Gate of God - ตอนที่ 948 ลงมือก่อน
ฟางเจิ้งจือลุกขึ้นช้าๆเขาเงยหน้ามองท้องฟ้าที่สดใสเบื้องหน้า “เจ้าคิดว่าอะไรคือจุดอ่อนที่สุดของเผ่าปีศาจ?”
”จุดอ่อน?”วู่จวี้เอ๋อหยุดคิดสักพัก”แม้เผ่าปีศาจและเผ่าอสูรจะเป็นพันธมิตรกัน แต่ความแตกต่างของทั้งสองเองก็นับได้ว่ายังคงเป็นปัญหาใช่ไหม?”
”ทั้งใช่และไม่ใช่”ฟางเจิ้งจือพยักหน้า จากนั้นก็ส่ายหน้า
”เจ้าหมายความว่ายังไง?”วู่จวี้เอ๋อยังคงถามต่อไป
”ข้าคิดว่าปัญหาที่เจ้ากล่าวหยุนชิงวูย่อมคิดออกเช่นกันและนางคงกำลังพยายามแก้อยู่ แม้ความขัดแย้งของทั้งสองเผ่าพันธุ์จะปะทุขึ้นมาก็คงเป็นตอนที่มนุษย์พ่ายแพ้ไปแล้ว”
”เจ้าพูดถูกความขัดแย้งจะถูกมองข้ามไปเมื่อพวกเขามีศัตรูเป็นมนุษย์…”วู่จวี้เอ๋อพยักหน้าเห็นด้วยกับสิ่งที่ฟางเจิ้งจือพูด
”จริงๆแล้วจุดอ่อนของพวกเขาคือเรื่องจำนวน!”
”จำนวน?!เจ้าพูดถูกทั้งปีศาจและอสูรมีจำนวนน้อยมาก โดยเฉพาะพวกอสูร!”ดวงตาของวู่จวี้เอ๋อเบิกกว้าง
”กลับกันมนุษย์นั้นตรงกันข้ามพวกเรามีจำนวนมากกว่าพวกมันหลายเท่า”ฟางเจิ้งจือกล่าวต่อไป
”ใช่แล้ว!”วู่จวี้เอ๋อพยักหน้าอย่างไรก็ตามนางขมวดคิ้วอีกครั้ง “แล้วมันยังไง? ในสนามรบพวกเราไม่ได้ได้เปรียบในเรื่องจำนวนเลย และด้วยสถานการณ์ในตอนนี้…ไม่ว่าพวกเราจะมีจำนวนมากแค่ไหนแต่ก็ไม่มีทางต่อกรกับเผ่าพันธุ์อสูรและเผ่าปีศาจได้?”
”ใช่พวกเราไม่สามารถเอาชนะได้!”ฟางเจิ้งจือไม่ปฏิเสธ ”แล้ว?”
”บอกข้าถึงสถานการณ์ในปัจจุบันก่อนมันเป็นเรื่องยากที่เจ้าจะเข้าใจในตอนนี้ แต่อีกไม่นานเจ้าจะเข้าใจ” ฟางเจิ้งจือไม่ได้อธิบายต่อไป แสงสีเงินส่องสว่างในดวงตาของเขา
…
หลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วโมงวู่จวี้เอ๋อได้สรุปเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟางเจิ้งจือฟังอย่างรวดเร็ว
เมืองเกล็ดทองถูกเผ่าปีศาจบุกยึดแล้ว
ดินแดนภูเขาทางใต้ได้เรียกร้องความช่วยเหลือจากอาณาจักรเซี่ยเพราะถูกพวกปีศาจบุกเช่นกัน
ฟางเจิ้งจือไม่ได้แปลกใจกับเรื่องนี้
เพราะหยุนชิงวูมีความสามารถที่จะทำเช่นนั้นตอนนี้เท่ากับอาณาจักรเซี่ยโดนบุกทั้งตอนเหนือและใต้
”เมืองเกล็ดทอง…จากการคาดเดาของข้าคนเกือบทั้งหมดในจักรวรรดินักรบศักดิ์สิทธิ์เป็นคนของหยุนชิงวู หรือก็คือทั้งจักรวรรดิตกอยู่ในการควบคุมของหยุนชิงวูแล้ว”ฟางเจิ้งจือขมวดคิ้ว
”ใช่แล้วการที่เมืองเกล็ดทองถูกบุกเท่ากับเป็นการเปิดเส้นทางไปสู่จักรวรรดินักรบศักดิ์สิทธิ์ อาณาจักรเซี่ยสามารถถูกบุกได้อย่างง่ายดาย โชคดีที่ฉือเฮาน่าจะหาทางขัดขวางไว้ได้กองตรวจการทั้งห้ายังมีความสามารถในการต่อสู้อยู่ ไม่อย่างนั้นพวกจักรวรรดินักรบศักดิ์สิทธิ์คงบุกโจมตีเมืองหลวงแล้ว” วู่จวี้เอ๋อกล่าว
”เจ้าบอกว่านิกายซวนจีเองก็น่าจะถูกเผ่าอสูรและเผ่าปีศาจควบคุมได้แล้วใช่ไหม?”
