Heavenly Jewel Change : มณีสวรรค์ผันชะตา จบแล้ว - บทที่ 183 หา! (2)
เมื่อวังสวรรค์ไพศาลเอ่ยเช่นนี้ ใครจะกล้าพูดอะไรได้อีกเล่า? เช่นเดียวกับสถานะของภูเขาหิมะสวรรค์ในอาณาจักรวั่นโซ่ว วังสวรรค์ ไพศาลก็เปรียบเสมือนเจ้าเหนือหัวผู้มีอํานาจปกครองสูงสุดใน อาณาจักรจ้งเทียน ยิ่งไปกว่านั้น ในสายตาของคนส่วนใหญ่ การถือ กําเนิดของกองพันไร้พ่ายก็มีเงาของวังสวรรค์ไพศาลทอดอยู่เบื้องหลัง พวกเขาจึงยิ่งให้ความเคารพต่อวังสวรรค์ไพศาลมากยิ่งขึ้น
ด้วยเหตุนี้ กองพันไร้พ่ายจึงยังคงอยู่กับรูปแบบกองพัน ‘ดั้งเดิม’ แม้ว่าขนาดจะไม่ใช่กองพันดั้งเดิมอีกต่อไป ตอนนี้พวกเขามีทหารครบ 5,000 นาย และทหารม้าอาวุธหนัก 2,000 นายจาก 2 ชนเผ่าที่ทรง พลัง
ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์สูงสุดจากสงครามชายแดนอาจกล่าวได้ว่า เป็นเผ่าอีกาทองและเผ่าคนเถื่อน นอกเหนือจากสิ่งอื่นแล้ว ตอนนี้พวก เขายังมีพาหนะเป็นของตัวเอง นั่นก็คืออสูรยูนิคอร์นที่ถูกจับมาจาก สงคราม
นอกจาก 2 กองร้อยหลักที่ประกอบไปด้วยทหารม้า 1,000 นาย จากแต่ละเผ่าแล้ว ทั้งสองเผ่ายังมีทหารสํารองอีก 1 กองร้อยหลัก ด้วย
เหตุนี้ เราจึงอาจกล่าวได้ว่ากําลังพลพื้นฐานของกองพันไร้พ่ายนั้นอยู่ที่ 9,000 นายซึ่งไม่แตกต่างจากกรมทหารที่แท้จริงมากนัก แน่นอน ยังไม่ มีใครสามารถบอกได้ว่าทหารม้าหนักของเผ่าอีกาทองและเผ่าคนเถื่อน จะทรงพลังเพียงใด
ทหารม้าหนักกองร้อยหลักทั้ง 2 ได้รับการเตรียมความพร้อมอย่าง ช้าๆ และเมื่อไม่นานมานี้ พวกเขาก็สามารถติดอาวุธและอุปกรณ์ให้คน ทั้ง 2,000 คนสําเร็จเรียบร้อย ในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา พวกเขา กําลังเร่งทําความคุ้นเคยกับอุปกรณ์ใหม่และต่อสู้ร่วมกับมัน
หัวเฟิงครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า “นี่เป็นปัญหาอย่างแท้จริง วานนี้ข้าได้พูดคุยกับกองบัญชาการใหญ่แล้ว… เพื่อความสามัคคี ปรองดองและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของกองทัพภาคเหนือเขต ตะวันตกที่เหลือ จึงเป็นการดีที่สุดที่เราจะเคลื่อนพลกลับไปยังที่ตั้งค่าย เดิมของเรา แม้ว่าสภาพโดยรวมจะไม่ดีนัก แต่เราก็ได้สร้างเครือข่าย อุโมงค์ที่แข็งแกร่งเอาไว้แล้ว การปล่อยให้มันสูญเปล่าย่อมเป็นเรื่องที่ น่าเสียดาย แม้ในอดีตกองพันไร้พ่ายของเราอาจจะเกรงกลัวการลอบ โจมตีของอาณาจักรวั่นโซ่ว แต่ตอนนี้เรามั่นใจที่จะเผชิญหน้ากับพวก เขาแล้ว”
“ถ้าอาณาจักรวั่นโซ่วกล้านําคนมาต�ากว่า 10 กรมทหารเมื่อไหร่ พวกเขาก็จะไม่สามารถผ่านเราไปได้แน่นอน นอกจากนี้ ในบรรดา 10
กรมทหารนั้น อย่างน้อยก็ต้องมีกรมทหารที่มีมาตรฐานทัดเทียมกับเผ่า แมมมอธขึ้นไปถึงจะสามารถล้มเราได้”
ซ่างกวนเฟยเอ๋อร์กล่าวอย่างเฉยชา “ในกรณีนี้ พวกเราก็รีบออก เดินทางไปโดยเร็วเถิด เกรงว่าทหารของเราจะได้รับผลกระทบจากกรม ทหารอื่นๆที่อยู่รายรอบมากเกินไป ความทะนงตัวจะทําให้ผู้คนตกต�า หรือถอยหลังลงคลองได้ และข้าก็คิดว่าเราจําเป็นต้องเคาะสนิมให้พวก เขาเสียใหม่ นานแล้วที่เราไม่ได้จัดการแข่งขันต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลง อันดับภายใน… คราวนี้เราสามารถเชิญเผ่าอีกาทองและเผ่าคนเถื่อน เข้าร่วมด้วยได้หรือไม่?”
