Gate of God - ตอนที่ 1138 การตื่นขึ้นของมารดาแห่งโลก
ตอนที่ 1138 การตื่นขึ้นของมารดาแห่งโลก
”ประตูเทพเจ้าทั้งสามบาน?!”
”ประตูเทพเจ้าที่มารดาแห่งโลกทิ้งเอาไว้!”
”เขาบอกว่า…จะทำลายพวกมันทิ้งงั้นหรือ?”
ปิงหยางเหยียนซิวและคนอื่นๆไม่กล้าเชื่อว่ามันเป็นเรื่องจริง มันเป็นถึงสิ่งที่มารดาแห่งโลกทิ้งเอาไว้ มันจะถูกทำลายได้เช่นไรกัน?
อย่างไรก็ตามหลังจากที่ฉือโหย่วพูดจบเสียงระเบิดได้ดังขึ้นมาจากประตูที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า
”ตู้ม!”ประตูเทพเจ้าของเผ่าอสูรสั่นไหวก่อนที่จะมีรอยแตกจำนวนมากเกิดขึ้น จากนั้นก็ตามมาด้วยประตูเทพเจ้าของมนุษย์และปีศาจ
พวกมันดูพร้อมที่จะพังลงมาทุกเมื่อ สายตาของเหล่าอสูรและปีศาจเต็มไปด้วยความว่างเปล่า
ด้านหนานกงมู่เขาลุกขึ้นยืนอย่างกระทันหัน
”ไม่ไม่!!!!” หนานกงมู่ตะโกนเสียงดัง
ตั้งแต่อดีตกาลภารกิจของตระกูลหนานกงคือเปิดประตูเทพเจ้าออกและต้อนรับสมาชิกบรรพบุรุษตระกูลหนานกงกลับมายังโลก
แต่ถ้าประตูเทพเจ้าถูกทำลาย…
มันจะเป็นไปได้งั้นรึที่จะเปิดประตูเทพเจ้าอีกครั้ง?
สิ้นหวังหนานกงมู่รู้สึกสิ้นหวัง
หนานกงมู่พุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้าอย่างบ้าคลั่งอย่างไรก็ตามเขาไม่สามารถออกไปจากกรงสีแดงได้ ร่างของเขาปะทะเข้ากับกรงและกระเด็นกลับมาจุดเดิมที่ที่เขาเคยอยู่
ครืน!
”…” เสียงฟ้าร้องดังขึ้น
ประตูทั้งสามบานไม่สามารถทนได้อีกต่อไปพวกมันระเบิดออกและกลายเป็นเศษหินนับพัน ท่ามกลางดวงอาทิตย์สีแดงเลือดเศษหินเหล่านั้นส่องประกายราวกับดวงดาวบนท้องฟ้า
”พวกมันถูกทำลายจริงๆ!”
”ฉือโหย่ว…เขาสามารถทำลายได้ทุกอย่างจริงๆ!”
เทพอสูรและปีศาจตัวสั่นเมื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น
แต่ทันใดนั้นเองดวงดาวที่ส่องประกายบนท้องฟ้าพลันหยุดเคลื่อนไหว
ฟู่!!แสงสว่างปะทุออกมาเจิดจ้า
เงายักษ์จางๆปรากฎขึ้นมาโดยไม่รู้สาเหตุ
เงานั้นมีรูปร่างเหมือนมนุษย์แต่มีหางเป็นงู
ผมสีดำขลับยาวสยายราวกับน้ำตกเกล็ดงูห้าสีส่องประกาย ยิ่งไปกว่านั้นบนหน้าผากยังมีสัญลักษณ์ห้าสี
แดงฟ้า ขาว ดำ ทอง
พวกมันหมุนวนเข้าหาตรงกลางคล้ายกับดอกไม้ที่กำลังผลิบาน
”นี่มัน…นี่มัน?!”
”มารดาแห่งโลก!”
