Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 92: กราเทียกับมีทบอล
หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น กราเทียก็ไม่สามารถห้ามตัวเองไม่ให้อยากรู้เรื่องของชาวป่าลึกลับได้ เธอคาดคั้นถามชื่อเขาอีกหลายครั้ง และเมื่อไม่ได้รับคำตอบ เธอก็ถือวิสาสะตั้งชื่อให้กับเขาเอง
“ต่อไปนี้เจ้าชื่อมีทบอลก็แล้วกัน” กราเทียไม่สนใจว่าเขาจะชอบหรือไม่ แต่ในเมื่อไม่ยอมบอกเธอก็ต้องทำแบบนี้แหละ
“ไม่ค่อยเหมือนชื่อของคนเท่าไหร่นะครับ”
“ไม่อยากให้เรียกแบบนี้ก็บอกชื่อจริงมาสิ”
“งั้นผมคือมีทบอลก็ได้ครับ”
ทั้งสองคนทำข้อตกลงกัน กราเทียขอให้เขาฝึกฝนให้เธอเก่งขึ้นภายในสามวัน เป็นคำขอที่เอาแต่ใจอีกอีกฝ่ายก็ไม่มีทางเลือก ส่วนเธอก็เจ้ากี้เจ้าการในการในปรับสภาพเขา เริ่มตั้งแต่จับโกนหนวดโกนเครา ตัดผมทรงใหม่ กราเทียพบว่าภายใต้หนวดรุงรังและผมกระเซิงนั้นมีหนุ่มรูปงามซ่อนอยู่ภายใน
“มีทบอล... เจ้านี่จริง ๆ ก็หน้าตาดีนะเนี่ย” กราเทียรู้สึกเขินเล็กน้อยเมื่อจ้องใบหน้าของเขาตรง ๆ “นี่ถ้าได้ชุดดี ๆ มาใส่ก็คงดูเหมือนพวกหนุ่ม ๆ ตระกูลผู้ดีเลยนะ”
“อยู่กลางป่ากลางเขาแบบนี้ หาชุดดี ๆ ไม่ได้หรอกครับ”
“ไม่ยากเลย เจ้าก็ตามข้ามาสิ ถ้ายอมเป็นผู้ติดตามข้าล่ะก็จะชุดแบบไหนเจ้าก็ซื้อได้” กราเทียคะยั้นคะยอ มีทบอลฝีมือร้ายกาจขนาดนี้ถ้าเขากลายมาเป็นผู้ติดตามของเธอล่ะก็ ใครจะกล้ามามีเรื่องกับเธออีก
“จะลองคิดดูนะครับ” เขาตอบด้วยรอยยิ้ม
สายตากราเทียไปสบกับดาบดำโดยไม่ตั้งใจ มีทบอลพกมันไว้ไม่เคยห่างกาย เธอรู้สึกไม่ดีทุกครั้งที่จ้องมองดาบนี้ แน่นอนว่าเธอเคยถามเขาแล้ว และเดาได้ไม่ยากเลยที่เขาก็ไม่ได้ตอบ
ทั้งคู่ใช้เวลาอยู่ด้วยกันตลอด ไม่ว่าจะกิน ไม่ว่าจะนอน หรือฝึกฝน พวกเขาก็อยู่ข้างกายกัน ชายหนุ่มยิ่งรู้จักก็ยิ่งค้นพบข้อดีของกราเทีย เธอไม่ใช่แค่หญิงสาวเอาแต่ใจอย่างที่เห็นภายนอก ความดื้อรั้นของเธอมาจากปมที่อยากให้บิดาของตนยอมรับซึ่งตัวเขารู้ซึ้งถึงความรู้สึกแบบนั้นดี
“กราเทีย”
โซนาตาสะดุ้งเพราะเขาได้ยินเสียงปริศนาทั้งที่อยู่ตามลำพัง เขาแน่ใจว่าตัวเองไม่ได้หูฝาด เสียงนั้นดังมาจากดาบดำที่เขาวางไว้ใกล้ตัว โดยไม่ลังเลโซนาตาคว้าดาบขึ้นมาถือจากนั้นเขาก็ใช้พลังพิเศษอ่านมัน