”อืมข้าได้ข้อมูลมาจากสายที่ข้าแฝงไว้ในนิกายซวนจีอย่างไรก็ตามข้าไม่สามารถยืนยันความถูกต้องได้” วู่จวี้เอ๋อส่ายหน้า
”อำนาจของนิกายซวนจีนั่นกระจายไปทั่วอาณาจักรนักรบสูงสุดและอาณาจักรแสงจันทร์ศิษย์ของนิกายส่วนมากมาจากสองอาณาจักรนั้น ถ้าเผ่าอสูรและปีศาจสามารถควบคุมนิกายซวนจีได้ก็เท่ากับพวกเขาสามารถควบคุมชนชั้นสูงของทั้งสองอาณาจักรได้แล้ว”
”อืมเจ้าเข้าใจถูกแล้ว” วู่จวี้เอ๋อพยักหน้า
”จักรวรรดินักรบศักดิ์สิทธิ์และอาณาจักรเซี่ยเกี่ยวข้องกันตรงเมืองเกล็ดทองขณะที่จักรวรรดินักรบสูงสุดเกี่ยวข้องกับอาณาจักรแสงจันทร์ที่นิกายซวนจี”
”ท่านอาจารย์มาเยี่ยมเจ้าตอนที่หมดสติครั้งหนึ่งเขาจากไปหลังจากเห็นเจ้าไม่ส่งสัญญานว่าจะตื่นขึ้นมา ตอนนี้เขากำลังตรงไปที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ตอนนี้ทุกสำนักต่างยอมรับให้ศาลาหยินหยางเป็นผู้นำและรวบรวมหลายสำนักเข้าไว้ด้วยกันที่’ภูเขาหลิงเซียว’ด้านนอกศาลาหยินหยาง
”ศาลาหยินหยาง?”ฟางเจิ้งจือกำมือแน่น
”หืมมันเป็นเพราะผลลัพธ์ที่เกิดจากการแข่งขันกันที่ภูเขาสวรรค์ เหยียนซิวเป็นคนเดียวที่ชนะ ดังนั้นศาลาหยินหยางจึงกลายเป็นผู้นำ” วู่จวี้เอ๋ออธิบาย ”เหยียนซิว…”ฟางเจิ้งจือทอดสายตามองออกไปไกล
”เจ้าคิดถึงเขางั้นรึ?”วู่จวี้เอ๋อถาม
”หืมน่าเศร้าที่เขาจำอะไรไม่ได้”ฟางเจิ้งจือพยักหน้าและถอนหายใจ
”พวกเจ้าเป็นสหายกันแม้เหยียนซิวจะจำเจ้าไม่ได้ แต่มันก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงความเป็นจริงในข้อนี้ พวกเจ้ายังคงเป็นสหายกันเสมอใช่ไหม?” วู่จวี้เอ๋อถามกลับ
”ฮ่าฮ่าใช่พวกเราจะเป็นเพื่อนกันตลอดไป!”ฟางเจิ้งจือพยักหน้าและถามเรื่องอื่น “จากที่เจ้าพูดตัวตนที่ทรงพลังได้ปรากฎขึ้นในเผ่าปีศาจและเผ่าอสูร อย่างไรก็ตามพวกเขายังไม่ได้โจมตีไปที่’ภูเขาหลิงเซียว’โดยตรง แต่พวกนั้นกลับแบ่งกำลังออกโจมตีตำแหน่งที่แตกต่างกันสี่ที่ใช่ไหม?” ฟางเจิ้งจือถามอีกครั้ง
”ใช่แล้ว”วู่จวี้เอ๋อพยักหน้า
”เจ้าคิดยังไงกับสี่ตำแหน่งนั้น?”ฟางเจิ้งจือจุดลงบนแผนที่มันแสดงถึงตำแหน่งสี่ตำแหน่งที่แตกต่างกัน
”ข้าได้ส่งคนไปตรวจสอบทุกที่แล้วมันเป็นจุดศูนย์กลางของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบนโลก นอกจากที่ศาลาเต๋าสวรรค์แล้วทั้งสี่ตำแหน่งนั้นน่าจะมีสมบัติล้ำค่าอยู่!”วู่จวี้เอ๋ออธิบาย
”อืมอีกเรื่องคือหยุนชิงวูใช้เวลาและความพยายามอย่างมากในการนำหลินจีและหลินยู่ไปที่เมืองเงาเลือด เจ้าคิดว่าเป้าหมายของนางคืออะไร?” ฟางเจิ้งจืออยู่ดีๆก็เปลี่ยนเรื่องทันที
”นางกลัวว่าเราจะแอบลอบโจมตีเมืองเงาเลือดหรือเปล่า?”