”งั้นนี่ก็คือ….จิตวิญญานของมารดาแห่งโลกที่หลงเหลืออยู่ในประตูเทพเจ้าทั้งสามบาน?!”เทพอสูรและปีศาจตกตะลึง
”ฉือโหย่วโลกใบนี้ไม่ควรถูกทำลาย จงปล่อยวางความเกลียดชังในใจของเจ้าลงซะ!” เงาจางๆกล่าวออกมา นางทั้งดูสูงส่งและงดงามในเวลาเดียวกัน
”ไร้สาระท่านข้าจะหยุดข้างั้นรึ? เป็นแค่เศษเสี้ยวจิตวิญญานเท่านั้นแต่กล้าพูดไร้สาระต่อหน้าข้า หายไปซะ!” ฉือโหย่วเงยหน้าโดยไม่มีความหวาดกลัวหรือแปลกใจเลยแม้แต่น้อย ประตูเทพเจ้าเป็นสิ่งที่มารดาแห่งโลกทิ้งเอาไว้
การที่จะมีเศษเสี้ยวจิตวิญญานของนางหลงเหลืออยู่จึงไม่ใช่เรื่องแปลกนัก
”ตู้ม!”พลังที่มองไม่เห็นฉีกกระชากเงาจางๆออก
”…”
”…”
โลกตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง
เหล่าอสูรและปีศาจหลับตาลง
ในยุคโบราณมารดาแห่งโลกนั้นเป็นที่รักและเคารพของทุกเผ่าพันธุ์ นางเป็นผู้ให้กำเนิดทุกสิ่งบนโลก
นางถูกเรียกว่ามารดาแห่งชีวิต
อย่างไรก็ตามจิตวิญญานของนางกลับถูกทำลายไปแล้ว…
พวกเขาจะไม่รู้สึกเจ็บปวดได้ยังไง?
พวกเขาเจ็บปวด แต่ไม่สามารถทำอะไรได้
ขณะที่พวกเขากำลังลืมตาพวกเขาพบว่าจิตวิญญานของมารดาแห่งโลกได้กลายเป็น’สายฝนดวงดาว’
อย่างไรก็ตามพวกมันไม่ได้ตกลงมาบนพื้นอย่างไรก็ตามมันพุ่งไปหาฉือกูเหยียนราวกับทางช้างเผือก
”เกิดอะไรขึ้น?”
”ฉือกูเหยียนนาง….”
”….”
เกือบจะในทันทีบาดแผลของฉือกูเหยียนพลันหายไป แสงส่องสว่างออกมาจากหน้าผากของนาง จากนั้นสัญลักษณ์ห้าสีค่อยๆปรากฎขึ้น
แดงฟ้า ดำ ขาว ทอง!
กลีบดอกไม้ห้าสี…
เบ่งบานบนหน้าผากของนางอีกครั้ง!
”มารดาแห่งโลก…กลับมามีชีวิตอีกครั้ง?!”
”ไม่เศษเสี้ยวจิตวิญญานมารดาแห่งโลกผสานเข้ากับร่างของฉือกูเหยียน…เกิด…เกิดอะไรขึ้น?”
”หรือว่าฉือกูเหยียนจะมี…”
”สายเลือด!”
”นางมีสายเลือดของมารดาแห่งโลก!”
”…”
เทพอสูรและปีศาจตื่นเต้นเป็นอย่างมาก
ขณะเดียวกันฉือโหย่วจ้องมองสัญลักษณ์ดอกไม้ห้าสีบนหน้าผากของฉือกูเหยียน
”สายเลือดมารดาแห่งโลก?”ฉือโหย่วแปลกใจ ดวงตาที่ตอนแรกมีแต่ความดูถูกค่อยๆเปลี่ยนไป พลังของมารดาแห่งโลกในยุคโบราณไม่ใช่พลังที่เขาจะประมาทได้
”…”
ดวงตาของฉือกูเหยียนเปิดออกมันเต็มไปด้วยแสงสว่างราวกับทางช้างเผือก ดวงตาด้านซ้ายและด้านขวาของนางราวกับถูกเชื่อมต่อไว้ด้วยกัน
ขณะเดียวกันเงาจางๆที่อยู่ด้านหลังนางหายไปอย่างสมบูรณ์หรือมันอาจจะผสานเข้ากับร่างของนางโดยสมบูรณ์
”เหยียนเอ๋อร์เจ้ายังจำข้าได้หรือไม่?” ฟางเจิ้งจือถามออกมาพร้อมกับขยี้ตามองฉือกูเหยียนหลายครั้ง
”…”
”…”
”เจ้าไร้ยางอายไปกันเถอะ ช่วยซวนหยวนห้า!” ฉือกูเหยียนพยักหน้า นางไม่แปลกใจกับสิ่งที่ฟางเจิ้งจือถามออกมา
”อืม”ฟางเจิ้งจือจ้องมองฉือโหย่ว
การที่นางเรียกเข้าว่า’เจ้าไร้ยางอาย’ก็มากพอที่จะอธิบายทุกอย่างแล้วมันเป็นคำพูดที่ฉือกูเหยียนมักจะใช้เรียกเขาบ่อยๆ
อย่างไรก็ตามเขายังคงตกใจอยู่ดีนั่นเพราะเขาไม่คิดว่าในประตูทั้งสามบานจะมีเศษเสี้ยวจิตวิญญานของมารดาแห่งโลกเหลืออยู่
ยิ่งไปกว่านั้นเศษเสี้ยวจิตวิญญานเหล่านั้นยังมาผสานเข้ากับร่างของฉือกูเหยียน
มันเหนือความคาดหมายของเขาเกินไปมาก!
