Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 71: โล่มังกรดำ
ดีวานพยักหน้า เขายืนเอาแรงเพิ่มอีกเล็กน้อยก็เดินกลับมาหาอัศวินแวมไพร์ผู้ใช้โล่มังกรดำอีกครั้ง ในคราวนี้เขาตัดสินใจถอดเกราะทั้งหมดออก
“ดูถูกกันหรือไง”
ดีวานไม่ได้คิดจะลบหลู่คู่ต่อสู้ เขาทำไปเพราะต้องการเพิ่มความคล่องตัวเท่านั้น เขาจำเป็นต้องเร็วกว่าเดิมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วการโจมตีระลอกใหม่ก็เริ่มขึ้น
มาจินาถูกดาบฟันใส่จนขาดครึ่ง ร่างวิญญาณของเธอไม่ได้ช่วยให้เธอหลบเลี่ยงจากความเสียหายได้ ดาบของโรมิเอลนั้นเคลือบแฝงไว้ด้วยความรู้สึกที่รุนแรง ความโกรธ ความเศร้า ความเจ็บปวดถูกถ่ายทอดผ่านการโจมตีนั้น
“ข้านึกออกแล้ว แกคือปีศาจเร่รอนที่เขาล่ำลือกัน”
“…” โรมิเอลไม่ตอบ เขาเพียงเหลือบมองเธอด้วยหางตา
“ข้าเข้าใจว่าแกจ้องโจมตีเฉพาะพวกโคลดาเรีย ทำไมถึงได้มายุ่งกับเรื่องของเรวาเรนท์ด้วย”
“ขอโทษที โดนเพื่อนใหม่ขอร้องมาน่ะ” บรอลโผล่ใบหน้าออกมาจากดาบ มันทำให้โรมิเอลต้องใช้กำปั้นเคาะเขาเพื่อให้หายไป
“แฟรีคาร์นิวาล” เวเนร่ายเวทชุบชีวิตสหายแฟรีตัวน้อย เป็นครั้งแรกที่เธอต้องใช้เวทลับบทนี้เป็นครั้งที่หกในวันเดียว แม้แต่ในสงครามระหว่างเอเทเซียกับเรวาเรนท์เธอยังไม่ต้องทำขนาดนี้
ต้องขอบคุณ ยาฟื้นพลังเวทจำนวนมากที่โซนาตาตุนเอาไว้ก่อนมาที่เนเธอร์เวิลด์ เขาพกยามาเยอะขนาดนี้ได้เพราะฝากส่วนใหญ่ไว้ที่โลกของแฟรี และด้วยเหตุนี้เหล่าแฟรีจึงได้รับหน้าที่เพิ่ม พวกเขาและเธอไม่เพียงแค่ก่อกวนศัตรูเท่านั้นแต่ยังคอยส่งบรรดายาเหล่านี้ให้กับทุกคน โดยเฉพาะเจเนวีฟที่สาดเวทใส่ทุกอย่างโดยไม่ยั้งมือ
ทหารจำนวนหลายหมื่น เหลือเพียงหนึ่งในสามหลังจากผ่านมาเพียงแค่สองชั่วโมง และเหล่าขุนพลที่มีฝีมือก็เหลือเพียงแค่พอนับนิ้วได้
ดีวานเพิ่งรู้นามของศัตรูที่เขาต่อสู้มาตลอด ขุนพลแวมไพร์ชื่อเบอร์เจนทำให้ดีวานหนักใจในช่วงแรก โล่มังกรดำที่ศัตรูใช้สามารถดูดกลืนและสะท้อนการโจมตีได้ทุกรูปแบบ แต่เมื่อจับทางได้ดีวานก็พบว่ามันไม่ได้ไร้เทียมทานอย่างที่เข้าใจ
