Advent of the three calamities [นิยายแปล] - บทที่ 22: กิจกรรมนอกหลักสูตร [2]
มันคือวันศุกร์
วันสุดท้ายของสัปดาห์
และแล้วสัปดาห์แรกในสถาบันก็เกือบจะสิ้นสุดลง วันนี้ถือเป็นสัปดาห์ที่สองแล้วที่ผมหลุดเข้ามาอยู่ในร่างนี้
เวลาดูเหมือนจะผ่านไปอย่างรวดเร็วในช่วงสองสัปดาห์นั้น ผมยังคงจำทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในวันแรกได้อย่างแม่นยำราวกับว่ามันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
พูดตามตรงคือผมเหนื่อย
ทั้งทางร่างกายและจิตใจ
แต่… ผมก็เริ่มจะปรับตัวเข้ากับโลกใบนี้ได้ทีละนิด อย่างช้าๆ แต่ทว่ามั่นคง ผมกำลังจะไปถึงจุดนั้น
ผมแค่ต้องการเวลาอีกสักหน่อยเท่านั้น
“นี่ครับ”
“…”
ผมเหลือบมองจดหมายที่วางอยู่บนโต๊ะแล้วเงยหน้าขึ้นมอง มันเป็นคาบเรียนสุดท้ายของวัน และผมกำลังจะเก็บของตอนที่จู่ๆ เขาก็โผล่มาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย
“….นี่คืออะไร?”
“คำเชิญน่ะ”
เลออนตอบสั้นๆ ผมคิดจะให้เขาอธิบายเพิ่มแต่เปลี่ยนใจแล้วเปิดจดหมายออกแทน
ยังไงเดี๋ยวผมก็ต้องรู้อยู่ดี
===
ถึง: จูเลียน แห่งบารอนเอวีนัส
พวกเราขอส่งความปรารถนาดีมายังท่าน และขอเรียนเชิญท่านเข้าร่วมงานแลกเปลี่ยนสังสรรค์ของพวกเราด้วยใจจริง
การปรากฏตัวของท่านจะช่วยส่งเสริมให้งานในครั้งนี้ยิ่งใหญ่ขึ้น และพวกเราตั้งตารอที่จะได้รับเกียรติจากท่านเคียงข้างเหล่าบุคคลสำคัญและแขกผู้มีเกียรติท่านอื่นๆ งานในครั้งนี้จะเป็นค่ำคืนแห่งการสนทนาที่ลุ่มลึก อาหารรสเลิศ และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมอันรุ่มรวย
. . .
ผมกวาดสายตาอ่านเนื้อหาในจดหมายแบบผ่านๆ
“สรุปสั้นๆ คือ… งานปาร์ตี้งั้นเหรอ?”
“ประมาณนั้นแหละ”
ประมาณนั้น…?
“…แล้วฉันจำเป็นต้องไปไหม?”
ผมคลึงหน้าผากตัวเอง
เริ่มจะรู้สึกปวดหัวขึ้นมาตะหงิดๆ แล้ว
“ใช่”
เลออนพยักหน้าแล้วเสริมว่า
“ทุกคนต้องไป”
“…อา”
ให้ตายเถอะ
เลออนมองไปรอบๆ ก่อนจะลดเสียงลง
“มันจะดีกว่าถ้านายเข้าร่วมงานนี้นะ สร้างเส้นสายเอาไว้บ้าง มันจะช่วยนายได้ในระยะยาว”
“…”
ผมเงียบไปพลางจัดระเบียบความคิด
จริงอย่างที่เขาว่า เส้นสายเป็นสิ่งสำคัญในสังคมแบบนี้ ไม่ใช่แค่เพื่อสร้างตัวตนในฐานะ ‘จูเลียน’ ให้มั่นคงขึ้นเท่านั้น แต่ยังเพื่ออนาคตในตอนที่ถึงเวลาที่ผมต้องไปจากที่นี่ด้วย
มันจะทำให้ชีวิตผมง่ายขึ้นแน่นอน
ด้วยความคิดนั้น ผมจึงเงยหน้ามองเลออนแล้วเลื่อนจดหมายคืนไป
“…..ก็ได้”
วิทยาเขตของฮาเวนนั้นกว้างใหญ่มาก
มันครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่และมีอาคารหลักถึงเจ็ดหลัง ได้แก่ อาคารเลโอนี, อาคารรอนเดโอ , อาคารดอร์เซต , อาคารเบอร์มิง, อาคารมิลน์ตัน , อาคารคาร์ลสัน และอาคารรอตติงแฮม
อาคารแต่ละหลังมีหน้าที่แตกต่างกันไป
อาคารรอนเดโอเป็นที่ตั้งของหอพัก อาคารเลโอนีเป็นที่ตั้งของหอประชุม อาคารรอตติงแฮมเป็นที่ตั้งของเหล่าศาสตราจารย์ และอื่นๆ…
อาคารแต่ละหลังทำหน้าที่เฉพาะตัว ช่วยให้ผู้ที่มาใหม่ในสถาบันหาทางไปไหนมาไหนได้ง่ายขึ้น
อาคารรอตติงแฮม
ตึก— ตึก——!
