป็นเวลาแค่เสี้ยววินาทีที่เขาประมาท เมื่อเห็นว่าลูกธนูไม่สามารถทำอะไรอัลโตได้ ทหารบางคนจึงหันไปเล็งใส่เป้าที่ง่ายกว่าแทน แล้วอัลโตที่มัวแต่ช่วยเจเนวีฟก็พลาดไป
เวเนอยากต่อว่าเขา แต่เธอไม่มีเวลาให้ทำแบบนั้น เธอกำลังใช้เวทมนตร์รักษาร่วมกับพวกแฟรี แผลของคุณย่าหนักหนาเพราะนอกจากลูกธนูจะทะลุปอดแล้ว มันยังอาบไปด้วยเวทมนตร์ที่ต่อต้านการรักษาด้วยเวท
“เวทมนตร์ของเวเนและผงปีกของแฟรีรักษาแผลได้ คุณย่าแข็งใจไว้ก่อนนะคะ” เจเนวีฟประคองย่าเอาไว้ เธอพยายามกลั้นน้ำตาอย่างสุดความสามารถแต่ไร้ประโยชน์
“ขอโทษนะ ย่าน่าจะดูแลเจ้าได้ดีกว่านี้” คุณย่าของเธอไม่แสดงอาการเจ็บปวดออกมาเลย เธอลูบหัวหลานรักด้วยความเอ็นดู
ตูมมมม
กำแพงด้านหนึ่งถูกทำลายลง ทหารหุ้มเกราะร่างใหญ่พุ่งเข้ามาถึงสามคน คนแรกถูกอัลโตที่รอสวนอยู่แล้วโจมตีจนลอยกลับไปทางเดิม
แม้พวกทหารจะถูกเล่นงานไปมากแต่กำลังเสริมที่มาใหม่กลับมากกว่า เหล่าแม่ทัพขุนพลที่แข็งแกร่งกว่าคิวริคก็เริ่มปรากฏตัวให้เห็น อัลโตถ่วงเวลาจนลมหายใจสุดท้ายของคุณย่าหมดลงแล้ว จึงถูลู่ถูกังพาเวเนและเจเนวีฟออกจากจุดนั้นเพื่อหนีให้พ้นการถูกตามล่า
ศพของคุณย่าถูกพวกแฟรีนำไปเก็บไว้ในผลึกที่หัวไม้เท้า เอาไว้ให้เจเนวีฟทำพิธีอาลัยในภายหลัง
โซนาตาตามมาสมทบพร้อมกับอัศวินอีกโขยงหนึ่งที่วิ่งตามมาติด ๆ เขาโบกไม้โบกมือส่งสัญญาณให้อัลโตเตรียมพร้อมสำหรับการบุกทะลวงออกไป
สิ่งไม่คาดฝันเกิดขึ้น มีการโจมตีมาจากฝ่ายที่สาม นักรบจำนวนหนึ่งที่แฝงตัวกับประชาชนหันเข้าเล่นงานทหาร พวกเขาช่วยกันเปิดทางให้กับพวกโซนาตา
“ทางนี้ เร็ว!” ชายร่างใหญ่กวักมือเรียก
ไม่มีเวลาคิดแล้ว พวกโซนาตาตัดสินใจวิ่งไปตามทางที่คนกลุ่มนี้ช่วยเปิดทางให้
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วจนแทบตามไม่ทัน นักรบไม่ทราบสังกัดช่วยเปิดทางและพาโซนาตาวิ่งหนีไปในตรอกซอกซอยอันซับซ้อน จากนั้นพวกเขาส่วนหนึ่งก็พาโซนาตาไปถึงทางลับใต้ดิน แม้จะไม่น่าไว้ใจแต่โซนาตาก็ตัดสินใจวัดดวงกับคนเหล่านี้
ทางลับที่วกวนพาพวกเขาทะลุออกมาบริเวณป่านอกเมือง ป่าบริเวณนี้ ทั้งเจเนวีฟและเวเนต่างไม่คุ้นเคยเพราะมันอยู่ในพื้นที่เฝ้าระวังของเมืองหลวงทำให้ทั้งสองไม่เคยได้เหยียบย่างเข้ามา
“เดี๋ยวเราจะขึ้นเขานี่ขึ้นไป เดินตามมาดี ๆ ก็แล้วกัน กับดักมันเยอะ” ชายร่างใหญ่เตือนไว้ก่อน เขายังไม่แนะนำตัวหรือพูดอะไรเกี่ยวกับกลุ่มของตัวเองแม้แต่น้อย ที่พอให้รายละเอียดไว้บ้างคือเกริ่นว่าหากได้คุยกับหัวหน้าของเขา ก็จะเข้าใจเองถึงเหตุผลที่พวกเขาเข้าช่วยเหลือ
“ต้องเป็นพวกเคออสแน่ ๆ” เวเนกระซิบกับเจเนวีฟ เธอพยักหน้าหงึก ๆ ไม่ตอบอะไร ในหัวเธอตอนนี้ยังมีแต่เรื่องของคุณย่าที่เพิ่งจากไป และเรื่องที่ตอนนี้เธอไม่มีญาติที่ไหนเหลืออีกแล้ว
“เคออส” โซนาตาเลิกคิ้วขึ้น
…อาา รู้สึกว่าจะมีเรื่องสนุกอีกแล้วสินะ…