Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 97: หมาป่าที่แยกเขี้ยวใส่
เหตุการณ์ในช่วงเวลาของเซกัน ระหว่างการเดินทางไปเรฟลินตัน เซกันและกราเทียได้ปะทะกับกลุ่มเฟทและเดวัลอีกบ้างประปราย มันเป็นโอกาสให้กราเทียได้ลับฝีมือของเธอขึ้นอีกเล็กน้อย
เรฟลินตันกลับมาสงบอย่างที่เควนตัสบอกไว้ กลุ่มเฟทได้ถอนตัวไปจากประเทศเล็ก ๆ นี้แต่ก็ทิ้งความเสียหายไว้เบื้องหลัง ไร่ข้าวโพด เรือกสวนไร่นาและปุศสัตว์ของชาวบ้านถูกทำลายจนย่อยยับ ส่วนตัวป้อมปราการและตัวเมืองก็มีสภาพไม่ได้ดีไปกว่ากัน
กราเทียเพียงแค่ถามไถ่ข้อมูลจากพวกทหาร เธออยากแน่ใจว่าบิดาของเธอยังปลอดภัยดีอยู่ แต่เธอปฏิเสธที่จะพบหน้าเขาในตอนนี้ เพราะกลัวว่าหากได้พบ เธอจะไม่กล้าจากที่นี่ไปอีก
“ถ้าคุณอยากอยู่ต่อก็ได้นะ ผมจะไปอัลกราดให้เอง”
“ข้าต้องเห็นว่าอัลกราดปลอดภัยด้วยตาตัวเอง” กราเทียตอบ เธอเป็นคนลากเขาเข้ามาเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้วจะให้เธอโยนทุกอย่างให้เขารับมือคนเดียวได้อย่างไร
บริเวณหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่อยู่ในเส้นทางระหว่างเรฟลินตันและอัลกราด ชายผู้หนึ่งกำลังต่อสู้กับกลุ่มเฟทอย่างโดดเดี่ยว เขาคือนักรบคนสุดท้ายที่ยืนหยัดปกป้องหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้
ดาบเขี้ยวหมาป่าถูกชโลมด้วยเลือดจนสูญเสียความคม ซากศพจำนวนมากถูกถมกองจนเป็นภูเขาขนาดย่อม แต่นักรบผู้ปกป้องหมู่บ้านก็ไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว เขาไม่อยากเห็นหมู่บ้านใดต้องตกเป็นเหยื่อของพวกเฟทอีกแล้ว
“เจ้านี่แกร่งมาก สมกับที่ลือกันว่าเป็นทายาทของนักดาบชื่อดัง” ผู้ไม่ประสงค์ดีมองร่างบึกบึนตรงหน้า เขาอยู่ในชุดเกราะที่ทำจากหนัง ไหล่ข้างหนึ่งมีประดับด้วยหัวหมาป่า ส่วนทรงผมของชายผู้นี้ก็ดูพิลึกพิลั่นเพราะโกนเพียงด้านข้างทั้งสองด้านออกแต่ปล่อยตรงกลางเอาไว้จนดูแปลกตา
“จะไปชมมันทำไมเล่า!”
