Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 9 : กลุ่มกบฏเคออส

เชอรีส เอเทเซีย ผู้นำกลุ่มเคออส
หลายร้อยปีก่อน... เพื่อหนีจากการจับคู่หมั้นหมายอย่างไม่เต็มใจ ปีศาจจิ้งจอกสาวตนหนึ่งได้เดินทางรอนแรมจากโลกปีศาจมาจนถึงแผ่นดินเอเทเซีย หญิงสาวผู้นี้คือราชนิกุลผู้สืบเชื้อสายมาจากราชินีปีศาจ “ฟาซาเบล” ผู้เคยเกือบสร้างความวิบัติให้กับทั้งโลก
ชะตากรรมเล่นตลกทำให้เธอได้พบกับชายหนุ่มรูปงามและทั้งคู่ได้ตกหลุมรักกันตั้งแต่แรกเห็น เขาคือเจ้าชายรัชทายาทของอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้
แม้ไม่รู้หัวนอนปลายเท้า แต่ความงดงามและความอ่อนโยนก็ทำให้ทุกคนรักและต้อนรับเธอเป็นอย่างดี แม้แต่ราชาและราชินีก็ยังรักและเอ็นดูเธอ ไม่นานนักหลังจากเธอปรากฏตัวขึ้น ทั้งคู่ได้แต่งงานกันสมใจ
พิธีอภิเษกสมรสไม่ได้ทำให้ความกังวลใจของเธอหมดไป หญิงสาวยังคงหวาดกลัวว่าสักวันเจ้าชายจะรู้ความจริงว่าภายใต้ใบหน้าของสตรีผู้งดงามแท้จริงแล้วเป็นปีศาจจิ้งจอกผู้มีกายเป็นสีทอง
ในวันหนึ่ง นายช่างในตำนานและพรรคพวกของเขาเดินทางมาถึงเอเทเซียแห่งนี้ แล้วความลับของเจ้าหญิงก็ถูกเปิดเผย เจ้าชายได้เห็นกับตาว่าร่างจริงของเธอคือสิ่งใด แต่ยังเป็นโชคดีของเธอหรือพลังของบุพเพสันนิวาส ปาฏิหาริย์แห่งความรักเกิดขึ้น ความจริงไม่ได้ทำให้ความรักของเจ้าชายที่มีต่อเธอสั่นคลอน มันกลับยิ่งเพิ่มพูนขึ้นเมื่อเขาได้รู้ความจริงว่าเธอคอยปกป้องเขาและเมืองที่เขารักตลอดมาด้วยพลังที่แอบซ่อนไว้
ทั้งคู่ครองรักต่อไปอีกนานจนสิ้นอายุขัย
ความลับของราชินีผู้เป็นปีศาจจิ้งจอกควรจะจบสิ้นไปพร้อมกับพวกเขา ถ้าไม่ใช่เพราะทั้งคู่ได้ให้กำเนิดเลือดเนื้อเชื้อไขที่มีสายเลือดของปีศาจออกมา ความลับถูกเก็บซ่อนในราชวงศ์และส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น…
กลุ่มของโซนาตาที่บัดนี้มีสมาชิกชั่วคราวเพิ่มขึ้นมาอีกคนได้เดินทางติดตามชายผู้คุ้นเคยกับพื้นที่จนเกือบถึงยอดของเทือกเขานี้แล้ว พวกเขาพบว่ามันเต็มไปด้วยกับดักมากมายนับไม่ถ้วน มีทั้งกับดักที่อาศัยสภาพแวดล้อมเช่นหลุมพราง กับดักเชือก กับดักหมี และที่ดูทรงพลานุภาพก็อย่างเช่นกับดักเวท
“ตรงนั้นก็มี ระวังอย่าเหยียบหินล่ะ” ชายร่างใหญ่ชี้ไปทางหินสี่เหลี่ยมที่ดูไม่มีอะไรผิดปกติ
เขาไม่ได้โกหก โซนาตาสัมผัสพลังจากมันได้ หากไปแตะต้องมัน จะต้องเกิดบางสิ่งขึ้นแน่
“นายลองเหยียบหินนั่นดูหน่อยสิ” โซนาตาสะกิดอัลโตและชี้ไปที่กับดักอันหนึ่ง “อยากรู้ว่ามันจะแรงพอทำให้ไซเลนเซอร์บาดเจ็บได้รึเปล่า”
