Gate of God - ตอนที่ 1100 ความจริงที่อยู่เบื้องหลัง...
ตอนที่ 1100 ความจริงที่อยู่เบื้องหลัง…
ตลอดมาหยุนชิงวูไม่เคยอธิบายเกี่ยวกับแหล่งพลังเทพเจ้ามาก่อน
ยิ่งไปกว่านั้นจากท่าทีของนางนั้นชัดเจนว่าไม่อยากกล่าวออกมามากนั้นแต่หลังจากที่แหล่งพลังเทพเจ้าปรากฎขึ้นทุกอย่างก็ต่างออกไป
”นี่เป็นโชคชะตางั้นหรือ?แหล่งพลังเทพเจ้านั้นอยู่ใต้ภูเขาสวรรค์และอาจจะถูกกระตุ้นด้วยผลไม้เทพเจ้า…” หยุนชิงวูถอนหายใจก่อนจะอธิบายออกมา
”ถูกกระตุ้นด้วยผลไม้เทพเจ้า…”ปิงหยางตกใจเล็กน้อย
ใช่แล้วหลังจากที่ฟางเจิ้งจือทำลายผลไม้เทพเจ้า พลังของมันนั้นร่วงหล่นลงมาที่ด้านใต้ภูเขาสวรรค์
อาจกล่าวได้ว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญมาก
”ในเมื่อทุกคนอยากรู้ข้าก็จะบอกให้” หยุนิชงวูพูดหลังจากถอนหายใจ
ฟางเจิ้งจือฉือกูเหยียนและคนอื่นๆหันมาสบตากัน
สุดท้ายในบรรดาพวกเขามีเพียงหยุนชิงวูที่มีความเข้าใจในเรื่องนี้มากที่สุด
”ตามตำนานโลกยุคโบราณนั้นเต็มไปด้วยพลังเรกิจากธรรมชาติทำให้เกิดสมบัติและผลจากธรรมชาติมากมาย”
”ตำนานยังกล่าวต่อด้วยว่าแหล่งพลังเทพเจ้าเกิดขึ้นจากการเปิดสวรรค์และโลกและมันเป็นสถานที่แรกที่ถูกสร้างหลังจากที่โลกถูกสร้างขึ้น
”สถานที่แรกหลังจากโลกถูกสร้างขึ้น?”ปิงหยางตกใจ
”ใช่ใครก็ตามที่ได้รับพลังจากแหล่งพลังเทพเจ้าจะกลายเป็นคนที่มีอำนาจสูงสุดในโลก อย่างเช่นบรรพบุรุษซวนหยวน ฉือโหย่วและคนอื่นๆ พวกเขาได้รับโอกาสครั้งใหญ่จากแหล่งพลังเทพเจ้าก่อนที่จะกลายเป็นผู้นำของโลกทั้งใบ” หยุนชิงวูพยักหน้า
”แล้วทำไมแหล่งพลังเทพเจ้าถึงหายไป?”ปิงหยางถาม
”เห็นได้ชัดว่าเพราะสงครามครั้งใหญ่ได้ทำลายแหล่งพลังเทพเจ้าและเรกิทั้งหมดได้หายไปอย่างช้าๆมันทำให้ตัวตนที่ทรงพลังค่อยๆลดลงเช่นกัน” หยุนชิงวูอธิบาย
”เรกิจางหายไปสมบัติก็เริ่มเสื่อมสภาพ ตัวตนที่ทรงพลังจึงค่อยๆมีจำนวนลดลงเช่นกัน…” ปิงหยางเงียบเสียงลง
แม้ว่านางจะไม่อยากจะยอมรับแต่มันเป็นความจริง
”สงครามครั้งใหญ่?เจ้าหมายถึงสงครามในยุคโบราณงั้นหรือ?” เหยียนซิวถามขณะขมวดคิ้วเล็กน้อย
”ข้าเองก็คิดเช่นนั้นในตอนแรกแต่ข้ารู้สึกว่ามันไม่ใช่แม้ว่าเพราะสงครามครั้งนั้นจะส่งผลให้เกิดภัยพิบัติจักรวาล แต่เรกิบนโลกไม่ได้หายไปเพราะเรื่องนั้น” หยุนชิงวูส่ายหัว ”ไม่ใช่งั้นหรือ?”