เขาเห็นภาพหญิงสาวผมทองในชุดเกราะสีขาว เธอกำลังพูดคุยหยอกล้อกับชายหนุ่มผมดำ โซนาตารู้จักทั้งคู่ผ่านตัวอักษรในนิยาย แต่มันไม่ใช่แค่นั้นนี่คือความทรงจำที่มีอยู่จริง เขากำลังเห็นเซกันและกราเทียขณะที่พวกเขาอยู่ในป่า
มันเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดของเซกัน ในตอนนั้นเขาไม่รู้เลยว่าในภายภาคหน้าความสุขนี้จะกลายมาเป็นคมดาบที่ทำลายเขาจนย่อยยับ
ชายหนุ่มผู้แสวงหาความรักมาตลอดทั้งชีวิต และเธอก็เข้ามามอบความอบอุ่นที่เขาเกือบจะลืมเลือนไปแล้ว บางทีมันอาจจะเป็นความรู้สึกชั่ววูบของกราเทีย บางทีมันอาจจะเป็นเพราะทั้งคู่รู้สึกเหมือนถูกทิ้งไว้ตามลำพังในโลกที่ถูกตัดขาดจากภายนอก ทีละเล็กทีละน้อยทั้งคู่ต่างสัมผัสถึงความห่วงใยจากอีกฝ่ายได้
มันอาจจะยังไม่สามารถเรียกว่าความรักได้ แต่มันก็เป็นสิ่งที่ใกล้เคียงที่สุดที่เซกันเคยพบ หรืออย่างน้อยก็มีเขาที่คิดแบบนั้น
แต่ความลับนั้นไม่มีในโลก ในที่สุดวันหนึ่งกราเทียก็เริ่มระแคะระคาย ความอยากรู้อยากเห็นของเธอมันทำให้เธอแอบจับดาบดำตอนที่เขาเผลอ แล้วตอนนั้นเองที่เธอรู้สึกได้ถึงพลังความมืดที่น่าสยดสยองที่สุด
ราวกับเอาขุมนรกทั้งขุมมาอัดไว้รวมกันในดาบ กราเทียแน่ใจว่าหากเพียงแค่เผลอชักดาบออกจากฝัก ร่างของเธอคงระเบิดออกเพราะไม่สามารถทนรับพลังได้ ต่อให้เป็นคนที่ไม่ค่อยได้สนใจประวัติศาสตร์อย่างกราเทียก็ต้องรู้จักดาบเล่มนี้
“ดาบดำ… ดาบจันทราฮาร์เบล ไม่ผิดแน่นี่คือดาบต้องสาปในตำนาน” กราเทียพึมพำ เธอเหลียวมองมีทบอลที่ยังนอนอยู่ในเพิงไม้ ตอนนี้เธอแน่ใจแล้วว่าเขาคือเซกัน
“ไม่จริงหรอก คน ๆ นี้ไม่มีทางเป็นชายต้องสาปคนนั้น” กราเทียส่ายหน้าอย่างไม่ยอมรับความจริง “เขาคือมีทบอล เขาคือเพื่อนที่แสนดีของเราต่างหาก จะกลายเป็นคนสารเลวคนนั้นไปได้ยังไง”
แล้วอีกความคิดก็แล่นเข้ามา หรือทั้งหมดที่ผ่านมาจะเป็นแค่การเล่นละครตบตา เขาช่วยเธอเพราะหวังผลบางอย่าง บางทีอาจจะทำไปเพราะอยากให้เธอพาเขาไปเอเทเซียก็ได้
ความคิดสับสนตีกันในหัวของเธอ ใจหนึ่งยังเชื่อสิ่งที่เห็นและรู้สึกมาตลอดหลายวันนี้ มีทบอลถึงจะปิดบังตัวตนแต่เธอแน่ใจว่าเขาเป็นแค่คนซื่อและคนที่อ่อนโยนที่สุดเท่าที่เธอเคยรู้จัก เขาห่วงใยและเต็มใจรับสิ่งที่เป็นเธอ แต่อีกใจเธอก็ยิ่งหวาดกลัว หากเขาคือปีศาจร้ายที่ถูกกำหนดมาให้ทำลายทั้งโลก ทั้งหมดที่ผ่านมาก็อาจจะเป็นแค่การหลอกลวง
