Gate of God - ตอนที่ 1107 อ่อนแอ?
ตอนที่ 1107 อ่อนแอ?
จูเหยียนรู้สึกหวาดกลัวและสิ้นหวัง
มันเป็นถึงเทพอสูรโบราณแต่กลับถูกมนุษย์ตัดหัวจนขาด
ใคร…
มนุษย์ตรงหน้าคือใครกันแน่?!
สถานการณ์อันรุนแรงทำให้มันคิดจะหนี
แม้มันจะเป็นเทพอสูรแต่การที่หัวถูกตัดขาดก็ต้องใช้เวลาชั่วครู่กว่าที่ร่างของมันจะฟื้นฟู
พลังโจมตีของมันลดลงเป็นอย่างมากเพียงมนุษย์ธรรมดาที่มีพลังมากกว่ามันเล็กน้อยก็สามารถสังหารมันได้
จูเหยียนพ่นหมอกควันออกมาและต้องการใช้มันเพื่อหลบหนี
อย่างไรก็ตามก่อนที่มันจะพ่นหมอกควันได้สำเร็จร่างอันคุ้นเคยได้ปรากฎขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มบนหน้า ”พวกเราไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกันมาก่อนทำไมเจ้าถึงมีเจตนาจะฆ่าข้า?” ดวงตาของจูเหยียนเต็มไปด้วยความโกรธ มันไม่ต้องการตายจริงๆ
”คิดหนีหลังจากที่ทำร้ายผู้หญิงของข้างั้นรึ?”ฟางเจิ้งจือคว้าเข้าที่หัวของจูเหยียนไม่ให้โอกาสมันหลบหนี
”ข้าไม่ได้ทำ!”จูเหยียนคำรามด้วยด้วยความฉุนเฉียว
มันไม่ได้ทำจริงๆมันไม่ใช่ตนที่ทำร้ายวู่จวี้เอ๋อ มันเป็นผู้บริสุทธิ์หรือาจจะเรียกได้ว่าเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดเท่านั้น
”การฆ่าผิดตัวก็ไม่ใช่เรื่องแย่นัก”ฟางเจิ้งจือกล่าว
”…”
ตู้ม!
หัวของจูเหยียนระเบิดออกไข่มุกอสูรที่มีลักษณะคล้ายกับอัญมณีค่อยๆลอยออกมา มันส่องแสงสีแดงอ่อนๆ ”…”
”ตาย?!”
”มนุษย์ฆ่าจูเหยียน?!”
เทพอสูรที่พึ่งออกมาจากประตูเทพเจ้าล้วนแปลกใจและไม่เชื่อสิ่งที่ตัวเองเห็น
ตอนนี้ไข่มุกอสูรของจูเหยียนอยู่ในมือของฟางเจิ้งจือ
”ไข่มุกของเทพอสูร?ข้าอยากรู้จริงๆว่ามันจะรสชาติเป็นยังไง” ฟางเจิ้งจือเลียริมฝีปากก่อนที่จะกลืนมันเข้าไป
”เขากินมันเข้าไปแล้ว?!”
”มนุษย์คนนี้อยากตายหรือไง?เขากลืนไข่มุกของเทพอสูรเข้าไป!”
”รนหาที่ตาย!”
ไข่มุกอสูรเป็นของล้ำค่าที่สุดสำหรับเทพอสูรมันหมายถึงชีวิตของพวกมัน ดังนั้นพวกเขาไม่ต้องการเห็นฉากนี้อย่างแน่นอน
ไม่มีอสูรตัวไหนเห็นคนอื่นกินไข่มุกอสูรต่อหน้า
อย่างไรก็ตามฟางเจิ้งจือกำลังกินไข่มุกอสูรต่อหน้าพวกมันโดยไม่มีความหวากลัวใดๆ
จริงๆแล้วนั้นฟางเจิ้งจือไม่ได้รู้เลยว่าการกินไข่มุกอสูรต่อหน้าเผ่าอสูรนั้นนับได้ว่าเป็นเรื่องต้องห้าม
”ชิงวู!”ฟางเจิ้งจือหันไปได้ยินเสียงของจักรพรรดินีอสูรไป่ฉือ นางไม่ได้สนใจเรื่องที่ฟางเจิ้งจือกินไข่มุกอสูรเพราะในใจของนางตอนนี้มีแต่เรื่องของหยุนชิงวู
”จักรพรรดินีอสูรไป่ฉือ!”ร่างหนึ่งเข้าไปขวางไป่ฉือเอาไว้ นางสวมชุดเกราะสีขาวันศักดิ์สิธิ์
ฉือกูเหยียนโจมตี
นอกจากนี้นางยังมีไข่มุกอสูรที่นางฆ่าไปอยู่ในมือ
”ฉือกูเหยียน?เจ้ากล้าหยุดข้า?!” ไป่ฉือแกว่งหางเก้าสีที่แตกต่างกันไปมา
ฉือกูเหยียนพยักหน้า ”อืมข้ากล้า” นางพูดธรรมดาๆโดยไม่หวาดกลัวต่อพลังของไป่ฉือที่เพิ่มขึ้นเลยแม้แต่น้อย
”ฉือกูเหยียนข้าจะแก้แค้นเจ้าที่กล้าตัดหางข้า!”
