Gate of God - ตอนที่ 860 เปิดเผยตัวตน
“ใช่ท่านโม่พูดดถูก!”
“ใช่แล้วแม้เจ้าไม่อยากบอกชื่อจริง แต่อย่างน้อยไม่คิดจะให้พวกเราเห็นหน้าหน่อยหรือ? ไม่งั้นใครก็สามารถพูดได้ว่าตัวเองอายุสิบแปดและอยู่ในระดับเซียน แล้วกฎของพวกเราจะมีความหมายอะไร?”
“ผู้ที่อยู่ในระดับเซียนด้วยอายุสิบแปดปีไม่มีทางปกปิดตัวเองได้ตลอดหรอก!”
สิ่งที่โม่ฉานฉือพูดออกมานั้นตรงกับสิ่งที่ศิษย์จากสำนักอื่นๆคิดเซียนที่มีอายุสิบแปดปีไม่เคยปรากฎขึ้นมาก่อนในแดนศักดิ์สิทธิ์ แม้แต่ฟางเจิ้งจือผู้มีชื่อเสียงโด่งดังยังอยู่แค่ในระดับจิตุสูงสุดเท่านั้นก่อนที่เขาจะตายไป
“ตาเฒ่าโม่ท่านสงสัยคนของศาลาหยินหยางงั้นรึ?”เต๋าฮุนลุกขึ้นถามอย่างสุภาพ
“ข้าไม่กล้าหรอกถ้าศิษย์ของเจ้าอายุสิบแปดปีจริง ข้าจะยอมขอโทษดีๆ ท่านเต๋า หรือว่าศิษย์ของท่านจะปกปิดบางอย่างเอาไว้ หรือว่า…หน้าตาของเขาจะน่าเกลียดมากเลยไม่กล้าแสดงใบหน้าที่แท้จริงให้พวกเราเห็น?”โม่ฉานฉือหัวเราะเยาะอย่างเย็นชา
“ท่าน…”ความโกรธเริ่มก่อตัวภายในใจของเต๋าฮุน
ศิษย์สำนักอื่นๆยังคงนิ่งเงียบแม้แต่มู่ฉิงเฟิงก็ไม่พูดอะไรออกมา ทุกคนต่างเต็มไปด้วยความสงสัย
“ซิวในเมื่อท่านโม่เต็มใจที่จะคุกเข่าขอโทษเจ้าทำไมเจ้าไม่ถอดหน้ากากออกหน่อยล่ะ?!”เต๋าซิงลุกขึ้นและพูดด้วยน้ำสียงอันเย็นชา
“คุกเข่าขอโทษ?”
“ท่านโม่พูดอย่างนั้นงั้นรึ?”
“เจ้าจำได้ไหม?”
ทุกคนต่างแปลกใจเมื่อได้ยินคำพูดของเต๋าซิง
แม้แต่โม่ฉานฉือเองก็ตกตะลึงเช่นกัน แต่เขาก็สงบลงและเลือกเล่นไปตามน้ำอย่างรวดเร็ว
“หืมข้าอยากเห็นจริงๆว่าเด็กหนุ่มที่อายุแค่สิบแปดปีแต่อยู่ในระดับเซียนหน้าตาจะเป็นเช่นไร?” โม่ฉานฉือกัดฟัน ตอนนี้เขาถอยไม่ได้ เขาเป็นคนยกเรื่องนี้ขึ้นมา ถ้าเขาล้มเลิกตอนนี้ต้องเป็นที่หน้าขายหน้าแน่นอน
และแน่นอนถ้าเจ้าเด็กนั่นอายุสิบแปดจริงๆเขาก็จะกลายเป็นตัวตลกเช่นกันเขาต้องเดิมพันกับการตัดสินใจในครั้งนี้
โม่ฉานฉืออารมณ์ดีจนกระทั่งเด็กหนุ่มที่ใส่หน้ากากลายหยินหยางถอดมันออกเขาเริ่มรู้สึกกังวล
“กึก”
หน้ากากลายหยินหยางถูกถอดออกเผยให้เห็นใบหน้าอันเยาว์วัย แต่กลับแสดงความเย็นชาออกมาพร้อมกับดวงตาสีดำสนิท
“อะไรกัน?!”โม่ฉานฉือแปลกใจ เด็กหนุ่มด้านหน้าเขาเยาว์ววัยมาก คนของศาลาเต๋าสวรรค์หอคอยหลิงหยุนรวมถึงนิกายเงาต่างตกตะลึงเช่นกัน
“เหยียนซิว?!”