”ถ้าคำอธิบายของสงครามครั้งใหญ่นั้นถูกต้องว่ามารดาแห่งโลกนั้นต้องการตัวตนอันทรงพลังจากเผ่าพันธุ์ทั้งสามที่แข็งแกร่งทำไมนางถึงปิดผนึกเรกิบนโลก”
”อืม…”เหยียนซิวเงียบเสียงลง
หยุนชิงวูพูดถูกในตอนที่เกิดภัยพิบัติขึ้น ตัวตนอันแข็งแกร่งย่อมเป็นที่ต้องการ…
แต่หยุนชิงวูบอกว่าไม่ใช่สงครามใหญ่ครั้งนั้น…
เว้นแต่จะมีสงครามใหญ่ครั้งที่สองในยุคโบราณ
มันไม่น่าเป็นไปได้
”จากคำพูดของเจ้าหมายความว่าแหล่งพลังเทพเจ้านั้นถูกทำลายหลังจากที่เกิดภัยพิบัติจักรวาล?”ปิงหยางพูดด้วยความสับสน
”ใช่”หยุนชิงวูพยักหน้า
”เจ้ารู้ไหมว่ามันคือสงครามอะไร?” ”มันเป็นเรื่องที่ข้าไม่รู้บันทึกโบราณไม่ได้เขียนเอาไว้และมันเองก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ข้าสงสัยมาตลอด” หยุนชิงวูส่ายหัว
”มีเรื่องอื่นอีกไหม?”ฟางเจิ้งจือยังคงมีคำถาม
”ใช่…”หยุนชิงวูกำหมัดแน่น “นอกจากแหล่งพลังเทพเจ้าจะถูกทำลายไปแล้ว ยังมีอีกหนึ่งคำพูดในบันทึก”
”คำพูดอะไร?”ฟางเจิ้งจือถม
”แหล่งพลังเทพเจ้านั้นเป็นดินแดนต้องห้าม!”
”ดินแดนต้องห้าม?!”
”ใช่หมายความว่ามันเป็นประสงค์ของสวรรค์ที่ต้องการทำลายแหล่งพลังเทพเจ้าพวกเราไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับมัน” หยุนชิงวูย้ำ
”พวกเราควรเชื่อฟังประสงค์ของสวรรค์งั้นรึ?”ฟางเจิ้งจือขมวดคิ้วเล็กน้อย
โลกนี้มีหนึ่งความเชื่อนั่นคือไม่ควรขัดประสงค์ของสวรรค์ ในโลกเก่าของเขาก็มีคนเชื่อแบบนี้เช่นกันแน่นอนว่าเขาไม่เชื่อ เขาเลือกที่จะเชื่อในวิทยาศาสตร์
อย่างไรก็ตามในโลกปัจจุบันที่เขาอยู่นั้นต่างออกไป
วิทยาศาสตร์สามารถอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ได้ไหม?