เสียงส้นรองเท้ากระทบพื้นดังก้องไปทั่วโถงทางเดิน
เดไลลาห์เดินไปข้างหน้าโดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยนเลยแม้แต่นิดเดียว
“สวัสดีตอนบ่ายครับ ท่านอธิการบดี”
“ยินดีที่ได้พบครับ ท่านอธิการบดี”
ระหว่างทาง เธอจะถูกทักทายโดยเหล่าเจ้าหน้าที่ที่เดินสวนไปมา เธอทำเพียงปรายตามองและพยักหน้าตอบรับเล็กน้อย
เป็นเช่นนี้ไปจนกระทั่งเธอมาถึงห้องทำงาน
เอี๊ยด…
เมื่อประตูเปิดออก ฝีเท้าของเธอก็ชะงักลง
“…..”
คิ้วของเธอกระตุกกับภาพที่เห็นตรงหน้า เธอเกาข้างหัวเบาๆ พลางเดินหลบแถวเอกสารที่วางระเกะระกะอยู่เต็มพื้นอย่างคล่องแคล่ว จนกระทั่งถึงโต๊ะทำงานแล้วจึงนั่งลง
สายตาของเธอค่อยๆ เลื่อนไปหยุดอยู่ที่เอกสารใหม่สองสามชุดที่วางอยู่ข้างโต๊ะ
หัวข้อเขียนไว้ว่า:
[การเลือกกิจกรรมนอกหลักสูตรของนักเรียนทหารปีหนึ่ง]
‘อ้อ มีเรื่องนั้นด้วยนี่นะ’
มันเป็นหน้าที่ของเธอที่ต้องตรวจสอบใบสมัครของพวกเขา
พรึบ—
เธอพลิกหน้ากระดาษอย่างไม่ใส่ใจพลางประทับตราลงบนใบสมัครของผู้สมัครหลายคน
ปึก ปึก—
ตราประทับของเธอถูกยกขึ้นและกดลงอย่างต่อเนื่อง
จนกระทั่ง…
“…”
สายตาของเธอไปหยุดอยู่ที่ใบสมัครใบหนึ่ง มันไม่ใช่ของใครอื่นนอกจากของจูเลียน
“ชมรมตลก…?”
พอลองคิดดูดีๆ มันก็เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมอยู่
คงจะเกี่ยวข้องกับพลังของเขานั่นแหละ
ตราประทับลอยค้างอยู่เหนือใบสมัครใบนั้น ก่อนที่…
“อาจจะยังไม่ใช่”
เธอยั้งมือไว้
แม้ข้อสันนิษฐานที่เธอมีต่อเขาจะยังไม่ได้รับการพิสูจน์ แต่เธอก็ยังไม่รู้สึกวางใจพอที่จะปล่อยให้เขาทำอะไรตามใจชอบ
เพราะฉะนั้น…..
