Gate of God - ตอนที่ 1112 ความจริงเกี่ยวกับแหล่งพลัง
ตอนที่ 1112 ความจริงเกี่ยวกับแหล่งพลัง
ฟุ้บ!ดาบถูกฟันไปด้านหน้า เทพอสูรที่หลบไม้พ้นล้มลงกับพื้นทันที แขนขาของมันถูกตัดขาด หัวของมันกระแทกลงกับพื้น
ไม่นานหลังจากนั้นปิงหยางและเหยียนซิวก็เริ่มเคลื่อนไหว
ทั้งสองพุ่งเข้าหาเทพอสูรตนนั้นแล้วทุบตีมันอย่างโหดร้าย
มันทำให้คนที่เห็นนั้นพูดไม่ออก
”ปิงหยาง…สามารถจัดการเทพอสูรได้?!”เฉียนยู่เบิกตากว้าง
พ่อแม่ทุกคนล้วนอยากเห็นลูกของตัวเองเติบโตขึ้นมาอย่างแข็งแกร่งอย่างไรก็ตามปิงหยางในตอนนี้เกินขอบเขตความเข้าใจของพวกเขาไปมาก
แม้แต่หลินมู่ไป่และจักรพรรดิของอาณาจักรอื่นเองก็อดอุทานออกมาไม่ได้
”โลกเปลี่ยนไปแล้ว…” ”นี่เป็นโอกาสของมนุษยชาติ!”
”เยี่ยมาก!”
ด้านมู่ฉิงเฟิงและเหยียนเฉียนหลี่พวกเขากำลังมองหน้ากันด้วยสีหน้าอันซับซ้อน ฉากตรงหน้านั้นดูเกินจริงไปมาก
ครึ่งหนึ่งของดินแดน…
ถูกฟางเจิ้งจือยึดครองไปจริงๆ
”เจ้าเด็กนี่…”
”พลังของพวกเขานั้นเหนือกว่าพวกเราไปมากนัก”
มู่ฉิงเฟิงและเหยียนเฉียนหลี่อุทานออกมาตอนแรกพวกเขาคิดว่าฟางเจิ้งจือมั่นใจเกินไปที่จะยึดครองครึ่งหนึ่งของแหล่งพลังเทพเจ้า
แต่ความจริงนั้นโหดร้าย
เทพอสูรยี่สิบกว่าตนหนีไปอีกฝั่งของดินแดนที่เหลือถูกฟางเจิ้งจือ ปิงหยางและเหยียนซิวจัดการ ”โฮก!”
”โฮก…หยุด!”
ฟางเจิ้งจือและคนอื่นๆไม่คิดจะแสดงความเมตตาไม่นานไข่มุกสองเม็ดก็กลิ้งลงมาบนพื้น
”อึ้ก”ฟางเจิ้งจือหยิบพวกมันเข้ามาและยัดเข้าปากในทันที
มิติพิเศษของเขาเริ่มสั่นสะเทือน
คลื่นสมุทรโหมกระหน่ำ
เขากลืนไข่มุกอสูรไปห้าเม็ดอย่างต่อเนื่อง
เขากำลังรอเพื่อที่จะไปสู่ระดับเทพเจ้า
อย่างไรก็ตามมันไม่เป็นไปตามที่เขาหวัง
”เกิดอะไรขึ้น?”ฟางเจิ้งจือรู้สึกสับสนมาก เขาไม่เข้าใจว่าทำไมไข่มุกอสูรห้าเม็ดถึงยังไม่เพียงพอ
เขาจำได้ว่าปิงหยางสามารถทะลวงเข้าสู่ระดับเซียนได้ด้วยไข่มุกของราชาอสูรเพียงเม็ดเดียว
แต่ทำไมมันกลายเป็นเรื่องยากสำหรับเขาขนาดนี้?
หรือเขาต้องการไข่มุกอสูรมากกว่านี้?
