Gate of God - ตอนที่ 875 ผู้ที่ปรากฎตัว
”เขาแข็งแกร่งเกินไป!”
”พวกเขาไม่มีโอกาสเลยสักนิด!”
”พลังสายเลือด…เขามีพลังแบบนั้นได้ยังไง?!”
ศิษย์โดยรอบต่างประหลาดใจอย่างมากพวกเขาหวาดกลัวกับสิ่งที่เห็น
”ท่านโม่เราควรทำยังไงดี?” ผู้อาวุโสแห่งหุบเขาฟู่ซี่หันมองโม่ฉานฉืออย่างกังวล
แม้ว่าหุบเขาฟู่ซี่จะเสียสิทธิ์ในการเข้าร่วมการแข่งขันแต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะกลายเป็นคนนอกในการประชุม
ความสมดุล!
พื้นฐานการดำรงอยู่ของสำหนักทั้งห้าในดินแดนศักดิ์สิทธิ์
ความขัดแย้งระหว่างสำนักทั้งห้าที่ไม่เคยข้ามเส้นกันตลอดพันปีที่ผ่านมานั้นอาจจะถูกทำลายลงในตอนนี้ ”ผู้ที่โดดเด่นจะถูกริษยาจากผู้คน!”โม่ฉานฉือกำมือของเขาแน่นแล้วพูดอย่างเยือกเย็น
”ท่านโม่ท่านไม่ผิด แต่ในตอนนี้ หนานกงเฮาเป็น …” กู่หยวนมองที่หนานกงเฮา เขาเข้าใจถึงความหมายที่โม่ฉานฉือพูด อย่างไรก็ตามมันไม่สามารถใช้ได้กับทุกสถานการณ์ อย่างเช่นตอนนี้ เห็นได้ชัดว่าหนานกงเฮาที่ไม่ใช่คนที่สามารถควบคุมได้
”สำนักทั้งห้าจะต้องไม่ถูกทำลายลงถ้าจำเป็นก็ต้องรวมสำนักทั้งห้าเข้าด้วยกัน”
”เข้าใจแล้ว”กูหยวนพยักหน้าและหยุดถามเพิ่ม เพราะเขารู้ว่านี่เป็นทางออกเดียวในตอนนี้
ในขณะเดียวกันที่ศาลาเต๋าสวรรค์
มู่ฉิงเฟิงเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นแม้เขาจะพยายามปกป้องผลที่เกิดจากความเปลี่ยนแปลงของโลกด้วยาการจัดประชุมพันธมิตรสวรรค์ขึ้น แต่เขาก็มีเป้าหมายอีกประการหนึ่ง อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าสถานการณ์ในตอนนี้จะไม่สามารถควบคุมได้
ทั้งเรื่องที่เหยียนซิวและปิงหยางเข้าถึงพลังระดับเซียนเหล่าเซียนของตระกูลหนานกงที่มีมากกว่าสิบคน พวกเขามีพลังทัดเทียมสำนักทั้งห้าของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ก็ว่าได้
และยิ่งไปกว่านั้นที่แม้แต่หนานกงมู่และหนานกงเฮษก็ปรากฎตัวขึ้นจนทำให้ศาลาเต๋าสวรรค์ต้องจนมุม
หนานกงเฮา…
แข็งแกร่งเกินไป!
”เจ้ายังมีชีวิตอยู่หยานฉิง?”
”…”
”เอาล่ะถึงตาของข้าบ้าง เตรียมตัวตายได้เลย หนานกงเฮา!” คำพูดของปิงหยางขัดจังหวะความคิดของมู่ฉิงเฟิง และดึงผู้คนกลับสู่การต่อสู้อีกครั้ง
”ปิงหยางอย่า!” ฉือกูเหยียนหวาดหวั่นเมื่อเห็นปิงหยางพุ่งเข้าหาหนานกงเฮา นางต้องการหยุดปิงหยางแต่มันก็สายเกินไป
หนานกงเฮาเผยยิ้มเล็กน้อยท่าทีของเขาสบายๆพร้อมกับแสงสีเลือดที่สะท้อนออกมาจากดวงตา
แสงที่อ่อนนุ่มส่องสว่างออกมาเล็กน้อย
ปิงหยางถูกส่งตัวไปข้างหลัง
เลือดไหลออกที่ไหล่ของนางถ้านางไม่ได้อยู่ในระดับเซียนคงแย่กว่านี้แน่
”หยางเอ๋อร์!”