แม้แต่ฟางเจิ้งจือยังอดประทับใจกับแผนที่มารดาแห่งโลกวางไว้ตั้งแต่เมื่อหลายล้านปีก่อนไม่ได้
หรือนางสามารถมองเห็นอนาคตได้?นางเป็นนักพยากรณ์? นางเป็นหมอดู?
หรือมันอาจจะเป็นเพียงเรื่องบังเอิญก็ได้
อย่างไรก็ตามมันไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป
”ไปกันเถอะ!”ฟางเจิ้งจือชี้ดาบซวนหยวนไปหาฉือโหย่ว
ขณะเดียวกันเงาหนึ่งยืนอยู่ใกล้ๆเขาเงานั้นเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วราวกับแหวกว่ายอยู่บนท้องฟ้า
ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากฉือกูเหยีน
อย่างไรก็ตามตอนนี้นางต่างออกไป
นางกลายเป็นงู!
ร่างกายส่วนล่างของนางกลายเป็นงูที่ถูกปกคลุมด้วยเกล็ดห้าสี!
”…”ฟางเจิ้งจือพูดไม่ออก
เขาคุ้นชิ้นกับเรื่องแปลกๆนี้เสียแล้ว
อย่างไรก็ตามเขายังคงมีคำถามขาของนางจะกลับมาเป็นปกติได้ไหม?
ถ้าไม่มันคงไม่ใช่เรื่องที่แย่หรอกใช่ไหม?
”ตู้ม!ฟางเจิ้งจือโจมตีดาบไปยังร่างของฉือโหย่ว เหมือนก่อนหน้านี้ฉือโหย่วยืนนิ่งไม่เคลื่อนไหว
ด้านฉือกูเหยียนนางใช้วิชาดัชนีโจมตีเช่นกัน
”ชิ้ง!”นิ้วมือของนางเล็งไปที่หน้าผากของฉือโหย่ว นางรวดเร็วมากราวกับหายตัวไปกลางอากาศและปรากฎตัวอีกทีด้านหน้าฉือโหย่ว
จากนั้น….
ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
”…”
”…”
ทั้งโลกตอยู่ในความเงียบงัน
ฟางเจิ้งจือมองฉือกูเหยียน
ฉือกูเหยียนเองก็มองฟางเจิ้งจือเช่นกัน
”…”
สรุปคือไม่มีอะไรเกิดขึ้น?
แล้วนางจะเปลี่ยนร่างกายส่วนร่างให้กลายเป็นงูทำไม?
ฟางเจิ้งจือพูดไม่ออกจริงๆ
ตอนแรกเขารู้สึกสิ้นหวังเพราะพลังที่ทำลายได้ทุกอย่างบนโลก
แต่ฉือกูเหยียนได้จุดประกายความหวังให้เขา อย่างไรก็ตามมันหายไปกับสายลมอย่างรวดเร็ว…
”โฮก!”ขณะที่ฟางเจิ้งจือกำลังรู้สึกสิ้นหวังอีกครั้ง ซวนหยวนห้าพยายามดิ้นรนและหลุดพ้นจากเงื้อมมือของฉือโหย่วได้สำเร็จ
”…”
เกิดอะไรขึ้น?!
ขณะที่ฟางเจิ้งจือกำลังตกใจเขาเห็นแสงสว่างห้าสีจากขอบตา
มันคือหางงูยาวของฉือกูเหยียนเกล็ดห้าสีโปร่งใสและแวววาวราวกับอัญมณี
ตู้ม!หางงูฟาดใส่ฉือโหย่ว
อย่างที่ไม่มีใครคาดคิดร่างของฉือโหย่วถอยหลังกระเด็นไปอย่างรวดเร็วจนกระแทกเข้ากับกรงสีแดง
ฉือโหย่วส่ายหัว
”การโจมตีทางจิตวิญญาน?”ฉือโหย่วส่ายหัวหันมองฟางเจิ้งจือและฉือกูเหยียน ”ดูเหมือนมันจะได้ผลสินะ?”