แรงกระแทกราวหนึ่งในสิบถูกส่งผ่านไปที่ศัตรู และเมื่อเจอกับความเร็วที่เหนือกว่ามาก น้ำหนักและความเทอะทะของโล่ก็สร้างปัญหา แวมไพร์อย่างเบอร์เจนแน่นอนว่ามีกำลังมากกว่ามนุษย์หลายสิบหลายร้อยเท่า ตัวเขาไม่เคยคิดว่าโล่มังกรดำถ่วงให้เขาช้าลงแต่อย่างใด มันไม่ใช่เรื่องผิดที่เขาคิดแบบนั้น เรื่องนี้หากต้องโทษใครสักคนก็คงเป็นที่ดีวานเอง เขาเร็วจนเกินไป มันทำให้ความแตกต่างของน้ำหนักโล่ส่งผลขยายใหญ่ขึ้น
แขนของเบอร์เจนถูกตัดจนขาดกระเด็น เส้นเลือดจากแผลของเขาขยับได้เหมือนรยางค์ มันพุ่งเข้ารัดแขนที่กระเด็นไปไกล แขนของเขาควรจะกลับมาต่อที่เดิมถ้าไม่เพราะเพลิงสีดำกำลังก่อตัวขึ้นที่เส้นเลือดเหล่านั้น
ที่ร้ายแรงกว่านั้นคือแขนข้างที่ขาดมันคือแขนซ้ายที่เขาใช้ถือโล่มังกรดำ เบอร์เจนคิดได้ช้าไปว่าเขาควรจะหยิบโล่ขึ้นมาด้วยมือขวาแทน กว่าที่จะสำนึกได้ว่าพลาด แขนขวาของเขาก็มีสภาพเดียวกัน มันถูกตัดกระเด็น
“ยอดเยี่ยม” เบอร์เจนยิ้ม เขาทำทุกอย่างที่ทำได้แล้วจึงยอมรับความพ่ายแพ้โดยดี
“เจ้าก็ยอดเยี่ยมเช่นกัน” ดีวานฟันฉับลงไป เพลิงทั้งขาวและดำลุกไหม้ท่วมร่างอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว เขาหวังเพียงว่ามันจะทำให้ศัตรูจบชีวิตลงโดยเจ็บปวดน้อยที่สุด
ขุนพลฝีมือดีถูกทำลายไปอีกหนึ่ง ส่วนดีวานก็ยึดโล่ของเบอร์เจนมาเป็นของตัวเอง การต่อสู้ยังไม่จบลงง่าย ๆ และเขาจะทำทุกอย่างเพื่อให้แน่ใจว่าตนเองแข็งแกร่งขึ้น
“โล่ใหม่สวยดีนะ” อัลโตว่าพลางรับอาวุธที่เขาฝากไว้กับเวเน เครื่องยิงจรวดของเขาระเบิดหัวมังกรโครงกระดูกจนกระจุย ลดอีกหนึ่งตัวปัญหาที่คอยบินโฉบไปมาในสนามรบ
“โล่มังกรดำ” ดีวานตอบ “แต่ชุดเกราะเก่าพังไปแล้วคงต้องหาใหม่”
“นั่นไง ชุดเกราะใหม่” เวเนชี้ไปที่นักรบร่างโต เขาน่าจะเป็นหนึ่งขุนพลของเรวาเรนท์ แต่ว่าเขาไม่เหมือนพวกอันเดด ปีศาจตนนี้มีใบหน้าของเสือแต่มีรูปร่างเหมือนมนุษย์
เจเนวีฟกระดกยาที่แฟรีนำมาให้อีกขวด พลังเวทที่เหือดแห้งไปแล้วกลับมาเต็มเปี่ยมอีกครั้ง เพดานของพลังเวทของเธอก็สูงขึ้นทุกครั้งที่เธอฝืนร่ายเวทระดับซ้ำแล้วซ้ำอีก ในที่สุดเธอก็สามารถใช้เวทมนตร์บทใหม่ได้