ฟางเจิ้งจือคิดว่าเป็นไปได้แต่ก็ไม่มั่นใจเพราะก่อนหน้านี้เขาจำได้ว่าเคยทิ้งไข่มุกอสูรให้ไว้กับฉือกูเหยียน
จากนั้นฉือกูเหยียนก็ตื่นขึ้นและได้เข้าสู่ระดับเซียน
เดี๋ยวก่อน
หลินจีอยู่ในระดับเทพเจา…
ไข่มุกอสูรของราชาอสูรสามารถทำให้ปิงหยางเข้าสู่ระดับเซียนได้แต่ไข่มุกอสูรระดับเทพเจ้ากลับไม่สามารถทำให้ฉือกูเหยียนไปถึงมากกว่าระดับเซียนได้
”ข้าเข้าใจแล้ว!”ดวงตาของฟางเจิ้งจือเบิกกว้าง เขารู้แล้วว่าปัญหาอยู่ที่ตรงไหน
มันคือคุณภาพ! ไม่ใช่ปริมาณ!
ตอนที่ฉือกูเหยียนต่อสู้ที่ภูเขาสวรรค์ทักษะและความสามารถที่แสดงออกมานั้นอยู่ในระดับเซียน
อย่างไรก็ตามนางหมดสติเพราะมีแหล่งพลังไม่พอ
ไข่มุกอสูรของหลินจีที่เขาทิ้งเอาไว้ให้นางทำให้นางสามารถทะลวงเข้าสู่ระดับเซียนได้
อย่างไรก็ตามนางทำได้เพียงเท่านั้น
แหล่งพลังงาน!
มันดูน่าเหลือเชื่อเพราะยิ่งมีแหล่งพลังงานมากเท่าไรย่อมควรที่จะง่ายต่อการพัฒนามากขึ้นเท่านั้น
อย่างไรก็ตามความจริงไม่ได้เป็นแบบนั้น
ยิ่งแหล่งพลังงานมากเท่าใดยิ่งต้องใช้เวลาในการเปลี่ยนแปลงมากขึ้นเท่านั้น
เปรียบกับการจะทำให้กาแฟแก้วหนึ่งหวานอาจจะใช้น้ำตาลเพียงสองช้อนเท่านั้นแต่ถ้าเป็นกาแฟถังหนึ่งล่ะ? น้ำตาลที่ต้องการจำเป็นต้องมีปริมาณเท่าไร?
แหล่งพลังงานของฟางเจิ้งจือนั้นกว้างใหญ่ราวกับมหาสมุทรการที่จะเปลี่ยนแหล่งพลังงานของระดับเซียนให้กลายเป็นระดับเทพเจ้าจำเป็นต้องใช้เวลานาน
อาจกล่าวได้ว่าเป็นข้อเสีย
อย่างไรก็ตามถ้าเขาทำได้สำเร็จพลังของเขาจะเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ
ฟางเจิ้งจือเข้าใจเรื่องนี้ดีแม้ว่าเขาจะไม่สามารถทะลวงเข้าสู่ระดับเทพเจ้าได้แต่พลังของเขาก็เพิ่มขึ้นเจ็ดถึงแปดเท่า
เทียบได้กับปิงหยางและเหยียนซิว
”ใช่แล้วข้าต้องการเวลาสักพักเพื่อเข้าสู่ระดับเทพเจ้า!” ความสับสนในใจของฟางเจิ้งจือได้หายไป
ขณะเดียวกันในมิติพิเศษของเขามหาสมุทรเริ่มกลับสู่ความสงบ น้ำเริ่มกระจ่างใสจนมองเห็นใต้ทะเล พวกมันกำลังเปล่งประกายราวกับอัญมณี
อีกนิดเดียวเท่านั้น!
”พวกเราควรทำอะไรต่อดี?พวกนั้นกำลังแย่งชิงผลไม้กันอยู่ พวกเราควรเข้าร่วมด้วยดีหรือไม่?” ทันใดนั้นเสียงของปิงหยางดังขึ้นอย่างตื่นเต้น
”ข้าคิดว่ามันไม่เหมาะสมเท่าไรนัก”เหยียนซิวส่ายหัว
เขาไม่ได้บอกเหตุผลแต่จากการแสดงออกของฟางเจิ้งจือเขารู้ว่าไม่ควรแย่งชิงผลไม้ในตอนนี้
”อืมเหยียนซิวพูดถูก พวกเราไม่จำเป็นต้องแย่งชิงผลไม้” ฉือกูเหยียนพยักหน้าและเตือนไม่ให้ฉือกูเหยียนผลีผลาม
”ทำไม?พวกเราจะสามารถเอาชนะพวกมันได้ถ้าร่วมมือกันไม่ใช่งั้นหรือ?” ปิงหยางไม่เข้าใจ ตอนนี้มีครึ่งหนึ่งของแหล่งพลังเทพเจ้า
ยิ่งกว่านั้นเทพอสูรยังหวาดกลัวพวกเขา ทำไมพวกนางถึงไม่ควรเข้าไปแย่งชิงผลไม้?
