Advent of the three calamities [นิยายแปล] - บทที่ 28: ผู้ช่วย [1]
“อะไรนะ… ผม…”
คำพูดมันจุกอยู่ที่คอ ผมทำความเข้าใจกับสถานการณ์ได้ยากลำบาก ไม่สิ ไม่ใช่แบบนั้น
ครู่ต่อมา ความคิดหนึ่งก็ก่อตัวขึ้นในหัว และผมก็สามารถสงบสติอารมณ์ลงได้
“คุณมาที่นี่เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นสินะครับ”
เรื่องแค่นี้น่าจะชัดเจนอยู่แล้ว
เมื่อใจสงบลงและประมวลผลสิ่งที่เกิดขึ้น ผมก็เริ่มมองเห็นภาพรวมของสถานการณ์
“…..บางทีคุณอาจจะต้องการรายงาน? เรื่องราวในมุมของผมเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น”
คำพูดไหลออกมาจากปากของผมอย่างราบรื่น
ก่อนหน้านี้ไม่กี่นาทีผมยังอ้วกแทบตาย และหัวก็ยังเต้นตุบๆ อยู่เลย แต่ถึงจะอยู่ในสภาพนั้น ผมก็ยังคิดอะไรได้ปรุโปร่ง
ความเจ็บปวดของผมไม่ได้สูญเปล่าจริงๆ
“ผมเล่าให้ฟังได้นะ แต่ผมก็อยากรู้อะไรบางอย่างเป็นการตอบแทนเหมือนกัน”
“…..”
เดไลลาห์ไม่ตอบ เธอเอาแต่จ้องมองผม เธออดอกพลางเอนหลังพิงโต๊ะอย่างสบายอารมณ์
ผมรู้สึกเสียวสันหลังวาบเมื่อสายตาของเธอกวาดมองไปตามร่างกาย มันเป็นความรู้สึกที่รุนแรงจนขนลุกชันไปถึงต้นคอ
‘สมกับเป็นหนึ่งในคนที่แข็งแกร่งที่สุด… แค่ยืนอยู่ข้างๆ ก็รู้สึกกดดันมหาศาลแล้ว’
ผมเคยสัมผัสความรู้สึกนี้มาแล้วครั้งหนึ่งตอนสอบเข้า แต่เมื่อเทียบกับตอนนั้น ความกดดันที่ผมรู้สึกในตอนนี้มันรุนแรงกว่ามาก
มันให้ความรู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
และแล้ว…
“….ก็ได้”
เธอกะพริบตา
ความกดดันที่ปกคลุมผมอยู่หายวับไป ราวกับว่ามันไม่เคยมีอยู่ตั้งแต่แรก
“เอาแบบนั้นก็ได้ นายถามมาคำถามหนึ่ง ฉันก็จะถามหนึ่งคำถามเหมือนกัน”
“…”
ผมพยักหน้าเงียบๆ
จากนั้น หลังจากใคร่ครวญความคิดอยู่ครู่หนึ่ง ผมก็อ้าปากและพูดออกไปอย่างระมัดระวัง
“…..คุณอยู่ที่นั่นใช่ไหมครับ? คอยเฝ้าดูทุกอย่างอยู่ตลอด”
จนถึงตอนนี้ ความคิดที่ว่าสถาบันไม่รู้เรื่องเหตุการณ์นี้มันฟังไม่ขึ้นเลย ระบบรักษาความปลอดภัยของพวกเขาคงไม่ห่วยขนาดนั้นแน่ๆ
โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคนสำคัญอย่างผม
ดาวดำ
มันไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย และด้วยความคิดนั้นทำให้ผมมั่นใจในทฤษฎีของตัวเอง
แต่นั่นไม่ใช่ทั้งหมด
“ผมได้ยินคุณหมอพูดว่า ‘ท่านอธิการบดีเป็นคนพากคุณกลับมาด้วยตัวเอง’ ในเมื่อคุณเป็นคนพาผมกลับมา ผมก็มีเหตุผลที่จะเชื่อว่าคุณนั่นแหละคือคนที่เฝ้าดูอยู่”
ผมหยุดเว้นจังหวะและรวบรวมความกล้าเพื่อจ้องเข้าไปในดวงตาของเธอ ดวงตาคู่นั้นลุ่มลึก ลึกเสียจนผมรู้สึกเหมือนจะถูกสูบเข้าไปได้ทุกวินาที
แต่ผมก็กลืนน้ำลายและพูดจนจบ
“…ผมพูดถูกใช่ไหมครับ?”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทันทีหลังจากผมพูดจบ
สายตาของเดไลลาห์ยังคงจับจ้องมาที่ผม ราวกับเธอกำลังพยายามหยั่งเชิงความรู้สึกภายในใจของผม
ในตอนที่ผมคิดว่าเธอจะทำอะไรบางอย่าง เธอก็อ้าปากพูดขึ้น
“มีคำกล่าวว่า เมื่อนักเวทแห่งอารมณ์ก้าวไปถึงจุดสูงสุดของเส้นทาง ขั้นที่ห้าแห่งความสมบูรณ์และวิถีอันไร้ที่ติ พวกเขาจะสามารถมองเห็นอารมณ์ได้ ไม่ใช่แค่ภายในตัวเอง แต่เป็นภายในใจของผู้อื่น ในกรณีเช่นนั้น มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่ใครจะโกหกพวกเขาได้ หรือแม้แต่จะซ่อนความรู้สึกที่แท้จริง…”
ผมฟังคำพูดของเธอเงียบๆ
แม้ผมจะไม่เข้าใจว่าเธอจะสื่อถึงอะไร แต่ข้อมูลนี้ก็ทำให้ผมประหลาดใจ
‘ขั้นที่ห้า…’
นั่นเท่ากับเลเวลห้าหรือเปล่านะ?
