Advent of the three calamities [นิยายแปล] - บทที่ 21: กิจกรรมนอกหลักสูตร [1]
ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พลางหวนนึกถึงสัมผัสที่แผดเผานั้น
กลิ่นที่คุ้นเคยซึ่งลอยอวลอยู่ในอากาศ
และความสงบที่มันมอบให้ผม
ผมเคยเกลียดกลิ่นนั้นมาก่อน
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผมกลับตกหลุมรักมัน
ทุกครั้งที่สูดเข้าไป สมองของผมจะว่างเปล่า
มันช่วยบรรเทาความเจ็บปวด คลายความเครียด และเติมสีสันให้กับโลกที่เคยมืดหม่นของผม
นั่นคือความหมายของการสูบบุหรี่สำหรับผม
แต่ในขณะเดียวกัน มันก็คือสิ่งที่ฆ่าผม
มันมอบบางอย่างให้ แต่ก็พรากทุกสิ่งทุกอย่างไปเป็นการแลกเปลี่ยน
นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมเพียงแค่เห็นมัน ผมถึงสูญเสียความเป็นตัวเองไป
“…..ฉันจะควบคุมมันได้ยังไง?”
ผมจ้องมองเพดานห้องอย่างเหม่อลอย
การทำตามอารมณ์ชั่ววูบแบบนั้น…
การสูญเสียการควบคุมและปล่อยให้อารมณ์เข้าครอบงำ…
ผมจะปล่อยให้มันเป็นแบบนั้นต่อไปไม่ได้
“ฉันต้องควบคุมตัวเองให้ได้”
แต่ผมจะทำยังไงล่ะ…? มันพูดง่ายกว่าทำเสียอีก ไม่ใช่ว่าผมจะสามารถสั่งแบนบุหรี่ทุกมวนในโลกนี้เพื่อไม่ให้มันมากระตุ้นความทรงจำของผมได้เสียหน่อย
….และมันก็เป็นไปไม่ได้ที่ผมจะหยุดใช้พลังนี้
เพื่อการเอาตัวรอดและเป้าหมายของผม…
ผมจำเป็นต้องใช้มัน
“ลำบากชะมัด”
จริงๆ นะ
นี่ไม่ใช่ปัญหาที่ผมจะหาทางออกได้ง่ายๆ วิธีที่ดูสมจริงที่สุดคือการค่อยๆ ทำความคุ้นเคยกับพลังนี้ไปทีละน้อย
แต่ทว่า…
“ไม่มีเวลาแล้ว”
ยิ่งผมรอนานเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งเอาตัวเองไปเสี่ยงกับอันตรายมากขึ้นเท่านั้น
ผมต้องจัดการปัญหานี้เดี๋ยวนี้ จะปล่อยไว้ทีหลังไม่ได้
นั่นคือเหตุผลที่ว่า,
“….”
ขณะที่จ้องมองมือตัวเอง ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัว ผมรู้สึกว่าสีหน้าของตัวเองเคร่งเครียดขึ้นเมื่อคิดถึงมัน แต่เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์แล้ว ดูเหมือนว่านี่จะเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุด
“ฟู่ววว…”
ผมก็นั่งลงบนเก้าอี้และสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
‘การจะเข้าใจอารมณ์ได้นั้น เราต้องสัมผัสมันด้วยตัวเอง’
ถ้อยคำไม่กี่คำนั้นติดอยู่ในหัวของผม
มันเป็นประโยคที่ผมเห็นบ่อยๆ เวลาค้นคว้าเกี่ยวกับเวทมนตร์แห่งอารมณ์ เมื่อพิจารณาจากพัฒนาการที่ผ่านมาของผม มันเป็นความจริงอย่างไม่ต้องสงสัย
แต่การแค่ได้สัมผัสมัน ไม่ได้เท่ากับการเข้าใจมันอย่างถ่องแท้
เรื่องนั้นมันต้องใช้เวลา
คนเราต้องสัมผัสมันอย่างต่อเนื่องก่อนที่จะสามารถเข้าใจมันได้อย่างเต็มที่
นั่นคือเหตุผลที่ว่า,
ผมกุมแขนท่อนล่างของตัวเองไว้แล้วพึมพำ
“ความเศร้า”
ความเจ็บปวดที่คุ้นเคยจู่โจมหน้าอกของผมจนเริ่มรู้สึกหนักอึ้ง