”ปิงหยาง!”
เฉียนยู่และหลินมู่ไป่ตะโกนออกมาพร้อมกัน
ในตอนนั้นเองฉือกูเหยียนก็เคลื่อนไหวอีกครั้ง หางงูห้าสีฟาดไปที่หนานกงเฮาราวกับสายฟ้า
ตูม!หนานกงเฮาล่าถอยแต่ก็เพียงก้าวเดียวเท่านั้น
อย่างไรก็ตามการโ๗มตีของฉือกูเหยียนไม่ได้จบแค่นั้น หลังจากการโจมตีครั้งแรก หางของนางก็สั่นไหวอย่างบ้าคลั่ง
ตูมตูมตูม…เสียงฟ้าผ่าสั่นสะเทือนไปทั่วยอดเขา พื้นดินแตกร้าวมากขึ้นเรื่อยๆ
อย่างไรก็ตามมันเป็นการโจมตีที่ไม่นานนัก
นั่นเพราะการควบคุมพลังสายเลือดต้องใช้พลังมากมันทำให้ร่างของนางซีดขาวจนกระอั่กเลือดออกมา
”พรวด!”เลือดพุ่งไปทั่วอากาศ
ในขณะนั้นเองมีเสียงที่เหมือนกับโลหะกระทบกันดังขึ้น
หางที่แกว่งไปมาหยุดเคลื่อนไหวเพราะมีมือข้างหนึ่งจับเอาไว้แน่น
อย่างไรก็ตามในตอนนั้นเองมีใครคนหนึ่งปรากฎตัวขึ้นข้างๆหนานกงเฮาเขาเร็วดุจแสงและมีรอยเลือดที่มุมปาก แต่นั่นไม่ทำให้ความเร็วของเขาลดลงเลย
เขาปล่อยหมัดออกไป ตูม!หนานกงเฮาถอยหลังไปก้าวหนึ่ง แต่ดวงตาของเขายังคงเป็นประกาย
มันเป็นการต่อสู้ที่ยุ่งเหยิงเล็กน้อย
การต่อสู้แบบหนึ่งต่อสามปิงหยาง, ฉือกูเหยียนและหยานฉิงไม่สามารถร่วมมือการต่อสู้กันได้ดีนัก
หลังจากหยานฉิงต่อยออกไปครั้งแรกเขาเตรียมจะต่อยอีกหมัดตามไปในทันที
อย่างไรก็ตามเขายังไม่ทันได้ต่อยอีกครั้งเพราะดาบของหนานกงเฮานั้นไวยิ่งกว่า หยานฉิงถูกส่งกระเด็นออกมาแทบจะในทันที
ในเวลาเดียวกันหนานกงเฮาก็ดึงมือกลับมาแทบจะในทันที สัญลักษณ์สีทองไหลเวียนอยู่บนชุดเกราะของเขาขณะที่ดึงฉือกูเหยียนเข้ามาหาตัวเอง
“พี่เหยียน!”ปิงหยางตะโกนขึ้นอย่างกระวนกระวายพร้อมแทงหอกออกไปข้างหน้า อย่างไรก็ตามหอกของนางไม่สามารถแทงทะลุหอกของหนานกงเฮาได้ ตูม!หนานกงเฮาเตะปิงหยางออกไปให้พ้นทาง ร่างของฉือกูเหยียนเองก็กระแทกลงพื้นอย่างแรงแทบจะในเวลาเดียวกัน หน้าของนางซีดขาว
“เขาแข็งแกร่งมาก!”
“เป็นไปไม่ได้ที่ฉือกูเหยียนจะเอาชนะหนานกงเฮาต่อให้ร่วมมือกับหยานฉิงและปิงหยางก็ตาม!”
“ทำไมหนานกงเฮาถึงแข็งแกร่งได้ขนาดนี้?!”
