Gate of God - ตอนที่ 1080 สู้ด้วยทุกอย่าง
ตอนที่ 1080 สู้ด้วยทุกอย่าง
มันแปลกเกินไป
คำตอบของดาบไร้ร่องนั้นฟังดูไม่น่าเชื่อแต่ฟางเจิ้งจือไม่มีเวลาคิดเรื่องนั้นเพราะเขาต้องฟื้นฟูพลังให้ได้มากที่สุดเท่าที่ทำได้
เมื่อเขาเห็นเครื่องหมายไทยี่ซวนบนกระจกคุนหลุนอาการเจ็บก็บรรเทาลงมากและหลังจากได้เชื่อมต่อกับฉือกูเหยียนก็ทำให้อาการของเขาดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
แน่นอนว่าอาการบาดเจ็บของฉือกูเหยียนนั้นยังไม่ค่อยดีนัก
ฟางเจิ้งจือต้องรออีกหน่อยจนกว่าฉือกูเหยียนจะมีพลังพอในการต่อสู้พวกเขามีหนทางเดียวเท่านั้น
ต้องเตรีมยพร้อมมากกว่านี้ให้ได้โดยเร็ว
ฟางเจิ้งจือรู้เรื่องนั้นดี
ในตอนนั้นเองเหยียนซิวก็มายืนข้างฟางเจิ้งจือเช่นกันสายตาของเขาเต็มไปด้วยความแน่วแน่
ตู้ม!
ตู้ม!
”…”
สถานการณ์เข้าถึงจุดที่เลวร้ายที่สุดซวนหยวนห้าและฉงฉีต้องต่อสู้กันอยู่และดูเหมือนซวนหยวนห้าจะได้เปรียบเพราะเป็นการสู้ตัวต่อตัว
อย่างไรก็ตามการต่อสู้ระหว่างเมิ่งเทียนกับเต๋าตี่และฮุนตุ๋นไม่ค่อยดีนัก
แม้จะมีเหล่าศิษย์ฝ่ายมนุษย์คอยช่วยแต่อสูรโบราณทั้งสองมีพลังมากและไม่สามารถจัดการได้โดยง่าย
ส่วนเต๋าวู่ยังคงนอนหลับ
ปั้ง!หลังจากถูกเต๋าตี่โจมตีเมิ่งเทียนก็ล้มลงกับพื้นและมีเลือดออกเล็กน้อย
”ผู้อาวุโสเมิ่งเทียน!”
”…” กลุ่มพันธมิตรฝ่ายมนุษย์กังวลอย่างมากเหล่าศิษย์หลายสิบคนพุ่งไปด้านหน้าและปิดกั้นการโจมตีของเต๋าตี่และฮุนตุ๋นด้วยร่างกาย
”อ๊าก…”
”ข้าจะฆ่าเจ้า!”
”…”
ไม่นานเหล่าศิษย์ก็ตายลง
เลือดสาดกระเซ็นไปทั่วภูเขาสวรรค์
ฟางเจิ้งจือตัวสั่น
แม้เหล่าศิษย์จะไม่แข็งแกร่งนักแต่พวกเขาก็เลือกที่จะปกป้องเผ่าพันธุ์ของตัวเอง ยอมเสียสละตัวเองเพื่อปกป้องเทพสงครามเมิ่งเทียน
”ผู้นำโม่ผู้นำมู่ส่งคนที่แข็งแกร่งไปปิดล้อมเต๋าวูเผื่อมีอะไรเกิดขึ้น”ฟางเจิ้งจือกล่าวขึ้นในขณะที่มองไปยังผู้นำทั้งสอง
”ได้!”พวกเขาทั้งสองพยักหน้าทันที
แม้ว่าเต๋าวูจะหลับอยู่แต่เขาอันตรายยิ่งกว่าเต๋าตี่และฮุนตุ๋น เพราะไม่มีใครเดาได้ว่าเขาจะโจมตีมาอีกเมื่อไหร่
”ในเมื่อเขาอยากนอนนักเราจะไม่ให้เขาได้นอน!”มู่ฉิงเฟิงพูดในขณะที่มองเหยียนเฉียนหลี่ “ราชาเหยียนไปกันเถอะ!”