หัวเฟิงพยักหน้าและกล่าวว่า “นั่นเป็นความจริง ค่ายของกองทัพ ภาคเหนือเขตตะวันตกไม่ได้มีข้อผูกพันอะไรกับเรามากนัก เกี่ยวกับ เรื่องนี้ ข้าจะประกาศให้ทหารรับทราบ และพรุ่งนี้เช้าเราก็จะสามารถ ออกเดินทางกลับไปที่ค่ายเดิมของเราได้ทันที เมื่อเหว่ยชิงกลับมา เราก็ ถึงจะบอกได้ว่ากองพันไร้พ่ายควรพัฒนาไปในทิศทางใดต่อ”
เช้าวันรุ่งขึ้น ทหารกองพันไร้พ่ายก็มารวมตัวกันและมุ่งหน้าไปยัง ค่ายกองพันนักเลงดั้งเดิมที่อยู่ไกลออกไปในเขตชายแดนทางเหนือ ไม่ สนใจกองทัพภาคเหนือเขตตะวันตกที่ชักชวนให้พวกเขาอยู่ต่อด้วย ข้อเสนอเกี่ยวกับการคุ้มกันหรือสิ่งอื่นๆ
กองพันไร้พ่ายในปัจจุบันสามารถอธิบายได้ว่าร�ารวยมหาศาล นี่ ไม่ใช่แค่คําอธิบายสําหรับเงินกองกลางของกองพัน แต่เป็นทหารกอง พันไร้พ่ายทุกคน
หลังจากผ่านการต่อสู้มากมายในสงคราม ทหารกองพันไร้พ่ายก็ สะสมความมั่งคั่งอย่างน้อยคนละ 100 เหรียญทองหรือมากกว่านั้น นอกจากนี้ นั่นคือหลังจากที่กองพันไร้พ่ายเก็บหนี้ ‘คืน’ ด้วยเหรียญทอง บางส่วนที่พวกเขายืมไปล่วงหน้าแล้ว มิฉะนั้นแต่ละคนก็อาจได้รับ อย่างน้อย 1,000 เหรียญทอง!
