Gate of God - ตอนที่ 1102 ร่วมผสานเต๋าหยินหยาง
ตอนที่ 1102 ร่วมผสานเต๋าหยินหยาง
”กรี้ด!…ข้ายังไม่อยากตาย!”ปิงหยางกรีดร้องและจับตัวฟางเจิ้งจือไว้แน่น
ฉือกูเหยียนขมวดคิ้ว
นางรู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติตั้งแต่ที่กลุ่มเมฆสีดำพุ่งเข้ามาและพันรอบตัวของนาง
”เจ้าไร้ยางอายพวกเราไม่สามารถหนีได้แล้ว ทางเลือกเดียวคือทนพลังของต้นไม้ลายเมฆให้ได้ พวกเราทำได้แค่ภาวนาเท่านั้น!” ฉือกูเหยียนหันไปมองฟางเจิ้งจือ
”ทนอยู่ที่นี่?”ฟางเจิ้งจือรู้ว่าฉือกูเหยียนหมายความว่าอะไร
พลังที่ปล่อยออกมานั้นสูญเสียแหล่งบรรจุและต้องการสิ่งทดแทนอย่างเร่งด่วนมันไม่ใช่ใครอื่นนอกจากพวกเขา
มีความเป็นไปได้เพียงสองอย่างเท่านนั้นหนึ่งคือระเบิดออกเหมือนกองหินทั้งห้า สองคือควบคุมพลังจากต้นไม้ลายเมฆได้ แต่พลังจากต้นไม้ลายเมฆแข็งแกร่งเกินไป
โดยเฉพาะปิงหยางที่พึ่งเข้าสู่ระดับเซียนโอกาสที่นางจะต้านทานพลังจากต้นไม้ลายเมฆได้มีไม่ถึงเก้าในสิบส่วน
และอีกคนคือหยุนชิงวูนางอยู่เพียงระดับผนวกดาราเท่านั้น
”มาผสานพลังของพวกเราเข้ากับเต๋าหยินหยางกันเถอะ!”ฉือกูเหยียยนพยายามก้าวไปข้างหน้าอย่างยากลำบากพร้อมกับเรียกปิงหยางและเหยียนซิว
”เต๋าหยินหยาง?”ฟางเจิ้งจือจำได้ในทันทีว่าเขาเคยใช้การผสานเต๋าหยินหยานกับฉือกูเหยียนเพื่อต้านทานพลังอันยิ่งใหญ่จากสมุนไพรเพลิงพันปี
ใช้เต๋าหยินหยางเพื่อแก้ไขสถานการณ์ในตอนนี้…
ดูเหมือนจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด
อย่างไรก็ตามเขาไม่เคยผสานเต๋าหยินหยางกับคนมากมายขนาดนี้แต่เขาไม่มีทางเลือกอื่น
”หยุนชิงวูขอมือเจ้าหน่อย” ฟางเจิ้งจือจับฉือกูเหยียนไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง อีกข้างยื่นไปทางหยุนชิงวู
”ข้า?”หยุนชิงวูตกตะลึงเล็กน้อย
ร่างของนางปกคลุมไปด้วยกลุ่มเมฆสีดำพวกมันไหลผ่านอย่างต่อเนื่องบนใบหน้าและร่างกายของนาง
ยิ่งไปกว่านั้นนางยังดูเจ็บปวดมาก
นั่นเป็นเพราะพลังอันแข็งแกร่งจากต้นไม้ลายเมฆร่างกายของนางไม่สามารถต้านทานมันได้ พวกมันพร้อมที่จะทำร้ายร่างกายนางทุกเมื่อ
แต่ตอนนี้ฟางเจิ้งจือกำลังยื่นมือมาหานาง?