”หยุดก่อนท่านแม่!” เสียงของหยุนชิงวูดังขึ้นขัดจังหวะ
”ชิงวูเจ้า…เจ้าคิดจะทรยศต่อเผ่าอสูรและปีศาจงั้นหรือ…”
”ไม่ใช่ข้าแค่จะบอกว่าตอนนี้ข้าสบายดี ไม่จำเป็นต้องห่วงข้า ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้ข้าอยู่ในระดับจุติแล้ว ไม่มีใครทำร้ายข้าได้” หยุนชิงวูอธิบาย
”พลังของเจ้าอยู่ในระดับจุติแล้ว?!”ไป่ฉือตกใจมาก
นางรู้จักร่างกายของหยุนชิงวูดีมากกว่าใครพลังของหยุนชิงวูนั้นติดอยู่ในระดับผนวกดารามานานมากและไม่มีทีท่าว่าจะพัฒนาไปมากกว่านี้ เพราะนางเป็นเลือดผสมของเผ่า ”อืมข้ากล้า” นางพูดธรรมดาๆโดยไม่หวาดกลัวต่อพลังของไป่ฉือที่เพิ่มขึ้นเลยแม้แต่น้อย
”ฉือกูเหยียนข้าจะแก้แค้นเจ้าที่กล้าตัดหางข้า!”
”หยุดก่อนท่านแม่!” เสียงของหยุนชิงวูดังขึ้นขัดจังหวะ
”ชิงวูเจ้า…เจ้าคิดจะทรยศต่อเผ่าอสูรและปีศาจงั้นหรือ…”
”ไม่ใช่ข้าแค่จะบอกว่าตอนนี้ข้าสบายดี ไม่จำเป็นต้องห่วงข้า ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้ข้าอยู่ในระดับจุติแล้ว ไม่มีใครทำร้ายข้าได้” หยุนชิงวูอธิบาย
”พลังของเจ้าอยู่ในระดับจุติแล้ว?!”ไป่ฉือตกใจมาก
นางรู้จักร่างกายของหยุนชิงวูดีมากกว่าใครพลังของหยุนชิงวูนั้นติดอยู่ในระดับผนวกดารามานานมากและไม่มีทีท่าว่าจะพัฒนาไปมากกว่านี้ เพราะนางเป็นเลือดผสมของเผ่าอสูรและปีศาจ
นอกจากนี้สุขภาพของหยุนชิงวูยังค่อนข้างย่ำแย่
นางไม่สามารถมีอายุยาวนานได้
มันจะเป็นไปได้เช่นไรที่ตอนนี้พลังของนางอยู่ในระดับจุติแล้ว?
ใช้เวลาเพียงไม่ถึงสองชั่วโมงตั้งแต่ที่นางตกลงไปด้านล่างจนถึงตอนนี้พลังของนางกลับเพิ่มขึ้นหลายระดับ
มงกรทองซวนหยวนห้าที่อยู่ใกล้ๆก็ตกตะลึงเช่นกัน
มันแปลกเกินไป
ยิ่งไปกว่านั้นนอกจากหยุนชิงวูแล้วฟางเจิ้งจือ ฉือกูเหยียน ปิงหยาง เหยียนซิว เองก็มีพลังเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก
เกิดอะไรขึ้นกันแน่?