“เป็นเหยียนซิว?”
“เป็นเขาจริงๆงั้นรึ?!”
ปิงหยางที่ยืนอยู่กับหอคอยหลิงหยุนก็จำเหยียนซิวได้เช่นกันแต่ตอนนี้เขากลับมีบรรยากาศที่แตกต่างออกไปจากเหยียนซิวที่นางรู้จัก
“เหยียนซิวไปอยู่กับศาลาหยินหยางได้ยังไง?ดูเหมือนเขาจะเป็นศิษย์ระดับสูงด้วย เกิดอะไรขึ้นกันแน่?” ปิงหยางกระพริบตาด้วยความสงสัยและตื่นเต้น
“มานี่สิเหยียนซิวให้ข้าดูว่าเจ้าอยู่ในระดับเซียนจริงๆหรือเปล่า?”
“ชื่อของเขาคือเหยียนซิวงั้นหรือ?เขาเป็นใครกัน?”
“ถ้าเขาเป็นเหยียนซิวที่ข้าเคยได้ยินจริงๆตอนนี้เขาน่าจะมีอายุแค่สิบแปดปีเท่านั้นเขาเป็นหลานของเหยียนเฉียนหลี่แห่งดินแดนเหลียงตะวันตก!”
“เป็นคนของอาณาจักรเซี่ยงั้นรึ?เป็นคนที่เดินทางในแดนศักดิ์สิทธิ์พร้อมกับฟางเจิ้งจือหรือเปล่า…”
“ใช่แล้วเหยียนซิวแก่กว่าฟางเจิ้งจือไม่กี่เดือนเท่านั้น แต่เขาพึ่งเข้าสู่ระดับจุติไม่ถึงครึ่งปีที่แล้ว…”
ศิษย์แต่ละสำนักต่างส่งเสียงพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน
“เหยียนซิว?!เขาคือเหยียนซิวงั้นรึ?!”สีหน้าของโม่ฉานฉือแย่ลงทันที
อายุสิบแปดปี!
อายุสิบแปดปีแต่อยู่ในระดับเซียน!
โม่ฉานฉือไม่อยากจะเชื่อความจริงตรงหน้าแต่เด็กหนุ่มตรงหน้าเขาคือเหยียนซิวจริงๆ
“เหยียนซิวงั้นรึ?ซิวเจ้ามาหาข้า…”เหยียนเฉียนหลี่เตรียมจะพุ่งไปข้างหน้าทันที แต่เขากลับถูกหยุดไว้
“เฒ่าเหยียนมีบางอย่างผิดปกติ!” เซียนสวรรค์พักพิงกล่าวเตือนด้วยน้ำเสียงอันซับซ้อน
“มีอะไรงั้นรึ?”
“ถ้าเขาเป็นเหยียนซิวจริงๆคิดว่าเขาจะเมินเจ้างั้นหรือ?”
“นี่…เขาไม่มีทาง…เดี๋ยวนะซิวบอกว่าเขาอายุสิบแปดปี แต่ความจริงคือตอนนี้เขาอายุย่างเข้าสิบเก้าปีมาเดือนหนึ่งแล้ว? หรือเขาจะจำไม่ได้…”
“ใช่แล้วข้าเชื่อว่าต้องมีบางอย่างผิดปกติกับความทรงจำของเหยียนซิว!”
“หมายความว่าเหยียนซิวจำข้าไม่ได้งั้นรึ?”
