Gate of God - ตอนที่ 1079 เจ้าของดาบ
ตอนที่ 1079 เจ้าของดาบ
”ผู้อาวุโสเมิ่งเทียน!”
”ผู้อาวุโสเมิ่งเทียน!”
”…”
ศิษย์ฝ่ายมนุษยต่างตะโกนออกไปอย่างควบคุมไม่ได้พวกเขาจำตอนที่ฮุนตุ๋นกับเต๋าตี่กินมังกรจูหลงได้ดี
พวกเขารู้สึกสิ้นหวังอีกครั้งไม่มีใครคาดคิดว่าอสูรร้ายทั้งสี่จะน่ากลัวขนาดนี้
แค่การโจมตีเพียงครั้งเดียวทำให้เทพสงครามเมิ่งเทียนพ่ายแพ้?
”มดปลวก?!สวะเช่นเจ้ากล้าเรียกข้าว่ามดปลวกงั้นรึ?!” ทันใดนั้นเสียงของเมิ่งเทียนดังขึ้นกลางอากาศ
จากนั้นเขาได้หายไป
ดาบที่สร้างขึ้นมาจากแสงจำนวนมากปกคลุมไปทั่วท้องฟ้าและร่างของฉงฉีดาบแต่ละเล่มนั้นเต็มไปด้วยจิตสังหาร ”หืม?!”ฉงฉีตกใจเล็กน้อย ถ้าเป็นมนุษย์ธรรมดาคงตายตั้งแต่ครั้งแรกที่เขาเหยียบเท้าลงไปแล้ว
แม้แต่ตัวตนที่แข็งแก่รงเช่นมังกรจูหลงยังไม่สามารถต้านทานได้
มนุษย์สามารถป้องกันการโจมตีนั้นได้ยังไง?
ฉงฉีไม่เชื่อแต่ความจริงนั้นคือเมิ่งเทียนยังไม่ตาย ดาบจำนวนมากแทงผ่านร่างของมัน
”มนุษย์เช่นเจ้ากล้าทำให้ข้าโกรธงั้นรึ!”
ตู้ม!
หลังจากร้องคำรามเศษหินจำนวนมากบินขึ้นไปบนอากาศและโจมตีใส่ดาบเหล่านั้น ในเวลาเดียวกันฉงฉีเคลื่อนไหว
ร่างของมันกลายเป็นลำแสงสีแดงพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า
”โฮก!ฉงฉีเจ้ากล้าเมินข้างั้นรึ?!” ซวนหยวนห้าคำรามและพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า แสงสีแดงถูกล้อมไว้ด้วยแสงสีทองทันที
ซวนหยวนห้าไม่คิดจะหนีอีกต่อไปหลังจากเห็นเมิ่งเทียนโจมตี
”พวกเจ้าคิดว่าฉงฉีจะสามารถเอาชนะซวนหยวนห้ากับมนุษย์นั่นได้หรือไม่?”เต๋าตี่เลียริมฝีปากมองดาบที่ร่วงหล่นลงมาจากฟ้าและแสงสีทอง
”พูดยากไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะจัดการซวนหยวนห้า ถ้าไม่ใช่เพราะมันพวกเราคงไม่ต้องเป็นเช่นนี้”ฮุนตุ๋นกล่าวออกมา
”ข้าไม่สนใจเรื่องนั้นข้าไม่คิดจะทำอะไรถ้ายังไม่ได้เปรียบ” เต๋าวูส่ายหัว
เห็นได้ชัดว่ามันนั้นดื้อรั้นมาก
ในอสูรร้ายทั้งสี่เต๋าวูนั้นมีนิสัยแปลกๆ อารมณ์ของมันไม่มั่นคง ไม่มีใครรู้ว่ามันคิดอะไรอยู่ในใจ
”เจ้าหัวโตเจ้าคิดอะไรอยู่?” เต๋าตี่ไม่แปลกใจกับคำตอบของเต๋าวูและหันไปหาฮุนตุ๋นแทน ”ข้าจะกินเจ้าถ้ากล้าเรียกข้าว่าหัวโตอีก!”