“แล้วนายไม่ลองเองล่ะ” อัลโตถอนหายใจ
เมื่อถึงจุดหมายที่พวกเขาไปถึง ราวกับถูกบางอย่างดึงดูด โซนาตาก้าวขาออกไปโดยไม่รู้ตัว ที่ก้อนหินก้อนใหญ่เขาเห็นเงาของสัตว์ร้ายตัวใหญ่ยิ่งกว่า มันมีขนสีแดงและลุกไหม้เหมือนเปลวเพลิง หูแหลมชูตั้งขึ้นเมื่อรับรู้ว่าเขาเข้าไปใกล้ หางทั้งเก้าโบกสะบัดไปมาราวกับอสรพิษ
บริเวณที่ราบบนยอดเขาแห่งนี้ คือค่ายลับของกลุ่มเคออส
เหล่านักรบกบฏต่างก็คุกเข่าลงด้วยความยำเกรงในอำนาจของสิ่งที่ปรากฏตัวขึ้นมานั้น แม้แต่อัลโต เวเน และเจเนวีฟ ยังรู้สึกถึงแรงกดดันจากมัน จนต่างเผลอก้าวถอยหลังออกไป นี่ไม่ใช่เดวัลแบบที่เขาเคยเห็นแต่เป็นเผ่าพันธุ์พิเศษที่ทรงอำนาจราวกับเทพเจ้า
แต่มีเพียงโซนาตาเท่านั้นที่ถอยหลังเพียงก้าวเดียว และกลับสืบเท้าไปข้างหน้าเพื่อเข้าใกล้จิ้งจอกสีเพลิงตนนั้นยิ่งขึ้น
จิ้งจอกเก้าหางมองโซนาตาด้วยความสนใจ เงาขนาดยักษ์ที่รู้สึกในตอนแรกหดเล็กลง และทิ้งตัวลงนั่งบนก้อนหินใหญ่ราวกับเป็นบังลังก์ ร่างของจิ้งจอกแปรเปลี่ยนเป็นร่างของหญิงสาวร่างบาง นั่งไขว้ห้างอยู่บนก้อนหินนั้น
เธอจดจ้องมาที่โซนาตา และค่อย ๆ เผยรอยยิ้มให้กับเขา ผู้ชายที่พบกันครั้งแรกแต่ไม่แสดงความหวั่นเกรงในตัวเธอ ต่างกับคนอื่น ๆ
“เชอรีส เอเทเซีย” สาวผมแดงบอกชื่อ ผมยาวสีน้ำตาลเกือบแดงกลืนกับแสงอาทิตย์ยามใกล้อัสดง
“โซนาตา ดิอาลโน” เขาแนะนำตัว
นอกจากเชอรีสผู้นำทหารกบฏ พวกโซนาตายังได้พบกับขุนพลของกลุ่มเคออสอีกสองราย รายแรกคือนักรบร่างใหญ่ที่นำทางเขามาจนถึงที่นี่ ทาเลซผู้นี้มีฉายา “เดอะเบอร์เซิร์กเกอร์” เขามีกล้ามเนื้อเป็นมัด ๆ ที่สมบูรณ์และแข็งแกร่งยิ่งกว่าชุดเกราะเหล็กกล้า กำลังแขนของเขามหาศาลขนาดที่สามารถแบกดาบใหญ่ยักษ์ได้มือละเล่ม
เล่าลือกันว่าเขาคนเดียวก็มีกำลังรบเท่ากับอัศวินนับร้อยคน
ส่วนอีกรายที่พวกโซนาตาได้รู้จัก มีความเข้มแข็งน่าชื่นชมไม่แพ้กัน เขาคือจอมเวทระดับตำนานอัลไคเซอร์ แม้ภายนอกจะดูราวกับชายหนุ่ม แต่เขารับใช้กองกำลังนี้มายาวนายนับร้อยปี อัลไคเซอร์ไม่เคยเล่าเรื่องของตัวเองแต่ทุกคนเชื่อว่าเขามีสายเลือดของเผ่าปีศาจเช่นเดียวกับผู้นำอย่างเชอรีส เขาคนนี้แสดงออกอย่างชัดเจนว่าระแวงระวังตัวและยังไม่ไว้ใจพวกคนแปลกหน้าที่เพิ่งถูกพามาถึง
อัลโตไม่เคยเห็นโซนาตาเป็นแบบนี้มานานแล้ว ไม่ต่างจากบรรดาขุนพลของเคออสก็ไม่เคยเห็นเจ้าหญิงของพวกเขาเป็นแบบนี้เช่นกัน ราวกับคนทั้งคู่รู้จักกันมานานแสนนาน ทั้งสองนั่งลงและพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวของกันและกันอย่างออกรส