”ถ้าเป็นเช่นนั้นแค่เทพอสูรคนเดียวก็พอแล้วทำไมนางต้องการถึงสอง?”
”เรื่องนี้…มีอะไรผิดปกติงั้นหรือ?”
”มีสัตว์ร้ายจำนวนมากในดินแดนภูเขาทางใต้ถ้าพูดให้ถูกมีสองเหตุผลสำคัญที่หยุนชิงวูต้องการครอบครองดินแดนส่วนนั้นหนึ่งคือทำลายกำแพงที่ขวางกันเผ่าปีศาจเอาไว้ อีกอย่างหนึ่งคือนางต้องการพวกสัตว์ร้ายเพิ่มเติมซึ่งนางต้องพึ่งหลินจีในเรื่องนี้!”
”ข้าเข้าใจอย่างไรก็ตามข้าไม่เข้าใจว่าทำไมนางถึงจำเป็นต้องใช้เทพอสูรถึงสองคน นอกจากนี้ความสัมพันธ์ของทั้งสี่ตำแหน่งและตัวตนที่ทรงพลังทั้งสี่นั้นเกี่ยวข้องกันยังไง?”วู่จวี้เอ๋อสับสน
”มันเกี่ยวข้องกันอย่างแน่นอน”ฟางเจิ้งจือยืนยัน จากนั้นเขาก็ใช้กิ่งไม้เพื่อสร้างจุดอื่นๆบนแผนที่ “ดินแดนทางใต้เป็นพื้นที่ที่มีทรัพยการมากมายและอยู่ใก้ลอาณาจักรเซี่ยมากรวมถึงใกล้ดินแดนศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน ลองดูตำแหน่งทั้งสี่ดีๆสิ”
”ความเชื่อมโยงของพวกมัน…”วู่จวี้เอ๋อมองแต่ละตำแหน่งที่ฟางเจิ้งจือจุดเอาไว้จากนั้นท่าทีของนางก็เปลี่ยนไป”ห้าธาตุ?!”
”ใช่แล้วห้าธาตุ! ถ้าข้าเดาไม่ผิดก้าวต่อไปของหยุนชิงวูหลังจากที่ยึดครองแดนใต้ได้แล้วคือวางตำแหน่งของหลินจีไว้ที่จุดนี้!”
”นี่…ถ้าเป็นแบบนี้งั้น..มนุษย์มันเป็นจุดจบของมนุษย์ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ถูกล้อมรอบไว้ด้วยค่ายกลห้าธาตุไม่มีทางที่พวกเราจะรอดไปได้…ไม่ ท่านอาจารย์กำลังอยู่ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์…เขาจะ..”หน้าของวู่จวี้เอ๋อกลายเป็นสีขาวซีด
”วางใจได้ข้าคิดว่าตาเฒ่านั้นคงปลอดภัยอีกอย่างน้อยหนึ่งปี”
”หนึ่งปี?!ทำไมกัน?”
”ค่ายกลห้าธาตุยังอยู่ในขั้นเริ่มต้นยิ่งไปกว่านั้นทั้งสี่อาณาจักรยังมีความสามารถในการต่อสู้อยู่ หยุนชิงวูน่าจะยังไม่รีบโจมตี”
”แล้วนางจะทำอะไร?”
”มันเหมือนกับการเล่นหมากรุกหลังจากยึดตำแหน่งสำคัญต่างๆได้แล้วก็คือขยายพื้นที่ในการทำสงครามในเวลาไม่ช้ากองทัพของปีศาจต้องเข้าไปในดินแดนศักดิ์สิทธิ์และพวกสัตว้รายตามพื้นที่ต่างๆจะถูกควบคุมโดยเผ่าอสูร และแน่นอนว่าตัวตนระดับเทพต้องมีจำนวนเพิ่มขึ้นแน่นอน หยุนชิงวูคงรอให้ทุกอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดจึงโจมตี!”
”หมายความว่านางต้องการให้แผนของตัวเองสมบูรณ์แบบก่อน?”
”ใช่อย่างแรกนางต้องการยึดครองทั้งสี่อาณาจักรจากนั้นก็สร้างค่ายกลห้าธาตุเพื่อโจมตีดินแดนศักดิ์สิทธิ์”
”ทำไมนางถึงไม่โจมตีมนุษย์โดยตรงเลยล่ะ?กว่าครึ่งของมนุษย์รวมตัวกันอยู่ที่ภูเขาหลิงเซียว นางแค่จับทุกคนเอาไว้…”
”ไม่เจ้าเข้าใจผิด นางไม่สามารถจับทุกคนได้!”