ศิษย์ที่ยืนอยู่รอบๆต่างส่ายหน้าขณะมองฉือกูเหยียนและปิงหยางที่ล้มอยู่บนพื้นรวมถึงหยานฉิงที่พยายามจะลุกขึ้นมาอีกครั้ง
มันชัดเจนถึงความแตกต่างของพลัง
“สารเลวหนานกงเฮาพี่เหยียน…ท่านเป็นอะไรไหม?” เลือดไหลออกมาจากริมฝีปากของปิงหยาง แต่ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความแน่วแน่
“ข้า…ขาไม่เป็นอะไร…”ฉือกูเหยียนต้องการจะลุกขึ้นแต่แขนของนางสั่นไม่ยอมหยุด
เหล่าผู้อาวุโสศาลาเต๋าสวรรค์ต่างกำมือแน่น
“ท่านมู่พวกเราจะปล่อยไปแบบนี้ไม่ได้!”
“ใช่…หนานกงเฮาแข็งแกร่งเกินไปยิ่งไปกว่านั้นฉือกูเหยียนนางบาดเจ็บหนัก…ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป…”
“พวกท่านคิดว่านางจะยอมรับความพ่ายแพ้ง่ายๆงั้นหรือ?”มู่ฉิงเฟิงกัดริมฝีปากแน่น เขารู้สิ่งที่ผู้อาวุโสคนอื่นๆกังเวล แต่เขารู้นิสัยของฉือกูเหยียนดี
นางไม่มีทางยอมรับความพ่ายแพ้ง่ายๆ
ตูม!หยานฉิงที่ลุกขึ้นมาได้พุ่งเข้าไปหาหนานกงเฮาทันที แต่เขาก็ถูกส่งกระเด็นออกมาอีกครั้ง ขณะที่เขาร่วงลงบนพื้นได้มีดาบเล่มหนึ่งแทงเข้าไปบริเวณหน้าอกของเขา
“อั้ก!”หยานฉิงร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด เห็นได้ชัดว่าเขาเองก็ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ง่ายๆเช่นกัน
“ช่างเป็นร่างกายที่แข็งแกร่งมาก!”หนานกงเฮามองดาบในมือที่ค่อยๆแทงเข้าไปในร่างของหยานฉิง เขาไม่ไดต้องการฆ่าหยานฉิง แต่เขาไม่อยากให้หยานฉิงลุกขึ้นมาได้อีกครั้ง
“พี่เหยียนท่านพักไปก่อนเดี๋ยวข้าจะหยุดเขาเอง!” ปิงหยางหยิบยาออกมาและใส่มันลงในปากของฉือกูเหยียนทันที จากนั้นนางก็ก้าวเดินออกไปข้างเพื่อป้องกันฉือกเหยียนเอาไว้
“ปิงหยางเจ้าโตขึ้นมาก…”ฉือกูเหยียนต้องการจะพูดอะไรบางอย่าง แต่นางก็เลือกที่จะเงียบ
“เข้ามาเลยหนานกงเฮาถ้ามีอาวุธข้าอาจจะสู้เจ้าไม่ได้ เจ้ากล้าสู้ข้าด้วยมือเปล่าหรือเปล่าล่ะ?!” ขณะที่พูดนางก็แทงหอกในมือลงไปบนพื้น
“องค์หญิงท่านต้องการจะซื้อเวลางั้นหรือ?”
“แค่ตอบมาว่าเจ้ากล้าหรือไม่!” “ได้ตามที่ท่านปรารถนา”
“งั้นก็เข้ามา!”ปิงหยางกัดฟันพร้อมพุ่งไปหาหนานกงเฮา เขาได้เก็บดาบไปแล้ว
มือของปิงหยางปกคลุมไปด้วยด้วยเปลวเพลิงสีแดง
ฟุ้บ!เกิดเสียงดังขึ้น
ไฟสีแดงบนมือของปิงหยางหายไปในทันทีก่อนที่หมัดของหนานกงเฮาจะต่อยเข้าที่หน้าของปิงหยาง
ตูม!ร่างของนางกระเด็นออกมาไกล
“หยางเอ๋อร์…”เฉียนยู่ต้องการจะพูดบางอย่างแต่นางเงียบทันทีเมือเห็นแสงในดวงตาของปิงหยาง
ปิงหยางลุกขึ้นอีกครั้งนางไม่สนใจชุดเกราะที่แตกออกของตัวเอง
“ไม่เลวอีกครั้ง!” นางพุ่งเข้าไปหาหนานกงเฮาอีกครั้ง
แต่ผลลัพธ์นั้นก็ออกมาเช่นเดิม “แค่กแค่ก หนานกงเฮา…การต่อสู้ด้วยมือเปล่าของเจ้าไม่เลวเลย แต่ข้าไม่ยอมแพ้ง่ายๆ!”