นี่คือสิ่งที่เธอหมายถึงใช่ไหม?
ถ้าเป็นอย่างนั้น…
‘หมายความว่าถ้าผมไปถึงเลเวลห้า ผมจะสามารถบอกได้ทุกครั้งเลยเหรอว่าใครกำลังรู้สึกอะไรอยู่…?’
นั่น…
ฟังดูมีประโยชน์ชะมัด
แต่ถึงอย่างนั้น มันเกี่ยวอะไรกับบทสนทนาของเราล่ะ?
หรือว่า…
“….คุณกำลังจะบอกว่า คุณมองเห็นอารมณ์ของผมงั้นเหรอ?”
“เปล่า”
แต่เธอก็รีบส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน
“ถ้าเป็นเรื่องเวทมนตร์แห่งอารมณ์ ฉันน่ะด้อยกว่านาย”
อา—
ผมคิดไปเองหรือเปล่านะ ว่าเธอดูจะหงุดหงิดนิดหน่อย? สีหน้าของเธอไม่เปลี่ยนเลยตลอดเวลา แต่โทนเสียงของเธอมันให้ความรู้สึกแบบนั้น
ถึงอย่างนั้น
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับคำถามของผมล่ะครับ?”
“ไม่เกี่ยวเลย”
ไอ้บ้าเอ๊ย—
“…”
เธอมองกลับมาที่ผมโดยที่สีหน้าไม่มีความเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย
ผมไม่รู้จะรู้สึกยังไงกับเรื่องนี้ดี นี่มันเรื่องไร้สาระอะไรกัน? ก่อนที่ผมจะได้พูดอะไรต่อ เธอก็พูดขึ้นอีกครั้ง
“ใช่ ฉันเฝ้าดูนายอยู่”
ความเฉยเมยที่เธอพูดออกมาทำให้ผมอึ้งไปนิดหน่อย
เธอพูดเหมือนกับว่ามันเป็นเรื่องที่เห็นได้ชัดอยู่แล้ว
ก็นะ มันก็ชัดจริงๆ…
“แล้ว…?”
“นายทำได้ดี”
นั่น…
นี่ผมคาดหวังอะไรอยู่กันแน่? แต่ถึงอย่างนั้น มันก็ตอบคำถามของผมไปข้อหนึ่ง ผมไม่ได้ตกอยู่ในอันตรายจริงๆ และเธอคงจะเข้ามาแทรกแซงแน่ถ้าสถานการณ์มันเกินควบคุม
เป็นการทดสอบงั้นเหรอ?
ใจหนึ่งผมก็รู้สึกหงุดหงิดกับความคิดนั้น แต่อีกใจหนึ่งก็รู้สึกขอบคุณ
ถ้าไม่ใช่เพราะสถานการณ์ที่บีบให้ผมจนตรอก ผมคงไม่มีวันพัฒนาเวทมนตร์ของผมได้เลย
‘อา ใช่… เวทมนตร์ของผม’
เมื่อนึกขึ้นได้ว่าผมพัฒนาเวทมนตร์อีกสายหนึ่งได้สำเร็จ ความรู้สึกโล่งอกและดีใจก็ถาโถมเข้ามา
ในที่สุด…
“ตาฉันบ้าง”
“หืม?”