”ไม่สามารถทำได้?ข้า…ข้าไม่เข้าใจ”วู่จวี้เอ๋อยังคงสับสน ไม่ว่าดูยังไงในตอนนี้เผ่าอสูรและเผ่าปีศาจก็มีความสามารถมากพอในการต่อสู้กับมนุษย์
”เจ้าลืมเรื่องสำคัญที่สุดไปจุดอ่อน!”
”จำนวน?” ”ใช่ทำไมหยุนชิงวูถึงปล่อยให้ทุกสำนักหนีไปจากภูเขาสวรรค์ในตอนนั้น?”ฟางเจิ้งจือถามอีกครั้ง
”…ข้าไม่แน่ใจ”
”งั้นข้าลองถามแบบนี้ถ้าเจ้าใช้เพียงมือเดียวจะโกยทรายทั้งหมดได้ไหม? โดยไม่ใช้พลังเลยนะ”ฟางเจิ้งจือพูดพร้อมชี้ไปที่บ่อทรายหน้าบ้าน
”มือเดียว?ไม่มีทาง!”วู่จวี้เอ๋อตอบอย่างรวดเร็ว
”วิธีง่ายๆคือผสมน้ำลงในทรายจากนั้นทำให้มันแข็งตัวกลายเป็นซีเมนต์!”
”ซีเมนต์?”วู่จวี้เอ๋อไม่แน่ใจว่าฟางเจิ้งจือหมายถึงอะไร แต่นางก็เข้าใจจุดประสงค์ที่ฟางเจิ้งจือพูด “เจ้าหมายความว่านางทำไปเพราะมีจุดประสงค์ใช่ไหม?”
”ใช่แล้วมีมนุษย์มากเกินไป แค่ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ก็มีมากกว่าร้อยสำนักและนิกายแล้ว เจ้าคิดว่าหยุนชิงวูต้องใช้เวลาแค่ไหนถึงฆ่าเซียนได้ทั้งหมด?”ฟางเจิ้งจือถามอีกครั้ง
”หาเซียนทีละคน…มันเป็นไปไม่ได้ต่อให้เป็นตัวตนอันทรงพลังอย่างเทพอสูร ถ้าเหล่าเซียนเลือกที่จะซ่อนตัว…ข้าเข้าใจแล้วหยุนชิงวูปล่อยทุกคนลงจากภูเขาสวรรค์เพื่อให้มนุษย์ที่แข็งแกร่งรวมตัวกัน?!” ในที่สุดวู่จวี้เอ๋อก็เข้าใจ
”มนุษย์ต้องการผู้นำหยุนชิงวูหวังว่ามนุษย์จะมีผู้นำเพื่อที่นางจะได้ลงมือฆ่ามนุษย์ที่แข็งแกร่งได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม…ตอนนี้ยังไม่เพียงพอ เต๋าซิงไม่โง่พอที่จะสู้กับปีศาจและอสูรโดยไม่มีแผนการ เช่นนั้นมันยังเสี่ยงเกินไปที่หยุนชิงวูจะสู้กับมนุษย์ที่แข็งแกร่งทั้งหมดด้วยห้าหรือหกเทพปีศาจหรือเทพอสูร”ฟางเจิ้งจือพยักหน้า
”งั้นพวกเราควรทำยังไง?”
”หยุนชิงวูกำลังรอพวกเราก็สามารถรอได้เช่นกัน เพราะการที่นางรอก็เท่ากับมอบเวลาให้พวกเรา”ฟางเจิ้งจือกล่าว
”แต่เจ้าบอกว่าหยุนชิงวูจะเริ่มโจมตีหลังผ่านไปหนึ่งปีเจ้าหมายความว่าให้รอถึงตอนนั้นงั้นหรือ?”
”เวลาหนึ่งปีผ่านไปเร็วมากแต่…”ฟางเจิ้งจือหยุดพูดไปชั่วครู่ จากนั้นเขาก็มองไปทางภูเขาคังหลิงด้วยแสงสีเงินในดวงตา
มันแปลกมาก
ราวกับมีดวงตาอีกคู่หนึ่งซ่อนอยู่ในดวงตาของฟางเจิ้งจือ
วู่จวี้เอ๋อไม่ได้สังเกตเห็นเรื่องนี้นางยังคงถามฟางเจิ้งจือด้วยความอยากรู้อยากเห็น “แล้วยังไงต่อ?”
”แต่..ข้าต้องการทำบางอย่างก่อน!”ฟางเจิ้งจือยิ้มอย่างมั่นใจ
……………………………………..