อย่างไรก็ตามแม้จะมีอสูรปีศาจ พลังต่างๆก็ใช่ว่าจะมีสวรรค์อยู่จริงๆ
ฟางเจิ้งจือนั้นยืนอยู่ตรงกลางแม้เขาไม่เชื่อว่ามีสวรรค์อยู่จริงแต่เขาก็ไม่ต่อต้านมัน
”อย่างไรก็ตามแหล่งพลังเทพเจ้าถูกเปิดออกแล้วเราได้ต่อต้านประสงค์ของสวรรค์ไปแล้วแต่ข้ากลับไม่เห็นถูกลงโทษเลยแม้แต่น้อย ก็แค่สวรรค์เอง อย่างมากสุดข้าก็แค่ต่อสู้กับสวรรค์ มันน่าตื่นเต้นมากเลยใช่ไหมเจ้าไร้ยางอาย?” ปิงหยางกล่าวออกมาอย่างไม่ใยดี
นางไม่กลัวอะไรเลยแม้แต่น้อย
”อืมเจ้าพูดถูก”ฟางเจิ้งจือยิ้มเล็กน้อยบางทีเขาก็รู้สึกว่าปิงหยางไม่ใช่คนของโลกนี้
”สวรรค์จงฟังข้าข้าจะสู้กับเจ้า แน่จริงก็เสกสายฟ้าใส่ข้าเลยสิ!” ปิงหยางรู้สึกตื่นเต้นและชี้ขึ้นไปบนฟ้า
”…”
”…”
เหยียนซิวและฉือกูเหยียนพูดไม่ออก
”ระวังฟ้าผ่า!”การแสดงออกของฟางเจิ้งจือเปลี่ยนไป
”กรี้ด!!!….เจ้าไร้ยางอายช่วยข้าด้วยข้าไม่อยากตาย!” ปิงหยาตกใจและไปซ่อนด้านหลังฟางเจิ้งจือทันที
”…”
อย่างไรก็ตามหลังจากปิงหยางหลับตานางกลับไม่ได้ยินเสียงอะไรแม้แต่น้อยนางจึงค่อยๆลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง “สายฟ้าอยู่ไหน?”
”ข้าบังมันให้เจ้าไปแล้ว”ฟางเจิ้งจือกล่าว
”โกหก!”ปิงหยางรู้ว่าตัวเองถูกหลอกแต่ยังคงซ่อนตัวอยู่ด้านหลังฟางเจิ้งจืออย่างระมัดระวัง นางกังวลว่าจะถูกฟ้าผ่าจริงๆ
ฟางเจิ้งจือถอนหายใจที่จริงแล้วทุกคนในโลกนี้คงกลัวถูกสวรรค์ลงโทษ
แม้ว่าปิงหยางจะทำราวกับไม่กลัวแต่จริงๆแล้วนางกลัว
อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือ…
หาวิธีแยกหินที่ขวางหน้าเขาเอาไว้เพื่อค้นหาแหล่งพลังเทพเจ้าที่แท้จริง
”หยุนชิงวูมีวิธีทำลายเมฆเหล่านั้นหรือไม่?”ฟางเจิ้งจือหันไปมองลายเมฆที่อยู่บนก้อนหินสีดำ
”เราสามารถลองได้”หยุนชิงวูไม่แน่ใจ
”ข้าช่วยเจ้าได้”ฉือกูเหยียนกล่าวหลังจากมองดูลายเมฆสีดำ
”อืม”หยุนชิงวูพยักหน้าและเริ่มสังเกตุลายเมฆสีดำอย่างจริงจังพร้อมกับฉือกูเหยียน
”นี่ดูเหมือนจุดตัดกันแต่มันไม่เหมือนแผนภาพที่ข้าเคยศึกษา…”
ฉือกูเหยียนกำลังจมอยู่ในความคิด
”ถ้าเรามองพวกมันเป็นค่ายกลอาจจะอธิบายได้ไม่ยากแต่บางจุดก็เหมือนภาพวาด” เหยียนซิวกล่าวหลังจากขมวดคิ้ว
”เหมือนเป็นภาพวาด?”
”…”
ดวงตาของหยุนชิงวูและฉือกูเหยียนสว่างขึ้นแทบจะพร้อมๆกันจากนั้นทั้งคู่ก็มองหน้ากัน
เหมือนกับภาพวาดแต่เป็นค่ายกล
เหมือนกับค่ายกลแต่เป็นภาพวาด
มันเป็นการผสมผสานระหว่างภาพวาดและค่ายกล
”การผสานระหว่างค่ายกลและภาพวาด?”ฟางเจิ้งจือจมอยู่ในความคิดเช่นกัน
”เจ้าไร้ยางอายเจ้าคิดออกไหม?”ปิงหยางดูมีความหวังเมื่อเห็นฟางเจิ้งจือพูดกับตัวเอง
”เจ้ากำลังพูดกับข้างั้นหรือ?”