”งั้นหัวเล็ก?”
”บัดซบเจ้าอยากจะตายหรือไง?”
โฮก!
โฮก!
”…”
ทันใดนั้นฮุนตุ๋นเริ่มโจมตีเต๋าตี่เขาอ้าปากขนาดใหญ่ออกพร้อมจะกลืนกินเต๋าตี่เข้าไป
มันแปลกมาก
ยิ่งไปกว่านั้นเต๋าตี่ก็สู้กลับเช่นกัน
”…”
”…”
มนุษย์ปีศาจและอสูรต่างมองเรื่องที่เกิดขึ้นเงียบๆ
อสูรทั้งสี่เริ่มสู้กันเอง?
เกิดอะไรขึ้น? ทุกคนตกอยู่ในความสับสนแต่ทั้งฮุนตุ๋นและเต๋าตี่นั้นดุ้รายมากราวกับพร้อมจะฆ่าอีกฝ่ายจริงๆ
”ไม่แปลกใจเลยที่พวกมันเป็นอสูรร้ายจากยุคโบราณ!”
”ใช่แล้วแต่มันก็เป็นเรื่องที่ดีต่อพวกเรา!”
”ใช่แล้วถ้าซวนหยวนห้าและเมิ่งเทียนต่อสู้กับฉงฉีเพียงตัวเดียว พวกเราย่อมมีโอกาสมากกว่านี้!”
ศิษย์ฝ่ายมนุษย์รู้สึกดีใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น
”ซวนหยวนห้าระวัง!” ขณะที่ทุกคนคิดว่าการต่อสู้เป็นไปในทางที่ดีขึ้น เสียงของฟางเจิ้งจือได้ดังขึ้น
ทุกคนต้องตกตะลึงอีกครั้ง
เพราะเต๋าวูได้เริ่มโจมตี
ขณะที่ทุกคนคิดว่าเต๋าวูจะไม่โจมตีเขากลับพุ่งเข้าหาซวนหยวนห้าด้วยความเร็วอันน่าสะพรึงกลัว จากนั้นเต๋าตี่และฮุนตุ๋นก็กระโจนตามออกไป
เกิดอะไรขึ้นทำไมพวกมันถึงไม่สู้กันเองแล้ว?
”แผน?!”
”เป็นแผนงั้นรึ?”
ทุกคนต่างได้สติเมื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น
อย่างไรก็ตามมันสายเกินไปแล้วซวนหยวนห้าไม่สามารถตั้งตัวได้ทันเมื่อเหล่าอสูรร้ายพุ่งเข้า
ตู้ม!
เลือดจำนวนมากสาดกระเซ็นไปทั่วท้องฟ้า
”ไม่นะ!”
”ซวนหยวนห้าได้รับบาดเจ็บ!”
”…”
หัวใจของทุกคนราวกับหยุดนิ่ง
อย่างไรก็ตามในไม่ช้าพวกเขาก็พบว่าซวนหยวนห้าไม่ได้รับบาดเจ็บและยังคงสู้อยู่กับฉงฉีอย่างไรก็ตามมีร่างหนึ่งยืนอยู่ด้านหน้าอสูรร้ายทั้งสาม
เทพสงครามเมิ่งเทียน!
ชุดสีดำของเขาฉีกขาดแผลลึกปรากฎให้เห็นเลือดและกระดูก
”ผู้อาวุโสเมิ่งเทียน!”
”เขาป้องกันการโจมตีจากอสูรทั้งสาม!”
”เขาแข็งแกร่งขนาดไหนกันถึงสามารถป้องกันการโจมตีจากอสูรทั้งสามได้?!”
ทุกคนต่างตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้น
”พวกเจ้ากำลังมองอะไรอยู่งั้นรึ?หรือนี่เป็นครั้งแรกที่พวกเจ้าเจอมนุษย์ที่ทรงพลังเช่นข้า? ข้าบอกว่าห้านาที ข้าย่อมทำตามที่พูด!” เมิ่งเทียนถ่มเลือดใส่อสูรตรงหน้า
”…”
ความประหลาดใจตามมาด้วยเสียงตะโกนด้วยความยินดี ”ผู้อาวุโสเมิ่งเทียน!”