“น่าจะเป็นแบบนั้นรวมถึงด้วยนิสัยของเหยียนซิว เขาไม่มีทางเข้าร่วมกับศาลาหยินหยางแน่นอน” เซียนสวรรค์พักพิงตอบกลับอย่างมั่นใจ “ถ้าเป็นแบบนี้ข้าจะต้อง…”เหยียนเฉียนหลี่พยายามเอามือของเฒ่าสวรรค์พักพิงที่จับไหล่เขาอยู่ออกไป
“เฒ่าเหยียนอย่ารีบร้อน! ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่เราควรจะมีปัญหากับศาลาหยินหยาง มองในแง่ดี อย่างน้อยเหยียนซิวก็ยังมีชีวิตอยู่ใช่ไหม? ตราบใดที่เขายังมีชีวิตอยู่พวกเราย่อมมีโอกาสช่วยเขาแน่นอน” เซียนสวรรค์พักพิงพยายามโน้มน้าวเหยียนเฉียนหลี่
“…”เหยียนเฉียนหลี่เงียบไปชั่วครู่ก่อนจะพยักหน้า
“ข้าไม่คิดว่าเขาจะเข้าสู่ระดับเซียนได้ไวขนาดนี้หลานของเจ้าน่ากลัวมาก!” เซียนสวรรค์พักพิงเอ่ยออกมา
“ระดับเซียน…ข้าเองก็ไม่รู้จนไปดูใกล้ๆคลื่นพลังสีดำที่แผ่ออกมาจากตัวเขาดูเหมือนจะเป็นเต๋าอาชูร่า แต่มันก็ไม่ใช่!” เหยียนเฉียนหลี่ตอบกลับ
“ไม่ใช่เต๋าอาชูร่า?” “อืมมันดูเหมือน…อาชูร่าคลั่ง! แต่ตาของเหยียนซิวยังคงเป็นสีดำ มันไม่เหมือนว่าเขากำลังถูกควบคุมด้วยอาชูร่า” เหยียนเฉียนหลี่อธิบาย
“ไม่มีทางที่เหยียนซิวจะควบคุมอาชูร่าคลั่งได้งั้นหรือ?”
“อืมเท่าที่ข้ารู้ ไม่มีใครเคยทำได้มาก่อน แต่มันก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้!” เหยียนเฉียนหลี่ส่ายหัว ก่อนจะพยักหน้าแทบจะในทันที
“งั้นพวกเราคงต้องสังเกตุทุกอย่างให้รอบคอบก่อน!”
ด้านของศาลาหยินหยางสายตาของเต๋าซิงกำลังมองไปที่ฝั่งนิกายเงาเช่นกัน ริมฝีปากของนางขดเป็นรอยยิ้มภายใต้ผ้าปิดหน้า
“ข้าสงสัยจริงๆว่เต๋าฮุนใช้วิธีอะไรในการฟื้นคืนชีพเหยียนซิวแล้วทำให้เขาเข้าสู่ระดับเซียน?”มู่ฉิงเฟิงไม่รู้ว่าตัวเองควรจะรู้สึกเช่นไรดี
“การที่เขายังมีชีวิตอยู่ฟางเจิ้งจือคงจากไปอย่างสงบแน่นอน…”ฉือกูเหยียนไม่ได้ตอบมู่ฉิงเฟิง นางเพียงแค่มองไปที่เหยียนซิวและกล่าวออกมาเบาๆเท่านั้น
นางฉลาดพอที่จะเห็นว่าเหยียนซิวเปลี่ยนไปแต่นางก็ไม่ได้กล่าวอะไร เพราะเป็นอย่างที่เซียนสวรรค์พักพิงพูด การที่เหยียนซิวยังมีชีวิตอยู่ นั่นหมายถึงความหวังยังคงมีอยู่
…
ชื่อของเหยียนซิวถูกยืนยันจากคนรอบๆลานทันที
การเปิดเผยตัวของเขานำมาซึ่งความสุขและความเศร้า
คนที่ดีใจนั้นรวมถึงปิงหยางฉือกูเหยียน และคนจากนิกายเงา แม้เหยียนซิวจะไม่ตอบรับคำทักทายของปิงหยางแต่มันก็ไม่ได้ลดความตื่นเต้นของนางลงแม้แต่น้อย
สำหรับคนที่เศร้า…
โม่ฉานฉือกำลังตกที่นั่งลับาก
“ท่านโม่รออะไรอยู่ล่ะ? หรือว่าท่านจะกลับคำพูด? ข้าอยากเห็นจริงๆว่าท่านโม่จะทำยังไงหลังจากพลาดท่าเพราะความโง่ของตัวเอง!” เต๋าฮุนกล่าวด้วยดวงตาอันเป็นประกายและรอยยิ้มเยาะเย้ย
“เต๋าฮุนจะมากเกินไปแล้ว!”
“ท่านโม่ไปพูดตอนไหนว่าจะคุกเข่า?เป็นเจ้าที่พูดขึ้นมาเอง!”
“ใช่แล้วถ้าเจ้าจะให้ท่านโม่คุกเข่าต้องผ่านพวกเราไปให้ได้ก่อน!”