แน่นอนว่าการยึดเงินกลับคืนมาเป็นสิ่งที่จําเป็น นั่นเป็นกฎที่ตั้งไว้ เมื่อครั้งจัดตั้งกองพันไร้พ่าย ในกฎของกองพันไร้พ่าย สิ่งสําคัญ ประการหนึ่งคือ ทหารจะไม่ได้รับผลประโยชน์ใดหากไม่ทํางานหนัก เพื่อมัน แน่นอนว่าการยึดเหรียญทองเหล่านั้นกลับเป็นเพราะอาวุธ ชุด เกราะ และศาสตรามณียุทธ์ของทหารที่พวกเขาลดราคาให้เหมือนเคย ดังนั้นอย่างน้อยเหล่าทหารก็จะไม่สามารถร�ารวยมากเกินไปได้อีกนาน
สําหรับ ‘คําชวนเชื่อ’ ของเหล่าทหารทั้งหลาย หัวเฟิงได้เริ่มมานาน แล้ว นี่เป็นจุดหนึ่งที่โจวเหว่ยชิงไม่เคยคิดถึงมาก่อน
ดังคํากล่าวที่ว่า เมื่อใครบางคนร�ารวยขึ้น มันก็เป็นเรื่องง่ายที่พวก เขาจะแปรเปลี่ยนเป็นคน ‘เลว’ หัวเฟิงรู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี และสิ่งสําคัญ
ที่เขาต้องการปลูกฝังให้กับทหารกองพันไร้พ่ายก็คือความคิดที่ว่า ‘เมื่อ ออกไปจากกองพันไร้พ่ายแล้ว เจ้าก็จะไม่นับเป็นตัวอะไรได้’
แน่นอน ความจริงของเรื่องนี้ก็ยังคงเป็นเช่นนั้นอยู่ดี เพราะการ ดํารงอยู่ของกองพันไร้พ่ายนี่เองที่ทําให้ทหารกองพันไร้พ่ายสามารถ เข้าใกล้อํานาจและสถานะที่พวกเขาไม่อาจมีดั่งในปัจจุบันได้ มีเพียงได้ พานพบกับจุดต�าสุดของทุกๆระดับ คนๆนั้นจึงจะทนุถนอมสิ่งที่มี นอกจากนี้ มันยังเป็นสาเหตุที่ทําให้เหล่าทหารมีความเหนียวแน่นใน ระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนอีกด้วย แน่นอนว่าเมื่อเทียบกับในอดีต พวกเขาย่อมมีความภาคภูมิใจในตนเองมากกว่า แต่ถึงกระนั้น ความ ภาคภูมิใจนั้นก็เป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การสนับสนุน หากจะเป็นกองกําลัง ทหารที่แข็งแกร่งและเหนียวแน่นเป็นหนึ่งเดียว หากยังขาดความ ภาคภูมิใจในตัวเอง พวกเขาจะยังเรียกตัวเองว่าเป็นกองกําลังที่ แข็งแกร่งที่สุดได้อย่างไร?
ในขณะที่กองพันไร้พ่ายเพิ่งเริ่มเคลื่อนขบวนออกไป ในระยะไกลๆ ก็มีจุดสีดําขนาดใหญ่รุกล�าเข้ามาหาพวกเขา
ซ่างกวนเฟยเอ๋อร์เป็นคนแรกที่สัมผัสได้ เธอเงยหน้าขึ้นมองใน ระยะไกลๆโดยไม่รู้ตัว เห็นได้อย่างเลือนลางว่าเป็นมนุษย์ 2 คน โดยมี คนหนึ่งแบกอีกคนอยู่
“ใกล้เข้ามาแล้ว!” เสียงตะโกนดังออกมาจากปากซ่างกวนเฟย เอ๋อร์ และทหารทุกคนรอบตัวเธอก็ตอบสนองทันที เพียงพริบตาเดียว ธนูศาสตรามณียุทธ์มากกว่าหนึ่งร้อยคันก็ปรากฏขึ้น ชี้ไปบนท้องฟ้า เป็นจุดเดียว
“หยุด! เดี๋ยวก่อน ข้าเอง! ข้ากลับมาแล้ว!” เสียงของโจวเหว่ยชิงดัง ออกมาจากด้านบน จากความสูงที่เขาบิน มันอยู่ห่างออกไปกว่า 1,000 เมตร! อย่างไรก็ตาม เสียงของเขาก็ยังคงกระจ่างชัดแจ้ง ดังก้องไปทั่ว ทั้งแถวกองพันไร้พ่ายและปกคลุมทั่วร่างเจ้าหน้าที่ทหารทุกคน
ซ่างกวนเฟยเอ๋อร์เป็นบุคคลที่ประหลาดใจกับสิ่งที่เกิดที่สุด ถึง อย่างไรเธอก็คุ้นเคยกับโจวเหว่ยชิงเป็นอย่างดี หากมองข้ามความจริง ที่ว่าโจวเหว่ยชิงได้รับความสามารถในการบิน เพียงแค่ทักษะการ ถ่ายทอดเสียงที่เขาแสดงออกมาตอนนี้ก็พิสูจน์แล้วว่าระดับพลังปราณ ของเขาดีขึ้นอย่างก้าวกระโดดนับตั้งแต่ที่เธอพบเขาครั้งสุดท้าย… เป็น ความก้าวหน้าครั้งใหญ่ที่เธอคิดว่าเป็นไปไม่ได้!