”ฟางเจิ้งจือเจ้าไปทำอะไรมา…”
”ท่านอยากรู้งั้นหรือ?”ฟางเจิ้งจือรู้ว่าซวนหยวนห้าอยากรู้แต่ไม่อยากร้องขอเขา
”พูด”ฟางเจิ้งจือพยักหน้า
”ได้แต่ท่านต้องสัญญากับข้าบางอย่าง” ฟางเจิ้งจือตอบ
ขณะที่ฟางเจิ้งจือพูดเขาสามารถสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงในมิติพิเศษ
หลังจากที่เขากลืนไข่มุกอสูรของจูเหยียนเข้าไปพลังของมันกำลังพลุกพล่านอยู่ในร่างกายของเขา
มหาสมุทรที่สงบอยู่ในตอนแรกเริ่มปั่นป่วนอีกครั้งเมื่อเมฆหมอกสีแดงอ่อนปรากฎขึ้น
หืม?
พวกมันไม่ได้ถูกดูดซึมในทันที?
ฟางเจิ้งจือรู้สึกประหลาดใจมากแต่ในไม่ช้าก็นึกออก มันเป็นถึงไข่มุกของเทพอสูรจะถูกดูดซึมพลังง่ายๆได้ยังไง?
ดูเหมือนมันต้องใช้เวลาชั่วครู่ ฟางเจิ้งจือเต็มไปด้วยความหวัง
”เจ้าต้องการอะไรอีก?”ซวนหยวนห้าเคยสัมผัสกับความไร้ยางอายของฟางเจิ้งจือมาก่อนถามออกมาด้วยความกระอักกระอวน
”มันง่ายมากแค่ช่วยดูแลพวกเขาด้วย!” ฟางเจิ้งจือชี้ไปที่วู่จวี้เอ๋อ มู่ฉิงเฟิง เหยียนเฉียนหลี่และหนานกงมู่
”ดูแลพวกเขา?”ดวงตาของซวนหยวนห้าเปล่งประกลาย “ด้วยความสามารถของเจ้าทำไม่ต้องพึ่งการปกป้องจากข้าอีก?”
”หืมข้าอ่อนแอมาก” ฟางเจิ้งจือกล่าว
”อ่อนแอ?”
ซวนหยวนห้าเห็นกับตาว่าฟางเจิ้งจือฆ่าจูเหยียนแต่ฟางเจิ้งจือกลับพูดว่าตัวเองอ่อนแอด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง
อย่างไรก็ตามซวนหยวนห้าไม่ได้คัดค้านอะไรเพราะมันเองก็ต้องย่อยผลไม้ที่กินเข้าไป
ยิ่งไปกว่านั้นเขาอยากเห็นว่าฟางเจิ้งจือแข็งแกร่งแค่ไหน ”2ชั่วโมง”ฟางเจิ้งจือมองไปรอบๆก่อนจะพูดขึ้น
”ตกลง”ซวนหยวนห้าพยักหน้าด้วยความกังวลเล็กน้อย”ถ้าเจ้ากล้าโกหก ข้าจะจัดการเจ้าซะ”
ฟางเจิ้งจือมองด้วยความรังเกียจก่อนจะหันมองเทพอสูรตนอื่น
”ยินดีที่ได้พบเทพอสูรและเทพปีศาจ เป็นครั้งแรกที่ข้าได้มาที่นี่ ข้านั้นเป็นเจ้าของที่แห่งนี้ ข้าต้องการขีดเส้นแบ่งดินแดนแหล่งพลังเทพเจ้า มีใครคัดค้านหรือไม่ เหล่าผู้อาวุโสทั้งหลาย?”
”…”
”ขีดเส้นแบ่งดินแดนแหล่งพลังเทพเจ้า?”
อสูรโบราณทั้งสามรวมไปถึงพ่อมดทั้งสิบสองหันมองกันด้วยความสับสนพวกเขาไม่เข้าใจสิ้งที่ฟางเจิ้งจือพูด
”อืมในเมื่อไม่มีผู้อาวุโสคนไหนคัดค้าน ข้าจะเริ่มขีดเส้นแบ่งตรงกลาง ครึ่งนึงไว้สำหรับให้พวกข้าวิ่งเล่น มีใครคัดค้านไหม?”ฟางเจิ้งจือใช้นิ้ววาดไปบนอากาศ
ลำแสงพุ่งลงสู่พื้นในทันที
แสงดาบพุ่งลงตรงกลางภูเขาสวรรค์แบ่งแหล่งพลังเทพเจ้าออกเป็นสองส่วน
”…”
”อะไรกัน?!”
”เขาต้องการครึ่งนึง?”
”บ้าไปแล้วงั้นหรือ?”