โซนาตาก็เล่าเรื่องที่มาที่ไปของตนอย่างคร่าว ๆ
ส่วนเชอรีสเล่าประวัติตระกูลของตนเองตั้งแต่ที่เจ้าชายเจอร์ราล์ดและเจ้าหญิงซีรินแต่งงานจนมีทายาทเป็นรุ่นทวดของทวดของเธออีกหลายรุ่น
“พอมาถึงรุ่นหนึ่งก็เกิดเรื่อง”
“ใช่…” เชอรีสตอบเสียงเศร้า “ท่านปู่ทวดถูกจับได้ว่ามีสายเลือดของปีศาจ ข่าวลือแพร่ออกไป แล้วก็เกิดการต่อต้านไปทั่ว พวกขุนนางที่เอาใจออกห่างก็เลยหันไปเข้ากับเชื้อพระวงศ์สายอื่น…”
“แล้วตำแหน่งพระราชาก็ตกมาถึงรุ่นของราชาองค์ปัจจุบันบาลดริค เอเทเซีย ส่วนเธอที่เป็นทายาทสายตรงกลับต้องกลายมาเป็นเจ้าหญิงที่ไม่มีมงกุฎ” โซนาตาทวนข้อมูลซ้ำ
“ข้าไม่ได้สนใจตำแหน่งนั้นหรอก ไม่อยากปกครองใครด้วย” เชอรีสเหม่อมองท้องฟ้าด้วยสายตาที่เจ็บแค้น “แต่ท่านคงเห็นนะว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศนี้ ผู้คนถูกกดขี่ ถูกปล่อยให้อดอยากล้มตาย”
โซนาตาเข้าใจตรรกะแบบนี้ดี โลกที่เขาจากมา เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไป คนยากไร้ต้องทำงานหนักสายตัวแทบขาดแต่กลับแทบไม่มีพอยาไส้ ในขณะที่ชนชั้นสูงร่ำรวยล้นฟ้าไม่เคยมองเห็นความทุกข์ยากของคนอื่น แม้มีมากแต่น้อยคนที่คิดจะหยิบยื่นสิ่งที่มีเพื่อเข้าช่วยเหลือผู้ที่มีน้อยกว่า
…ยุคสมัยนี้มันต้องรู้จักปรับตัว คนที่ปรับตัวไม่ได้ก็พ่ายแพ้ไป…
ใครสักคนในสังคมชั้นสูงว่าไว้ พวกเขาไม่ได้คิดว่าหลาย ๆ คนนั้นไม่ได้มีโอกาสมากเท่าพวกตน ตัวพวกเขาเองมีโอกาสดีกว่าคนอื่น บางคนมีทรัพย์สินจากมรดก บางคนมีโอกาสได้ร่ำเรียนสูง บางคนมีรูปทรัพย์เป็นทุนเดิม พวกเขาไม่ได้ผิดที่มีมากกว่าคนอื่น แต่การมีมากกว่าและดูแคลนว่าคนอื่นไม่ได้พยายามพัฒนาตัวเองหรือปรับตัวช่างเป็นความคิดที่โง่เขลา
ก็เห็นชัด ๆ อยู่ว่าโอกาสไม่ได้เท่ากัน
แต่ในอีกแง่ มันก็เป็นสัจธรรมของโลกเช่นกัน ปลาใหญ่กินปลาเล็ก เข้มแข็งรอด อ่อนแอตาย โซนาตาไม่อยากมานั่งคิดว่าฝ่ายไหนที่คิดถูกต้อง คนอยากฉวยประโยชน์ คนอยากวางเฉย หรือคนที่อยากช่วยเหลือและเห็นสมควรให้มีการช่วยเหลือ
เขารู้แก่ใจแค่ว่าสังคมในอุดมคติของตนคือโลกที่มีคนแบบเชอรีส คนที่คอยห่วงใยผู้อื่นมากยิ่งกว่าตัวของเธอเอง
“ส่วนท่านก็มาจากอนาคตสินะ” เชอรีสเปลี่ยนมาเป็นฝ่ายถามบ้าง น้ำเสียงของเธอไม่ได้มีความสงสัยเลย โซนาตาแต่งกายด้วยชุดที่แปลกประหลาดสำหรับยุคนี้ นอกจากนี้เขายังมีเครื่องมือเครื่องใช้ที่ไม่เคยมีใครพบเห็นมาก่อน เมื่อร่วมกับข่าวลือเมื่อหลายวันก่อนที่มีผู้คนมากมายพบเห็น “วัตถุประหลาด” ตกลงมาจากฟ้า เรื่องของเขาก็ยิ่งดูสอดคล้องน่าเชื่อถือ