ตูม!
“อีกครั้ง!”
ตูม!
“…”
ปิงหยางลุกขึ้นและพุ่งไปข้างหน้าและกระเด็นกลับมาหลายครามันไม่ได้นานมาก แต่เลือดที่ไหลรินอยู่บนพื้นนั้นเกินกว่าที่ใครจะทนดูได้
“ปิงหยาง…”หลินมู่ไป่กัดฟันแน่น
เขาต้องการจะหยุดการต่อสู้แต่เขาเองก็เหมือนเฉียนยู่ เขารู้ความคิดของปิงหยางดี
“เห็นๆอยู่ว่ายังไงก็ไม่มีทางเอาชนะได้ทำไมนางถึงยังสู้ต่ออีก!”
“ใช่จะมีอะไรเปลี่ยนไปต่อให้ฉือกูเหยียนจะอาการดีขึ้นมาเล็กน้อย? เห็นชัดเจนว่าหนานกงเฮานั้นแข็งแกร่งกว่าหนานกงมู่!” “ใช่การกระทำของนางนั้นไร้ประโยชน์จริงๆ”
ศิษย์ที่อยู่รอบๆต่างรู้สึกสับสนเมื่อเห็นการกระทำของปิงหยาง
มันเป็นเรื่องโง่เง่าที่คิดจะสู้ต่อ…
“นางลุกขึ้นอีกครั้ง?เป็นไปได้ยังไง นี่มันครั้งที่สิบสามแล้ว!”
ตูม!
ปิงหยางล้มลงบนพื้นอีกครั้งเกราะบนร่างของนางแตกละเอียด
“ครั้งที่สิบสี่แล้ว!”
“อ..อ…อีกครั้ง!”ปิง หยาง แทบจะหายใจไม่ทันแล้ว หน้าของนางกลายเป็นสีม่วง ผมเต็มไปด้วยเลือด นางไม่เหลือภาพลักษณ์ขององค์หญิงอีกต่อไป
แต่นางก็ยังเลือกที่จะลุกขึ้นมาอีกครั้ง
“ปิงหยางพวกเราต้องร่วมมือกัน!” แขนข้างหนึ่งพยุงฉือกูเหยียนเอาไว้ “พี่เหยียน…ข้า…ข้าไม่เป็นไรท่านพักเถอะ….” ปิงหยางตัวสั่น แต่นางยังคงส่ายหัว
“แม้พวกเราจะแพ้ข้าก็หวังว่าพวกเราจะแพ้ด้วยกัน!” ฉือกูเหยียนลูบหัวของปิงหยาง พร้อมกับเอาเลือดที่เปรอะเปื้อนผมของนางออก จากนั้นนางก็หันไปมองหนานกงเฮา “นี่เป็นการโจมตีครั้งสุดท้าย พวกเราจะร่วมมือกัน!”
“ตกลง!”
ตูม!แสงสีแดงปกคลุมไปทั่วท้องฟ้าเหนือภูเขา
ในเวลาเดียวกันสองร่างก็กระเด็นขึ้นไปบนอากาศ
“พี่เหยียน..แค่ก…พวกเราแพ้แล้ว…”ปิงหยางไม่อยากยอมรับความจริงแต่นางยังคงยิ้มออกมาจางๆ
“อืมพวกเราแพ้แล้ว…”ฉือกูเหยียนพยักหน้าพร้อมกับจับมือของปิงหยางเอาไว้ ใบหน้าของนางยังคงมีรอยยิ้มเช่นกัน ตูม!ทันใดนั้นสายฟ้าสีม่วงก็พุ่งลงมาจากท้องฟ้า มันมาพร้อมกับพายุอันรุนแรง พัดเศษฝุ่นที่ปกคลุมลานประลองกระเด็นออกไปทั่ว
“เชี่ยเอ้ยสารเลวหน้าในกล้ามาทำร้ายผู้หญิงของข้า!”