”…”
เทพอสูรและเทพปีศาจตกตะลึง
มนุษย์เพียงคนเดียวต้องการแหล่งพลังเทพเจ้าครึ่งนึงนี่มันเรื่องอะไรกัน?
แม้แต่อสูรโบราณทั้งสามและพ่อมดทั้งสิบสองก็ไม่ทะเยอทะยานถึงขั้นนั้น
เทพอสูรและเทพปีศาจนับร้อยรวมไปถึงทหารของเผ่าฉือโหย่วต่างอ้าปากค้าง
พวกเขาคาดหวังที่จะได้เข้าถึงระดับพลังที่สูงขึ้นแต่กลับต้องแบ่งแหล่งพลังครึ่งหนึ่งให้กับมนุษย์ที่ไร้ค่า?
เป็นไปได้ยังไง?!
”เจ้าเด็กเหลือขอไม่โลภมากเกินไปงั้นหรือ?”ร่างยักษ์สีแดงที่ร่อนลงมาจากท้องฟ้าและหัวเราะลั่น
เขาไม่ใช่ใครอื่นนอกจากปี่ฟาง
พร้อมกับร่างยักษ์สีขาวที่ตามหลังปี๋ฟางมาอย่างใกล้ชิด
ไป่เจ๋อ
ทั้งปี่ฟางและไป่เจ๋อเคยพบฟางเจิ้งจือมาก่อนแม้จะแค่ไม่นานแต่พวกเขาก็รู้ถึงพลังที่แท้จริงของฟางเจิ้งจือ
แม้เขาจะมีพลังเพิ่มขึ้นแต่ก็ต้องฝึกฝนทั้งระดับพลังและวิชาให้คงที่เสียก่อน
และแน่นอนสิ่งสำคัญที่สุดคือพวกเขามีพลังมากกว่าจูเหยียน
ทั้งสองร่วมมือกันและไม่เกรงกลัวต่อพลังของฟางเจิ้งจือแม้แต่น้อย ”ไม่ไม่ใช่เลย ตอนแรกข้าต้องการทั้งหมด ยังไงก็ตามหลังจากพิจารณาดูแล้วข้าควรมอบแหล่งพลังครึ่งนึงให้เหล่าผู้อาวุโสเพื่อเป็นของขวัญ”
”ฮึ่มหัวแข็งนัก งั้นมาดูกันว่าเจ้ามีพลังมากพอหรือไม่!”หลังจากพูดจบ เปลวไฟสีแดงเพลิงก็ลุกท่ามร่างของปี่ฟาง
”ว้าว…เจ้านกนั่นสีสวยจัง ทำไมไม่จับมันมาเป็นสัตว์ขี่ของข้า”เสียงที่ตื่นเต้นของปิงหยางดังขึ้น
มันเป็นช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสม
ยิ่งกว่านั้นคือหลังจากที่ปิงหยางพูดจบฟางเจิ้งจือได้หันมองปี่ฟางและพยักหน้าเห็นด้วย “ข้าขอคิดก่อน”
”เจ้ามนุษย์รนหาที่ตาย!”ปี่ฟางกลายเป็นบ้าคลั่งทันที
ไป่เจ๋อก็โกรธมากเช่นกัน
”โฮก!”ไป่เจ๋อคำรามด้วยความโกรธ
อย่างไรก็ตามนั่นไม่มีประโยชน์เพราะฟางเจิ้งจือได้เหวี่ยงหมัดใส่หน้าของมันแล้ว ในขณะเดียวกันดาบของฉือกูเหยียน ขาของปิงหยางและเหยียนซิวต่างพุ่งเข้ามาพร้อมๆกัน…
ตึ้ง
ไป่เจ๋อคุกเข่าลงทันที
แขนหน้าทั้งสองถูกดาบของฉือกูเหยียนตัดขาดฟันหน้าร่วงหล่นเพราะแรงหมัด และได้รับบาดเจ็บที่คอ นั่นทำให้มันล้มลงกับพื้นทันที
จากนั้นมันก็รู้สึกถึงบางอย่างแทงเข้าที่ก้นของมัน
”…”
”…”
ไป่เจ๋อพูดไม่ออก
ในขณะเดียวกันฟางเจิ้งจือตกใจเล็กน้อย พวกเขาต้องใช้มนุษย์สี่คนเพื่อฆ่าเทพอสูรตัวเดียวจริงๆหรือ?