ทันใดนั้นโลกดูเหมือนจะเย็นชะมัด และดวงตาของผมก็เริ่มรื้นไปด้วยน้ำตา ผมกัดลิ้นตัวเองเพื่อสะกดกลั้นน้ำตาเหล่านั้นไว้
“ฮู่ววว…”
ผมต้องหายใจเข้าออกอย่างช้าๆ และมั่นคงในทุกครั้ง
ความเจ็บปวดทำให้ผมรวบรวมสมาธิได้ยาก แต่ผมก็ยังคงอดทนไว้
ผมกำขอบเก้าอี้ไม้ที่นั่งอยู่แน่น พลางพึมพำกับตัวเอง
“…ฉันต้องรักษาความสุขุมไว้”
ผมจะปล่อยให้อารมณ์เข้าครอบงำจิตใจเหมือนครั้งก่อนไม่ได้
ผมต้องรักษาความเยือกเย็นเอาไว้
เป้าหมายของผมในครั้งนี้คือการสร้างภูมิคุ้มกันทางอารมณ์ โดยการจงใจเอาตัวเองไปเผชิญกับอารมณ์ต่างๆ
เมื่อเทียบกับตอนที่ผมเพิ่งหลุดออกมาจาก ‘ความจดจ่อ’ อารมณ์ที่ผมกำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้ถือว่าเบากว่ามาก
ส่วนใหญ่เป็นเพราะความเข้าใจในอารมณ์เหล่านั้นของผมยังไม่แข็งแกร่งนัก
เหตุผลเดียวที่มันส่งผลรุนแรงมากในสองครั้งแรก เป็นเพราะอารมณ์ของผมมันอัดแน่นมากตอนที่หลุดออกมาจากสภาวะจดจ่อ
ถึงอย่างนั้น…
แปะ
มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
ผมจ้องมองหยดน้ำตาที่เปื้อนกางเกง หลับตาลงก่อนจะพึมพำว่า
“ความโกรธ”
หมับ—
แรงบีบที่เก้าอี้รุนแรงขึ้นและหน้าอกของผมเริ่มกระเพื่อมไหว
อารมณ์ใหม่เข้าแทนที่อารมณ์เดิมและใบหน้าของผมก็บิดเบี้ยว
“….อา”
การเปลี่ยนอารมณ์อย่างกะทันหันทำให้ผมรักษาใจให้แจ่มใสได้ยาก
เปลวไฟปะทุขึ้นในอกของผม
ลมหายใจของผมถี่กระชั้นขึ้น ชีพจรก็เช่นกัน
“อึก…!”
ผมกัดฟันแน่นจนเริ่มรู้สึกเจ็บ
ถึงอย่างนั้น ผมก็ยังคงนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ แม้ว่าโลกทั้งใบจะเริ่มกลายเป็นสีแดงและวิสัยทัศน์จะแคบลงก็ตาม
ผมยังคงนั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น
มือของผมสั่นเทา
แต่ความคิดของผมยังคงชัดเจน
“ค-ควบคุม”
ผมเค้นคำพูดนั้นออกมาผ่านไรฟันที่ขบกันแน่น
ใ-ใช่แล้ว
…ผมต้องควบคุมตัวเองให้ได้
ผมจะไม่ยอมให้ตัวเองถูกควบคุมโดยอารมณ์อีกเป็นอันขาด
“ไม่มีวัน”
ที่ฮาเวนมี ‘กิจกรรมนอกหลักสูตร’
พูดง่ายๆ ก็คือชมรมนั่นแหละ ในเมื่อโลกมันช่างหม่นหมองและความเป็นจริงของเหล่านักเรียนก็น่าหดหู่ ชมรมจึงถูกตั้งขึ้นเพื่อเป็นวิธีผ่อนคลายภาระทางจิตใจให้กับเหล่านักเรียน
“ว่ายน้ำ… ฟุตบอล… ชมรมออกกำลังกาย… ทำอาหาร…”
มีชมรมให้เลือกมากมาย ตั้งแต่สายใช้กำลังไปจนถึงสายที่ไม่ต้องใช้แรง ตัวเลือกดูเหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุด
“ชมรมตลก…?”
สายตาของผมหยุดอยู่ที่ ‘ชมรมตลก’ นานเกินไปนิด นานพอที่จะทำให้เลออนสังเกตเห็นและหันมามองผม
เพื่อให้ดูแนบเนียนสมกับเป็นจูเลียนคนก่อน ผมจึงให้เขาช่วยผมเลือกชมรม มันเป็นขั้นตอนที่จำเป็นเพื่อความปลอดภัยของผมเอง
“นายกำลังพิจารณามันอยู่เหรอ? เพื่อที่จะได้เข้าใจอารมณ์ได้ดีขึ้นน่ะนะ?”
