GOD-WING เซียนสไนเปอร์ โค้ชขั้นเทพ [นิยายแปล] - ตอนที่ 11 กลับประเทศ (2)
ตอนที่ 11 กลับประเทศ (2)
ระหว่างทางกลับห้องพัก เชี่ยหลีถามขึ้น “กัปตันหลิน คุณรู้ไหมคะ
ว่าโค้ชคนใหม่เป็นคนแบบไหน”
หลินเฮ่าเยี่ยนยักไหล่ “ฉันเองก็ไม่แน่ใจ เพิ่งได้ยินประธานบอกว่า สมาพันธ์ยกอํานาจจัดการทีมชาติรุ่นต่อไปทั้งหมดให้เขาแล้ว น่าจะเป็นคน
เก่งมากละมั้ง”
สือเสี่ยวปินพึมพํา “งั้นทีมชาติรุ่นปัจจุบันอย่างพวกเราก็ต้องแยก ย้ายกันแล้วใช่ไหมครับ”
ได้ยินถึงตรงนี้ หัวใจทุกคนก็เกิดความรู้สึกกระสับกระส่ายขึ้นมา
ความจริงพวกเขาชอบอยู่ในแคมป์ฝึกทีมชาติมาก ที่นี่เต็มไปด้วย ยอดฝีมือจากสโมสรใหญ่ต่างๆ มารวมตัวกัน เวลาฝึกฝนและแลกเปลี่ยน ความรู้กันน่าสนใจกว่าตอนอยู่สโมสรเยอะ แน่นอนว่าคนที่อ่อนกว่าคนอื่นก็ อาจถูกเคี่ยวกรําจนหดหู่ท้อแท้ แต่คนส่วนมากยังชอบเล่นกับผู้เล่นเก่งๆ อยู่ ดี แบบนั้นมันสะใจกว่า
ตอนนี้โค้ชคนใหม่กําลังจะมารับตําแหน่ง มีความเป็นไปได้มากว่า
ทีมชาติอาจถูกยุบ
พวกเขาคงอยู่ที่แคมป์ฝึกแห่งนี้ได้อีกไม่นานแล้ว
เชี่ยหลีเกาหัวพลางพูด “ไม่ต้องแข่งเวิลด์คัพแล้ว เราอยู่แคมป์ฝึก ทีมชาติต่อก็เหมือนจะไม่มีความหมายอะไรแล้วมั้ง”
ลู่ชิงอวิ๋นขมวดคิ้วบอก “ทางสโมสรเร่งยิกๆ ให้ฉันกลับไป ถ้าจะยุบ ทีมชาติจริง พวกเราต้องรีบเก็บของกันแล้วหรือเปล่า”
หลินเฮ่าเยี่ยนมองพวกเขา เอ่ยด้วยเสียงเคร่งขรึม “พอโค้ชคนใหม่
มา ไม่ว่าจะยุบทีมทันทีหรือฝึกต่อ ยังไงก็ต้องมีการคัดเลือกทีมชาติรุ่นต่อ ไป สิ่งที่พวกนายต้องทําคือพยายามพัฒนาฝีมือตัวเอง เพื่อให้ได้โอกาสเข้า
ทีมชาติใหม่ในปีหน้า”
ทุกคนทยอยพยักหน้าสื่อว่าเข้าใจแล้ว
ทีมชาติทุกรุ่นจะคัดเลือกคนจากทั่วประเทศ วิธีคัดเลือกก็มีหลาก
หลาย กลุ่มโค้ชและสมาพันธ์มีอํานาจในการตัดสินใจ แต่บรรดาสโมสรใหญ่ก็ อาจเล่นนอกกฏ กระบวนการคัดเลือกจึงซับซ้อนเป็นอย่างยิ่ง
ปีหน้าจะได้เข้ามาในแคมป์ฝึกทีมชาติอีกหรือไม่ ทําได้เพียง ใช้ฝีมือ
แล้ว
***
เมื่อกลับถึงห้องพัก ลู่ชิงอวิ๋นหยิบโทรศัพท์มาส่งข้อความหาผู้จัดการ
สโมสรทันที
[พี่จ้าว กัปตันหลินเพิ่งบอกว่าได้ตัวโค้ชคนใหม่ของทีมชาติแล้ว แต่ไม่ รู้ว่าเป็นใคร พวกพี่สืบข่าวอะไรได้บ้างไหม]
ไม่นานผู้จัดการจ้าวก็ตอบกลับ (สมาพันธ์ปกปิดตัวตนเขาไว้มิดชิด
มาก ก่อนจะมีประกาศอย่างเป็นทางการคงสืบอะไรไม่ได้เลย]
ลู่ชิงอวิ๋นถามต่อ [เหล่าหลินเตรียมแขวนเมาส์แล้ว รุ่นต่อไปผมน่าจะ ได้เป็นตัวจริงแล้วมั้ง]