……………………………………..
”เขาแข็งแกร่งเกินไป!”
”พวกเขาไม่มีโอกาสเลยสักนิด!”
”พลังสายเลือด…เขามีพลังแบบนั้นได้ยังไง?!”
ศิษย์โดยรอบต่างประหลาดใจอย่างมากพวกเขาหวาดกลัวกับสิ่งที่เห็น
”ท่านโม่เราควรทำยังไงดี?” ผู้อาวุโสแห่งหุบเขาฟู่ซี่หันมองโม่ฉานฉืออย่างกังวล
แม้ว่าหุบเขาฟู่ซี่จะเสียสิทธิ์ในการเข้าร่วมการแข่งขันแต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะกลายเป็นคนนอกในการประชุม
ความสมดุล! พื้นฐานการดำรงอยู่ของสำหนักทั้งห้าในดินแดนศักดิ์สิทธิ์
ความขัดแย้งระหว่างสำนักทั้งห้าที่ไม่เคยข้ามเส้นกันตลอดพันปีที่ผ่านมานั้นอาจจะถูกทำลายลงในตอนนี้
”ผู้ที่โดดเด่นจะถูกริษยาจากผู้คน!”โม่ฉานฉือกำมือของเขาแน่นแล้วพูดอย่างเยือกเย็น
”ท่านโม่ท่านไม่ผิด แต่ในตอนนี้ หนานกงเฮาเป็น …” กู่หยวนมองที่หนานกงเฮา เขาเข้าใจถึงความหมายที่โม่ฉานฉือพูด อย่างไรก็ตามมันไม่สามารถใช้ได้กับทุกสถานการณ์ อย่างเช่นตอนนี้ เห็นได้ชัดว่าหนานกงเฮาที่ไม่ใช่คนที่สามารถควบคุมได้
”สำนักทั้งห้าจะต้องไม่ถูกทำลายลงถ้าจำเป็นก็ต้องรวมสำนักทั้งห้าเข้าด้วยกัน”
”เข้าใจแล้ว”กูหยวนพยักหน้าและหยุดถามเพิ่ม เพราะเขารู้ว่านี่เป็นทางออกเดียวในตอนนี้ ในขณะเดียวกันที่ศาลาเต๋าสวรรค์
มู่ฉิงเฟิงเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นแม้เขาจะพยายามปกป้องผลที่เกิดจากความเปลี่ยนแปลงของโลกด้วยาการจัดประชุมพันธมิตรสวรรค์ขึ้น แต่เขาก็มีเป้าหมายอีกประการหนึ่ง
อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าสถานการณ์ในตอนนี้จะไม่สามารถควบคุมได้
ทั้งเรื่องที่เหยียนซิวและปิงหยางเข้าถึงพลังระดับเซียนเหล่าเซียนของตระกูลหนานกงที่มีมากกว่าสิบคน พวกเขามีพลังทัดเทียมสำนักทั้งห้าของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ก็ว่าได้
และยิ่งไปกว่านั้นที่แม้แต่หนานกงมู่และหนานกงเฮษก็ปรากฎตัวขึ้นจนทำให้ศาลาเต๋าสวรรค์ต้องจนมุม
หนานกงเฮา…
แข็งแกร่งเกินไป!
”เจ้ายังมีชีวิตอยู่หยานฉิง?”
”…” ”เอาล่ะถึงตาของข้าบ้าง เตรียมตัวตายได้เลย หนานกงเฮา!” คำพูดของปิงหยางขัดจังหวะความคิดของมู่ฉิงเฟิง และดึงผู้คนกลับสู่การต่อสู้อีกครั้ง
”ปิงหยางอย่า!” ฉือกูเหยียนหวาดหวั่นเมื่อเห็นปิงหยางพุ่งเข้าหาหนานกงเฮา นางต้องการหยุดปิงหยางแต่มันก็สายเกินไป
หนานกงเฮาเผยยิ้มเล็กน้อยท่าทีของเขาสบายๆพร้อมกับแสงสีเลือดที่สะท้อนออกมาจากดวงตา
แสงที่อ่อนนุ่มส่องสว่างออกมาเล็กน้อย
ปิงหยางถูกส่งตัวไปข้างหลัง
เลือดไหลออกที่ไหล่ของนางถ้านางไม่ได้อยู่ในระดับเซียนคงแย่กว่านี้แน่
”หยางเอ๋อร์!”