ตอนที่โจวเหว่ยชิงจากไป เขาเพิ่งอยู่ในระดับ 5 มณี และเขาก็ไป ถึงระดับนั้นเมื่อไม่นานมานี้อีกด้วย! ตอนนี้เขาจะกลับมาพร้อมกับมณี 6 ชุดได้อย่างไร… นี่ใช้เวลาน้อยกว่า 2 เดือนด้วยซ�า!
เมื่อได้ยินเสียงของโจวเหว่ยชิง แน่นอนว่าธนูศาสตรามณียุทธ์จึง ไม่ได้ยิงออกไป ภายในไม่กี่นาที โจวเหว่ยชิงก็ร่อนลงมาจากท้องฟ้า พร้อมกับเทียนเอ๋อร์
ก่อนหน้านี้ ขณะอยู่สูงขึ้นไปบนท้องฟ้า เขาก็มองเห็นกองพันไร้ พ่ายจากระยะไกลๆแล้ว บางทีหากเป็นทหารหน่วยอื่น เขาอาจจด จําพวกเขาจากระยะไกลๆไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ชุดเกราะไทเทเนียมของ กองพันไร้พ่ายก็โดดเด่นสะดุดตาและคุ้นเคยเกินไป เขาจะยังเข้าใจผิด ได้อย่างไร? นั่นเป็นเหตุผลว่าทําไมโจวเหว่ยชิงถึงเริ่มบินดิ่งลงไปหา พวกเขา
ในขณะที่เขาทะยานลงสู่พื้น โจวเหว่ยชิงก็ปล่อยมือจากเอวของ เทียนเอ๋อร์และพุ่งกระโจนออกไปข้างหน้า กลุ่มเจ้าหน้าที่ทหาร ระดับสูงของกองพันไร้พ่ายรีบลงจากหลังม้าเพื่อทักทายเขาทันที
“เจ้าเด็กเหลือขอคนนี้นี่! เจ้ายังรู้ว่าจะต้องกลับบ้านอยู่หรือ! เจ้า แค่โยนกองพันไร้พ่ายใส่หัวพวกเราแล้วก็หนีไปไล่ตามอีหนู ห๊ะ!” ทันที ที่มู่เอินเห็นโจวเหว่ยชิง เขาก็เดินออกมาเคาะหัวอีกฝ่ายด้วยความโกรธ อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ทําเช่นนั้น เขาก็ลอบส่งสัญญาณให้โจวเหว่ยชิง อย่างซับซ้อน
โจวเหว่ยชิงคุ้นเคยกับอาจารย์ของเขามากเกินไป ด้วยสัญญาณ นั้น เขาสามารถเข้าใจได้อย่างง่ายดายว่ามู่เอินหมายถึงสิ่งใด เห็นได้ชัด
ว่ามู่เอินกําลังพยายามสลายความตึงเครียด ถึงอย่างไรซ่างกวนเฟย เอ๋อร์ก็อยู่ที่นี่ตลอดเวลาเพื่อต่อสู้ในนามของเขา แต่เขากลับหายตัวไป เป็นเวลานานหลายเดือนและกลับมากับผู้หญิงคนอื่น!