“ระงับไว้ก่อน”
เธอแยกใบสมัครนั้นออกมาไว้ต่างหาก
“…”
ปึก ปึก—
ในช่วงครึ่งชั่วโมงถัดมา เธอจัดการคัดกรองเอกสารตรงหน้าไปเรื่อยๆ
พอเสร็จงาน เธอก็รู้สึกปวดหัวจี๊ดขึ้นมา เมื่อเธอเอื้อมมือไปเปิดลิ้นชัก เปลือกขนมก็ร่วงกราวลงบนพื้น เธอไม่ได้สนใจมัน แต่ล้วงมือเข้าไปคุ้ยในความยุ่งเหยิงนั้นจนในที่สุดก็เจอสิ่งที่ต้องการ—ช็อกโกแลตแท่งหนึ่ง
ส่วนที่แปลกที่สุดของช็อกโกแลตแท่งนี้คือสติกเกอร์ที่แปะไว้ข้างบน
มันเขียนว่า ‘สมบัติของเดไลลาห์’
ใช่ เพราะนี่คือช็อกโกแลตของเธอ
เธอกัดช็อกโกแลตคำใหญ่
“ฮ้าาา…”
สีหน้าของเธอจึงค่อยผ่อนคลายลง รวมถึงไหล่ที่เคยเกร็งด้วย
ในที่สุดเธอก็หันความสนใจกลับไปที่โต๊ะทำงาน ซึ่งมีอุปกรณ์คริสตัลวางอยู่ มันเปล่งแสงจางๆ เธอเคี้ยวช็อกโกแลตตุ่ยๆ พลางแตะลงไปบนอุปกรณ์นั้น
ไม่นานนัก เสียงหนึ่งก็ดังก้องไปทั่วห้อง
[…เดไลลาห์]
มันเป็นเสียงที่ทุ้มลึกและเต็มไปด้วยอำนาจ
เดไลลาห์โยนเปลือกขนมทิ้งแล้วตอบกลับเรียบๆ ว่า
“ฉันจัดการปัญหาเรียบร้อยแล้วค่ะ”
[คราวนี้เป็นตัวอะไรล่ะ?]
“ยังพอรับมือได้ค่ะ… ยังไม่มีอะไรมาก แค่ระดับหายนะตัวหนึ่ง”
[…..ระดับหายนะงั้นเหรอ?]
บรรยากาศในห้องดูหนักอึ้งขึ้นมาทันทีหลังจากคำพูดของเดไลลาห์
มีการแบ่งระดับเฉพาะสำหรับสิ่งที่มาจากมิติกระจก
มันเป็นข้อตกลงที่ทั้งสี่จักรวรรดิเห็นพ้องกัน
ระดับต่างๆ มีดังนี้: ระดับ Infant, ระดับ Junior, ระดับหายนะ, ระดับผู้ทำลายล้าง และระดับปฐมกาล
การที่สัตว์ร้าย ‘ระดับหายนะ’ ปรากฏตัวใกล้กับบริเวณสถาบัน เป็นเครื่องเตือนใจอย่างดีว่าสถานการณ์ในตอนนี้ร้ายแรงแค่ไหน
[ดูเหมือนพวกมันจะเริ่มอุกอาจขึ้นเรื่อยๆ นะ ครั้งสุดท้ายที่พวกมันส่งตัวที่แข็งแกร่งขนาดนี้มาคือเมื่อไหร่?]
“น่าจะสักสองสามปีก่อนมั้งคะ? ฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน”
ขณะที่พูด เดไลลาห์ก็เอื้อมมือไปที่ลิ้นชักอีกครั้ง แล้วหยิบช็อกโกแลตออกมาอีกแท่ง
“…แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องใส่ใจอะไรขนาดนั้นหรอกค่ะ”
ระดับหายนะคือมอนสเตอร์ที่มีพลังเทียบเท่ากับ High Wizard
การที่เธอพูดเหมือนมันเป็นเรื่องเล็กน้อย แสดงให้เห็นว่าเธอแข็งแกร่งขนาดไหน
[มีปัญหาอื่นอีกไหม…?]