“อา ใช่…”
นั่นก็เป็นส่วนหนึ่งของเหตุผลแหละนะ แน่นอน แต่อีกเหตุผลที่ชมรมนี้น่าสนใจสำหรับผมก็คือ ผมยังคงนึกถึงมุกตลกที่ผมเล่าไปเมื่อสัปดาห์ก่อน มุกเสือชีตาร์นั่นแหละ
มันคาใจผมมาสักพักแล้ว
แต่มุกนั้นมันแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ?
‘….ฉันว่ามันก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นนะ’
หรือปัญหาจะอยู่ที่อย่างอื่น? จังหวะการเล่าเหรอ?
แต่พอนึกดู คนที่ผมเล่ามุกนั้นให้ฟังมักจะทำหน้าแข็งทื่อกันหมด ทั้งยัยผู้หญิงคนนั้นและเลออน…
สงสัยผู้ฟังจะเข้าถึงยากเกินไปมั้ง
“มันก็น่าจะเป็นอย่างนั้น แต่จูเลียนไม่น่าจะเลือกอะไรแบบนี้นะ นายต้องจำไว้ว่า—”
“ฉันว่าปัญหาอยู่ที่จังหวะการเล่าของฉันแน่ๆ”
ใช่ มันต้องใช่แน่ๆ
“…”
ร่างกายของเลออนแข็งทื่ออยู่กับที่
‘อ๊ะ ซวยแล้ว’
ผมเงยหน้าขึ้นมองเขา เขาจ้องมองผมด้วยตาที่เบิกกว้างและสีหน้าที่เหมือนจะบอกว่า ‘หมอนี่เสียสติไปแล้วเหรอ…?’
ผมรู้สึกเคืองนิดๆ กับสายตาของเขา
“อะไร?”
เขามองผมแบบนั้นทำไมกัน…?
เขาอ้าปากจะพูดแต่ก็ปิดลงในทันที จากนั้นเขาก็หันหลังกลับไปมองทางอื่น
“นายทำบ้าอะไ—”
“ขึ่ก”
ขึ่ก…?
ผมหยุดสิ่งที่ทำอยู่แล้วชะโงกหน้าไปดูเขาชัดๆ
ทำไมเขาถึง…
“อา”
ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวทันที
ผมใช้เวลาคิดอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะเอ่ยออกมาในที่สุดว่า
“ปลาอะไรไม่มีตา?” (What do you call a fish with no eyes?)
“….”
ดวงตาของเลออนเบิกกว้าง ชั่วขณะหนึ่งผมเห็น ‘ความกลัว’ วาบผ่านดวงตาของเขาขณะที่ร่างกายของเขาเริ่มสั่น
ผมพูดต่อ
“ปล” (Fsh) [TL:มุกคำพ้องเสียงภาษาอังกฤษ: fish ที่ไม่มีตัว i (eye) ก็เหลือแค่ fsh]
“อึก…!”
ร่างกายของเขาสั่นสะท้าน
และผมก็พูดต่อ
“เกษตรกรที่ทำคราดหายเขาพูดว่าอะไร?”
“….”
“คราดฉันอยู่ไหน?” (Where is my rake?) (TL:อันนี้ผมก็ไม่เข้าใจครับ ใครเข้าใจบอกที5555555)
“….!”
ตึก—
โดยไม่หันกลับมามอง เลออนก้าวเดินไปข้างหน้า ตลอดเวลาไหล่ของเขาสั่นไม่หยุด เมื่อจ้องมองเขา ผมก็รู้สึกว่าต้องไปต่อจึงตะโกนไล่หลังไปว่า
“แมลงวันที่ไม่มีปีกเรียกว่าอะไร?”
“…”
“แมลงเดิน” (A walk) [TL:มุกคำพ้องเสียงภาษาอังกฤษ: fly (บิน) ถ้าบินไม่ได้ก็ต้อง walk (เดิน)]
“….คึ่ก!”