โซนาตาพยักหน้าตอบ เขาฉายภาพจากอุปกรณ์ที่อยู่ในชุดเพื่อยืนยันให้เชอรีสแน่ใจ มันคือภาพโฮโลแกรมของยานดูมแองเจิลทั้งห้าส่วน กองทหารและยานรบส่วนหนึ่ง
“น่าเสียดาย กำลังรบของทางนี้เหลือไม่มาก เซคเตอร์วันไม่ใช่เซคเตอร์สำหรับทำการสู้รบ เรามีทหารราบไม่กี่พันนาย ทหารหน่วยพิเศษก็อย่างละไม่กี่ร้อย”
“แต่พวกท่านมีอาวุธที่ไม่มีใครรู้จัก” เชอรีสตาลุกวาว เธอขอลองสัมผัสชุดของเขาด้วยความใคร่รู้ แล้วก็ต้องตกใจเมื่อนิ้วไปถูกปุ่มอะไรสักอย่างเข้าและทำให้ชุดอุ่นขึ้น
“นั่นคือข้อได้เปรียบ” โซนาตาไม่ได้สนใจระบบสร้างความร้อนที่ถูกอีกฝ่ายมือบอนไปแตะเข้า เขาลากกลับมาเรื่องเดิม “ถึงฉันจะเป็นผู้บัญชาการแต่ก็กำลังถูกจับตาดูอยู่ ทหารที่สามารถเอามาใช้ได้จริงก็ยิ่งน้อยลงกว่านั้นอีก”
โซนาตาอธิบายสถานะของตัวเองให้ชัดเจนมากขึ้น
เขาเล่าเรื่องของอนาคตที่มนุษย์ตกเป็นทาสของเผ่าพันธุ์ดราโกเนียน เผ่าพันธุ์นี้ได้ก่อตั้งจักรวรรดิและขยายอิทธิพลออกไปทั่วจักรวาล โซนาตารู้สึกอึดอัดกับการมีชีวิตอยู่ใต้การปกครองของเผ่าพันธุ์นี้
“นอกจากสถานะของไซเลนเซอร์ที่เป็นทหารระดับสูงสุดของจักรวรรดิแล้ว ฉันก็แค่โชคดีที่ได้ดราโกเนียนรับมาเลี้ยง ก็เลยได้สถานะลูกเลี้ยงของดราโกเนียนแถมมาด้วย นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ได้ตำแหน่งผู้บัญชาการยานนี่มาได้แม้ว่าจริงๆ แล้วฉันจะเป็นแค่มนุษย์”
เชอรีสมั่นใจว่าคำพูดถ่อมตัวของโซนาตาเป็นเรื่องโกหก
เธอรู้จักสายตาแบบนี้ดี มันคือสายตาของคนกร้านโลกที่ผ่านความเป็นความตายมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน เธอไม่เชื่อว่าเขามาถึงจุดนี้ได้แค่โชค เขาต้องมีดีมากพอถึงได้ตำแหน่งสำคัญที่ว่านี้มาครอบครอง และเธอมั่นใจว่าเขาสามารถเติมเต็มสิ่งที่กองทัพเคออสหายไปได้
“ข้าอยากหยุดการปกครองป่าเถื่อนของบาลดริค” หญิงสาวจ้องตาของเขาพร้อมกับจับมือเขาไว้แน่น “ข้ารู้สึกว่าท่านสามารถช่วยพวกเราได้”
“ช่วยเธอแล้วฉันจะได้อะไร” โซนาตาเตือนสติเพื่อไม่ให้เธอฝันไปไกล
“ทุกอย่างที่ข้าสามารถให้ได้” เชอรีสตอบกลับเหมือนไม่ได้หยุดคิดสักนิด เธอเองก็ไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน แต่เชอรีสมั่นใจว่าเธอกำลังทำเรื่องที่ถูกต้อง
โซนาตาเอานิ้วเชยคางเธอขึ้น “ทุกอย่าง… แม้แต่ตัวเธอน่ะเหรอ”
คำพูดกึ่งจริงกึ่งหยอกล้อทำให้เชอรีสหน้าแดงเหมือนผลไม้สุก แต่ตาก็จ้องมองใบหน้าที่เข้ามาชิดใกล้ขณะที่ใจเต้นแรง