“ข้าควรจะทำยังไงดี ไม่สิ… ข้าควรจะหาหลักฐานให้ได้ก่อนใช่ไหม”
แล้วกราเทียก็ตัดสินใจพักเรื่องการเดินทางไปเอเทเซียก่อน เธอรู้ว่าเรฟลินตันกำลังแย่ แต่ถ้ามีทบอลคือคนที่เธอกลัวว่าเขาเป็น เรื่องนี้อาจจะใหญ่โตเกินกว่าที่เธอคาดไว้
…ถ้าเขาคือเซกัน บางทีข้าอาจจะต้องจัดการกับเขาก่อนที่เขาจะได้พบกับพวกเฟท…
“ผู้หญิงคนนี้โง่จังเลยนะคะ” มินอาย่องเข้ามาข้างหลังโซนาตา เขารู้ตัวตั้งแต่แรกแต่แกล้งไม่สนใจ
“อย่าเอามาตรฐานความคิดของตัวเองไปตัดสินคนอื่นสิ คนในยุคนั้นเขาก็มีวิธีคิดของเขา”
“งั้นแสดงว่าคุณไม่คิดว่าเธอโง่เหรอคะ”
“โง่สิ ถ้านึกตามดี ๆ ก็ต้องนึกออกแล้วถ้าเซกันอยากจะเป็นตัวแทนของลัทธินอกรีต เขาจะหนีไปอยู่ในป่าทำซากอะไร หรือจะมองว่าทั้งหมดเป็นแผนก็ยังหละหลวมเกินไป”
“อ้าววว” มินอาถึงกับมึนงง ตานี่บอกไม่ให้ตัดสินคนอื่น แต่สุดท้ายก็ด่ากราเทียอยู่ดี
“ว่าแต่มีอะไรหรือเปล่า”
“มีค่ะ ขออนุญาตนะคะ” ไม่รอให้โซนาตาอนุญาต มินอาเปิดจอโฮโลแกรมและใส่คำสั่งให้ประตูเปิดทางลับเปิดออก มันคือช่องทางพิเศษที่เธอใช้ย่องเข้ามาในห้องของเขาทุกครั้ง แต่คราวนี้มีใครบางคนยืนรออยู่ที่ปากทางเข้าแล้ว
รูปร่างเหมือนนางแบบเดินทะลุเข้ามาในห้อง เธอดูมั่นใจในใบหน้าและเสน่ห์ของตัวเอง โซนาตารู้จักใบหน้านี้เป็นอย่างดีเพราะเธอคือหนึ่งในสาวที่กาเรนหมายปองและชอบยกมาเป็นหัวข้อสนทนากับเขาบ่อย ๆ
“นายเห็นหุ่นยัยเอลลีหรือเปล่า สุดยอดอลังการไปเลย บอกเลยว่าไซเลนเซอร์ที่ผ่านการปรับพันธุกรรมมายังไม่ทำให้ใจเต้นได้ขนาดนี้ ยังไม่นับใบหน้าที่เหมือนตุ๊กตานั่นอีก” เสียงกาเรนที่พูดไปซูดน้ำลายไปลอยเข้ามา
“เกินไป” ตอนนั้นโซนาตาตอบไปแบบนั้น “เธอดูดีแหละ แต่ไซเลนเซอร์ที่สวยกว่าก็มีเยอะแยะ ที่สำคัญยัยนี่ออกจะเพี้ยน ๆ ไม่ใช่เหรอ”
“อย่างนายไม่มีสิทธิไปวิจารณ์คนอื่นว่าเพี้ยนนะไอ้บ้า ที่สำคัญคืออย่ามาพูดจาดิสเครดิตว่าที่แม่ของลูกฉันนะ”