”ย่อมได้!”เหยียนเฉียนหลี่ตอบตกลงโดยไม่ลังเล
”มีใครเต็มใจไปกับพวกเราบ้าง?เราจะไม่บังคับใครทั้งนั้น!”มู่ฉิงเฟิงพยักหน้าและมองดูผู้นำนิกายด้านข้าง
”เราจะไป!”
”แม้พวกเราพึ่งเข้าสู่ระดับเซียนและไม่มีพลังมากพอแต่เรามีคนจำนวนมาก และไม่คิดว่ามันจะเป็นเรื่องยากในการรับมือกับเจ้าอสูรนั่น!”
หลังจากนั้นไม่นานผู้นำนิกายสองสามคนก็ก้าวออกมา
ในช่วงเวลาเช่นนี้กลุ่มพันธมิตรฝ่ายมนุษย์ไม่คิดจะถอย ทุกคนต่างกลัวความตาย
อย่างไรก็ตามพวกเขามีครอบครัวและมิตรสหาย
พวกเขาไม่สามารถทนเห็นสหายและครอบครัวถูกอสูรร้ายพวกนี้ฆ่าตายได้หนทางเดียวคือต่อสู้
”เอาล่ะเราจะใช้เลือดเนื้อเขียนประวัติศาสตร์ในการต่อสู้วันนี้!”โม่ฉานฉือฮึกเฮิมอย่างมากเมื่อเห็นเหล่าผู้นำนิกายก้าวออกมา
”ผู้นำโม่เราจะต้องฆ่าอสูรทั้งสี่ให้ได้แม้ต้องตายก็ตาม!”
”ฆ่าอสูรร้ายทั้งสี่!”
”สู้จนตัวตาย!”
”ผู้นำมู่ผู้นำโม่อยู่ด้านหลังข้า ข้าจะโจมตีก่อน!”
หนึ่งในผู้นำนิกายพุ่งเข้าหาเต๋าวูด้วยความมุ่งมั่นหลังจากพูดจบ
”ข้าคือผู้นำหุบเขาฟู่ซี่เจ้ากล้านำหน้าข้าได้ยังไง?”โม่ฉานฉือเคลื่อนไหวหลังจากผู้นำนิกายนำหน้าออกไป
เขาเคลื่อนที่ได้รวดเร็วกว่าผู้นำนิกายมาก
”ไปกันเถอะ!”
”โจมตี!”
”…”
ผู้นำนิกายอื่นไม่ลังเลและยืนขึ้นด้วยความเต็มใจแม้พวกเขาจะตายก็ไม่กลัว
แสงที่สดใสส่องสว่างขึ้น
ผู้นำนิกายกว่าสิบคนพุ่งไปด้านหน้า
พวกเขาเป็นกลุ่มคนที่แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มพันธมิตรฝ่ายมนุษย์แม้จะไม่แข็งแกร่งเท่ามู่ฉิงเฟิงและโม่ฉานฉือ แต่ก็มีความสามารถเหนือกว่าเหล่าศิษย์แน่นอน
ยิ่งกว่านั้นในฐานะผู้นำนิกายพวกเขามีสมบัติของตัวเอง
อย่างเช่นเมื่อเขาพุ่งไปถึงตัวเต๋าวูแสงทั้งสามสีได้เปล่งออกมาจากร่างของผู้นำนิกาย แสงครอบคลุมไปถึงร่างของผู้นำนิกายคนอื่นๆ
”มันคือผ้าไหมน้ำแข็งสามสี!”
”ข้าไม่รู้เลยว่าสมบัติชิ้นนี้อยู่กับผู้นำนิกายหลี่?!”