”ปิงหยาง!”
เฉียนยู่และหลินมู่ไป่ตะโกนออกมาพร้อมกัน
ในตอนนั้นเองฉือกูเหยียนก็เคลื่อนไหวอีกครั้ง หางงูห้าสีฟาดไปที่หนานกงเฮาราวกับสายฟ้า
ตูม!หนานกงเฮาล่าถอยแต่ก็เพียงก้าวเดียวเท่านั้น
อย่างไรก็ตามการโ๗มตีของฉือกูเหยียนไม่ได้จบแค่นั้น หลังจากการโจมตีครั้งแรก หางของนางก็สั่นไหวอย่างบ้าคลั่ง
ตูมตูมตูม…เสียงฟ้าผ่าสั่นสะเทือนไปทั่วยอดเขา พื้นดินแตกร้าวมากขึ้นเรื่อยๆ
อย่างไรก็ตามมันเป็นการโจมตีที่ไม่นานนัก
นั่นเพราะการควบคุมพลังสายเลือดต้องใช้พลังมากมันทำให้ร่างของนางซีดขาวจนกระอั่กเลือดออกมา
”พรวด!”เลือดพุ่งไปทั่วอากาศ
ในขณะนั้นเองมีเสียงที่เหมือนกับโลหะกระทบกันดังขึ้น
หางที่แกว่งไปมาหยุดเคลื่อนไหวเพราะมีมือข้างหนึ่งจับเอาไว้แน่น อย่างไรก็ตามในตอนนั้นเองมีใครคนหนึ่งปรากฎตัวขึ้นข้างๆหนานกงเฮาเขาเร็วดุจแสงและมีรอยเลือดที่มุมปาก แต่นั่นไม่ทำให้ความเร็วของเขาลดลงเลย
เขาปล่อยหมัดออกไป
ตูม!หนานกงเฮาถอยหลังไปก้าวหนึ่ง แต่ดวงตาของเขายังคงเป็นประกาย
มันเป็นการต่อสู้ที่ยุ่งเหยิงเล็กน้อย
การต่อสู้แบบหนึ่งต่อสามปิงหยาง, ฉือกูเหยียนและหยานฉิงไม่สามารถร่วมมือการต่อสู้กันได้ดีนัก
หลังจากหยานฉิงต่อยออกไปครั้งแรกเขาเตรียมจะต่อยอีกหมัดตามไปในทันที
อย่างไรก็ตามเขายังไม่ทันได้ต่อยอีกครั้งเพราะดาบของหนานกงเฮานั้นไวยิ่งกว่า หยานฉิงถูกส่งกระเด็นออกมาแทบจะในทันที
ในเวลาเดียวกันหนานกงเฮาก็ดึงมือกลับมาแทบจะในทันที สัญลักษณ์สีทองไหลเวียนอยู่บนชุดเกราะของเขาขณะที่ดึงฉือกูเหยียนเข้ามาหาตัวเอง
“พี่เหยียน!”ปิงหยางตะโกนขึ้นอย่างกระวนกระวายพร้อมแทงหอกออกไปข้างหน้า อย่างไรก็ตามหอกของนางไม่สามารถแทงทะลุหอกของหนานกงเฮาได้
ตูม!หนานกงเฮาเตะปิงหยางออกไปให้พ้นทาง ร่างของฉือกูเหยียนเองก็กระแทกลงพื้นอย่างแรงแทบจะในเวลาเดียวกัน หน้าของนางซีดขาว
“เขาแข็งแกร่งมาก!”
“เป็นไปไม่ได้ที่ฉือกูเหยียนจะเอาชนะหนานกงเฮาต่อให้ร่วมมือกับหยานฉิงและปิงหยางก็ตาม!”
“ทำไมหนานกงเฮาถึงแข็งแกร่งได้ขนาดนี้?!”