“รุมมันเข้าไป อย่าไปกลัว เราคนมากกว่าเป็นสิบเท่า”
กลุ่มเฟทพวกนี้ไม่ใช่พวกไร้ฝีมือ แต่ละคนมีทักษะการรบไม่ได้ด้อยไปกว่าทหารที่ฝึกฝนมาเป็นอย่างดี ในขณะที่อีกฝ่ายเหลือแค่อาวุธที่หมดความคมไปแล้วกับร่างกายที่กำลังจะถึงขีดกำจัดหลังจากผ่านการต่อสู้อย่างหนัก
ทอลโด ไฮน์คิดว่าเขากำลังจะถูกสังหาร เขาไม่เสียดายชีวิตตนเองแม้ว่าจะต้องแลกกับการปกป้องหมู่บ้านที่ตนแทบจะไม่รู้จัก สิ่งที่ทำให้เขาเสียดายมีเพียงความตายครั้งนี้ยังไม่เพียงพอที่จะไถ่บาปของตนเองได้
บาปที่เขาเคยเป็นหนึ่งในสมาชิกของฟอลโลเวอร์ออฟเดอะทรูเฟท
ทอลโดในอดีตเคยเป็นทหารรับจ้างชื่อดัง เขาใช้ทักษะฝีมือที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษหากินในสายวิชาชีพนี้ และก็ไปได้ดี เขาหาเงินได้มากมายแต่ก็หมดไปกับการเที่ยวเตร่ การพนัน และผู้หญิง
วันหนึ่งทอลโดก็เริ่มเบื่อหน่ายกับวิถีชีวิตแบบเดิม ๆ หลังจากเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้เขาต้องสูญเสียพรรคพวกไปจนหมด ทอลโดก็เริ่มแสวงหาความหมายของชีวิตและในตอนนั้นเองที่เขาได้พบลัทธิเฟท
…โลกของเรากำลังจะสูญสิ้นและมนุษย์นี่แหละคือตัวการ การชำระล้างในคำทำนายคือทางออกที่จะช่วยมนุษย์ที่เหลือรวมทั้งโลกทั้งโลกด้วย…
เพราะความผิดหวังกับโลกและตนเอง ทอลโดมองข้ามเจตนาต่ำทรามของเฟท เขายอมให้ลัทธินอกรีตหลอกใช้อยู่นานหลายปี
ทักษะที่ยากจะหาคนเทียบเคียงทำให้ทอลโดขึ้นมาเป็นระดับขุนพลของกลุ่มอย่างรวดเร็ว เขาเข่นฆ่าผู้คนไปมากมายโดยเชื่อว่ามันคือการเสียสละที่จำเป็น นี่คือการทำเพื่อโลกนี้
ทอลโดไม่ได้มีจิตใจหยาบช้ามาแต่ดั้งเดิม หลังจากที่มือเปื้อนเลือดครั้งแล้วครั้งเล่า เขาก็เริ่มตั้งคำถามว่ามันไม่มีหนทางอื่นในการเยียวยาโลกนี้แล้วจริงหรือ เขาเริ่มบิดเบือนคำสั่งที่ได้รับมา หลายครั้งหลายหนที่เขาแอบช่วยคนที่ควรจะเป็นเป้าหมาย จนในที่สุดก็ถูกคนในลัทธิจับได้และมันก็พาเขามาสู่จุดจบที่นี่
ทอลโดเคยแวะเวียนมาที่หมู่บ้านนี้เพียงหนเดียว เขาไม่ได้ผูกพันธ์กับใครที่นี่เลยสักคน มันจึงเป็นเรื่องที่เขาก็ไม่เข้าใจ ยามที่เขารู้มาว่าหมู่บ้านนี้กำลังจะถูกกวาดล้างเพราะให้ที่ซ่อนกับกลุ่มต่อต้าน ทอลโดก็ไม่สามารถอยู่เฉยได้
“ต่อให้ต้องตายก็จะไม่ให้พวกแกแตะต้องคนในหมู่บ้านนี้ได้หรอก”
“ไม่ใช่ต่อให้ต้องตาย วันนี้แกจะได้ตายจริง ๆ แน่ เจ้าคนทรยศ”
