Gate of God - ตอนที่ 1111 ชัยชนะเหนือดินแดน
ตอนที่ 1111 ชัยชนะเหนือดินแดน
”โฮก!”
”ฆ่าพวกทรยศ!”
”พวกน่ารังเกียจ!”
หลังจากที่คุนเผิงและคานเฮยเดินออกมาเทพอสูรตนอื่นเองก็โกรธเกรี้ยวขึ้นมาเช่นกันเพราะคำพูดของเจิ้ง
ร่วมมือกับมนุษย์เพื่อฆ่าอสูร
แผนอันไร้ยางอายของเจิ้งทำให้พวกมันโกรธเป็นอย่างมาก
ในขณะเดียีวกันมู่ฉิงเฟิง เซียนสวรรค์พักพิงและคนอื่นๆที่ยืนอยู่ไม่ไกลเมื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นพวกเขาก็อดรู้สึกแปลกใจไม่ได้
พวกเขาไม่ได้ยินบนสนทนาก่อนหน้าและไม่เข้าใจว่าเจิ้งที่เป็นเทพอสูรอายุนับพันปีสามารถตกหลุมพรางเจ้าเด็กเหลือขอได้ยังไง?
พูดถึงความไร้ยางอายแล้วนั้น… ไม่มีใครสามารถเอาชนะฟางเจิ้งจือได้
แม้แต่เจิ้งที่ระมัดระวังยังพลาดท่า
”เจ้ามนุษย์ไร้ยางอายมันมีประโยชน์อะไรกับเจ้าถึงต้องทำเช่นนี้?!” ดวงตาของเจิ้งแดงก่ำ ตอนนี้คงมีแต่ความตายที่รอเขาอยู่เท่านั้น
”ข้าไม่ได้เรียกหาผลประโยชน์ใดๆเลยแม้แต่น้อยข้าเพียงหวังจะช่วยเหล่าเทพอสูรผู้น่านับถือกำจัดอสูรผู้ชั่วร้ายเท่านั้น!” ฟางเจิ้งจือพูดราวกับตัวเองนั้นเป็นผู้ผดุงความยุติธรรม
”ช่วยเทพอสูรผู้น่านับถือ?”
”กำจัดอสูรผู้ชั่วร้าย?”
”…”
ใครจะเชื่อฟางเจิ้งจือ
แม้แต่มนุษย์ด้วยกันอย่างมู่ฉิงเฟิงยังไม่เชื่อ!
อย่างไรก็ตามการกระทำของฟางเจิ้งจือนั้นราวกับเขากำลังทำสิ่งที่ถูกต้องจริงๆ ”เจ้าเด็กนั่นสามารถพูดเรื่องไร้สาระออกมาได้หน้าตาเฉย”มู่ฉิงเฟิงรู้สึกพูดไม่ออก
”ฮ่าฮ่า…แค่ก…”เซียนสวรรค์พักพิงหัวเราะพร้อมกับกระอักเลือดออกมา
ใบหน้าของเจิ้งดำคล้ำ
เขาไม่มีทางออกใดๆเลยแม้แต่น้อยมีเพียงความตายเท่านั้นที่รอเขาอยู่ มันทำให้เขาแทบคลั่งเพราะไม่รู้เจตนาที่แท้จริงของฟางเจิ้งจือ
”ฟางเจิ้งจือข้าจะฆ่าเจ้าซะ!”
”ตาย!”
เขาเป็นคนตรงไปตรงมา
ฟางเจิ้งจือออกคำสั่งและฉือกูเหยียนเหยียนซิวและปิงหยางให้โจมตี แม้แต่ปี่ฟางยังรับไม่ได้ที่เจิ้งทรยศต่อพวกเทพอสูร
ทำไมเจิ้งถึงโง่เขลาได้ขนาดนี้?
”อ๊าก!!!”
”อ๊าก…” หลังจากเสียงกรีดร้องอันเจ็บปวดเจิ้งก็ล้มลงกับพื้นพร้อมกับไข่มุกอสูรที่ลอยอยู่บนอากาศ
ฟางเจิ้งจือหยิบมันและกลืนเข้าปากอย่างรวดเร็ว
เหล่าอสูรต่างนิ่งเงียบพวกมันรู้ว่าเจิ้งนั้นหลงกลอุบายของฟางเจิ้งจือ แต่พวกมันก็ไม่มีข้อแก้ตัวเพื่อแก้เค้นให้กับเจิ้ง
พวกมันทำได้แค่มองร่างของเจิ้งที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น
”ผู้อาวุโสคุนเผิงผู้อาวุโสเฮยคานและเทพอสูรตนอื่นๆไม่คิดจะขอบคุณข้าหน่อยงั้นหรือที่ช่วยสังหารผู้ทรยศให้?” ฟางเจิ้งจือมองไปยังเหล่าเทพอสูรหลังจากกลืนไข่มุกอสูรเข้าไป
”หึ!”คุนเผิงแค่ส่งเสียงออกมาอย่างเย็นชาและไม่ได้กล่าวอะไรออกมาอีก
ในขณะเดียวกันเฮยคานกำลังจ้องมองไปที่ฟางเจิ้งจือด้วยสายตาไม่เป็นมิตร อะไรคือการฆ่าคนทรยศ?