ศิษย์หุบเขาฟู่ซี่ไม่สามารถทนได้อีกต่อไปพวกเขาดึงดาบออกมาด้วยความโกรธ
“หุบเขาฟู่ซี่คิดจะกลับคำพูดหรือไงกัน?พวกเราศาลาหยินหยางก็ไม่กลัวที่จะสู้กับพวกเจ้าจนตัวตายหรอกนะ ฮ่าฮ่า!”
“พวกขี้ขลาดคิดว่าศาลาหยินหยางจะกลัวพวกเจ้าหรือไงกัน?”
“ใช่เข้ามาได้เลย!”
ศิษย์ของศาลาหยินหยางก็ดึงดาบออกมาเช่นกัน “หยุด!”มู่ฉิงเฟิงไม่สามารถเงียบได้อีกต่อไป
“ท่านเต๋าข้าเชิญท่านมาที่นี่เพื่อพูดคุยปัญหาเกี่ยวกับโลกใบนี้ จากวันนี้ทั้งห้าสำนักต้องร่วมมือกัน ข้าหวังว่าท่านจะไม่สนเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้และรับคำขอโทษจากท่านโม่แทนที่จะเป็ฯการคุกเข่า”
“ก็ได้ข้าไม่มีปัญหาการที่ท่านโม่เสียความน่าเชื่อถือไปก็เป็นเรื่องที่น่าพอใจแล้วไม่ใช่รึ?”เต๋าฮุนกล่าวพร้อมนั่งลงจิบน้ำอย่างไม่ใส่ใจอะไรมากนัก
“เต๋าฮุนเต๋าซิง พวกเจ้าฝากไว้ก่อนเถอะ!” โม่ฉานฉือกัดฟันก่อนจะเดินตรงไหยังเหยียนซิวและก้มหัวให้เขา
“ข้าโม่ฉานฉือต้องขออภัยเหยียนซิวเป็นอย่างสูง!”
จากนั้นเขาก็เดินกลับไปนั่งที่ของตัวเองอย่างรวดเร็วเห็นได้ชัดว่าเขาไม่พอใจเป็นอย่างมาก ใบหน้าของเขาเป็นสีแดงก่ำ “หึ!”เต๋าฮุนคาดไว้แล้วว่าเรื่องแบบนี้ต้องเกิดขึ้น โม่ฉานฉือผู้นำของหุบเขาฟู่ซี่จะยอมคุกเข่าต่อหน้าผู้คนมากมายได้ยังไง?
ถ้าเต๋าฮุนยังคงดึงดันมันจะไม่ได้เป็นแค่เรื่องเล็กๆอีกต่อไปอาจจะถึงขั้นมีคนบาดเจ็บล้มตาม
มู่ฉิงเฟิงส่ายหัวเบาๆกับฉากตรงหน้าเขาคุ้นชินกับความขัดแย้งของทั้งห้าสำนักดี
แต่ตอนนี้เป็นเวลาที่พวกเขาควรยุติเรื่องบาดหมางเหล่านั้นไปก่อนหลังจากที่ทุกอยางสงบลง มู่ฉิงเฟิงก็หันไปมองศิษย์ศาลาเต๋าสวรรค์ที่ทำหน้าที่ดูแลการแข่งขันทันที
“ตอนนี้ตัวตนของเหยียนซิวได้ถูกเปิดเผยออกมาแล้วชัยชนะเป็นของศาลาหยินหยาง พวกเขาผ่านเข้ารอบสองได้ ต่อไปเป็นการต่อสู้ระหว่างหุบเขาฟู่ซี่และหอคอยหลิงหยุน!” ศิษย์คนนั้นรีบทำการประกาศทันที
“ท่านแม่ต่อไปเป็นข้างั้นรึ?” ปิงหยางหันไปมองเฉียนยู่ด้วยดวงตาอันสดใส “อืม”เฉียนยู่ตอบกลับเบาๆขณะที่สายตาของนางยังคงมองไปที่เหยียนซิวที่กำลังเดินกลับไปนั่งที่
“เยี่ยมตาของข้าสักที!” ปิงหยางตื่นเต้นมากก่อนจะกระโดดเข้าไปในลานประลองอย่างไม่ลังเล นางสวมชุดเกราะสีแดงเพลิง ก่อนที่นางจะพลิกมือ หอกฉีหลินปรากฏขึ้นมาบนมือทันที
“ข้าปิงหยางจากหอคอยหลิงหยุนอายุสิบหกปี!”