ไม่เหมือนกับเวเนที่ต้องเรียนรู้เวทมนตร์จากตำราหรือใครสักคนสอน แวมไพร์หลาย ๆ ตนสามารถเรียนรู้เวทมนตร์ได้เองหากเขาหรือเธอมีพื้นฐานที่แก้กล้าพอ บางส่วนได้มาพร้อมกับอายุที่ผ่านพ้นไป บางส่วนได้มาระหว่างการต่อสู้ สำหรับเจเนวีฟที่ได้เลือดลงอาคมจากอนาทิลดา เธอมีตบะเทียบเท่ากับแวมไพร์อายุหลายร้อยปีตั้งแต่ลืมตาตื่นขึ้นในฐานะแวมไพร์
ศัตรูที่ต้องรับมือลดลงจนเหลือเพียงหนึ่งในสิบแล้ว โซนาตาแน่ใจว่าต่อให้จัดการกับที่เหลือจนหมดเลเวลของพรรคพวกคงจะสูงกว่านี้ไม่ได้มากนัก ดีวานในตอนนี้มีเลเวลอยู่ที่หนึ่งร้อยสี่สิบซึ่งแทบไม่ต่างจากไซเลนเซอร์มากนัก ส่วนเจเนวีฟเองก็ก้าวเข้าสู่เลเวลแปดสิบหมาด ๆ หลังจากที่เธอเอาชนะเจ้าครึ่งหมาป่าครึ่งแวมไพร์ได้
เวเนกลายเป็นคนที่รั้งท้ายสุด เลเวลของเธอเพิ่งหกสิบห้า มันอาจจะดูน้อยเมื่อเทียบกับสมาชิกทุกคน แต่ถ้ามองแค่ว่ามันเป็นแค่ระยะเวลาสั้น ๆ ตั้งแต่ออกเดินทางมาเนเธอร์เวิลด์จนถึงตอนนี้ พัฒนาการของเธอก็ถือว่าน่าประทับใจแล้ว
อัลโตใช้กระสุนทุกนัดไปจนหมดแล้ว มันไม่เสียเปล่าเลยแม้แต่นัดเดียว ทุกครั้งที่ยิงออกไปอย่างน้อยเขาจะสังหารอันเดดได้อย่างน้อยหนึ่งตน หากนับเฉพาะจำนวนแล้ว อัลโตคือคนที่กวาดล้างศัตรูได้มากที่สุดในการต่อสู้ครั้งนี้
ตรงกันข้ามกับโซนาตา เขาทำลายศัตรูไปน้อยมากทั้งที่มีสามารถใช้พลังเยือกแข็งของโรมิเอลฆ่าพวกมันสักครึ่งตั้งแต่เริ่มการต่อสู้ก็ได้ ที่ไม่ทำแบบนั้นเพราะเจตนาของเขาคือการฝึกฝนพรรคพวกให้พร้อมที่สุดสำหรับศึกใหญ่ที่กำลังจะตามมาในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า
ขุนพลของเรวาเรนท์ล้มไปอีกหนึ่ง มนุษย์เสือดาวมีวิชาลึกลับพิสดารที่สามารถสร้างอาวุธขึ้นจากพลังงานสีฟ้า ถ้าเขามีเลเวลสูงกว่านี้อีกนิดเดียว ดีวานอาจจะเป็นฝ่ายที่เพลี่ยงพล้ำแทน
“เทียบกับโล่มังกรดำไม่ได้ แต่ก็ขอเกราะของเจ้ามาใช้ไปก่อนก็แล้วกัน”
มาจินาถูกซัดจนหน้าคะมำ พลังเวทที่เคลือบดาบของโรมิเอลทำให้เขาสามารถโจมตีเธอที่เป็นร่างวิญญาณได้ และแม้ว่าจะใช้เวทคำสาปแบบใดเล่นงานเขา มันก็ไม่สำเร็จ มาจินาตระหนักแล้วว่าปีศาจตนนี้อยู่ระดับที่เหนือกว่าเธอ
“ถอยทัพ” มาจินาตะโกน เวทมนตร์ที่ทำหน้าที่เหมือนพลุสัญญาณถูกส่งขึ้นฟ้า จากนั้นพวกอันเดดที่เคยมีมากมายก็ค่อย ๆ ถอนกำลังจากสนามรบ