”เขาแข็งแกร่งเขาแข็งแกร่งที่สุด!”
ทุกคนรู้ว่าเมิ่งเทียนไม่สามารถจัดการอสูรร้ายทั้งสามได้แต่ความแข็งแกร่งของเขาก็โดดเด่นอยู่ดี
”เข้ามาข้าอยากรู้ว่าพวกเจ้าจะฆ่าข้าได้เช่นไร!” เมิ่งเทียนเริ่มโจมตีทันทีหลังจากพูดจบ
เขาไม่รอหรือถอย
เขาพุ่งเข้าหาอสูรทั้งสามตรงหน้าด้วยตัวคนเดียว
”เหลือเชื่อเมิ่งเทียนพุ่งเข้าไปหาพวกมัน!”
”เขาต้องการจะสู้กับอสูรร้ายทั้งสามด้วยตัวคนเดียว!”
”แข็งแกร่งมาก!”
”ข้าอยากจะช่วยเขาต่อให้ข้าตายข้าก็อยากจะตายไปพร้อมกับผู้อาวุโสเมิ่งเทียน!” ดาบและอาวุธมากมายถูกดึงออกมา
”เจ้าคือเมิ่งเทียนสินะ?งั้นข้าจะฆ่าเจ้าก่อน!” เต๋าตี่เริ่มหงุดหงิด
แผนของเขาเล็งที่ซวนหยวนห้ามาตลอดแต่แผนของเขากลับถูกขัดขวางโดยเมิ่งเทียน
”ข้าจะกินมันซะ!”
”พวกเจ้าโจมตีกันไปก่อนข้าของีบสักหน่อย” เต๋าวูเอนตัวลงบนพื้นและหลับไป เขาดูไม่ได้หงุดหงิดเมิ่งเทียนแม้แต่น้อย
เขาหลับไปแล้วจริง
”…”
”…”
เหล่ามนุษย์ต่างพูดไม่ออก
เต๋าวูแปลกมากเขาแปลกเกินไป
ตู้ม!
ตู้ม!
เต๋าตี่และฮุนตุ๋นเริ่มต่อสู้กับเมิ่งเทียนบนท้องฟ้า ในขณะเดียวกันเต๋าวู่นอนหลับสนิทอยู่บนพื้น
”เจ้าไร้ยางอาย”ทันใดนั้นเสียงของฉือกูเหยียนดังขึ้นพร้อมกับเดินมาจับมือของฟางเจิ้งจือ
มือของนางทั้งนุ่มนวลและอบอุ่น
ฟางเจิ้งจือหันไปหานางเขารู้สึกถึงการผสานหยินและหยางในทันที
การโคจรหยินหยางทำให้เขาเห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้นบนภูเขาสวรรค์
ทั้งตอนที่นางสู้กับไป่ฉือ
สู้กับเทพอสูร
และสู้กับมังกรจูหลง…
ฟางเจิ้งจือรู้สึกได้ถึงข้อความที่ฉือกูเหยียนส่งมาเมื่อพลังของพวกเขาหลอมรวมเข้าด้วยกัน ความอบอุ่นค่อยๆก่อตัวขึ้นในร่างกายของเขาราวกับกำลังแช่น้ำร้อน
”เจ้าบาดเจ็บหรือเปล่า?”ฟางเจิ้งจือมองเ้ขาไปในดวงตาของฉือกูเหยียนโดยไม่พูดอะไร
”อืม”ฉือกูเหยียนพยักหน้าเล็กน้อย
”ไม่ต้องกังวลข้าอยู่ที่นี่แล้ว”
”อืมนั่นเป็นสาเหตุที่ข้ามายังที่นี่เช่นกัน”
”เจ้าไม่สุภาพเลยแม้แต่น้อย”ฟางเจิ้งจือรู้ถึงสิ่งที่ฉือกูเหยียนสื่อ’ข้าจับมือของเจ้าเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บของตัวเอง’
”ข้าจำเป็นต้องสุภาพด้วยงั้นรึ?”