ผู้จัดการตอบกลับมาด้วยแถวอิโมจิหน้ายิ้ม [เขาควรยกตําแหน่งให้ คนใหม่นานแล้ว! ลือเสี่ยวปืนนั่นก็พรสวรรค์สู้นายไม่ได้ พวกเราต้องเอา ตําแหน่งตัวบุกชนรุ่นต่อไปมาและดันนายให้เป็นผู้เล่นตัวจริงให้ได้ วางใจ
เถอะ]
ลู่ชิงอวิ่นเห็นข้อความนั่นก็คลายกังวลในที่สุด
ทีมชาติรุ่นนี้มีตัวบุกชนสามคน เหล่าหลินเป็นผู้เล่นตัวจริง เขา กับสื่อเสี่ยวปินเป็นตัวสํารอง ความจริงสไตล์ของเขากับเหล่าหลินค่อนข้าง
คล้ายกัน เล่นแบบดุดันโดยใช้การยิงอันหนักหน่วงเข้าข่ม เพียงแต่ปีนี้เขายัง ไม่ถึงสิบแปด ไม่ว่าจะเป็นความเร็วในการตอบสนองหรือความเร็วมือก็ไวกว่า
ยุนพลเฒ่าอายุยี่สิบสองมาก
แล้วจริงๆ
ไหว
เหล่าหลินแข่งมาหลายปีขนาดนี้ อยู่ในช่วงขาลงแล้ว ควรลาวงการได้
ส่วนลือเสี่ยวปินขี้ขลาดเหมือนหนู กลัวนั่นนี่เกินไปจนไม่กล้าเคลื่อน
ดังนั้นตําแหน่งบุกชนตัวจริงของทีมชาติรุ่นต่อไป มีความเป็นไปได้มา
กว่าจะเป็นเบาสู่ชิงอวิ่นคนนี้
ลู่ชิงอวิ๋นเก็บโทรศัพท์ ยกยิ้มแล้วดับไฟนอนอย่างสบายใจ
***
ขณะนี้ ที่แคลิฟอร์เนียเป็นเวลาเที่ยงพอดี
เจียงเส้าอวี่เอากระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ใส่รถ ขับไปรับยาที่โรง
พยาบาล หมอโจวกําชับเขาอย่างใจเย็นถึงข้อควรระวังต่างๆ นานา แถมยัง
ให้ไฟล์ประวัติการรักษาของเขาอีกฉบับ บอกให้เขานํากลับไปด้วย
พยาบาล
เจียงเส้าอวี่เอ่ยขอบคุณ แล้วถือกล่องยาระงับฟิโรโมนออกจากโรง
เมื่อกลับถึงบ้าน เขาก็ติดต่อกับบริษัทยนส่งสัตว์เลี้ยง จัดการเรื่องส่ง
ตัวเจ้าโต้วโต้ว จากนั้นก็เริ่มจัดระเบียบของในกระเป๋า
ห้าปีมานี้เขาใช้ชีวิตแบบว่างๆ สบายๆ คนที่อยู่เคียงข้างเขาก็มีหมา
น้อยโต้วโต้วที่น่ารักน่าชังตัวนี้ ส่วนการแข่งขันที่ทําให้หัวใจพลุ่งพล่านด้วย ความตื่นเต้น ถ้วยรางวัล เสียงหัวเราะและน้ําตาในอดีตเหล่านั้น ราวกับเป็น ภาพฝันที่ถูกฝุ่นเกาะจับในห้วงความทรงจํา
ตอนจากมาในปีนั้น เดิมทีเขาตัดสินใจว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเกมเกมนี้
อีก และเคยสัญญากับคนคนนั้นไว้ด้วยว่าจะไม่ติดต่อกับสโมสรใดๆ อีก
กดดันได้
แต่ไม่นึกเลยว่าสุดท้ายก็ต้องกลับคําพูด
–ประเทศจีนต้องการเขา ต้องการโค้ชทีมชาติที่สามารถแบกรับแรง
พี่อวี้กับประธานนีออกหน้าเชิญเขากลับเข้าวงการด้วยตัวเอง เขาจึง
จําเป็นต้องหวนกลับไป
ถึงอย่างไรที่นั่นก็เป็นแผ่นดินที่เลี้ยงดูเยาจนเติบใหญ่ เป็นมาตุภูมิ ของเขา เขาเองก็ไม่ยินดีมองทีมชาติจีนถูกบดขยี้จนราบคาบในการ
แข่งเวิลด์คัพทุกปี
เจียงเส้าอวี่กวาดสายตามองห้องที่อยู่อาศัยมาห้าปีเป็นครั้งสุดท้าย
ก่อนอุ้มโค้วโค้วขึ้นพร้อมพูดว่า
“ไปกันเถอะ กลับบ้านเรากัน”