ผู้นำกลุ่มเฟทกลุ่มนี้คือผู้เชี่ยวชาญวิชาเก้าดาบ เช่นเดียวกับทอลโด เขาก็เคยเป็นทหารรับจ้างชื่อกระฉ่อน ว่ากันว่าดาบทั้งเก้าเล่มของเขาเคยสังหารผู้คนมาแล้วหลายร้อยศพ
วิชาดาบหายากนี้เป็นหนึ่งในเคล็ดวิชาดาบที่แตกสายมาจากเพลงดาบเอเทเซีย แต่แทนที่จะใช้ความเร็วที่เหนือชั้นจนราวกับว่าใช้ดาบถึงเก้าเล่ม ผู้ใช้เคล็ดนี้กลับฝึกฝนจนสามารถใช้จิตควบคุมดาบจริงเฉือดเฉือนศัตรู
ดาบเก้าเล่มที่พุ่งมาจากรอบทิศไม่ใช่ปัญหาเดียวที่ทอลโดต้องรับมือ ยังมีนักรบฝีมือดีอีกเกือบยี่สิบชีวิตที่อยากได้หัวเขาด้วย เขาไม่มีโอกาสตอบโต้สักนิดเพียงแค่ปัดป้องและหลบทั้งหมดมันก็แทบถึงที่สุดที่เขาทำได้
เคร้งงง
ดาบทั้งเก้าเล่มหักสะบั้นพร้อมกับการปรากฏตัวของชายในชุดสีดำ ทอลโดไม่เคยเห็นชายผู้นี้มาก่อน แต่เขารู้ได้ทันทีว่าผู้มาใหม่คนนี้เป็นใคร
“ดาบดำและเพลงดาบเอเทเซีย”
“เกราะ… ดาร์คบลัดอาร์เมอร์” หนึ่งในนั้นรู้จักเกราะนี้เป็นอย่างดี มันคือเกราะที่เควนตัส บอร์มาร์เคยใช้ในสมัยที่เขายังเป็นหนุ่ม มันคือเกราะต้องสาป
ทอลโดฮึดสู้อีกครั้งเพราะเห็นว่าโอกาสโต้คืนมาแล้ว เซกันปล่อยให้เขารับมือกับทหารรับจ้างผู้ใช้วิชาเก้าดาบ ส่วนตนเองและกราเทียก็รับมือกับอีกยี่สิบชีวิตที่เหลือ
เดิมทีมีจำนวนขนาดนี้พวกเขาก็ยังปราบทอลโดไม่ลง เมื่อไม่เหลือกองหนุนและดาบทั้งเก้าก็หักจนหมดการต่อสู้นี้จึงรู้ผลตั้งแต่เริ่ม ทอลโดทิ้งดาบเปื้อนคราบเลือดและหันมาใช้ดาบที่ตกอยู่แถวนั้นแทน
อีกฝ่ายก็ทำแบบเดียวกัน แต่เขาสามารถเก็บดาบของคนที่ตายไปแล้วได้เพียงสามเล่ม ทอลโดอ่านวิถีดาบออกจนทะลุปรุโปร่ง เขาแทรกตัวผ่านช่องว่างระหว่างดาบที่พุ่งมาและฟันดับลมหายใจของคู่ต่อสู้
เซกันไม่ต้องสังหารใคร เขาจึงทำแค่ให้อีกฝ่ายหมดสติ แต่กราเทียไม่เป็นแบบนั้น เธอรู้ว่าหากพวกเฟทรอดไปได้ พวกมันก็จะกลับมาโจมตีหมู่บ้านนี้อีก ทุกการโจมตีของเธอจึงเป็นการโจมตีที่หวังชีวิต
แล้วการต่อสู้ก็จบลง พวกชาวบ้านที่แอบซุ่มดูอยู่ก็ปรากฏตัวออกมาเพื่อขอบคุณทั้งสาม แต่เรื่องไม่ได้จบลงเพราะทอลโดยังคาใจเรื่องของดาบดำที่เซกันพกมา
“ถ้าข้าเข้าใจผิดก็ต้องขอโทษด้วย… คงไม่ใช่ว่าท่านคือแบล็กเฟนเซอร์คนนั้นนะ”
มันเป็นจิตมุ่งร้ายที่ไม่ได้ปิดบังสักนิด แม้แต่ชาวบ้านที่ตอนแรกออกมาโห่ร้องยินดีก็เปลี่ยนสีหน้าในทันที พวกเขาไม่อยากเชื่อว่าคนที่เพิ่งช่วยหมู่บ้านเอาไว้คือตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดลักธินอกรีต
“ผม…” เซกันโกหกไม่เป็น เขาจึงหันไปขอความช่วยเหลือจากกราเทีย
“ก็แค่ดาบสีดำเหมือนกัน คน ๆ นี้ไม่ใช่เซกันหรอก เจ้านี่คือสหายของข้าชื่อมีทบอล” กราเทียโกหกหน้าตาย รู้สึกว่าตัวเองพลาดที่ไม่ได้ตั้งชื่อปลอมให้ดี ๆ
“เชื่อได้แน่เหรอ” ชาวบ้านคนหนึ่งซุบซิบด้วยเสียงที่ไม่เบาเลย
“ข้าเป็นนักบวช ข้าไม่โกหกหรอก” กราเทียพูดจบก็แสดงสร้อยคอของอัลกราดให้ทุกคนประจักษ์แก่สายตา ชาวบ้านแถวนี้มักจะได้รับความช่วยเหลือจากอัลกราดอยู่เสมอ การอ้างของกราเทียจึงทำให้หลายคนยอมรับ ยกเว้นก็เพียงทอลโด เขายังแผ่จิตสังหารออกมาอย่างต่อเนื่อง
กราเทียไม่อยากให้เรื่องยุ่งยากตามมา เธอจึงตัดสินใจเดินทางต่อในทันที แต่ทอลโดกลับเป็นฝ่ายพูดเพื่อให้ชาวบ้านรั้งทั้งคู่เอาไว้โดยอ้างการตอบแทนบุญคุณ
“ให้พวกเราได้ตอบแทนด้วยเถอะ อย่างน้อยก็พักสักคืน กับอาหารอีกสองสามมื้อ” ชาวบ้านคนนึงเสนอให้ไปพักที่บ้านของเขา
“พักบ้านข้าดีกว่า บ้านข้าใหญ่ที่สุดในหมู่บ้าน”
“มาบ้านข้าดีกว่า เดี๋ยวข้าจะให้เงินค่าเดินทางด้วยนะ”
ทุกคนกุลีกุจอแย่งกันรับแขก นอกจากเพื่อตอบแทนที่พวกเขาสู้กับพวกเฟท ทุกคนต่างก็อยากรู้เรื่องราวของกลุ่มเฟทและสถานการณ์ในต่างเมือง และการถามจากนักเดินทางนี่แหละคือหนทางที่ดีที่สุด
กราเทียไม่อยากให้ดูมีพิรุธมากไปกว่านี้ เธอจึงตกใจว่าจะรับน้ำใจของชาวบ้าน สายตาของเธอไปปะเข้ากับทอลโดที่เดินตามมาเงียบ ๆ มันทำให้เธอรู้สึกเสียวสันหลัง เธอแน่ใจว่าทอลโดไม่เชื่อคำโกหกของเธอ เขาจึงหาเรื่องให้เธอต้องอยู่ที่นี่ต่อเพื่อที่ตนจะได้มีเวลาจับผิด
ก่อนหน้าที่จะถึงหมู่บ้านนี้ ถ้าเซกันไม่เจ้ากี้เจ้าการอนุญาตให้คนขับและรถม้ากลับไปก่อน ทั้งคู่ก็คงจะหนีจากหมู่บ้านในตอนกลางคืนไปแล้ว
ทอลโดรอจนทุกคนในหมู่บ้านหลับสนิทแล้วจึงลงมือ เป้าหมายของเขาคือการบีบให้เซกันสู้และแสดงตัวตนที่แท้จริงออกมา
โครมม
“คุณทำแบบนี้ทำไม” เซกันยังงงอยู่เพราะเขาถูกโยนทะลุออกมาจากบ้าน แต่ทั้งที่เสียงดังขนาดนั้น ทั้งหมู่บ้านกลับไม่มีใครออกมาดูแม้แต่คนเดียว
“ไม่อยากให้ชาวบ้านแตกตื่น ตอนที่ทุกคนฉลองกันก็เลยแอบวางยาสลบไว้”
“ต้องทำขนาดนี้เลยเหรอ”
“อย่างน้อยก็ทำให้รู้อย่างหนึ่ง ยาพิษหรือยาสลบใช้กับแกไม่ได้”
