Gate of God - ตอนที่ 1104 ทวีคูณ
ตอนที่ 1104 ทวีคูณ
”เฮ้เจ้าไร้ยางอาย อย่าบอกนะว่าเจ้าอยู่ในระดับเทพเจ้านานแล้วแต่ปกปิดพวกเรา?!” เสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจของปิงหยางดังขึ้น
มันทำให้เหยียนซิว ฉือกูเหยียน หยุนชิงวูหันไปมองฟางเจิ้งจือพร้อมๆกัน
เมฆดำสามารถเพิ่มระดับพลังของพวกเขาได้โดยง่าย
โดยเฉพาะฟางเจิ้งจือที่เรียกได้ว่ามีพลังสูงสุดในหมู่พวกเขา
เช่นนั้นแล้วฟางเจิ้งจือจะยังไม่ทะลวงผ่านระดับเซียนเข้าสู่ระดับเทพเจ้าได้ยังไง?
”ฮ่าฮ่า…”ฟางเจิ้งจือหัวเราะ เขาก็อยากให้มันเป็นแบบที่ปิงหยางพูด
แต่ความจริงคือพลังของเขายังอยู่ในระดับเซียน
”ฟางเจิ้งจือพลังของเจ้าอยู่ในระดับเทพเจ้าแล้วใช่ไหม?”เหยียนซิวถามขึ้นมาเมื่อเห็นรอยยิ้มแปลกๆบนใบหน้าฟางเจิ้งจือ
”ไม่”ฟางเจิ้งจือพูดตรงๆ
”จะเป็นแบบนั้นได้ยังไง?พลังของเจ้านั้นสูงกว่าข้าเสียอีก เจ้าจะยังติดอยู่ที่ระดับเซียนได้ยังไง?” ปิงหยางตกใจและไม่เชื่อ
ขณะที่ฉือกูเหยียนและหยุนชิงวูตกอยู่ในความเงียบ
เหมือนพวกนางกำลังจมอยู่ในความคิดเรื่องที่ฟางเจิ้งจือควรจะเป็นคนแรกที่เข้าสู่ระดับเทพเจ้า
แต่เขากลับเป็นคนสุดท้าย…
ไม่มีทาง!
อาจจะมีบางอย่างผิดปกติแต่ไม่มีใครรรู้ว่าปัญหาคืออะไร
ทันใดนั้นเองแสงสีทองได้ส่องสว่างออกมาจากร่างของหนานกงมู่
นอกจากนั้นยังมีแสงสีฟ้าและเขียวรวมถึงสีแดง… ”หนานกงมู่ที่ไร้สติก็สามารถทะลวงพลังเข้าสู่ระดับเทพเจ้าได้เช่นกัน!”ดวงตาของปิงหยางเบิกกว้างเมื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น
”…”
”…”
ฉือกูเหยียนเหยียนซิวและหยุนชิงวูมองหน้ากัน
ไม่มีใครพูดอะไรออกมาเพราะพวกเขาสัมผัสได้ถึงความโกรธของฟางเจิ้งจือ
มันแสดงให้เห็นว่าเมฆสีดำนั้นมีพลังมากขนาดไหน
สามารถทำให้แม้แต่คนที่หมดสติมีพลังเพิ่มขึ้นได้
แต่ทำไมฟางเจิ้งจือถึงไม่เข้าสู่ระดับเทพเจ้าเสียที?
มันแปลกมาก!