”ผลไม้เป็นเป้าหมายหลักของเทพอสูรเจ้าไร้ยางอายจึงใช้สิ่งนี้เพื่อใช้โอกาสแย่งชิงแหล่งพลังเทพเจ้า” ฉือกูเหยียนอธิบาย “ถ้าเราต่อสู้เพื่อแย่งชิงผลไม้ในตอนนี้ ไม่เพียงแต่มันจะเสี่ยงเกินไป แต่มันอาจจะทำให้เราสูญเสียดินแดนที่พวกเรามี”
”อา?มันอันตรายมากเลยงั้นหรือ?” ปิงหยางอ้าปากค้าง
”ฮ่าฮ่า…บางทีมันอาจจะอันตรายมากกว่าที่เหยียนเอ๋อร์พูดก็ได้”ฟางเจิ้งจือยิ้มออกมา
ในขณะเดียวกันเฉียนยู่และมู่ฉิงเฟิงก็มาถึงที่ที่ฟางเจิ้งจืออยู่
”หยางเอ๋อร์!”
”ท่านแม่!”ปิงหยางดูมีความสุขเมื่อได้เห็นเฉียนยู่ “ท่านพ่อ ท่านแม่ลองทายสิว่าตอนนี้ข้าอยู่ในระดับอะไร?”
”หยางเอ๋อร์เจ้าสามารถทะลวงเข้าสู่ระดับเทพเจ้าได้แล้วใช่ไหม?”หลินมู่ไป่เดา
”ใช่แล้วท่านพ่อ!”ปิงหยางพยักหน้าและชี้ไปที่ฉือกูเหยียนและเหยียนซิวที่อยู่ด้านข้าง “พี่เหยียนและเหยียนซิวเองก็อยู่ในระดับเทพเจ้าแล้วเช่นกัน!”
”พวกเขาอยู่ในระดับเทพเจ้ากันหมดแล้วงั้นหรือ?”
”…”
”…”
มู่ฉิงเฟิงและหลินมู่ไป่ได้เห็นตอนที่พวกของฟางเจิ้งจือกำลังไล่ล่าพวกอสูรอย่างไรก็ตามพวกเขาก็อดประหลาดใจไม่ได้อยู่ดีเมื่อได้ยินคำยืนยันจากปิงหยาง
ทุกคนสามารถเข้าสู่ระดับเทพเจ้าได้?
เกิดอะไรขึ้นกันแน่?
”ใช่ทุกคนยกเว้นเจ้าไร้ยางอาย!” ปิงหยางส่ายหัวและโบกมือให้ฟางเจิ้งจือ
”ฮ่าฮ่า…”ฟางเจิ้งจือไม่สามารถปฏิเสธได้ อย่างไรก็ตามมู่ฉิงเฟิงและหลินมู่ไป่ต้องประหลาดใจอีกครั้ง
ฟางเจิ้งจือยังไม่ได้อยู่ในระดับเทพเจ้าแต่สามารถสังหารเทพอสูรได้อย่างง่ายดายยิ่งไปกว่านั้นเขากินไข่มุกอสูรไปจำนวนมากทำไมจึงไม่สามารถพัฒนาพลังได้อีก?
”เจ้าเด็กเหลือขอนั่นยังอยู่ในระดับเซียนงั้นหรือ?”เฉียนยู่คิดว่ามันไม่สมเหตุสมผล
”ฮ่าฮ่ามันเป็นความจริง” ฟางเจิ้งจือพยักหน้า
”เห็นไหมตอนนี้เจ้าอยู่ในระดับต่ำกว่าข้า!” ปิงหยางยกหน้าขึ้นอย่างหยิ่งยโส
ฟางเจิ้งจือไม่สนใจปิงหยาง
เขามองไปรอบๆก่อนจะชี้ไปยังดอกไม้ที่บานอยู่”ท่านป้านี่คือดินแดนของพวกเรา เชิญท่านกินดอกไม้มากตามที่ท่านต้องการ!”