”ใช่”
”ข้าไม่มีความรู้เรื่องค่ายกลหรือภาพวาดมากนัก”ฟางเจิ้งจือกล่าว
”งั้นเจ้าหมายถึงอะไร?”ปิงหยางสงสัย
”มันเป็นเพียงคำพูดธรรมดา”
”…”ปิงหยางพูดไม่ออก
ฟางเจิ้งจือหาวและค่อยๆนั่งลง
ปิงหยางไม่สนใจฟางเจิ้งจือและวิ่งไปหาฉือกูเหยียนที่กำลังใช้กิ่งไม้ขีดเขียนอยู่บนพื้น
ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเชื่องช้า
กองหินห้ากองถูกวางอยู่ด้านหน้าฟางเจิ้งจือ
ทุกกองมีจำนวนเท่ากันละมีความสูงเท่ากัน
หลังจากเลียนแบบฉือกูเหยียนมาสักพักหนึ่งปิงหยางก็เลือกที่จะยอมแพ้
จากนั้นนางหันไปหาฟางเจิ้งจือและสังเกตุกองหินตรงหน้า
”มันคืออะไร?”ปิงหยางสงสัย
”เจ้าคิดว่ามันเป็นเช่นไร?”ฟางเจิ้งจือยิ้มอย่างลึกลับ
”ดูเหมือนเป็นค่ายกลบางอย่างหรือเปล่า?แต่เจ้าบอกว่าไม่รู้เรื่องค่ายกลและภาพวาดไม่ใช่หรือ?”
”อืม”
”อืม?”
”เจ้าจะเชื่อไหมถ้าข้าบอกว่าข้าวางมันสุ่มๆ”
”น่ารำคาญจริงๆ!”ปิงหยางหงุดหงิด แต่สายตาของนางยังคงจ้องมองกองหินทั้งห้า
ด้านฟางเจิ้งจือเขายังคงวางหินลงไปด้านบนเรื่อยๆ
จากนั้นไม่นานกองหินก็มีความสูงเกือบเท่าครึ่งหนึ่งของคนและดูเหมือนหลุมศพเล็กๆห้าแห่ง
ปิงหยางแปลกใจมาก
ฟางเจิ้งจือบอกว่าไม่มีความรู้เรื่องภาพวาดและค่ายกลแต่กองหินตรงหน้าทำให้นางรู้สึกพิเศษ
”เจ้าไร้ยางอายเจ้าไม่รู้เรื่องค่ายกลและภาพวาดจริงๆงั้นหรือ?” ปิงหยางไม่เข้าใจจริงๆ
อย่างไรก็ตามฟางเจิ้งจือไม่ตอบนาง
ปิงหยางรู้สึกหมดหนทาง
เวลาผ่านไปอีกครั้ง…
กองหินตรงหน้าฟางเจิ้งจือนั้นมีความสูงนั้นเกือบเท่าคนคนหนึ่งแล้ว
พวกมันแต่ละกองตอนนี้มีรูปร่างเหมือนคน
ถ้ามองไกลๆปิงหยางคงคิดว่ามันเป็นรูปสลักคนที่ทำจากหิน ”เจ้าไร้ยางอายเจ้าไม่รู้เรื่องภาพวาดและค่ายกลจริงๆงั้นหรือ?” ปิงหยางไม่สามารถระงับความอยากรู้อยากเห็นเอาไว้ได้
”อืมข้าไม่รู้” ฟางเจิ้งจือพยักหน้าอย่างจริงจัง ก่อนที่จะชักดาบยาวห้าเล่มและเสียบมันลงบนกองหินที่มีความสูงเท่ากับคน
ปิงหยางรู้สึกว่ากองหินทั้งห้ามีชีวิตขึ้นมา
แต่ละกองให้กลิ่นอายที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงมันมีจิตสังหาร…
”เจ้า…เจ้ากล้าพูดได้ยังไงว่าไม่มีความรู้เกี่ยวกับค่ายกลและภาพวาด?!”ปิงหยางไม่เชื่อพร้อมกับอ้าปากค้าง