“มันก็ไม่ได้ยืนยันว่าผมคือแบล็กเฟนเซอร์”
“ก็ใช่…” ทอลโดกระชับดาบขึ้น “แต่ไอ้นี่น่าจะช่วยได้”
ทอลโดไม่ได้ยั้งมือ เขาแน่ใจอย่างเต็มเปี่ยมว่าเซกันคือตัวหายนะในคำทำนาย เขาตวัดดาบด้วยความเร็วจนเกิดเป็นคลื่น แต่แทนที่คลื่นนั้นจะเป็นเส้นตรง เซกันพบว่ามันมีลักษณะที่แปลกออกไป
“หมาป่า” เซกันถึงกับผงะไป เขาเคยเห็นพวกที่ใช้เวทอัญเชิญมาก่อน แต่สิ่งนี้ต่างออกไป มันคือคลื่นการโจมตีผสมกับจิตต่อสู้และก่อตัวเป็นรูปร่าง
หมาป่าถูกปล่อยออกมาทุกครั้งที่ดาบของทอลโดถูกเหวี่ยงสะบัด เซกันพบว่ามันจะไล่ตามเขาอย่างไม่ลดละและวิธีเดียวที่จะหยุดมันได้คือต้องทำลายมันทิ้ง
ทอลโดใช้จิตต่อสู้รูปร่างหมาป่าโจมตีเซกันจากระยะกลางและระยะไกล ส่วนในระยะใกล้ก็ใช่ว่าเขาจะไร้พิษสง เพลงดาบเขี้ยวหมาป่าและสัญชาตญาณในการต่อสู้ระดับสูงทำให้เซกันไม่สามารถสุ่มสี่สุ่มห้าเข้าใกล้ได้เลย
ฉับบบ
คอของเซกันหลุดออกจากลำตัว มันคือจังหวะที่เขาลังเลว่าจะก้าวเข้าไปหรือถอยออกมาดี ภาพที่เห็นไม่ใช่ภาพลวงตาแต่มันคือสิ่งที่สมองของเขามองเห็นจากการประเมินจากกรณีเลือกที่จะเดินไปข้างหน้า
…คนผู้นี้แข็งแกร่งมาก แถมการเคลื่อนไหวก็เหมือนสัตว์ป่าเลย…
“อย่าดูถูกกันสิ ฉันเคยเป็นทหารรับจ้างอันดับหนึ่งนะ”
ทอลโดไม่ปล่อยให้เซกันได้ตั้งตัว ทั้งหมาป่า ทั้งตัวเขาเอง เข้าโจมตีประชิดอย่างต่อเนื่อง มันทำให้เซกันเข้าใจแล้วว่าตอนที่สู้เพื่อปกป้องหมู่บ้านผู้ชายคนนี้ยังไม่ได้เอาจริงเลยสักนิด
หลายครั้งหลายหนที่เซกันเกือบเผลอดึงพลังของดาบออกมาใช้ มีครั้งหนึ่งที่เขาตวัดดาบโต้ตอบและคิดว่าแย่แล้ว มันเป็นมุมที่ไม่น่ามีใครหลบพ้น แต่ทอลโดกลับมีร่างกายยืดหยุ่นกว่าที่เห็นภายนอก เขาก้มลอดคมดาบได้อย่างเฉียดฉิว
“ทำได้ขนาดนี้ ยังจะแก้ตัวว่าไม่ใช่เซกันคนนั้นอีกเหรอ”
“จะใช่หรือไม่ การต่อสู้นี้มันก็ไม่มีประโยชน์เลยครับ กรุณาหยุดเถอะ”
“ทำไมจะไม่มี… ถ้าฆ่าเซกันได้พวกเฟทก็จะเสียสัญลักษณ์แห่งความล่มสลายไป”
“ผมไม่ได้เกี่ยวอะไรกับพวกนั้นสักนิด”
“ยอมรับแล้วสินะว่า แกคือเซกัน เอเทเซีย”
“ก็ใช่ที่ผมคือเซกัน…” เปล่าประโยชน์ที่จะโกหกต่อไป “แต่ผมแน่ใจว่าตัวเองไม่ใช่คนที่จะทำให้โลกนี้พบกับหายนะครับ”
“เจ้าหนูคำพูดของแกมันวกไปวนมา”
“คำพูดของคุณ ก็มีแต่เรื่องเพ้อเจ้อหาหลักฐานไม่ได้เหมือนกัน” เซกันตัดสินใจเปิดปากพูดตอบโต้เพื่อตัวเอง