“นี่เราชนะแล้วงั้นเหรอ” เวเนยังไม่วางใจ แม้จะแทบสุดสายตาแต่มาจินาอยู่ในระยะที่เวเนสามารถหยุดอีกฝ่ายได้ “จะให้ข้าจัดการนางเลยก็ได้นะ”
“ไม่ต้องแล้วล่ะ เวลาเหลือไม่มากแล้ว” อัลโตตบบ่าเธอเบา ๆ
โซนาตาเปิดจอโฮโลแกรมเพื่อตรวจสอบอีกครั้ง เชอร์รีสยังคงมุ่งมาทางนี้ด้วยความเร็วที่คงที่
พวกโซนาตามีเวลาพักเพียงห้าสิบนาทีก่อนที่เสียงดังและแรงสั่นสะเทือนจะมาถึง สิ่งมีชีวิตที่มีร่างลุกเป็นเพลิงคืออย่างแรกที่พวกเขามองเห็น จากนั้นมันก็ตามมาด้วยกองทัพเรวาเรนท์ขนาดมหึมาที่ไม่ได้ด้อยไปกว่าทัพของมาจินาเลย
“พาตัวปัญหามาด้วยซะเยอะเลย” อัลโตสีหน้าไม่ค่อยดี กระสุนของเขาหมดเกลี้ยงแล้ว
“ก็คิดอยู่ว่าน่าจะใช้กำลังคนไม่น้อยเพื่อไล่ต้อนเธอ แต่ก็ไม่คิดว่าจะเป็นกองทัพใหญ่ขนาดนี้” โรมิเอลเองก็ดูกังวลไม่ต่างกัน เขาไม่แน่ใจว่าทุกคนยังเหลือเรี่ยวแรงที่จะรับมือทั้งเชอรีสและกองทัพแบบที่เพิ่งผ่านมาได้อีกหรือไม่
“น่าจะฉิวเฉียด” โซนาตาไม่ได้มองทั้งเชอรีสหรือกองทัพสีดำทมิฬที่ไล่ตามเธอมา เขาแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าเหมือนกำลังรอสิ่งอื่นอยู่
ร่างจิ้งจอกเพลิงของเชอรีสยังคงเป็นสี่หางอยู่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้ทุกคนใจชื้นขึ้นมาอีกมาก พวกเขาเดาว่าเรวาเรนท์เองก็คงไม่อย่างกดดันเชอรีสจนกว่าจะต้อนเธอมาจัดการที่ลอสวิลล์ และพวกเขาก็คงคิดไม่ถึงว่ากองทัพนับหมื่นที่มาตั้งทัพอยู่ที่นี่จะแตกพ่ายไปแล้ว
“ทางนั้นเป็นยังไงบ้าง” เสียงคุ้นเคยดังขึ้นจากชุด นอกจากโรมิเอลแล้วทุกคนรู้จักเสียงของชายแก่ใจดีคนนี้เป็นอย่างดี “อดทนไว้นะ พวกเราใกล้จะถึงแล้ว”
“ยังไหวอยู่” โซนาตาตอบ “หวังว่านะ”
“ไม่ได้ใกล้เคียงเลย” อัลโตแทรก “รีบมาเถอะครับ เราต้องการคนและอาวุธเพิ่ม”
“ทางนี้ก็เกิดปัญหานิดหน่อย” ด็อกมาหัวเราะเบา ๆ
“ไม่ได้นิดหน่อยเลยค่ะ” มินอาและสาวจากอีลิทไฟว์แย่งกันรายงาน “เกิดเรื่องใหญ่แล้วค่ะ พวกอีริธบุกเข้ามาในยาน ตอนนี้พวกคุณอลินากำลังหาทางจัดการอยู่”
“ทำไมต้องเป็นตอนนี้ด้วยเนี่ย” อัลโตกัดฟันกรอด
“ความช่วยเหลือมาไม่ถึงสินะ” โรมิเอลหัวเราะอย่างปลงตก เขาเจอเรื่องแบบนี้ซะจนชินชาแล้ว มันย้ำเตือนบอกเขาว่าอย่าไปฝากความหวังไว้กับผู้อื่นมากจนเกินไป