“เออ ๆ เอาไงก็เอาเถอะ” โซนาตาเห็นท่าทางของเพื่อนรักแล้วทั้งหมั่นไส้ทั้งขำ เจ้าเพื่อนบ้านี่พูดเองเออเองอีกฝ่ายจะรู้ตัวหรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลยว่ากลายเป็นว่าที่แม่ของลูกไปแล้ว
“สิบโทเอลลี ซอว์เยอร์ รายงานตัวค่ะ” เอลลีแสดงความเคารพ “อาา ไม่ใช่สิ ออกจากจักรวรรดิแล้วก็ไม่ใช่สิบโทแล้วค่ะ”
โซนาตาหันไปมองมินอาและส่งสายตาเหมือนจะถามว่านี่มันอะไรกัน
“เอลลี… เธอบอกว่าเธอมีของที่อยากจะมอบให้คุณค่ะ” มินอาพูดจบเอลลีก็ส่งไฟล์ข้อมูลไปที่เมลส่วนตัวของโซนาตา เขาเปิดออกดูแล้วพบว่ามันเป็นข้อมูลภาพและข้อความจำนวนหนึ่ง
ก่อนที่จะถามว่ามันคืออะไรกันแน่ เอลลีก็เป็นฝ่ายพูดออกมาก่อน “ประวัติส่วนตัวทั้งหมด และเอกสารแนะนำตัวค่ะ ในนั้นบอกทุกอย่างว่าฉันรู้จักคุณได้ยังไง ทำไมถึงประทับใจในตัวคุณ แล้วก็ข้อดีข้อเสียทั้งหมด”
“ข้อดี ข้อเสีย” โซนาตาขมวดคิ้ว
“ข้อดี ข้อเสีย ถ้าคุณรับฉันเป็น…” เธอหน้าแดงไปแต่ก็พูดต่ออย่างฉะฉาน “ผู้หญิงของคุณค่ะ”
“ยัยนี่เพี้ยนใช่ไหมเนี่ย” โซนาตาหันไปถามมินอา ส่วนอีกฝ่ายก็แค่ยิ้มและยักไหล่
“เอ๋! มันเสียมารยาทไม่ใช่เหรอคะ”
โซนาตาอดคิดไม่ได้ว่าผู้หญิงบนยานลำนี้ถึงจะสวยชวนตะลึงแค่ไหน แต่ก็ไม่มีคนปกติเลยสักคน ทั้งวิธีการเข้าหาชวนหนักใจแบบมินอา ทั้งการเขียนประวัติตัวเองเหมือนขอสมัครงานแบบเอลลีที่มันไม่ได้เพื่องานแต่เพื่อให้ได้เป็นผู้หญิงของเขา มันทำให้เขาต้องถอนหายใจออกมายาว ๆ
“ขอโทษนะ ไม่ใช่ว่าเธอไม่ดีพอหรืออะไรหรอก แต่ฉันยังไม่สนใจเรื่องพวกนี้”
“ยังไม่ต้องเป็นแฟนหรอกค่ะ ไม่สิ… จริง ๆ ก็อยากเป็นค่ะ แต่ว่าอย่างน้อยตอนนี้แค่ฝึกงานก่อนก็ได้”
“ห๊ะ” โซนาตาถึงกับร้อง ส่วนมินอาก็หลุดขำพรวดออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ คงเพราะสีหน้าของเขา
“อะไรของเธอน่ะ ฝึกงานเหรอ” มินอาดูเหมือนนึกอะไรได้ เธอเดินเข้ามาถามด้วย
“ค่ะ ฝึกงานเป็นแฟน ไม่สิ เป็นฝึกเพื่อเป็นผู้หญิงของคุณค่ะ”
โซนาตาตีหน้านิ่ง เขาเปิดประวัติสุขภาพของเธอดูเพื่อให้แน่ใจว่าเอลลีมีสภาพจิตที่ปกติดีไหม แล้วเขาก็ไม่รู้ว่าควรจะโล่งใจหรือกลุ้มใจกว่าเดิมเมื่อพบว่าสุขภาพจิตของเธอไม่ใช่แค่ปกติแต่มันยังบอกว่าเธอเป็นคนมองโลกในแง่ดี และมีความมั่นคงในอารมณ์สูงด้วย