ฟางเจิ้งจือหลอกเจิ้งอย่างชัดเจน
เทพอสูรต่างรู้เรื่องนั้นดีและรอหาโอกาสฆ่าฟางเจิ้งจือและคนอื่นๆอยู่อย่างไรก็ตามไม่มีใครรู้ว่าเทพอสูรตนอื่นจะคิดเหมือนกับตนเองหรือไม่?
ไม่มีใครต้องการทำตัวโดดเด่นอีกแล้ว
ชีวิตนับพันปีทำให้พวกมันไม่คิดจะทำผิดพลาดซ้ำอีก
ทันใดนั้นเสียงคำรามหนึ่งก็ดังขึ้น
”พวกเจ้ากล้าดียังไง!”เสียงมาจากฮุนตุ๋น มันดูโกรธมาก ขณะเดียวกันก็มีผลไม้สีดำหมึกอยู่ใกล้ๆกับมัน
กลิ่นหอมที่ปล่อยออกมาลอยคลุ้งไปทั่วอากาศ
”ผลไม้ปรากฎขึ้นแล้ว!”เทพอสูรล้วนตอบสนองกับสิ่งที่เกิดขึ้น
พวกมันสามารถบอกได้ว่าพ่อมดทั้งสิบสองและอสูรร้ายโบราณกำลังจะสู้กัน เมื่อผลไม้ปรากฎสิบสองพ่อมดต้องเข้าขัดขวางไม่ให้ฮุนตุ๋นได้กินผลไม้นั้นไปแน่นอน
ขณะเดียวกันฉงฉีและเต๋าวูกำลังขัดขวางหงโหย่วและพ่อมดคนอื่นๆเพื่อไม่ให้พวกนั้นเข้าใกล้
ทั้งสองฝ่ายไม่มีใครกล้าเคลื่อนไหว
ความเจ้าเล่ห์เผยออกมาจากดวงตาของคุนเผิงมันเป็นโอกาสดีที่สุดที่มันจะใช้ความเร็วเพื่อแย่งชิงผลไม้จากทั้งสองฝ่าย
โดยไม่ลังเลมันกางปีกขนาดใหญ่ของมันออกและโบยบินขึ้นไปบนท้องฟ้า
”คราวนี้ข้าต้องได้ผลไม้ก่อน!”เฮยคานไม่สามารถรอได้อีกต่อไปและกระโจนเข้าหาผลไม้ทันที
เทพอสูรตนอื่นต่างนิ่งอึ้งเมื่อเห็นเรื่องนี้
คุนเผิงและเฮยคานจากไปแล้ว?
นอกจากนี้เทพอสูรตนอื่นที่ทรงพลังก็เริ่มเคลื่อนไหวแล้วเช่นกัน
ผลไม้สำคัญที่สุดใครจะมามัวสนใจเรื่องดินแดนกน
จากสี่สิบเหลือเพียงยี่สิบเท่านั้น
พวกมันรู้สึกกระอักกระอวนและไม่รู้ว่าควรทำเช่นไรดี
นั่นเป็นเพราะพวกมันค่อนข้างอ่อนแอและไม่คิดจะแสวงหาพลัง
พวกมันไม่ต้องการจะต่อสู้กับคนที่แข็งแกร่งกว่า
พวกมันควรทำเช่นไร?
ทันใดนั้นเองเสียงตะโกนหนึ่งได้ดังขึ้น
”พวกเราเคารพพวกท่านในฐานะผู้อาวุโสและช่วยท่านฆ่าคนทรยศแล้วแต่พวกท่านยังไม่ยอมขยับอย่าบอกนะว่าต้องการให้ข้าเตะก้นพวกท่านออกไปจากที่นี่? หรือให้ฆ่าทิ้งทั้งหมดเลยดี?”
มันเป็นเสียงของฟางเจิ้งจือยิ่งไปกว่านั้นหลังจากพูดจบแล้วเขาก็กระโจนออกไปทันที
เทพอสูรที่เหลืออยู่ล้วนตกตะลึง มนุษย์กล้าฆ่าพวกเขา?
แม้ว่าพวกมันจะอ่อนแอกว่าเล็กน้อยแต่ด้วยจำนวนมากขนาดนี้ มนุษย์เพียงสองสามคนจะสู้ได้ยังไง?
เทพอสูรที่อยู่ใกล้ฟางเจิ้งจือที่สุดโจมตีทันที
”โฮก!”
”ตายซะ!”