อา ใช่
เธอก็มีคำถามเหมือนกัน
ผมเตรียมตัวเตรียมใจที่จะฟังว่าเธอจะมีคำถามอะไรมาถามผม ผมเองก็อยากรู้เหมือนกัน เธอจะถามเรื่องสถานการณ์ที่เกิดขึ้นงั้นเหรอ? หรือว่า…
“รอยสักของนาย…”
เอ๊ะ—
“ขอดูหน่อยได้ไหม?”
“…”
ผมนั่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ประมวลผลสถานการณ์ไม่ถูก ในบรรดาสิ่งที่เธอถามได้ล้านแปดอย่าง เธอเลือกที่จะถามเรื่องรอยสัก
มันคืออะไรกันแน่…
“….จะไม่ให้ดูงั้นเหรอ?”
น้ำเสียงของเธอต่ำลง และร่างกายของผมก็สั่นสะท้าน เมื่อมองเข้าไปในดวงตาของเธอ ผมเห็นเพียงความเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง และผมรู้ว่าเธอเอาจริง
ผมพยายามรักษาความเยือกเย็นและยื่นแขนให้เธอดู
แม้ผมจะไม่แน่ใจว่าเป้าหมายของเธอคืออะไร แต่ผมเองก็สงสัยเรื่องรอยสักของตัวเองอยู่เหมือนกัน
บางที… เธออาจจะช่วยให้ผมเข้าใจอะไรบางอย่างได้
“หืมมม”
ขณะที่เธอก้มลงจ้องมองรอยสักนั่น เส้นผมของเธอก็ทิ้งตัวลงไปข้างหนึ่ง ทำให้ผมมองเห็นใบหน้าของเธอได้ชัดเจนขึ้น
สายตาของผมไม่ได้จดจ้องนานนัก และพยายามรักษาหน้าให้ดูนิ่งที่สุด
แต่ว่า…
‘ว้าว’
เธอสุดยอดจริงๆ
ผมแทบจะนึกไม่ออกเลยว่าจะหาใครบน “โลก” มาเทียบกับเธอได้ เธออยู่เหนือระดับนั้นไปแล้วจริงๆ
‘ตั้งสติหน่อย’
ผมรีบสลัดความคิดนั้นทิ้งไป มันเป็นเพียงความชื่นชมชั่ววูบในใจผมเท่านั้น
“….นภาวิปลาส”
จู่ๆ เสียงใสๆ ของเธอก็ดังเข้าหู และดวงตาของเราก็สบกัน มือของเธอคว้าข้อมือผมไว้
“คุ้นหูบ้างไหม?”
เธอแรงบีบที่ข้อมือผมมากขึ้น จนแทบจะถึงจุดที่ผมรู้สึกเจ็บ แต่ผมก็ยังคงนิ่งไว้
“นภาวิปลาส?”
ผมทวนคำพูดของเธอและครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้า
“ไม่ครับ”
ผมไม่มีเบาะแสเลย มันเป็นชื่อองค์กรงั้นเหรอ? หรือเป็นฉายาของใคร? หรือเป็นชื่อของสิ่งของ?
ผมไม่รู้จริงๆ
“…”
เดไลลาห์เงยหน้าขึ้น และดวงตาของเราก็สบกันอีกครั้ง
ร่างกายของผมแข็งทื่อ
ยิ่งจ้องเข้าไปในดวงตาของเธอมากเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งรู้สึกเหมือนตัวเองจมลึกลงไปมากเท่านั้น ขุมนรกที่ไร้ก้นบึ้งดูเหมือนจะซ่อนอยู่ในดวงตาคู่นั้น ทำให้ผมขยับไปไหนไม่ได้
น้ำเสียงของเธอดูมีอำนาจขึ้นมาขณะพูด
“ฉันจะถามอีกครั้ง นายเคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนไหม?”
“….ไม่ครับ”
คำตอบของผมยังคงเดิม
ผมไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนจริงๆ
ในตอนที่ผมรู้สึกเหมือนลมหายใจจะหลุดออกจากร่าง ในที่สุดเธอก็คลายมือที่บีบข้อมือผมออก และทุกอย่างก็กลับคืนสู่สภาวะปกติ
ตอนนั้นเองที่ผมรู้สึกเหมือนกลับมาหายใจได้อีกครั้ง
“นายดูเหมือนจะไม่ได้โกหกนะ”
เธอเอียงคอเล็กน้อย เอานิ้วลูบคางพลางเอนหลังพิงโต๊ะไม้
“แปลก… แปลกจริงๆ…”
‘เธอเป็นอะไรของเธอเนี่ย?’
