Gate of God - ตอนที่ 1103 พลังที่เพิ่มขึ้น
ตอนที่ 1103 พลังที่เพิ่มขึ้น
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับหยุนชิงวูนั้นเห็นได้ชัดเจนที่สุดไม่เพียงแต่ผมของนางที่ดูนุ่มสลวยแต่ผิวของนางนั้นราวกับเด็กทารกที่เกิดใหม่
น่าจะเป็นเพราะแต่เดิมนั้นระดับพลังของนางไม่ได้สูงส่งมากนัก
ยิ่งระดับพลังไม่สูงมากแค่ไหนการเปลี่ยนแปลงยิ่งมากแค่นั้น
”ข้า…ข้าคิดว่าข้าพลังของข้าเข้าสู่ระดับใหม่แล้ว!”ทันใดนั้นหยุนชิงวูลืมตาขึ้นด้วยความตื่นเต้น
สำหรับนางแล้วความก้าวหน้าในเรื่องการบ่มเพาะพลังเป็นเรื่องที่นางไม่เคยนึกถึงมาก่อน
ตั้งแต่เด็กนางมีร่างกายที่อ่อนแอและถูกขับไล่ออกจากเมืองเงาเลือดแต่แลกมาด้วยการที่นางมีสมองอันชาญฉลาด อย่างไรก็ตามมันทำให้นางไม่สามารถสืบทอดวิชาทางสายเลือดเหมือนอสูรและปีศาจทั่วๆไปได้
ซึ่งตอนนี้มันราวกับนางกำลังฝันอยู่
”พลังของเจ้าทะลวงเข้าสู่ระดับใหม่แล้ว?”ฟางเจิ้งจือค่อนข้างตกใจเมื่อได้ยินหยุนชิงวูพูด พลังของนางนั้นพัฒนาขึ้นเร็วมาก
”หึ!”กลับกันปิงหยางกลับมีท่าทีไม่พอใจ
หยุนชิงวูอยู่ในระดับผนวกดาราต่อให้นางจะทะลวงพลังเข้าสู่ระดับสะท้อนสวรรค์ได้มันจะมีประโยชน์แค่ไหนก็เชียว
ทำไมนางต้องรู้สึกตื่นเต้น?
แม้ปิงหยางจะไม่พอใจแต่ไม่นานการแสดงออกของนางก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย “ดูเหมือนระดับพลังของข้าจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย…”
”อืมดูเหมือนว่าเมฆสีดำเหล่านั้นสามารถถูกดูดซึมและกลายเป็นพลังให้กับพวกเราได้” ฟางเจิ้งจือพยักหน้า
”ฟางเจิ้งจือ”ทันใดนั้นหยุนชิงวูก็พูดขึ้นมาอีกครั้ง ”หืม?”ฟางเจิ้งจือมองไปที่นาง
”ข้า…ข้าอยากจะดึงพลังงานจากก้อนเมฆสีดำเข้าสู่ร่างกายของข้าอีกสักหน่อย…”หยุนชิงวูกล่าวอย่างระมัดระวัง
”เจ้าสามารถทำได้”ฟางเจิ้งจือตอบโดยไม่คิด
ในฐานะหนึ่งในสมาชิกทั้งหกคนหยุนชิงวูมีสิทธิ์ที่จะดูดซับพลังงานจากต้นไม้ลายเมฆ
ก่อนหน้านี้ที่ฟางเจิ้งจือห้ามนางเพราะระดับพลังของนางนั้นต่ำเกินไปที่จะดูดซับพลังจากต้นไม้ลายเมฆ
”ขอบคุณ…”
”ไม่จำเป็นต้องขอบคุณข้ามันเป็นสิทธิ์ของเจ้า”
”อืม”หยุนชิงวูพยักหน้าและพยายามดึงพลังเข้าไปในตัวเพิ่มขึ้น
…
เวลาค่อยๆผ่านไป พลังงานจากต้นไม้ลายเมฆอยู่ในความเสถียรมากพอทำให้ฟางเจิ้งจือเร่งรอบในการโคจรพลังเพื่อให้ทุกคนดูดซับพลังได้ดีขึ้น
เมื่อถึงรอบที่สิบเจ็ดดวงตาของหยุนชิงวูเบิกกว้างขึ้นอีกครั้ง ใบหน้าของนางเปลี่ยนเป็นสีแดง
”ข้า…ข้ารู้สึกว่าข้าทะลวงผ่านระดับพลังอีกแล้ว”
”…”
”…”
ครั้งนี้ปิงหยางไม่ได้ดูถูกเหยียดหยามอีกต่อไป
ในความเป็นจริงนางเริ่มอิจฉาหยุนชิงวูที่สามารถผ่านจากระดับผนวกดาราไปยังระดับสะท้อนสวรรค์ได้จากนั้นก็ไปสู่ระดับอภินิหารภายในเวลาเพียงหนึ่งชั่วโมง
มันคือเรื่องอะไรกัน?