”หึ!”ปิงหยางตะคอกด้วยความไม่พอใจพร้อมกับทำหน้ามุ่ย แต่หลังจากจำสิ่งที่หยุนชิงวูเล่าเกี่ยวกับบันทึกโบราณได้ นางก็พยายามระงับอารมณ์ต่อต้าน
แต่ปิงหยางก็ยังคงเลือกที่จะไม่จับมือกับหยุนชิงวูและไปจับมือกับฉือกูเหยียนและเหยียนซิวแทน
”ร่างกายของหนานกงมู่เองก็…”เหยียนซิวหันไปมองฉือกูเหยียนและฟางเจิ้งจือ
”อืมพาเขามาด้วย!” ฉือกูเหยียนรู้ว่าเหยียนซิวหมายถึงอะไร ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่ควรทิ้งใครสักคนไป ด้วยการเพิ่มหนานกงมู่เข้ามาจะสามารถทำให้พวกเขาทนต่อพลังของต้นไม้ลายเมฆได้มากขึ้น
”ซิวจับมือหนานกงมู่กับหยุนชิงวูข้าฝากพวกเขาด้วย พวกเราทั้งหกคนจะนั่งล้อมเป็นวงกลม อย่าขัดขืน ข้าจะเป็นคนนำการโคจรพลังของต้นไม้ลายเมฆเอง” ฟางเจิ้งจือกล่าวพร้อมกับนั่งลงข้างๆหยุนชิงวูและฉือกูเหยียน
หยุนชิงวูนิ่งเงียบ
นางปล่อยให้ฟางเจิ้งจือจับมือนางอย่างไรก็ตามเมื่อนางนั่งลงใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความซับซ้อน
ทั้งหกคนนั่งเป็นวงกลมอย่างรวดเร็ว
พวกเขาถูกล้อมรอบด้วยเมฆสีดำ
หน้าของปิงหยางดูซีดเซียวเล็กน้อย
นางดูเหมือนไม่สามารถทนได้อีกต่อไปแล้วร่างกายของนางสั่นไหว
เหยียนซิวก็ไม่ต่างกันแต่ดูดีกว่าเล็กน้อย
ในบรรดาหกคนหยุนชิงวูได้รับความทรมารมากที่สุด ใบหน้าของนางกลายเป็นสีม่วง ริมฝีปากของนางสั่นเทาพร้อมกับหยดเลือดที่ไหลออกมาจากมุมปาก
แต่นางก็ไม่ได้ส่งเสียงอะไรออกมา
นางกัดริมฝีปากแน่นปล่อยให้เมฆดำไหลผ่านตัวของนาง
แน่นอนว่านางจับมือของฟางเจิ้งจือแน่นจนมือของนางกลายเป็นสิม่วง
”ผ่อนคลายจินตนาการว่าตัวเองเป็นหินภูเขา ลมไม่สามารถพัดพาเจ้าไปไหนได้ ผนไม่สามารถทำให้เจ้าเปียกได้ ไม่มีสิ่งใดที่สามารถทำให้เจ้าสั่นคลอน…” ฟางเจิ้งจือกล่าวปลอบหยุนชิงวูเบาๆ จากนั้นเขาก็ใช้ฝ่ามือดึงพลังอันรุนแรงออกมาจากร่างของนาง
เขาจับมือนางเพื่อที่จะสามารถควบคุมพลังในร่างของนางได้
”ข้าเริ่มแล้วทุกคนใจเย็นๆ!”
”อืม”
”รู้แล้ว”
”ข้าทำได้เจ้าไร้ยางอายไม่ต้องกังวล!”
”…”
หลังจากดึงพลังที่รุ่นแรงออกจากร่างของหยุนชิงวูวงจรที่เกิดจากการเคลื่อนพลังของพวกเขาทั้งหกก็ได้เริ่มขึ้น มันไหลไปตามทิษทวนเข็มนาฬิกา
แสงส่องสว่าง
กงล้อขนาดมหึมาปรากฎขึ้นเหนือหัวพวกเขาทั้งหก มันคือกงล้อแห่งการจุติ
แม้เต๋าเพียงห้าในหกจะสว่างขึ้นแต่มันก็เพียงพอที่จะสร้างเกราะป้องกันเหนือตัวพวกเขา
อั้ก…ปิงหยางอ้าปากและกระอักเลือดออกมา
ตามมาด้วยเหยียนซิว
ทุกอย่างดำเนินเป็นวัฏจักร
กลับกันหยุนชิงวูล้มลงกับพื้นอย่างไร้การต่อต้านแต่ในช่วงเวลาสุดท้ายนางสามารถยันร่างขึ้นมาได้
ฟางเจิ้งจือเห็นดวงตาของนางแดงก่ำผมสีขาวของนางพริ้วไหวไปตามสายลม
มันเห็นได้ชัดเจนว่านางพยายามขนาดไหน
”อย่า…อย่าสนใจข้า…ข้าเลย…ถ้าข้าพลาดขึ้นมา…มันก็เป็นโชคชะตาของข้าเจ้าแค่ผลักข้าออกไป…” หยุนชิงวูกัดฟันพร้อมกล่าวออกมาเบาๆ ”อืมข้ารู้แล้ว” ฟางเจิ้งจือพยักหน้า
”ฮ่าฮ่า…” หยุนชิงวูหัวเราะและผ่อนคลายร่างกายของตัวเอง พลังอันรุนแรงไหลออกจากร่างนางเข้าสู่ฟางเจิ้งจือ
เขามีเพียงสองทางเลือก
หนึ่งคือผลักพลังงานไปยังฉือกูเหยียนอีกวิธีคือโคจรมันไปเรื่อยๆจนถึงขีดจำกัด
ฟางเจิ้งจือเลือกอย่างหลัง
ยิ่งไปกว่านั้นเขาได้โคจรพลังงานที่รุนแรงไปยังมิติพิเศษเล็กๆของเขาเพื่อกลืนกินพลังงาน
เขาค่อยๆปล่อยพลังงานเข้าไปในมิติพิเศษของเขาให้มันหลอมรวมเข้ากับมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ทีละนิด ทีละนิด
หลังจากนั้นประมาณสิบนาทีเขาก็ทนไม่ได้อีกต่อไป
”มันได้ผล?”ฟางเจิ้งจือกล่าว “เหยียนเอ๋อร์ เจ้าสามารถแบ่งพลังบางส่วนเข้าไปในมิติพิเศษของเจ้าได้ บางทีเจ้าอาจจะได้รับพลังบางอย่าง ปิงหยางเจ้าอย่าลองทำ เหยียนซิวเจ้าสามารถลองทำได้ในการโคจรรอบที่สอบ หยุนชิงวู…ช่างมันเถอะ!”