”มากตามที่ข้าต้องการ?”เฉียนยู่ที่พึ่งมาถึงจึงไม่ได้รู้อะไรมากนัก
”ท่านเฉียนดอกไม้เหล่านี้สามารถช่วยเพิ่มพลังได้ หลังจากกินไปจำนวนหนึ่งอีกไม่นานข้าเองก็คงสามารถทะลวงเข้าสู่ระดับเทพเจ้าได้แล้วเช่นกัน” มู่ฉิงเฟิงอธิบาย
”อะไรนะ?!ดอกไม้เหล่านี้สามารถทำให้ท่านทะลวงเข้าสู่ระดับเทพเจ้าได้?”
”ใช่แล้วแต่ถ้าท่านเจอผลไม้มันสามารถทำให้ท่านเข้าสู่ระดับเทพเจ้าได้ในทันที!” มู่ฉิงเฟิงยืนยัน
”เรื่องนี้…”เฉียนยู่ตื่นเต้นมาก
แม้แต่คนอย่างนางยังไม่คาดคิดว่าจะไปอยู่ในระดับเทพเจ้าได้
”ใช่แล้วตอนนี้พวกเราครอบครองครึ่งหนึ่งของดินแดนแห่งนี้อยู่ ตราบใดที่ท่านไม่ข้ามไปอีกฝั่ง ท่านสามารถกินดอกไม้ได้ตามที่ต้องการ” ฟางเจิ้งจือกล่าวสมทบ
เฉียนยู่และหลินมู่ไป่มองหน้ากัน
จากนั้นพวกเขาก็นึกถึงพลังของปิงหยางที่เพิ่มขึ้นในที่สุดพวกเขาก็เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ในบริเวณใกล้เคียงจักพรรดิของอาณาจักรอื่นๆล้วนมีใบหน้าที่ซีดเซียว
ฟางเจิ้งจืออนุญาติให้เฉียนยู่และหลินมู่ไป่กินดอกไม้ได้ตามต้องการ
อย่างไรก็ตามฟางเจิ้งจือไม่ได้อนุญาติพวกเขา…
พลังของฟางเจิ้งจือในตอนนี้ทำให้พวกเขาทุกคนหวาดกลัวจนไม่กล้าพูดอะไรออกมา
”นี่…ฟาง…โอ้ไม่องค์ชายคัง ข้าได้ยินมาว่าเพราะท่านช่วยชี้นำลูกชายของข้าที่ศาลาเต๋าสวรรค์ ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่สามารถทะลวงระดับพลังได้…”
”ท่านคือจักรพรรดิของอาณาจักรแสงจันทร์งั้นหรือ?”ฟางเจิ้งจือพูดขัดขึ้นมากลางประโยคและยิ้มออกมา
”ใช่แล้ว”จักรพรรดิแห่งอาณาจักรแสงจันทร์พยักหน้าทันที
”เลือกชนชั้นสูงหนึ่งร้อยคนเพื่อให้พวกเขาได้กินดอกไม้และจำไว้ว่าถ้าเจอผลไม้พวกท่านไม่มีสิทธิ์กินมัน…” ฟางเจิ้งจือกล่าวออกมา
”ข้าเข้าใจแล้วใครขัดขืนข้าจะฆ่ามันทันที” จักรพรรดิแห่งอาณาจักรแสงจันทร์พยักหน้าทันที
เขาเข้าใจว่าควรเก็บทรัพยากรที่มีค่ามากที่สุดให้คนที่มีโอกาสพัฒนาพลังได้มากที่สุด
ตอนนี้อนาคตของมนุษยชาติอยู่ในจุดวิกฤติ
”องค์ชายคังที่จริงแล้วอาณาจักรนักรบสูงสุดเองก็มีความสัมพันธ์ที่ดีกับท่านเช่นกัน ท่านยังจำเจ้าหยานฉิง…” ชายในชุดสีม่วงคนหนึ่งเดินออกมา
”เงื่อนไขเดิมหนึ่งร้อยคน” ฟางเจิ้งจือโบกมือ
”ขอบคุณมากองค์ชายคัง!”จักรพรรดิแห่งอาณาจักรนักรบสูงสุดกล่าวขอบคุณทันที
”เดี๋ยวก่อน!”ทันใดนั้นเสียงหนึ่งได้ดังขึ้นจากนั้นร่างหนึ่งก็เดินออกมา
ผมสีขาวของนางพลิ้วไหวไปตามสายลม
เป็นหยุนชิงวู