”การโจมตีทางจิตวิญญานนั้นได้ผล?”
เทพอสูรและปีศาจมองหน้ากัน
ด้านซวนหยวนห้าเขารีบถอยออกมาพร้อมกับดึงฉือกูเหยียนและฟางเจิ้งจือออกมาด้วย ขณะเดียวกันราวกับเขากำลังคิดบางอย่างอยู่
”ข้าจำได้ในยุคโบราณฉือโหย่วนั้นไม่สามารถถูกฆ่าได้ เขามีความแข็งแกร่งด้านกายภาพเป็นอย่างมาก ไม่มีอาวุธใดสามารถทำร้ายเขาได้ จักรพรรดิฮวงแพ้เขาถึงเก้าครั้ง แต่สุดท้าย
แล้วจักรพรรดิฮวงสามารถเอาชนะได้หรือว่าจุดอ่อนของเขาคือจิตวิญญาน?” ซวนหยวนห้านึกถึงความเป็นไปได้หนึ่ง
”จุดอ่อนของฉือโหย่วคือจิตวิญญาน?”
”ความเป็นไปได้?”
หลังจากส่งสายตาให้กันปิงหยางและเหยียนซิวก็พยักหน้า การที่คนคนหนึ่งมีร่างกายที่แข็งแกร่งหาใครเปรียบใช่ว่าจะมีจิตวิญญานที่แข็งแกร่ง
”เจ้าไร้ยางอายพูดถึงการโจมตีจิตวิญญาน เจ้าแข็งแกร่งด้านนี้ไม่ใช่รึ?” ปิงหยางเตือนฟางเจิ้งจือ
”ใช่ข้ามีวิธีบางอย่าง เต๋าวิญญาน!” ดวงตาของฟางเจิ้งจือเป็นประกาย
”งั้นรออะไรอยู่ละ?ฆ่าฉือโหย่ว!” ปิงหยางตื่นเต้นมาก
”อืม”ฟางเจิ้งจือพยักหน้าและหันไปหาฉือกูเหยียนทันที “เหยียนเอ๋อร์ไปกันเถอะ โจมตีฉือโหย่วด้วยกัน!”
”แน่นอน!”ฉือกูเหยียนพยักหน้า
ด้านซวนหยวนห้าเขายกตัวขึ้นดวงตามีแสงสีทองหมุนวน
”ให้ข้าหาโอกาสให้พวกเจ้าทั้งสอง”ซวนหยวนห้ารู้ดีว่าต้องมีการเสียสละเพื่อหาโอกาสโจมตีฉือโหย่ว
ซึ่งมันควรจะเป็นเขา ”ฟางเจิ้งจือฉือกูเหยียน…ข้า…ข้ารู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติกับสิ่งที่ฉือโหย่วกล่าว แต่ข้า…ข้าเองก็ไม่สามารถรู้ได้…” หยุนชิงวูลังเล
”หุบปากนังปีศาจ! ฉือโหย่วคือเทพปีศาจ เจ้าต้องการให้เขาชนะงั้นรึ?” ปิงหยางตะโกนขัดหยุนชิงวู
”…”ท่าทีของหยุนชิงวูเปลี่ยนไป นางกำหมัดแน่น จากนั้นก็คลายออกราวกับคำพูดของปิงหยางไม่มีผลกับนางอีกต่อไป กลับกันนางหันไปหาฟางเจิ้งจือและกล่าวออกมา “ถ้าเจ้ามั่นใจว่าจุดอ่อนของฉือโหย่วคือจิตวิญญาน งั้นก็ระวังตัวด้วย”
”อืมมั่นใจได้” ฟางเจิ้งจือพยักหน้า
อย่างไรก็ตามฉือกูเหยียนมองไปที่หยุนชิงวูนางไม่ได้กล่าวอะไรออกมาราวกับจมอยู่ในความคิดบางอย่าง
แน่นอนว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลามาลังเล
นั่นเพราะไม่ว่าโอกาสจะน้อยเพียงใดพวกนางก็ต้องเสี่ยง พวกนางไม่สามารถถอยได้อีกแล้ว