ศิษย์ที่ยืนอยู่รอบๆต่างส่ายหน้าขณะมองฉือกูเหยียนและปิงหยางที่ล้มอยู่บนพื้นรวมถึงหยานฉิงที่พยายามจะลุกขึ้นมาอีกครั้ง
มันชัดเจนถึงความแตกต่างของพลัง “สารเลวหนานกงเฮาพี่เหยียน…ท่านเป็นอะไรไหม?” เลือดไหลออกมาจากริมฝีปากของปิงหยาง แต่ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความแน่วแน่
“ข้า…ขาไม่เป็นอะไร…”ฉือกูเหยียนต้องการจะลุกขึ้นแต่แขนของนางสั่นไม่ยอมหยุด
เหล่าผู้อาวุโสศาลาเต๋าสวรรค์ต่างกำมือแน่น
“ท่านมู่พวกเราจะปล่อยไปแบบนี้ไม่ได้!”
“ใช่…หนานกงเฮาแข็งแกร่งเกินไปยิ่งไปกว่านั้นฉือกูเหยียนนางบาดเจ็บหนัก…ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป…”
“พวกท่านคิดว่านางจะยอมรับความพ่ายแพ้ง่ายๆงั้นหรือ?”มู่ฉิงเฟิงกัดริมฝีปากแน่น เขารู้สิ่งที่ผู้อาวุโสคนอื่นๆกังเวล แต่เขารู้นิสัยของฉือกูเหยียนดี
นางไม่มีทางยอมรับความพ่ายแพ้ง่ายๆ
ตูม!หยานฉิงที่ลุกขึ้นมาได้พุ่งเข้าไปหาหนานกงเฮาทันที แต่เขาก็ถูกส่งกระเด็นออกมาอีกครั้ง ขณะที่เขาร่วงลงบนพื้นได้มีดาบเล่มหนึ่งแทงเข้าไปบริเวณหน้าอกของเขา
“อั้ก!”หยานฉิงร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด เห็นได้ชัดว่าเขาเองก็ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ง่ายๆเช่นกัน
“ช่างเป็นร่างกายที่แข็งแกร่งมาก!”หนานกงเฮามองดาบในมือที่ค่อยๆแทงเข้าไปในร่างของหยานฉิง เขาไม่ไดต้องการฆ่าหยานฉิง แต่เขาไม่อยากให้หยานฉิงลุกขึ้นมาได้อีกครั้ง
“พี่เหยียนท่านพักไปก่อนเดี๋ยวข้าจะหยุดเขาเอง!” ปิงหยางหยิบยาออกมาและใส่มันลงในปากของฉือกูเหยียนทันที จากนั้นนางก็ก้าวเดินออกไปข้างเพื่อป้องกันฉือกเหยียนเอาไว้
“ปิงหยางเจ้าโตขึ้นมาก…”ฉือกูเหยียนต้องการจะพูดอะไรบางอย่าง แต่นางก็เลือกที่จะเงียบ
“เข้ามาเลยหนานกงเฮาถ้ามีอาวุธข้าอาจจะสู้เจ้าไม่ได้ เจ้ากล้าสู้ข้าด้วยมือเปล่าหรือเปล่าล่ะ?!” ขณะที่พูดนางก็แทงหอกในมือลงไปบนพื้น
“องค์หญิงท่านต้องการจะซื้อเวลางั้นหรือ?”
“แค่ตอบมาว่าเจ้ากล้าหรือไม่!”
“ได้ตามที่ท่านปรารถนา”
“งั้นก็เข้ามา!”ปิงหยางกัดฟันพร้อมพุ่งไปหาหนานกงเฮา เขาได้เก็บดาบไปแล้ว
มือของปิงหยางปกคลุมไปด้วยด้วยเปลวเพลิงสีแดง
ฟุ้บ!เกิดเสียงดังขึ้น
ไฟสีแดงบนมือของปิงหยางหายไปในทันทีก่อนที่หมัดของหนานกงเฮาจะต่อยเข้าที่หน้าของปิงหยาง
ตูม!ร่างของนางกระเด็นออกมาไกล
“หยางเอ๋อร์…”เฉียนยู่ต้องการจะพูดบางอย่างแต่นางเงียบทันทีเมือเห็นแสงในดวงตาของปิงหยาง
ปิงหยางลุกขึ้นอีกครั้งนางไม่สนใจชุดเกราะที่แตกออกของตัวเอง
“ไม่เลวอีกครั้ง!” นางพุ่งเข้าไปหาหนานกงเฮาอีกครั้ง
แต่ผลลัพธ์นั้นก็ออกมาเช่นเดิม
“แค่กแค่ก หนานกงเฮา…การต่อสู้ด้วยมือเปล่าของเจ้าไม่เลวเลย แต่ข้าไม่ยอมแพ้ง่ายๆ!”