”พวกเจ้าไม่ต้องปิดบังสมบัติที่มีจงใช้พวกมันในการต่อสู้ครั้งสุดท้ายเพื่ออนาคตของมนุษยชาติ!”
ในขณะที่เหล่าศิษย์ฝ่ายมนุษย์ตกตะลึงพวกเขาก็เริ่มตะโกนเรียกใช้สมบัติที่มี
ทันใดนั้นแสงสว่างได้สาดส่องไปทั่วภูเขาสวรรค์
ในช่วงหกเดือนที่ผ่านมาการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทั่วโลก นั่นรวมไปถึงการค้นพบสมบัติชั้นยอดมากมาย
อย่างไรก็ตามหากไม่มีสถานการณ์พิเศษไม่มีใครเต็มใจที่จะใช้สมบัติ
เมื่อเหล่าศิษย์ฝ่ายมนุษย์ได้เห็นผ้าไหมน้ำแข็งสามสีพวกเขาก็ไม่คิดจะปิดบังสมบัติอีกต่อไป
”วิเศษไปเลย!”ปิงหยางค่อนข้างตื่นเต้น
”เจ้าพวกนี้ปิดซ่อนสมบัติของตัวเองตอนอยู่ทีสุสานของจักรพรรดิฮวงแต่ตอนนี้กลับ…”วู่จวี้เอ๋ออุทานเล็กน้อย
”แล้วเจ้าล่ะ?”ฟางเจิ้งจือมองไปที่วู่จวี้เอ๋อ
”อะไร…หมายถึงอะไรกัน?”วู่จวี้เอ๋อดูเหมือนจะไม่เข้าใจสิ่งที่ฟางเจิ้งจือพูด
”เจ้าเป็นคนขี้เหนียวข้าไม่เชื่อว่าเจ้าจะไม่มีสมบัติใดๆที่ปิดบังเอาไว้อยู่”ฟางเจิ้งจือไม่เชื่อวู่จวี้เอ๋อ
”เอ่อ…ข้ามีแต่มันค่อนข้างไร้ประโยชน์ …ข้ามีชุดเกราะแต่มันเป็นของผู้หญิง ข้าไม่คิดว่ามันจะใช้การได้กับสถานการณ์เช่นนี้”วู่จวี้เอ๋อพูดอย่างลังเล
”เอามันออกมาให้ข้าดู”ฟางเจิ้งจือไม่ถูกหลอกโดยง่าย
วู่จวี้เอ๋อขมวดคิ้วและไม่ค่อยเต็มใจอย่างไรก็ตามหลังจากมองไปรอบๆนางรู้สึกละอายเล็กน้อยก่อนที่จะหยิบชุดเกราะออกมา
มันขาวราวกับหิมะ
และมีลวดลายบางอย่างเพียงแค่เหลือบมองคนธรรมดาก็สามารถบอกได้ว่ามันคือชุดเกราะที่พิเศษและทรงพลัง
”เจ้าได้มันมาจากที่ไหน”ฟางเจิ้งจือรู้สึกประหลาดใจกับสมบัติของวู่จวี้เอ๋อเพราะเขาไม่เคยเห็นมาก่อน
”ตอนที่นิกายซวนจีถูกควบคุมโดยเผ่าอสูรและปีศาจและถูกควบคุมโดยตระกูลขุนนางแห่งอาณาจักรแสงจันทร์และจักรวรรดินักรบสูงสุด ข้าโกรธแค้นเป็นอย่างมากจึงได้ร่วมมือกับนิกายจำนวนมากและฆ่าล้างนิกายซวนจีโดยไม่ตั้งใจ…”วู่จวี้เอ๋อไม่ได้พูดว่าได้รับสมบัติมาอย่างไร แต่จากวิธีที่นางพูดก็พอจะเดาได้
ฟางเจิ้งจือคาดเดาได้
ร่วมมือกับนิกายอื่นเพื่อฆ่าล้างนิกายซวนจีมันคงเป็นประโยชน์ต่อนิกายเงาอย่างมาก
ดังนั้นเพื่อให้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายวู่จวี้เอ๋อได้ให้คำสัญญาว่าจะมอบสมบัตินี้ให้กับผู้นำนิกายอื่น
อย่างไรก็ตามวู่จวี้เอ๋อเป็นคนเจ้าเล่ห์
นางจะทำตามสัญญาเมื่อได้เห็นสมบัติชิ้นนี้ได้อย่างไรนางอาจจะเข้าไปยังห้องสมบัติของนิกายซวนจีและหยิบสมบัติที่มีค่าที่สุดออกมา
ช่างไร้ยางอาย!