“ถ้าลางสังหรณ์ฉันไม่พลาด ความซวยมันแค่เพิ่งจะเริ่มขึ้นเท่านั้นแหละ” โซนาตายิ้มท้าทายความซวย
พวกโซนาตาอยู่ระหว่างทางเลือก หนึ่งอยู่สู้ต่อข้างล่าง คาดหวังว่าจะสามารถจับเชอรีสได้ก่อนที่ทุกอย่างจะเลวร้ายลงยิ่งกว่านี้ และสอง กลับขึ้นยาน แบ่งกลุ่มใหม่เพื่อตามล่าอีริธให้จบเรื่องก่อน แน่นอนว่าโซนาตาเลือกข้อหลัง
ถ้าเสียมิเนอร์วาไปเหมือนกับที่เคยเสียเซคเตอร์วันก่อนหน้านี้ พวกเขาจะเสียโอกาสช่วยเชอร์รีสไป มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะพาเธอกลับซีนโดยฝ่ากองทัพของเรวาเรนท์ รวมถึงอาจต้องปะทะกับเจ็ดปีศาจสงครามและโคลดาเรียระหว่างทางด้วย
สปีดนำเพกาซัสยานขนส่งขนาดเล็กลงมารับ ยานลำนี้เป็นยานขนาดเล็กลำเดียวที่สร้างเสร็จทันก่อนที่มิเนอร์วาจะบินมาที่นี่ และสปีดก็เพิ่งได้ลองขับมันเป็นครั้งแรก
“นักบินสปีด วีลเลอร์ กำลังจะลงไปรับนะครับ”
ยานขนส่งติดอาวุธเบาพุ่งออกมาจากมิเนอร์วาหลังจากที่ช่องปล่อยตัวถูกเปิดขึ้น เกือบจะในทันทีที่เขาพุ่งออกมาศัตรูก็โจมตีเข้ามาในทันที ฝูงนกซอมบี้บินวนรอบยานทำให้สปีดเคลื่อนไหวยากขึ้น ไม่เพียงเท่านั้นปีศาจมีปีกหลายชนิดเองก็ไม่ยอมให้เขาผ่านไปโดยง่าย
อาวุธบนยานทำงานโดยอัตโนมัติ ที่สปีดต้องทำมีเพียงแค่การควบคุมเพื่อหลบหลีกสิ่งกีดขวาง เขาบินฉวัดเฉวียนไปมาเพื่อสลัดฝูงนกซอมบี้ และพยายามบินเพื่อให้ป้อมปืนอยู่ในมุมที่สามารถยิงโจมตีใส่ศัตรูตัวใหญ่ที่กำลังพุ่งเข้ามา
“นกโครงกระดูก! ไม่สิมีสี่เท้า กริฟฟินเหรอ” สปีดร้องลั่น
“จับสัญญาณศัตรูแบบเดียวกันได้อีกสิบตัว ระวังด้วยค่ะ” เจ้าหน้าที่จากมิเนอร์วาเตือน
“เฮ้ย ไม่ตลกเลยนะ ยานลำนี้ไม่ใช่ยานรบด้วยซ้ำ”
สปีดหักหลบกระทันหัน ทำให้โครงกระดูกของกึ่งนกกึ่งสิงโตพุ่งชนกันจนแหลกไปคู่หนึ่ง อีกหลายตัวยังวนเวียนมาโจมตีจากรอบด้าน และทางเดียวที่จะสลัดหลุดได้คือเขาต้องใช้ลูกเล่น
เขาบินห่างออกมาจากสนามรบเล็กน้อย สปีดบินเลียบเนินหินแคบ ๆ ที่ตัวยานลอดผ่านไปได้อย่างเฉียดฉิว ศัตรูสองสามตัวที่บินตามมาไม่สามารถหลบหลีกได้แบบเขา พวกมันชนเข้ากับด้านข้างของหิน หินแตกเป็นชิ้น ๆ เช่นเดียวกับชีวิตที่แตกสลายของพวกมัน