ตูม!
“อีกครั้ง!”
ตูม!
“…”
ปิงหยางลุกขึ้นและพุ่งไปข้างหน้าและกระเด็นกลับมาหลายครามันไม่ได้นานมาก แต่เลือดที่ไหลรินอยู่บนพื้นนั้นเกินกว่าที่ใครจะทนดูได้
“ปิงหยาง…”หลินมู่ไป่กัดฟันแน่น
เขาต้องการจะหยุดการต่อสู้แต่เขาเองก็เหมือนเฉียนยู่ เขารู้ความคิดของปิงหยางดี “เห็นๆอยู่ว่ายังไงก็ไม่มีทางเอาชนะได้ทำไมนางถึงยังสู้ต่ออีก!”
“ใช่จะมีอะไรเปลี่ยนไปต่อให้ฉือกูเหยียนจะอาการดีขึ้นมาเล็กน้อย? เห็นชัดเจนว่าหนานกงเฮานั้นแข็งแกร่งกว่าหนานกงมู่!”
“ใช่การกระทำของนางนั้นไร้ประโยชน์จริงๆ”
ศิษย์ที่อยู่รอบๆต่างรู้สึกสับสนเมื่อเห็นการกระทำของปิงหยาง
มันเป็นเรื่องโง่เง่าที่คิดจะสู้ต่อ…
“นางลุกขึ้นอีกครั้ง?เป็นไปได้ยังไง นี่มันครั้งที่สิบสามแล้ว!”
ตูม!
ปิงหยางล้มลงบนพื้นอีกครั้งเกราะบนร่างของนางแตกละเอียด
“ครั้งที่สิบสี่แล้ว!”
“อ..อ…อีกครั้ง!”ปิง หยาง แทบจะหายใจไม่ทันแล้ว หน้าของนางกลายเป็นสีม่วง ผมเต็มไปด้วยเลือด นางไม่เหลือภาพลักษณ์ขององค์หญิงอีกต่อไป
แต่นางก็ยังเลือกที่จะลุกขึ้นมาอีกครั้ง
“ปิงหยางพวกเราต้องร่วมมือกัน!” แขนข้างหนึ่งพยุงฉือกูเหยียนเอาไว้
“พี่เหยียน…ข้า…ข้าไม่เป็นไรท่านพักเถอะ….” ปิงหยางตัวสั่น แต่นางยังคงส่ายหัว
“แม้พวกเราจะแพ้ข้าก็หวังว่าพวกเราจะแพ้ด้วยกัน!” ฉือกูเหยียนลูบหัวของปิงหยาง พร้อมกับเอาเลือดที่เปรอะเปื้อนผมของนางออก จากนั้นนางก็หันไปมองหนานกงเฮา “นี่เป็นการโจมตีครั้งสุดท้าย พวกเราจะร่วมมือกัน!”
“ตกลง!”
ตูม!แสงสีแดงปกคลุมไปทั่วท้องฟ้าเหนือภูเขา
ในเวลาเดียวกันสองร่างก็กระเด็นขึ้นไปบนอากาศ
“พี่เหยียน..แค่ก…พวกเราแพ้แล้ว…”ปิงหยางไม่อยากยอมรับความจริงแต่นางยังคงยิ้มออกมาจางๆ
“อืมพวกเราแพ้แล้ว…”ฉือกูเหยียนพยักหน้าพร้อมกับจับมือของปิงหยางเอาไว้ ใบหน้าของนางยังคงมีรอยยิ้มเช่นกัน
ตูม!ทันใดนั้นสายฟ้าสีม่วงก็พุ่งลงมาจากท้องฟ้า มันมาพร้อมกับพายุอันรุนแรง พัดเศษฝุ่นที่ปกคลุมลานประลองกระเด็นออกไปทั่ว
“เชี่ยเอ้ยสารเลวหน้าในกล้ามาทำร้ายผู้หญิงของข้า!”
……………………………………..