“คงไม่ได้กำลังเปิดดูว่าฉันปกติดีหรือเปล่านะคะ” เอลลีแซวเล่น เธอไม่รู้ว่าโซนาตาเพิ่งตรวจสอบไปจริง ๆ
“เธอแน่ใจแล้วเหรอ การฝึกงานเนี่ยมันหมายความว่าอาจจะไม่ผ่านก็ได้นะ” มินอาถามเอลลีด้วยเสียงเจ้าเล่ห์ โซนาตาแน่ใจว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่
“แน่ใจค่ะ” เอลลีตอบเสียงฉะฉาน “ในระหว่างนี้นอกจากจะคอยดูแลคุณในเรื่องทั่วไปแล้ว ฉันก็จะฝึกฝนตัวเองเพื่อให้สามารถดูแลความปลอดภัยให้ด้วยค่ะ”
มันตลกที่จะมีบอดีการ์ดส่วนตัวที่อ่อนแอกว่าตัวเองหลายร้อยหลายพันเท่า แต่โซนาตาก็ดูนึกสนุกขึ้นมา บางทีเขาอาจจะใช้เธอมาทำการทดลองเพื่อเพิ่มความสามารถในการต่อสู้ก็ได้
“ตอนนี้เธอไม่ไหวหรอก เจอเดวัลอ่อนแอเข้าไปยังน่าจะรอดยากเลย แต่ถ้ายอมให้ฉันทดลองดัดแปลงแล้วล่ะก็ บางทีเธออาจจะทำหน้าที่นี้ได้นะ”
“เอ๋! ตกลงรับฉันแล้วใช่ไหมคะ ว่าแต่จะดัดแปลงอะไรเหรอคะ ฉันว่าหมัดจรวดหรือขาเป็นล้อตีนตะขาบก็เท่ดีนะ ถึงจะเสียดายขาสวย ๆ นี้ก็เถอะ”
“ก่อนที่จะพูดถึงเรื่องนั้น เรามีเรื่องสำคัญกว่านั้นต้องพูดไม่ใช่เหรอคะ” มินอาเสียงเปลี่ยนไป น้ำเสียงของเธอเจือปนด้วยจิตสังหาร ดูเหมือนเธอจะมีอะไรไม่พอใจอยู่
“หืมมม มีอะไรกันเหรอ” เอลลียังตามไม่ทัน
“รู้แล้วน่า” โซนาตาส่ายหน้า “ด้วยเงื่อนไขเดียวกัน ตกลงไหมล่ะ”
“แล้วไปค่ะ” พายุมินอาสงบลงในทันที ผู้หญิงสามารถเปลี่ยนอารมณ์ได้เร็วจนโซนาตาเองก็ยังแปลกใจ
“งั้นมาฉลองกันเถอะค่ะ แช่น้ำร้อนไปอ่านหนังสือไปด้วย” เอลลีชี้ไปที่ห้องโดมกระจก เธอได้ยินจากมินอามาแล้วว่าโซนาตากำลังติดหนังสือเล่มหนึ่งอยู่ และตอนนี้เธอเองก็อยากจะอ่านด้วยอีกคนแม้จะต้องเริ่มอ่านใหม่ตั้งแต่ต้นก็เถอะ
“ก็แล้วทำไมจะต้องไปอ่านในนั้นฟะ” พูดแบบนั้นแต่เขาก็ไม่สามารถขัดขืนได้เมื่อถูกสองสาวชวนกึ่งบังคับ
ในออนเซ็นเทียมที่อยู่กลางห้อง โซนาตาต้องพยายามอย่างมากที่จะไม่สนใจร่างเปลือยที่กำลังเบียดเข้ามาจากทั้งสองด้าน “ถ้าจะอ่านก็อย่าซุกซนล่ะ”
“ค่าาา” สองสาวลากเสียงยาว
“ไว้อ่านของวันนี้เสร็จก่อนก็ได้เนอะ” เอลลีทำหน้าเคลิบเคลิ้ม ความฝันหลายปีของเธอกำลังจะกลายเป็นจริง
“ถึงคุณโซนาตาจะรับเธอก่อน แต่ฉันเป็นรุ่นพี่ ดังนั้นเธอต้องเชื่อฟังฉัน”
“เจ้าค่าาา”
“เงียบได้แล้ว แล้วก็อย่าขยับตัวมาก!”