”…”
พวกมันพุ่งเข้าหาฟางเจิ้งจือ
อย่างไรก็ตามมันไร้ประโยชน์
ดาบไร้ร่องรอยของฟางเจิ้งจือส่งเทพอสูรตนหนึ่งกระเด็นออกไปพร้อมกับร่างที่แยกออกเป็นสองส่วน
ด้านฉือกูเหยียนนางควบคุมดาบแสงจำนวนหนึ่งเพื่อโจมตีเหล่าเทพอสูรที่อ่อนแอ
ฟุ้บ!
ฟุ้บ!ฟุ้บ! ก่อนที่ปิงหยางและเหยียนซิวจะโจมตีเทพอสูรอีกสองตนก็ได้ลมลงกับพื้น พวกเขาเอามือบังหัวอย่างไม่มีทางสู้
ดาบแสงทำให้พวกมันบาดเจ็บหนัก
”…”
”แข็งแกร่งมาก!”
”มนุษย์พวกนี้โหดร้ายเกินไปแล้ว!”
เทพอสูรที่เข้าโจมตีเริ่มได้สติถ้าพวกมันโจมตีไม่พร้อมกันก็มีแต่จะรนหาที่ตายเท่านั้น
”โจมตีพร้อมกันเถอะ!”
”ฆ่าพวกมัน!”
เทพอสูรต่างคำรามออกมาเพื่อให้เทพอสูรตนอื่นร่วมมือ
อย่างไรก็ตามผู้ที่อยู่ด้านหน้าสุดกลับมีไม่มี่กี่คน…
ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อพวกมันพุ่งเข้าไปหาฟางเจิ้งจือเทพอสูรบางตนก็ยืนนิ่งเฉย บางตนก็ก้าวข้ามไปอีกฝั่งของดินแดน บัดซบ!
ด้านฟางเจิ้งจือเขาฉวยโอกาสนี้เริ่มโจมตีกลับทันที
”เข้ามา!ข้าจะฆ่าพวกเจ้าให้หมดถ้าไม่ยอมยกดินแดนให้กับข้า!” ฟางเจิ้งจือต้องการฆ่าพวกเทพอสูรที่เหลือทิ้งอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตามเขาส่งเสียงออกมาราวกับกำลังทำสิ่งที่ถูกต้อง
”…”
”…”
เหล่าเทพอสูรต่างพูดไม่ออก
นั่นเป็นเพราะพวกมันเริ่มหวาดกลัว…
”หนี!”
”หยุดโจมตี!”
”หาที่ซ่อนตัว!”
พวกมันหนีในทันทีเพราะถ้ายังอยู่คงมีจุดจบไม่ต่างจากปี่ฟางหรือเจิ้ง
ไม่นานเทพอสูรเกือบยี่สิบตนได้หนีไป มันเป็นฉากที่แปลกมาก
ในขณะเดียวกันฟางเจิ้งจือก็ตะโกนตามไป”ถ้าใครมีความกล้ามากพอก็หยุดวิ่งดู!”
”…”
”…”
มู่ฉิงเฟิงเหยียนเฉียนหลี่ต่างตกตะลึงไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น
พวกมันไม่ใช่เทพอสูรงั้นหรือ
แต่ตอนนี้กลับวิ่งหนีเพราะกลัวมนุษย์สี่คนไล่ล่า?
นอกเหนือจากมู่ฉิงเฟิงแล้วนั้นกองทัพที่พึ่งขึ้นมาถึงภูเขาสวรรค์ล้วนตกตะลึงเช่นกัน
พวกเขาคาดหวังว่าจะได้เห็นการต่อสู้ของตัวตนระดับเทพเจ้า
อย่างไรก็ตามความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลยแม้แต่น้อย
…
หลินมู่ไป่และเฉียนยู่เป็นสองคนแรกที่เห็นฉากนี้
พวกเขาตกใจกับกองทัพเทพอสูรจำนวนมาก
อย่างไรก็ตามสิ่งที่แปลกคือฟางเจิ้งจือกำลังวิ่งตามพวกมันอยู่
”เกิดอะไรขึ้น?!”หลินมู่ไป่ตกตะลึง
เทพอสูร…
ถูกฟางเจิ้งจือไล่ล่า?!
มันดูไร้สาระมาก
”เจ้าเด็กนั่นกำลังไล่ตามเทพอสูร?”ดวงตาของเฉียนยู่เบิกกว้างเช่นกัน
ด้านอีกสามอาณาจักรเองพวกเขาก็ตกตะลึงเช่นกัน
”ข้า…ข้าไม่ได้มองผิดไปใช่ไหม?ฟางเจิ้งจือ…กำลังไล่ตามเทพอสูร?!” จักรพรรดิแห่งอาณาจักรนักรบศักดิ์สิทธิ์กล่าวขึ้นมาอย่างกระอักกระอวน