เธอรู้สึกถึงความร้อนที่แตกต่างจากที่เคยสัมผัส กำลังลุกไหม้จากภายใน แม้เธอจะมีออราที่ราวกับเปลวเพลิงให้เห็นอยู่เสมอ แต่นี่คือประสบการณ์ใหม่ที่หญิงสาวไม่เคยพบ ผู้ชายคนนี้ช่างแปลกประหลาดนัก เขาไม่ได้หวาดกลัวเธอเหมือนคนอื่นและหยอกล้อเธอเหมือนเธอเป็นแค่หญิงสาวธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น
“น่าเสียดาย ถ้าฉันช่วยเธอได้ เธอก็ต้องกลายเป็นราชินีของเอเทเซียสินะ จะให้มาเป็นพวก ติดตามฉันมาก็คงลำบาก” โซนาตายักไหล่หัวเราะด้วยความเสียดาย “งั้นขอแค่กุญแจก็พอ”
“หรือว่าท่านจะหมายถึงกุญแจประตูแห่งความอลหม่าน”
“หืม… นี่ตกลงประตูนั่นเรียกไม่เหมือนกันสักที่เลยสินะ”
“ถ้าเป็นของสิ่งนั้น ข้ายินดียกให้ท่าน” เธอตอบด้วยใบหน้าหมองลงเล็กน้อย โซนาตาไม่รู้ว่าเธอเสียดายกุญแจหรือเสียดายที่ไม่สามารถติดตามเขาไปกันแน่
“แต่ก่อนอื่น… แน่ใจแล้วเหรอว่าจะโค่นล้มอำนาจของบาลดริค” โซนาตายืนยันความตั้งใจเป็นหนสุดท้าย “รู้ใช่ไหม ว่ามันไม่ใช่แค่ทหารทั้งสองฝ่ายเท่านั้นนะที่จะต้องเสียสละ ประชาชนจำนวนมากเองก็คงจะล้มตายไปด้วยมากมาย และบางทีพวกฉันเองก็อาจจะต้องลงมือทำอะไรแย่ ๆ เพื่อตัดแข้งตัดขาอีกฝ่ายด้วย”
“ข้าทราบดี…” เชอรีสจ้องตาโซนาตาเขม็ง เขามองเห็นไฟที่ลุกโชนอยู่ในดวงตาคู่นั้น
เชอรีสไม่ใช่เด็กไร้เดียงสา เธอเข้าใจเป็นอย่างดีว่าสงครามจะนำความลำบากมาสู่ทุกชีวิตในอาณาจักรนี้ บางคนอาจจะมองว่าการเสียสละส่วนน้อยเพื่อส่วนใหญ่เป็นสิ่งคุ้มค่า แต่กับครอบครัวของผู้สูญเสียมันไม่มีอะไรทดแทนได้กับชีวิตที่เสียไปหรอก
แต่แม้จะรู้ทั้งรู้ ทางเลือกของเชอรีสก็ถูกเธอตัดสินใจไว้แล้ว เพราะเธอไม่อาจทนเห็นอาณาจักรแห่งนี้จมสู่ความตกต่ำที่ทำให้ชีวิตผู้คนจะยิ่งกว่าตกนรกทั้งเป็น หรือตกนรกไปยิ่งกว่านี้ได้
อีกทั้ง เวลาของทุกคนก็จะหมดลงจริง ๆ ถ้าเกิดว่า…
“เรวาเรนท์สินะ” โซนาตาเข้าใจว่าทำไมเชอรีสถึงสามารถตัดสินใจได้เด็ดขาดทั้งที่เธอน่าจะลังเลเป็นอย่างมากหากต้องเห็นหลายชีวิตต้องเดือดร้อน
ในขณะที่เอเทเซียอ่อนแอลง อาณาจักรผีดิบที่เป็นอริกันกลับเข้มแข็งขึ้นในทุกขณะ จากที่ได้ยินเวเนเล่าให้ฟังบางทีอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเอเทเซียอาจจะต้องเสียเมืองหน้าด่านหลายเมืองไป และเมืองอื่น ๆ นอกจากเมืองหลวงก็คงตามไปหลังจากนั้น
…ช่วยเชอรีสยึดเอเทเซียจนได้กุญแจดอกแรก ยืมกำลังรบของเอเทเซียสู้กับเรวาเรนท์เพื่อชิงกุญแจดอกสอง แล้วก็ย้อนกลับมารับดอกสุดท้ายจากพวกเฮอร์มิต…
นั่นคือแผนแบบคร่าว ๆ ที่โซนาตาตั้งใจเอาไว้