เขาต้องการที่จะพยายามต่อไปแต่เขาสูญเสียแรงจูงใจไปแล้วเพราะเมฆสีดำก็เริ่มมีจำนวนลดลงเรื่อยๆ ”มั่นใจเถอะเมฆแค่นี้ก็น่าจะเพียงพอให้พลังของเจ้าทะลวงเข้าสู่ระดับเทพเจ้าได้สำเร็จ” ฉือกูเหยียนกล่าวขณะจับมือของฟางเจิ้งจือไว้แน่น
”ใช่เจ้าทำได้แน่นอน” เหยียนซิวให้กำลังใจ
”เจ้าไร้ยางอายข้าเชื่อมั่นในตัวเจ้า!” ปิงหยางกล่าว
”พลังของข้านั้นอยู่ในระดับจุติแล้วมันคงเป็นไปไม่ได้ที่ข้าจะไปสู่ระดับเซียน เมฆสีดำเหล่านี้ข้าคิดว่า….” หยุนชิงวูพยายามจะพูดออกมา
”ไม่เป็นไรขอบคุณ” ฟางเจิ้งจือส่ายหัวและขัดหยุนชิงวู
นั่นเป็นเพราะเขารู้ดีว่าแม้หยุนชิงวูจะหยุดดูดซับเมฆเหล่านี้ก็ไม่ได้ช่วยอะไรเขาอยู่ดี
ทุกคนตกอยู่ในความเงียบ…
ฟางเจิ้งจือรู้สึกว่าที่ทุกคนนิ่งเงียบเพราะเศร้าที่พลังของเขาไม่พัฒนา
อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าฟางเจิ้งจือจะประเมิณคนอื่นต่ำไป
”ฮ่าฮ่าฮ่าช่างเขาเถอะเดี๋ยวฟางเจิ้งจือก็หาทางได้เอง พวกเรามาฉลองกันเถอะ!” หลังจากปิงหยางปลอบฟางเจิ้งจือเสร็จ นางก็อุทานออกมาด้วยความดีใจ
”อืมใช่พวกเราควรจะเฉลิมฉลอง!” เหยียนซิวเห็นด้วย
”ข้าคิดว่า…พวกเราจะออกไปจากที่นี่ได้หลังจากพลังงานจากต้นไม้ลายเมฆทั้งหมดถูกดูดซับไปแล้ว”ฉือกูเหยียนพยักหน้า
อย่างไรก็ตามหยุนชิงวูยังคงเงียบ
แต่ใบหน้าของนางนั้นแสดงให้เห็นว่านางกำลังมีความสุขเพราะเข้าสู่ระดับจุติ
มันเป็นสิ่งที่นางไม่เคยคิดว่ามันจะเกิดขึ้นมาก่อน
”เหอะ!มีแต่พวกเห็นแก่ตัว!” ฟางเจิ้งจือถอนหายใจ ทุกคนไม่สนใจความรู้สึกของเขาเลยแม้แต่น้อย
ไม่!
เขาต้องพยายามต่อไป!
เขาต้องทะลวงสู่ระดับเทพเจ้าให้ได้เพื่อให้พวกนั้นหยุดคุยโม้ต่อหน้าเขาเสียที
ฟางเจิ้งจือพยายามสงบใจตัวเองเขาพยามที่จะสัมผัสถึงมหาสมุทรในมิติพิเศษของตัวเอง
คลื่นทะเลกำลังหมุนวนเมฆสีดำจำนวนมากกำลังไหลลงไปในมหาสมุทร
”ผสานเมฆสีดำเข้ากับแหล่งพลังของข้า”ฟางเจิ้งจือพยายามควบคุมเมฆสีดำและมหาสมุทรของเขาให้รวมตัวกันอย่างช้าๆ
มันทำให้มหาสมุทรกว้างใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
เมฆสีดำไหลเข้าสู่ร่างกายฟางเจิ้งจืออย่างรวดเร็วก่อนที่มันจะกลายเป็นน้ำทะเลใสบริสุทธิ์
ด้วยเหตุผลบางอย่างฟางเจิ้งจือรู้สึกว่าพลังของตัวเองพัฒนาแล้ว มันเป็นการพัฒนาครั้งใหญ่
น้ำทะเลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยปริมาณที่น่ากลัว
อย่างไรก็ตามฟางเจิ้งจือยังไม่สามารถสัมผัสได้ถึงสัญญานว่าตัวเองกำลังเข้าสู่ระดับเทพเจ้า
ทำไมถึงเป็นแบบนี้?
หรือพลังในมิติพิเศษของเขาถึงไม่เพียงพอ?
แล้วเขาต้องมีพลังมากแค่ไหนถึงจะไปสู่ระดับเทพเจ้าได้?
คำถามมากมาเกิดขึ้นในใจของฟางเจิ้งจือ
ความเป็นไปได้มากที่สุดน่าจะขึ้นอยู่กับปริมาณถ้าปริมาณเพียงพอคุณภาพก็น่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลง
พยายามต่อไป!