เดไลลาห์ครุ่นคิดก่อนจะพูดอย่างระมัดระวังว่า
“…ดูเหมือนพวกมันกำลังวางแผนอะไรบางอย่างอยู่ แต่ฉันก็ยังไม่แน่ใจนักว่าคืออะไร ฉันได้เพิ่มระดับการรักษาความปลอดภัยของสถาบันแล้ว ดังนั้นเราไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่ของแบบนี้มันก็ไม่แน่หรอกค่ะ”
[อืม… ระวังตัวไว้ให้ดีล่ะ หลายปีที่ผ่านมาเราขัดขวางความพยายามของพวกมันมาได้ตลอด แต่เราไม่มีทางรู้เลยว่าพวกมันจะเจาะทะลวงเข้ามาได้เมื่อไหร่]
“รับทราบค่ะ”
ดูเหมือนการติดต่อจะจบลงเพียงแค่นั้น แต่ก่อนที่เดไลลาห์จะได้ตัดสาย เธอก็ได้ยินเสียงของเขาอีกครั้ง
[…..โอ้ คืนนี้มีงานรวมตัวกันนี่นา เธอจะไปเข้าร่วมไหม?]
“งานรวมตัวเหรอคะ?”
[เธอลืมไปแล้วเหรอ?]
“…”
[ลืมจริงๆ ด้วยสินะ…]
“เปล่าสักหน่อยค่ะ”
เดไลลาห์รู้สึกอยากจะปฏิเสธขึ้นมาดื้อๆ ด้วยเหตุผลบางอย่าง
ความภาคภูมิใจของเธอไม่ยอมให้เธอยอมรับว่าเธอลืมไปแล้วจริงๆ
เพราะว่า…
เธอลืมไปแล้วจริงๆ นั่นแหละ
[อ้อ ก็ดีแล้ว งั้นเจอกันที่นั่นนะ ฉันไปล่ะ และ… เช็ดปากด้วย]
“….เอ๊ะ?”
การสื่อสารจบลงเพียงแค่นั้น
เดไลลาห์ที่กำลังอึ้งเอื้อมมือไปแตะริมฝีปากตัวเอง ซึ่งยังมีรอยช็อกโกแลตหลงเหลืออยู่
คิ้วของเธอค่อยๆ ขมวดเข้าหากัน
“เขารู้ได้ยังไงกัน…?”
มันเป็นช่วงดึกมากแล้วตอนที่ผมเดินทางมาถึงจุดหมาย
เนื่องจากมันอยู่ไม่ไกล พวกเราจึงเดินตามถนนในวิทยาเขตมาจนถึงที่นี่
สถานที่จัดงานตั้งอยู่บริเวณชายขอบของสถาบัน ท่ามกลางกลุ่มอาคารวิลล่ามากมาย จุดนัดพบที่เลือกไว้นั้นดูโดดเด่นออกมาได้อย่างง่ายดาย
วิลล่าหลังนี้ตั้งตระหง่านเหนือบ้านหลังอื่นๆ ไม่เพียงแต่จะมีขนาดที่น่าประทับใจเท่านั้น แต่ยังประดับประดาด้วยลวดลายที่ซับซ้อน แสงไฟสว่างไสวที่จัดวางอย่างมีกลยุทธ์ยิ่งขับให้มันดูเด่นชัดและแตกต่างจากหลังอื่น
“ถึงแล้ว”
หลังจากซักซ้อมสถานการณ์กันมาก่อน เลออนก็เดินนำหน้าผมไปส่งจดหมายเชิญให้พนักงานต้อนรับที่ดูแลอยู่
เขาเป็นชายหนุ่มผมดำ อายุรุ่นราวคราวเดียวกับผม
“ยินดีที่ได้พบครับ ท่านดาวดำ”
พนักงานต้อนรับทักทายผมหลังจากตรวจดูคำเชิญอย่างรวดเร็ว
รอยยิ้มต้อนรับของเขาทำให้ผมรู้สึกเป็นภาระอย่างบอกไม่ถูก ขณะที่เขายื่นมือไปทางประตูวิลล่าแล้วเปิดมันออก
[บุตรชายของผู้นำลำดับที่สามแห่งบารอนเอวีนัส นักเรียฯปีหนึ่งและเจ้าของตำแหน่งดาวดำ จูเลียน ดาเคอร์ เอวีนัส]
เนื่องจากได้รับการเตรียมตัวมาจากเลออนก่อนแล้ว ผมจึงไม่ตกใจกับการประกาศชื่อที่จู่ๆ ก็ดังขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผมกำลังพยายามอย่างหนักที่จะรักษาใบหน้าให้ดูนิ่งเฉยที่สุด
‘รู้หรอกนะว่านี่คือสิ่งที่พวกขุนนางเขาทำกัน… แต่มันต้องเว่อร์ขนาดนี้เลยเหรอ?’