ปิงหยางกัดฟันแน่นแม้แต่นางที่ได้รับไข่มุกอสูรไปยังต้องทนทรมารเกือบหกเดือนเพราะความร้อนที่ปล่อยออกมาจากไข่มุกอสูร
”ไม่ยุติธรรมมันไม่ยุติธรรม!” ปิงหยางหงุดหงิดมาก
นางใช้เวลาหกเดือนถึงจะเข้าสู่ระดับเซียนโดยปลอดภัยแต่หยุนชิงวูสามารถบะลวงผ่านถึงสองขั้นพลังภายในสองชั่วโมง
นอกจากปิงหยางและฟางเจิ้งจือยังมีสีหน้าแปลกๆ
บัดซบ!จากระดับสะท้อนสวรรค์ไปถึงระดับอภินิหารมันง่ายขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน? เขาจำได้ว่าเขาต้องพยายามมาแค่ไหนกว่าจะไปถึงระดับอภินิหาร
นางต้องโกงแน่นอน!
จากนั้นฟางเจิ้งจือได้ยินเสียงพึมพัมดังขึ้นจากใกล้ๆ
เป็นฉือกูเหยียนที่ลืมตาขึ้นอย่างกระทันหันในตาของนางมีแสงห้าสีที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง
แดงน้ำเงิน ขาว ทอง ดำ! ยิ่งไปกว่านั้นยังมีเงาจางๆลอยอยู่ด้านหลังฉือกูเหยียน
เจ้าแม่หนี่วา!
”เจ้าไร้ยางอาย…พลังของข้าเองก็ทะลวงเข้าสู่ระดับใหม่แล้วเช่นกัน!”ฉือกูเหยียนกล่าวพร้อมบรรยากาศอันทรงพลังที่ปล่อยออกมาจากร่างของนาง
”พี่เหยียนสุดยอดมาก!”ปิงหยางตะโกนด้วยความตื่นเต้น
ในขณะเดียวกันดวงตาของฟางเจิ้งจือก็แทบถลนออกมาจากเบ้า
เรื่องบัดซบอะไรกัน?
ฉือกูเหยียนอยู่ในระดับเซียนแล้วแต่กลับบรรลุเข้าสู่ระดับใหม่ได้อย่างรวดเร็ว
มันคงเป็นเพราะพรสวรรค์ของนาง…
ฟางเจิ้งจือพยายามปลอบตัวเองพร้อมกับยิ้มออกมาอย่าสดใส”ขอแสดงความยินดีที่เจ้าแข็งแกร่งขึ้น ตอนนี้เราก็มีความหวัง…”
เขายอมพูดความหวังออกมาไม่ได้จริงๆ ผู้ชายจะทนต่อความจริงที่ตัวเองด้อยกว่าผู้หญิงไม่ได้ยังไง?
ไม่!
เขาต้องการจะพัฒนามากกว่านี้!
ดูดซับต่อไปเขาต้องดูดซับพลังต่อไป….
ด้านเหยียนซิวเองก็มีท่าทีแปลกไปก่อนที่เขาจะแสดงความตื่นเต้นออกมา
”ข้า…ข้าเองก็สามารถทะลวงข้ามขีดจำกัดได้ด้วยงั้นหรือ?”ขณะที่เหยียนซิวกล่าวแสงสีแดงราวกับเลือดได้ก่อตัวขึ้นบนร่างกายของเขา มันบริสุทธิ์เป็นอย่างมาก
”ว้าว?!เหยียนซิว เจ้าก็ทำสำเร็จแล้วงั้นหรือ? ข้ารู้สึกว่าตัวเองก็ใกล้จะสำเร็จแล้วเช่นกัน!” ปิงหยางดูตื่นเต้นมากขึ้น
กลับกันฟางเจิ้งจือรู้สึกพูดไม่ออก
งั้นเหยียนซิวเองก็มีพรสวรรค์มากกว่าเขา
มันเป็นแบบนั้นใช่ไหม? ไม่!