เมฆสีดำยังไม่หายไปอย่างสมบูรณ์ เขายังมีโอกาส
ฟางเจิ้งจือปลอบใจตัวเองพร้อมกับดึงเมฆสีดำเข้าไปในร่างกายเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
สิบห้านาทีผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ฟางเจิ้งจือสัมผัสได้ถึงความสงบบนผิวน้ำทะเล
มันสงบเหมือนทะเลสาบ
ไม่มีคลื่นพายุที่รุนแรงเหมือนก่อนหน้านี้อีกต่อไป
ในขณะเดียวกันเมฆสีดำที่ปะปนอยู่กับน้ำค่อยๆหายไป
พวกมันผสานเข้ากับน้ำทะลทำให้มหาสมุทรในสดใสขึ้นเรื่อยๆ
มันให้ความรู้สึกที่บริสุทธิ์มาก
ราวกับอัญมณีขนาดมหึมาที่เคลื่อนไหวไปมา
ความงดงามนี้ทำให้ฟางเจิ้งจือพยักหน้าด้วยความพอใจ ”ข้ากำลังจะทำได้แล้วใช่ไหม?”ฟางเจิ้งจือลืมตาขึ้นก่อนจะเห็นว่ามีสายตาหลายคู่กำลังจ้องมองมาที่เขา
”เจ้าทำได้หรือเปล่า?”ปิงหยางกระพริบตา
ในขณะเดียวกันเหยียนซิวฉือกูเหยียน หยุนชิงวูเองก็มองมาที่เขาด้วยความคาดหวัง
”…”ฟางเจิ้งจือกำลังจะตอบแต่พบว่ามีบางอย่างผิดปกติ
ทำไมทุกคนถึงขยับมาใกล้เขาแทนที่จะนั่งบ่มเพาะพลังของตัวเองอยู่?
ฟางเจิ้งจือมองไปรอบๆก่อนที่สีหน้าของเขาจะเปลี่ยนไปนั่นเป็นเพราะไม่มีเมฆสีดำอีกต่อไปแล้ว
พวกมันทั้งหมดถูกดูดซึมไปแล้ว
แต่เขากลับยังไม่สามารถเข้าสู่ระดับเทพเจ้าได้!
”…”
”อย่าบอกนะว่าเจ้าทำไม่สำเร็จ”ปิงหยางมองไปที่ฟางเจิ้งจือด้วยความไม่เชื่อ
”เป็นไปได้ไหมที่เจ้าเข้าสู่ระดับเทพเจ้าแต่แรกแล้วแต่เจ้าไม่รู้ตัว?” เหยียนซิวคาดเดา
”ในหนังสือมีบันทึกน้อยมากเกี่ยวกับการที่พลังของตัวเองเข้าสู๋ระดับใหม่โดยที่เจ้าของร่างกายนั้นไม่รู้ตัวเจ้าไร้ยางอาย เจ้าคิดว่าพลังของตัวเองเพิ่มขึ้นไหม?” ฉือกูเหยียนขมวดคิ้ว
”พลังงานของข้าเพิ่มขึ้น…”
”เท่าไร?”
”ข้าไม่แน่ใจอาจจะเจ็ดถึงแปดเท่า”
”เจ็ดถึงแปดเท่า?!”ปิงหยางอุทานเมื่อได้ยิน แม้นางจะอยู่ในระดับเทพเจ้าแล้วแต่พลังของนางเพิ่มขึ้นประมาณห้าเท่าเท่านั้น
แต่ฟางเจิ้งจือกลับบอกว่าเพิ่มขึ้นประมาณเจ็ดถึงแปดเท่า?
”ว้าวเจ้าไร้ยางอาย เจ้าคงอยู่ในระดับเทพเจ้าแล้วแต่ไม่ยอมบอกข้าใช่ไหม?” ปิงหยางดูหงุดหงิดเป็นอย่างมาก ด้านเหยียนซิวเขาเองก็มีท่าทีเปลี่ยนไปเช่นกัน
มีช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างระดับเซียนและระดับเทพเจ้าการที่พลังเพิ่มขึ้นห้าถึงหกเท่านั้นเป็นเรื่องปกติ แต่ฟางเจิ้งจือที่อยู่เพียงระดับเซียนกลับมีพลังเพิ่มขึ้นเจ็ดถึงแปดเท่า?