”ไม่จำเป็น”
พวกเขาแลกเปลี่ยนความคิดกันขณะที่พลังโคจรผ่านร่างกายพร้อมกับรักษาอาการบาดเจ็บของกันและกันไปด้วย
ด้านหยุนชิงวูนางทรุดตัวลงเพราะเห็นอาการบาดเจ็บของไป่ฉือและหางที่เหลือเพียงแปดหาง
”ท่านแม่!”
”ชิงวูเจ้า…”
”ใครเป็นคนทำร้ายท่าน?หางของท่าน!” ”…”ไป่ฉือขยับปาก นางหันไปมองฉือกูเหยียนที่ยืนอยู่ข้างฟางเจิ้งจือ จากนั้นนางก็หันไปหาฉงฉีและกล่าวออกมา “เป็นอสูรร้ายทั้งสี่ พวกมันทำร้ายข้า!”
”อสูรร้าย?!”ร่างของหยุนชิงวูสั่นสะท้าน นางประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด ตอนแรกนางเห็นสายตาของไป่ฉือที่จ้องมองไปยังฉือกูเหยียน
นางมองไปที่ฉือกูเหยียนด้วยความโกรธและเกลียดชัง
อย่างไรก็ตามไป่ฉือกลับบอกนางว่าเป็นอสูรร้ายทั้งสี่มันทำให้หยุนชิงวูสับสนแต่นางก็คิดออกอย่างรวดเร็ว
ไป่ฉือไม่ต้องการแสดงความเกลียดชังต่อฉือกูเหยียนให้นางเห็น?
หยุนชิงวูก้มหัวลงผมสีขาวของนางพัดไปตามสายลมจากนั้นนางก็ค่อยๆกำมือแน่น ดวงตาของนางเปล่งประกาย
… ฟางเจิ้งจือไม่ได้สังเกตุเห็นสายตาของหยุนชิงวู
เขามองไปที่เมิ่งเทียนจากนั้นก็ก้มลงมองดาบในมือ
”งั้นชื่อของเจ้าก็คือเทพเซียน?อย่างไรก็ตามข้าชอบเรียกเจ้าว่าไร้ร่องรอยอยู่ดี!” ฟางเจิ้งจือกล่าวออกมา
ฮื้ม!
ดาบไร้ร่องรอยส่งเสียงแสดงความยินดีออกมา
”ทำไมถึงเลือกข้า?ไม่ใช่ว่าผู้อาวุโสเมิ่งเทียนอยู่ตรงหน้าเจ้าแล้วหรอกหรือ?” ฟางเจิ้งจือไม่เข้าใจว่าทำไมเมิ่งเทียนต้องคืนดาบให้เขา
ยิ่งไปกว่านั้นดาบไร้ร่องรอยยังยอมรับ
ฮื้ม!
”หือ?เจ้าบอกว่าผู้อาวุโสเมิ่งเทียนไม่ใช่เจ้าของที่แท้จริงของเจ้างั้นหรือ?” ฟางเจิ้งจือตกใจมาก ”งั้นเจ้าบอกข้าได้ไหมว่าใครเป็นเจ้าของที่แท้จริงของเจ้า?”ฟางเจิ้งจือยังคงอยากรู้อยากเห็น
ฮื้ม!
เสียงของดาบดังขึ้นอีกครั้ง
มันทำให้ฟางเจิ้งจือตกตะลึงโดยสมบูรณ์เขาไม่สามารถเชื่อได้เพราะคำตอบของดาบไร้ร่องรอยคือ…
”เจ้า!”
”ข้า?ข้าคือเจ้าของที่แท้จริง?!” ฟางเจิ้งจือไม่สามารถเข้าใจได้ มันจะเป็นเขาไปได้ยังไง เขามีอายุไม่ถึงยี่สิบปีด้วยซ้ำ แล้วเขาจะเป็นเจ้าของดาบโบราณที่มีอายุมากกว่าเมิ่งเทียนได้ยังไง?
……………………………………..