พฤติกรรมของเธอแปลกมากจริงๆ ในขณะที่เธอวางตัวได้อย่างน่าเกรงขามสมกับเป็นคนสำคัญ เธอก็ให้ความรู้สึกที่แปลกประหลาดออกมาด้วย
เหมือนกับว่า…
‘น่ากลัว’
ผมบรรยายออกมาเป็นคำพูดไม่ถูก
แต่เธอดูเหมือนจะมีสองด้าน ด้านที่ดูปกติ และด้านที่ให้ความรู้สึกน่ากลัวสุดขีด แค่นึกถึงดวงตาของเธอเมื่อกี้ผมก็ขนลุกแล้ว
‘สงสัยจังว่าด้านไหนคือตัวตนที่แท้จริงของเธอกันแน่?’
“กำลังคิดอะไรแผลงๆ อยู่เหรอ?”
ผมเกือบจะสะดุ้งแต่ก็อดกลั้นไว้ได้ทันก่อนจะส่ายหน้า
“เปล่าครับ”
เธอรู้ได้ยังไงน่ะ?
“…..”
สายตาอันเฉียบคมของเธอตวัดมองมาที่ผม และผมก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบ
โชคดีที่มันเป็นเพียงชั่วครู่ก่อนที่เธอจะพูดขึ้นว่า
“กิจกรรมนอกหลักสูตรของนาย… ชมรมตลก …”
“….ครับ?”
ทำไมจู่ๆ ถึงพูดเรื่องนี้ขึ้นมาล่ะ?
“ฉันสั่งระงับใบสมัครของนายไว้ก่อน”
ระงับ?
“ทำไมล่ะครับ?”
“….”
เธอไม่ตอบทันทีและเอาแต่จ้องหน้าผม สายตาของเธอครั้งนี้ไม่ได้ดูมีความกดดันเท่าไหร่
จากนั้น…
“นายน่ะอ่อนแอ”
เธอพูดในสิ่งที่ผมเองก็รู้ดีอยู่แล้ว
“ดาวดำที่อ่อนแอที่สุด นั่นคือสิ่งที่คนบางคนเรียกนาย”
“…”
ผมเม้มริมฝีปาก
“….ฉันเป็นคนเสนอชื่อให้นายมาเป็นดาวดำเอง”
“…”
“และเป้าหมายของฉันน่ะไม่เคยผิดพลาด”
ผมเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ
“แทนที่จะไปเข้าชมรมตลกนั่น มาเป็นผู้ช่วยของฉันซะ”
“….!”
“ฉันคงสอนอะไรนายไม่ได้มาก และฉันก็จะไม่ปกป้องนายด้วย แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ฉันว่าง นายสามารถมาขอคำปรึกษาจากฉันได้ นายมีพรสวรรค์ในด้านอารมณ์ แต่กลับไร้พรสวรรค์ในด้านอื่น”
เป็นครั้งแรกที่สีหน้าของเธอมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย
“…..ขั้นที่ห้าที่ฉันบอกนายน่ะ”
ริมฝีปากของเธอยกขึ้นเล็กน้อยเป็นรอยยิ้มจางๆ
“ฉันอยากรู้จริงๆ ว่านายจะไปถึงมันได้ไหม”
ร่างของเธอค่อยๆ พร่าเลือน และหายไปจากสายตาของผมราวกับสายลม แต่ไม่วายทิ้งคำพูดทิ้งท้ายไว้
“ลองไปคิดดู”
แล้วเธอก็จากไป
“…”
ผมยืนอึ้งอยู่กับที่ครู่หนึ่งก่อนจะดึงสติกลับมาได้
คนที่อยู่ใกล้เคียงกับจุดสูงสุดเพิ่งจะชวนผมไปเป็นผู้ช่วยเนี่ยนะ?
“บ้าไปแล้ว…”
สถานการณ์ทั้งหมดนี่มันบ้าบอจริงๆ
แรงจูงใจของเธอนั้นชัดเจนมาก ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม เธอต้องการเฝ้าสังเกตผม มันอาจจะเกี่ยวข้องกับรอยสักที่มือผมก็ได้ แต่ผมก็ไม่แน่ใจนัก
สำหรับตอนนี้ นั่นดูจะเป็นเหตุผลที่เป็นไปได้มากที่สุด
‘ฉันควรจะปฏิเสธไหมนะ?’