”หืม”
”ได้”
”ทำไมข้าถึงทำมันตอนนี้ไม่ได้?”
”นั่นเป็นเพราะเจ้า..อ่อนแอ!”ฟางเจิ้งจือตอบกลับอย่างไม่ใยดี
”หึ!”ปิงหยางไม่พอใจ
”ปิงหยางข้าไม่ได้ล้อเล่น!”ฟางเจิ้งจือรู้ดีว่านางนั้นดื้อรั้นและมักจะไม่ทำตามที่คนอื่นพูด
”ข้าเข้าใจแล้วข้าจะทำเมื่อเจ้าอนุญาติ!” ปิงหยางกล่าวออกมาด้วยใบหน้าที่บึ้งตึง
”อืม”ฟางเจิ้งจือพยักหน้าและหันไปมองฉือกูเหยียน
นางนิ่งเงียบและขมวดคิ้วเล็กน้อยเห็นได้ชัดว่านางกำลังพยายามทำตามที่ฟางเจิ้งจือบอกซึ่งมันกินเวลามานานพอสมควรแล้ว ดูเหมือนฉือกูเหยียนจะทำได้
ฟางเจิ้งจือรู้สึกอิจฉาเล็กน้อยการมีพรสวรรค์สามารถทำให้นางทำอะไรสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว
”ปิงหยางใจเย็นลงก่อน!” ในที่สุดฉือกูเหยียนก็กล่าวออกมา เหงื่อไหลไปเต็มหน้าผากของนาง อาจเป็นไปได้ว่านางทำสำเร็จแล้วและใช้เวลาไปเกือบเท่ากับฟางเจิ้งจือ
”ข้าเข้าใจแล้ว”ปิงหยางฟังฉือกูเหยียนและเงียบลงทันที
รอบที่สองเสร็จเร็วมาก
ในขณะเดียวกันเพราะฟางเจิ้งจือและฉือกูเหยียนได้นำพลังจากเมฆดำเข้าไปยังมิติพิเศษของตัวเองทำให้หยุนชิงวูผ่อนคลายลงมาก
ในรอบที่สามเหยียนซิวสามารถโคจรพลังเข้าสู่มิติพิเศษได้
…
เมื่อพวกเขามาถึงรอบที่หกฟางเจิ้งจือรู้สึกว่าพลังงานที่เข้มข้นเริ่มเข้าสู่ความสงบและส่งสัญญานให้ปิงหยางดึงพลังเข้าไปในมิติพิเศษของนางได้
”คอยดูเถอะ!”ดวงตาของปิงหยางสว่างด้วยความตื่นเต้น
…
เมื่อถึงรอบที่สิบเมฆสีดำเข้าสู่ความสงบอย่างสมบูรณ์มันไม่ได้ขัดกับร่างพวกเขาทั้งหกอีกต่อไป
ในเวลาเดียวกัน’ราก’สีดำที่พุ่งออกมาจากหินที่แตกออกเองก็ลดลงเรื่อยๆไม่รุนแรงดังเช่นก่อนหน้านี้
”ดูเหมือนว่ามันจะเสถียรแล้ว”ฟางเจิ้งจือถอนหายใจด้วยความโล่งอก
”พวกเราต้องนั่งแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน?”ปิงหยางเงยหน้าขึ้น
”จนกว่าทุกอย่างจะสลายหายไป”ฟางเจิ้งจือกล่าวพร้อมกับปิดตาลงอีกครั้ง
หนานกงมู่ชายที่ถูกทำให้หมดสติไป แต่ตอนนี้เขากำลังนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามโดยไม่ได้แสดงท่าทีอะไรออกมา เขาไม่ขยับปล่อยให้เมฆสีดำไหลเข้าไปในร่างกายของเขา
อย่างไรก็ตามเขาจะไม่รู้สึกอะไรเลยงั้นหรือ?
ฟางเจิ้งจือยิ้มเล็กน้อยและหันไปมองหยุนชิงวู
จากนั้นเขาต้องเบิกตากว้าง
นั่นเป็นเพราะผมสีขาวของหยุนชิงวูกำลังเปลี่ยนไปแม้มันจะขาวเหมือนเดิมแต่ไม่ได้แห้งกร้านอีกต่อไป
มันดูกระจ่างใสและนุ่มสลวย