เหยียนซิวอ่อนแอกว่าตัวเขาและฉือกูเหยียนแต่ทำไมเหยียนซิวถึงทะลวงเข้าสู่ระดับเทพเจ้าได้เร็วกว่าเขา?
ทำไมถึงเป็นแบบนี้
มันสมเหตุสมผลตรงไหนกัน?
”เจิ้งจือมั่นใจได้เจ้านั้นมีพรสวรรค์ในไม่ช้าพลังของเจ้าต้องเข้าสู่ระดับเทพเจ้าได้แน่นอน” แทนที่จะโอ้อวด เหยียนซิวกลับปลอบใจฟางเจิ้งจือแทน
”อืมพลังงานที่นี่มหาศาลมาก แม้แต่คนที่อ่อนแอเช่นข้ายังใกล้จะทะลวงผ่านขีดจำกัด เจ้าไร้ยางอาย เจ้าเองก็ใกล้จะผ่านขีดจำกัดไปได้แล้วใช่ไหม?” ปิงหยางยิ้มออกมาเช่นกัน
”…”ฟางเจิ้งจือไม่ได้ตอบปิงหยาง
ขีดจำกัด?
ขีดจำกัดบ้าบออะไรกัน?
เขาเองก็ต้องการทะลวงเข้าสู่ระดับเทพเจ้าแต่เมื่อเขามองไปในมิติพิเศษของตัวเองกลับพบว่าเมฆสีดำจำนวนมากยังคงลอยอยู่
มหาสมุทรนั้นกว้างเกินไป
กว้างเกินกว่าที่เมฆสีดำจะเข้าไปแทนที่มันกว้างมากจนไม่รู้ว่าเมื่อไรมันจะเต็ม
”ข้าคิดว่าพลังของข้าเพิ่มขึ้นอีกแล้ว”เสียงของหยุนชิงวูดังขึ้นอีกครั้ง
”…”
”…”
หยุนชิงวูอยู่ในระดับจุติแล้ว?!
ฟางเจิ้งจือรู้สึกว่าตัวองนั้นถูกมีดแทงใส่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
’ทำไมทุกคนถึงทำราวกับมันเป็นเรื่องง่ายๆ?’
’ทำไมพลังของข้าถึงยังไม่ทะลวงผ่านระดับจุติไปเสียที?’
’ไม่ข้าจะยอมแพ้ไม่ได้!’
…. เวลาผ่านไปเรื่อยๆ
ฟางเจิ้งจือรู้สึกเจ็บแปลบที่หัวใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
สายตาของเขาเหลือบไปเห็นแสงสว่างส่องออกมาจากร่างของปิงหยางพร้อมกับควานร้อนที่แผ่ออกไปทั่ว
จากนั้นเขาก็ได้ยินเสียงกรีดร้องอย่างตื่นเต้น
”ฮ่าฮ่าข้าทำได้แล้ว…พลังของข้าอยู่ในระดับเทพเจ้าแล้ว!” ปิงหยางหัวเราะจนใบหน้าแดงก่ำ
พลังของนางเพิ่มขึ้นอย่างใหญ่หลวง
ระดับเซียนกลายเป็นระดับเทพเจ้า
ด้านเหยียนซิวและฉือกูเหยียนพวกเขายิ้มออกมาด้วยความยินดีกับปิงหยาง
อย่างไรก็ตามฟางเจิ้งจือกลับรู้สึกว่าตัวเองกำลังมีปัญหา
เรื่องบ้าอะไรกัน?! ทำไมทุกคนถึงไปสู่ระดับเทพเจ้าได้ง่ายๆกัน
”อะไรกันเนี่ย!ข้าไม่อยากทำต่อไปแล้ว!” ใบหน้าของฟางเจิ้งจือดำคล้ำ
ทำไมทุกคนถึงทำได้ยกเว้นเขา?
มันเป็นเรื่องไร้สาระอะไรกัน?