แถมยังมีปัญหาเรื่องที่แขกทุกคนในงานตอนนี้ต่างพากันหันมามองผมเป็นตาเดียวอีก
“ขอให้เป็นค่ำคืนที่รื่นรมย์นะครับ”
พนักงานต้อนรับเสริมขึ้น ราวกับพยายามจะตอกย้ำความอึดอัดของผมเข้าไปอีก
“ฮู่ววว…”
ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วก้าวเดินต่อไปในห้องโถง
ผมย้ำกับตัวเองอีกครั้งถึงตัวตนที่ผมเป็น
‘ฉันคือ จูเลียน ดาเคอร์ เอวีนัส’
‘ดาวดำและนักเรียนอันดับหนึ่งของชั้นปีหนึ่ง’
‘เวลาคนมองมาที่ฉัน พวกเขาต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายประหม่า’
‘ไม่ใช่ฉัน’
ด้วยความคิดนั้น ผมจึงเดินลึกเข้าไปในงาน
มีใบหน้าที่คุ้นเคยหลายคนปรากฏขึ้นขณะที่ผมเดินผ่าน ตั้งแต่เพื่อนร่วมชั้นไปจนถึงเจ้าหน้าที่และศาสตราจารย์บางคนที่ผมได้เจอในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีใบหน้าที่ไม่คุ้นเคยอีกมาก ทั้งคนแก่และคนหนุ่มสาว
แต่มีคนคนหนึ่งที่ดูโดดเด่นที่สุดในบรรดาทุกคน
ดูเหมือนเธอจะเป็นจุดศูนย์กลางของความสนใจ
เป็นคนที่ทุกคนต่างก็ต้องหันไปมอง
อีฟา เคล เมเกรล
เจ้าหญิงเพียงพระองค์เดียวแห่งจักรวรรดิ
ในชุดเดรสสีแดงชิ้นเดียวที่ขับเน้นเส้นผมสีแดงอันโดดเด่นของเธอ เธอช่างดูสง่างาม ความงามของเธอข่มทุกคนในที่แห่งนั้นให้มัวหมอง
ท่วงท่าที่สง่างามและการวางตัวที่ดูดีช่วยเสริมภาพลักษณ์ของเธอ ขณะที่เธอกำลังสนทนาอย่างคล่องแคล่วกับผู้คนที่เข้ามาทักทาย
“…”
ทันทีที่ผมสังเกตเห็นเธอ เธอก็สังเกตเห็นผมเช่นกัน ผมไม่ได้คิดอะไรและเตรียมจะเบือนหน้าหนี แต่ทว่าจู่ๆ เธอกลับยิ้มออกมา
ยิ้มงั้นเหรอ…?
ผมชะงักไปชั่วครู่
เช่นเดียวกับคนอื่นๆ อีกหลายคนที่กำลังมองเธออยู่
กว่าผมจะรู้สึกตัว เธอก็มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าผมแล้ว ผมรู้สึกถึงสายตาทุกคู่ในห้องที่จับจ้องมา
…และในขณะที่ผมก้มลงมองด้วยความสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น ริมฝีปากมันวาวของเธอก็เผยอออก และน้ำเสียงที่สดใสของเธอก็ดังก้องเข้าหูผมอย่างแผ่วเบา
“ฉันรอนายอยู่เลยล่ะ”
เธอยื่นมือออกมา
“…..จะให้เกียรติฉันหน่อยได้ไหม?”
เวรเอ้—