มันเป็นข้อเสนอที่ดีมากอย่างไม่ต้องสงสัย
อย่างไรก็ตาม ผมก็เข้าใจดีว่ามันไม่ใช่ข้อเสนอที่ไร้จุดประสงค์แอบแฝง
แต่ยิ่งคิดมากเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งตระหนักได้ว่ามันมีประโยชน์กับผมมากแค่ไหน การที่มีคนที่แข็งแกร่งขนาดนั้นคอยให้คำแนะนำในส่วนที่ผมขาดไป… จะมีสักกี่คนที่ได้โอกาสแบบนี้?
เธอก็ไม่ได้บังคับให้ผมเป็นผู้ช่วยด้วย
มันเป็นแค่ข้อเสนอ
ผมจะรับหรือไม่รับก็ขึ้นอยู่กับตัวผมเอง
แอ๊ด—
ประตูห้องเปิดออกกะทันหัน และร่างที่คุ้นเคยก็เดินเข้ามา เขาเข้าเฝือกที่แขน และดูจากสภาพแล้วคงไม่ได้อยู่ในสภาพที่ดีนัก
จริงสิ เขาเองก็ต้อง…
ผมเป็นฝ่ายทักก่อน
“….ดูเหมือนนายเองก็เจอศึกหนักมาเหมือนกันนะ”
“ก็ไม่แย่เท่าไหร่”
เขามองผมตั้งแต่หัวจรดเท้า
“….ดูเหมือนทางนายจะได้รับ ‘การดูแล’ ที่ดีกว่านะ”
“เหอะๆ ใช่”
ร่างกายของผมเหมือนจะแตกเป็นเสี่ยงๆ ทุกการเคลื่อนไหวล้วนเจ็บปวด และจิตใจก็ไม่ได้อยู่ในสภาพที่พร้อมเท่าไหร่นัก
เลออนมองไปรอบๆ อย่างไม่ใส่ใจและเอียงคอเล็กน้อย
“มีใครอยู่ที่นี่มาก่อนหรือเปล่า?”
ผมเลิกคิ้วขึ้น
เขารู้ได้ยังไง?
“กลิ่นน่ะ”
“อา”
ก็จริง ผมจึงเริ่มเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับอธิการบดีให้เขาฟัง ผมไม่ได้บอกเขาทั้งหมดและข้ามบางเรื่องไป ผมยังไม่ค่อยไว้ใจเขาเท่าไหร่ แต่ผมก็เล่าสถานการณ์โดยรวมและข้อเสนอของเธอให้เขาฟัง
ปฏิกิริยาของเขาหลังจากได้ยินทั้งหมดคือ…
“นายควรรับข้อเสนอนั้นนะ”
“คิดงั้นเหรอ?”
“มันเป็นโอกาสที่ดีมากสำหรับนาย ถ้าเป็นฉัน ฉันคงไม่ปฏิเสธหรอก มันดีกว่า…”
เขาหยุดประโยคไว้แค่นั้น และผมสังเกตเห็นคิ้วซ้ายของเขากระตุก
ผมเอียงคอถาม
“ดีกว่าอะไร?”
“….เอิ่ม”
เขาสะบัดสายตาหนีไปทางอื่น และหันหน้าไปทางประตูอย่างเกร็งๆ
“ผมต้องไปแล้ว”
“ทำไมจมูกถึงยาวสิบสองนิ้วไม่ได้?”
เขาชะงักอย่างเห็นได้ชัด และสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป
ในวินาทีนั้น ผมนึกถึงคำพูดของเดไลลาห์
‘มีคำกล่าวว่า เมื่อนักเวทแห่งอารมณ์ก้าวไปถึงจุดสูงสุด… พวกเขาจะสามารถมองเห็นอารมณ์ได้’
เมื่อจ้องมองเลออน ผมก็มองเห็นมันจริงๆ
อารมณ์ที่เขากำลังรู้สึกอยู่
ความกลัว
นี่ผมไปถึงขั้นนั้นแล้วเหรอ?
หืม
แน่นอนว่ายัง
แต่ว่า…
“ผม—”
จ้องมองเลออน ผมพยักหน้าเข้าใจ
น่าสงสารชะมัด
“…..เพราะถ้ามันยาวสิบสองนิ้ว มันก็จะกลายเป็น ‘หนึ่งฟุต’ (1 Foot) ไง” (TL:Foot ในภาษาอังกฤษแปลว่า ‘เท้า’ และยังเป็นหน่วยวัด ‘ฟุต’ ด้วย)