เลออนเอามืออุดปากแล้วใส่เกียร์หมาวิ่งหนีไปทันที
ผมวิ่งไล่ตามเขาไป
“แล้วแม่วัวพูดว่…” (TL:ล่ะวิ่งไล่เพื่อไปเล่นมุก555555555)
ครืนนน…
ร่างนั้นขยายใหญ่ขึ้น ค่อยๆ เผยให้เห็นขากรรไกรที่เน่าเปื่อยขนาดมหึมาและแผ่นหลังที่เต็มไปด้วยหนาม กระแสมานาอันทรงพลังกวาดไปทั่วบริเวณขณะที่ร่างนั้นขยายขนาดขึ้น
“เงียบๆ หน่อย เราอยู่ไม่ไกลจากสถาบันนักหรอก”
เดไลลาห์ยืนอยู่ไม่ไกลจากสิ่งมีชีวิตนั้น สายตาของเธอจับจ้องไปยังสัตว์ร้ายที่มองเธอด้วยความหวาดหวั่นอย่างลึกซึ้ง
มันคำรามใส่เธอก่อนจะพูดออกมา
“…แกคิดว่าแกจะหยุดพวกเราได้งั้นเหรอ? การดิ้นรนของแกมันไร้ประโยชน์ การเตรียมการของพวกเราใกล้จะเสร็จสิ้นแล้ว”
“เหอะ”
สีหน้าของเดไลลาห์เปลี่ยนไป เธอหัวเราะออกมาพลางมองสัตว์ร้ายตัวนั้นด้วยสายตาเหยียดหยาม
“พวกแกมันก็เหมือนเดิมตลอด หลายปีที่ผ่านมาพวกเราขัดขวาง ‘การโจมตี’ และ ‘การเตรียมการ’ ของพวกแกไปกี่ครั้งแล้ว? ยังไม่เข็ดกันอีกเหรอ?”
“…”
สัตว์ร้ายคำราม
“แกไม—”
เสียงของเดไลลาห์ ซึ่งซ้อนทับด้วยเสียงที่คล้ายกันอีกสองเสียง ดังตัดขั้วหัวใจของสัตว์ร้ายตัวนั้น
“แกซ่อนมันจากฉันไม่ได้หรอก”
สัตว์ร้ายสั่นสะท้าน
“ซ่อน…?”
“ความกลัวของแกไง ฉันมองเห็นมันได้จากที่ไกลๆ เลยล่ะ”
กร็อบ…
สัตว์ร้ายถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัวขณะที่ร่างกายของมันสั่นเทิม อารมณ์ที่ไม่รู้จักพุ่งพล่านขึ้นมาจากส่วนลึกของร่างกาย ขู่ว่าจะกัดกินตัวมันเอง
“ก-แก….!”
แสงสีแดงวาบขึ้นในดวงตาของสัตว์ร้าย มันเข้าใจแล้วว่าอารมณ์ของมันกำลังถูกปั่นหัว
แต่มันก็สายเกินไปแล้ว
ในวินาทีที่สัตว์ร้ายก้าวถอยหลัง ความพ่ายแพ้ของมันก็ถูกจารึกลงบนแผ่นหินเรียบร้อยแล้ว
สีหน้าของเดไลลาห์กลับมาเรียบเฉยตามปกติขณะที่เธอยกมือขึ้น
“กรรรรรรร—!”
สัตว์ร้ายกรีดร้อง แต่มันก็เปล่าประโยชน์
ในชั่วพริบตาที่เธอยกมือขึ้น พื้นที่รอบตัวสัตว์ร้ายก็บีบอัดลง และเสียงกระดูกหักที่ดังก้องก็ปกคลุมไปทั่วอากาศ
ตุบ
เพียงแค่นั้น สัตว์ร้ายระดับ Terror ก็สิ้นใจลง
ออดอดอด—!
แต่มีบางอย่างประหลาดเกิดขึ้นในวินาทีที่สัตว์ร้ายตายลง ฟองสีดำทะลักออกมาจากปากของมัน และร่างของมันก็หดเล็กลงจนเผยให้เห็นโครงร่างของ…
…มนุษย์
กร็อบ… กร็อบ…
เดไลลาห์หยุดยืนห่างจากศพไม่กี่เมตร สายตาอันเย็นชาไล่มองไปตามร่างนั้น ในที่สุดเธอก็ย่อตัวลงและพลิกแขนของมันขึ้นมา
“….”
รอยสักรูปใบโคลเวอร์สี่แฉกปรากฏสู่สายตาของเธอ
“….เป็นอย่างที่คิดจริงๆ”
เธอปล่อยแขนนั้นลง และสะเก็ดไฟก็ลอยล่องไปในอากาศขณะที่ร่างนั้นค่อยๆ เลือนหายไปจากสายตา
เปรี๊ยะ…!
ดวงตาอันเย็นชาของเธอยังคงจับจ้องไปยังร่างที่กำลังหายไปนั้น
จากนั้น ริมฝีปากของเธอก็ขยับพึมพำออกมาว่า
“นภาผกผัน”
ภาพของคนคนหนึ่งผุดขึ้นมาในใจของเธอ
คนคนที่เธอเชื่อมั่นอย่างสุดใจว่าคือดาวดำ
รอยร้าวปรากฏขึ้นอีกครั้งบนใบหน้าอันไร้อารมณ์ของเธอ
“….ฉันหวังว่าฉันจะเดาผิดนะ”