”ข้าคิดว่าเจ้าอาจจะทะลวงเข้าสู่ระดับเทพเจ้าไปแล้วก็ได้พลังของข้าเองก็เพิ่มขึ้นเจ็ดถึงแปดเท่าเช่นกัน” เหยียนซิวยืนยัน
”หืมอาจเป็นได้” ฉือกูเหยียนพยักหน้า
”เหยียนเอ๋อร์เจ้าล่ะ?” ฟางเจิ้งจือหันไปมองฉือกูเหยียน
”ข้า?”ฉือกูเหยียนมองฟางเจิ้งจือและตอบออกมาอย่างจริงจัง “น่าจะ…มากกว่าสิบรอบ?”
”…”
”…”
ปิงหยางและเหยียนซิวพูดไม่ออก
แปลกมาก! พวกเขาอยู่ในระดับเทพเจ้ากันหมดแต่พลังที่เพิ่มขึ้นนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง
”ถ้าฟางเจิ้งจือไม่ได้โกหกงั้นเขาต้องการพลังมากขนาดไหนถึงจะสามารถทะลวงพลังเข้าสู่ระดับเทพเจ้าได้” เสียงของหยุนชิงวูดังขึ้น
”…”
”…”
ปิงหยางและเหยียนซิวตกตะลึง
พวกเขามองหน้ากันบ่งบอกได้ถึงความกลัวในดวงตา
หากสิ่งที่หยุนชิงวูพูดเป็นความจริงเมื่อตอนที่ฟางเจิ้งจืออยู่ในระดับเทพเจ้า เขาจะมีพลังเพิ่มขึ้นมากแค่ไหนกัน!
”เรามาดูกันว่ามีอะไรอยู่ที่รากของต้นไม้ลายเมฆกันแน่”ฉือกูเหยียนเปลี่ยนเรื่องเมื่อเห็นสีหน้าที่ซับซ้อนของฟางเจิ้งจือ
”อืมข้าจะไปดู” ปิงหยางวิ่งไปทันที
พลังที่เพิ่มขึ้นทำให้นางมั่นใจจนไม่คิดจะขอความช่วยเหลือคนอื่น
”เอ๊ะ?!”เสียงของปิงหยางดังขึ้น
”เป็นอะไรงั้นรึ?เจ้าเจออะไรหรือเปล่า?” เหยียนซิวถาม
”ฮ่าฮ่าฮ่า…”ปิงหยางหัวเราะและหันไปหาเหยียนซิว”ไม่มีอะไรเลย!”
”ไม่มีอะไรเลย?”เหยียนซิวตามปิงหยางไปดู
”เจ้าแปลกใจมากไหม?”
”…”เหยียนซิวไม่สนใจปิงหยาง
”อืมงั้นเรามาลองสังเกตุดูเผื่ออาจจะเจออะไรบางอย่าง เจ้าไร้ยางอาย เจ้าคิดเช่นไร” ฉือกูเหยียนกล่าวพร้อมหันไปหาฟางเจิ้งจือ “เชิญพวกเจ้าตามสบายเถอะ” ฟางเจิ้งจือกล่าวพร้อมหันไปมองรอบๆ ในแหล่งพลังเทพเจ้าไม่ควรมีต้นไม้ลายเมฆเพียงต้นเดียวหรือเปล่า?
หยุนชิงวูบอกว่ามันเป็นดินแดนต้องห้าม
เมื่อแหล่งพลังเทพเจ้าถูกเปิดออกมันอาจจะเป็นการขัดต่อเจตจำนงของสวรรค์ อาจจะทำให้เกิดผลกระทบที่รุนแรง อย่างไรก็ตามตอนนี้ดูเหมือนจะไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น
ทางเลือกเดียวของพวกเขาในตอนนี้คือออกไปด้านนอก
มู่ฉิงเฟิงเหยียนเฉียนหลี่และวู่จวี้เอ๋อก็อยู่ด้านนอก การปรากกฎขึ้นของผลไม้ ดอกไม้เทพเจ้า ต้องตามมาด้วยการต่อสู้แน่นอน เขาหวังว่าจะไม่มีเรื่องร้ายๆเกิดขึ้น