“ค่าาาา” สองสาวประสานเสียงอีกครั้ง
โซนาตาได้มีเวลากลับมาที่เนื้อหาของหนังสืออีกครั้ง มันเป็นเรื่องราวความรู้สึกของกราเทียที่มีต่อเซกัน ใจหนึ่งเธอก็อยากเชื่อในตัวเขา แต่อีกใจเธอก็ยังหวาดกลัวว่าเรื่องที่สงสัยจะกลายเป็นจริง
ก่อนออกเดินทางสู่โรเดล เซกันจัดเตรียมทั้งเสบียงอาหารและข้าวของที่กราเทียสามารถนำไปแลกเป็นเงินทองได้ เขาหวังว่าของพวกนี้จะช่วยให้เธอไปจนถึงเอเทเซียได้แม้จะไม่มีเขาไปด้วย
ทั้งที่รู้ว่ามันจะต้องนำปัญหามาให้ แต่เซกันก็รู้สึกผูกพันกับกราเทียไปแล้ว เขาลังเลว่าควรจะไปส่งเธอให้ไกลจากโรเดลอีกสักนิดดีหรือไม่ ยิ่งเขาไปไกลขึ้นนั่นก็หมายความว่าเธอก็จะปลอดภัยขึ้นเช่นกัน
เหตุการณ์ที่โรเดลทำให้เซกันตัดสินใจได้ เพียงแค่พวกเขาเหยียบย่างเข้าไปทั้งคู่ก็ถูกจับตามองในทันที กลุ่มเฟทอาจยังไม่รู้ว่าเซกันเป็นใครแต่พวกเขาจำกราเทียได้ ในกลางดึกคืนนั้นทั้งคู่ก็ถูกจู่โจม
ศัตรูของพวกเขาไม่เคยเลือกวิธีการ โรงเตี้ยมที่ทั้งคู่พักถูกวางเพลิง เซกันและกราเทียถูกแยกจากกันระหว่างความวุ่นวาย จากนั้นมือสังหารก็เริ่มทำงาน
กราเทียถูกจู่โจมโดยมือสังหารที่เคยเป็นอดีตทหารฝีมือดี ถ้าเป็นไม่กี่สัปดาห์ก่อน การต่อสู้คงจะรู้ผลภายในพริบตา กราเทียในตอนนั้นไม่มีทางต้านทานความเร็วของมือสังหารผู้นี้ได้เลย แต่ช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ได้ฝึกกับเซกันทำให้เธอแกร่งขึ้นไปอีกระดับ กราเทียเรียนรู้การใช้สิ่งแวดล้อมให้เป็นประโยชน์และปลีกตัวหนีมาได้
เซกันตกอยู่ในวงล้อมของพวกเฟทหลายสิบคน เขาพบว่าคนพวกนี้ไม่ใช่แค่ชาวบ้านที่ศรัทธาในลัทธินอกรีตแต่กลับเป็นนักรบที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี
…พวกนี้ไม่เลวเลย ทำไมเฟทถึงมีคนแบบนี้ในลัทธิด้วย…