”แล้ว?”ฟางเจิ้งจือถามอีกครั้งถ้าวู่จวี้เอ๋อสามารถหยิบชุดเกราะออกมาได้ …
”ข้ายังมีดาบ…แต่ข้าไม่คิดว่าเจ้าอยากได้มันหรอก”วู่จวี้เอ๋อพูดอย่างระวังในขณะที่มองดาบไร้ร่องรอยในมือของฟางเจิ้งจือ
”ส่งทุกอย่างให้นาง”ฟางเจิ้งจือชี้ไปที่ฉือกูเหยียน
เขารู้จักนิสัยของฉือกูเหยียนดีนางไม่สนใจสมบัติแม้แต่น้อย ”เจ้าน่าจะบอกก่อนว่าจะให้กับน้องเหยียน…ถ้าเป็นน้องเหยียนข้าก็ไม่มีปัญหาหรอก!”วู่จวี้เอ๋อตกตะลึงก่อนที่จะยิ้มและพูดขึ้น
”เจ้าควรจะเรียกนางว่า’พี่’ เหมือนกับข้า เรียกนางว่าพี่เหยียน!”ปิงหยางไม่มีความสุขเล็กน้อย เพราะนางเรียกฉือกูเหยียนว่าพี่ แต่วู่จวี้เอ๋อเรียกฉือกูเหยียนว่าน้อง
”ไม่พอใจหรือ?อยากสู้กันไหม?”ฉือกูเหยียนพูดอย่างสงบ
”…”
”…”
ในทันทีปิงหยางวู่จวี้เอ๋อและแม้แต่ฟางเจิ้งจือก็ยังตกตะลึง
”ไม่พอใจหรือ?อยากสู้กันไหม?”
นางตรงไปตรงมาอย่างมาก!
อย่างไรก็ตามความจริงที่ฉือกูเหยียนสนใจเรื่องการเรียกพี่หรือน้อง…
มันทำให้ฟางเจิ้งจือประหลาดใจไม่น้อย ”ฮ่าฮ่า…ความสามัคคีนั้นสำคัญกว่า ต่อสู้กันจะทำลายความสามัคคีนี้ลง ข้าควรเรียกเจ้าว่าพี่… พี่เหยียนข้าจะส่งชุดเกราะและดาบให้!”วู่จวี้เอ๋อแปลกใจแต่ก็ยังเผยยิ้มออกมา นางช่างยืดหยุ่นกับสถานการณ์และมีความเจ้าเล่ห์อย่างมาก
”หืม”ฉือกูเหยียนรับชุดเกราะสีขาวและดาบสีฟ้ามาจากวู่จวี้เอ๋อโดยไม่ลังเลและสวมใส่มันอย่างรวดเร็ว
แสงสีทองส่องประกายออกมาจากชุดเกราะสีขาวที่นางสวมใส่
มันทำให้นางดูงดงามขึ้นมาก
ต้องยอมรับว่าวู่จวี้เอ๋อนั้นรสนิยมดีไม่ใช่น้อย
”ไปกันเถอะ!”ฟางเจิ้งจือพยักหน้าให้ฉือกูเหยียน
”อืม”ฉือกูเหยียนจับมือฟางเจิ้งจือไว้ข้างหนึ่งส่วนอีกข้างจับดาบสีฟ้าไว้อย่างมั่นคง
ฟางเจิ้งจือไม่รออีกต่อไป ”เดี๋ยวก่อนข้ายังพอมีสมบัติอยู่บ้าง!” ทันใดนั้นเสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลังของฉือกูเหยียน
”เจ้าก็ด้วย?”ปิงหยางหันไปมองด้านหลัง
คนที่พูดไม่ใช่ใครอื่นนอกจากหยุนชิงวูอย่างไรก็ตามปิงหยางไม่คิดว่าหยุนชิงวูจะมอบสมบัติล้ำค่าให้พวกนางสู้กับอสูรร้ายทั้งสี่
”หยุนชิงวู”ฟางเจิ้งจือเองก็ประหลาดใจเช่นกัน
”หินศักดิ์สิทธิ์แห่งธาตุทั้งสี่ข้าเคยศึกษาพวกมันอย่างละเอียด พวกมันมีพลังของธาตุทั้งสี่ ถ้าพวกเจ้าสวมใส่มัน พวกเจ้าทั้งสี่จะสามารถสร้าง’ค่ายกลสี่ธาตุสังหาร’ได้”
หลังจากพูดจบหยุนชิงวูได้หยิบหินสี่ก้อนที่มีสีต่างกันออกมาแดง ม่วง น้ำเงิน เขียว
”สี่ธาตุ?”ฟางเจิ้งจือมองหินในมือของหยุนชิงวู
”ธาตุทั้งสี่นั้นเปรียบเสมือนทั้งสี่ทิศเหนือ ตะวันออก ตะวันตก ใต้ นอกจากนี้หินแต่ละก้อนยังมีพลังที่ต่างกัน ลม สายฟ้า น้ำและไฟ ค่ายกลสี่ธาตุสังหารสามารถทำให้ผู้ที่อยู่ในค่ายกลได้รับพลังเพิ่มเติม” หยุนชิงวูอธิบาย
”พลังของพวกเราจะเพิ่มจากปกติมากแค่ไหน?”
”ประมาณสองเท่า”
”สองเท่า?!”ฟางเจิ้งจือตกตะลึง เขาไม่คิดว่าหยุนชิงวูจะมีสมบัติชั้นยอดเช่นนี้อยู่
เขาจ้องมองไปที่หยุนชิงวูแต่นางยังคงดูนิ่งสงบมากราวกับไม่ได้คิดอะไร
”เลิกจ้องข้าเสียทีท่ามกลางเหล่าอสูรเองอสูรร้ายทั้งสี่ก็ถือว่าเป็นตัวตนที่ชั่วช้า ยิ่งไปกว่านั้นมันทำร้ายแม่ของข้า” หยุนชิงวูกล่าว
”…”
”เป็นข้าที่ทำร้ายแม่ของเจ้า”ฉือกูเหยียนกล่าวโดยไม่คิดจะปิดบังความจริง
”…”
”…” ปิงหยางและฟางเจิ้งจือตกตะลึง
”ข้าเชื่อแม่ของข้าในเมื่อนางบอกว่าเป็นเพราะอสูรร้ายทั้งสี่ข้าก็จะเชื่อเช่นนั้น!” หยุนชิงวูเองก็ตกใจที่ฉือกูเหยียนพูดความจริงออกมา แต่นางก็ตอบกลับไปอย่างใจเย็น
”ข้าเข้าใจแล้วเจ้าไร้ยางอายพวกเรามาลองใช้ค่ายกลสี่ธาตุสังหารกัน ปิงหยางรับตำแหน่งไฟ เหยียนซิวรับตำแหน่งลม เจ้ารับตำแหน่งสายฟ้า ส่วนข้าจะรับตำแหน่งน้ำ!” ฉือกูเหยียนมองดูหยุนชิงวูพร้อมกับพยักหน้า จากนั้นก็หันไปหาฟางเจิ้งจือ
……………………………………..