เทพธนูทั้ง 7 แห่งหน่วยเกาทัณฑ์สวรรค์ไม่เคยเห็นเทียนเอ๋อร์มา ก่อน ดังนั้นจึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกเขาจะต้องเข้าข้างซ่างกวนเฟย เอ๋อร์แน่นอน
อาจกล่าวได้ว่าซ่างกวนเฟยเอ๋อร์มีบทบาทสําคัญในการก่อร่าง สร้างกองพันไร้พ่ายจนมีแบบทุกวันนี้ได้ เมื่อเทียบกับผู้บัญชาการกอง พันโจวเหว่ยชิง ผู้บัญชาการชั่วคราวหัวเฟิง หรือแม้แต่ผู้บัญชาการ กองร้อยหลักและนายทหารคนอื่นๆ หญิงสาวผู้นี้ได้ทําเพื่อพวกเขา มากมายเกินกว่านั้น สําหรับเด็กผู้หญิงที่เกิดมาสูงส่งและมีสถานะ เหมือนเธอ การยอมอยู่ที่นี่ช่วยโจวเหว่ยชิงฝึกทหารของเขาเพื่อต่อสู้ใน ศึกสงคราม พวกเขาทุกคนย่อมรู้ดีว่ามันหมายถึงอะไร แต่ในขณะนี้โจว เหว่ยชิงกลับพาผู้หญิงคนอื่นมาด้วย ทหารกองพันไร้พ่ายที่เหลือจึงอด ไม่ได้ที่จะแสดงความไม่พอใจบนใบหน้า บางคนอาจพึมพําเพียงไม่กี่คํา อยู่ข้างใน แต่สําหรับเทพธนูทั้ง 7 แห่งหน่วยเกาทัณฑ์สวรรค์ พวกเขา จะไม่ปิดบังสิ่งใดแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกเขาถือว่าเป็นอาจารย์ และผู้อาวุโสของโจวเหว่ยชิง ด้วยเหตุนี้ มู่เอินจึงรีบก้าวออกมาดุด่าเขา ก่อน นั่นเป็นเพราะในใจของเขา ลูกศิษย์คนนี้มีความสําคัญที่สุด และ เขาก็พยายามช่วยเหลือโจวเหว่ยชิงให้ดีที่สุดเท่าที่จะทําได้
โจวเหว่ยชิงหัวเราะอย่างเริงร่าใส่มู่เอิน กอดหนักๆก่อนที่จะหันไป หาคนอื่นและพูดว่า “พวกท่านเป็นอย่างไรบ้าง? กําลังมุ่งหน้ากลับไป ที่ตั้งค่ายเก่าของเรางั้นหรือ?”
จากใบหน้าของหัวเฟิง ไม่มีใครมองเห็นแววตําหนิหรือความโกรธ ใดๆในขณะที่เขาอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่โจวเหว่ยชิงจากไปอย่าง รวดเร็วและเรียบง่าย หลังจากนั้นเขาก็ถามว่า “อย่างน้อยเจ้าก็กลับ มาแล้ว ในที่สุดข้าก็สามารถสละตําแหน่งผู้บัญชาการกองพันชั่วคราวนี้ ได้เสียที เจ้าวางแผนจะทําอย่างไรต่อล่ะ?”
โจวเหว่ยชิงตอบกลับในทันที “ตอนนี้ทําตามสิ่งที่พวกท่าน ตัดสินใจก่อนเถอะ กลับไปที่ค่ายเดิมและฝึกฝนต่อไป ถึงอย่างไรเราก็ ยังเหลืออุปกรณ์อีกมากมายที่ยังไม่ได้ส่งมอบหรือไม่เสร็จสมบูรณ์ เมื่อ เราทําทุกอย่างเสร็จแล้ว… ค่อยกลับไปที่อาณาจักรเกาทัณฑ์สวรรค์”
เมื่อได้ยินสองสามคําสุดท้าย เทพธนูทั้ง 7 แห่งหน่วยเกาทัณฑ์ สวรรค์ก็เผยให้เห็นความตื่นเต้นบนใบหน้า แม้แต่หัวเฟิงที่หนักแน่น ที่สุดก็ไม่มีข้อยกเว้น
อาณาจักรเกาทัณฑ์สวรรค์ถูกทําลายมานานกว่า 1 ปี และพวกเขา ก็ไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะมีโอกาสโต้กลับในช่วงเวลาสั้นๆเช่นนี้
หัวเฟิงยิ้มน้อยๆและกล่าวว่า “แม่ทัพโจวจะต้องภาคภูมิใจในตัว เจ้ามากแน่นอน”
เมื่อถึงจุดนั้น เทียนเอ๋อร์ก็เดินไปที่ด้านข้างของโจวเหว่ยชิง โจว เหว่ยชิงลอบมองไปยังซ่างกวนเฟยเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ใกล้ๆกับหัวเฟิงและมี ใบหน้าไม่ยินดียินร้าย จากนั้นเขาก็แนะนําเทียนเอ๋อร์ให้กับคนอื่นๆ “นี่ คือแม่นางเทียนเอ๋อร์ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป นางจะเข้าร่วมกับกองพันไร้ พ่ายของเราอย่างเป็นทางการ”
เมื่อได้ยินคําแนะนําที่ว่า ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นก็มีสีหน้าแปลก ประหลาด พวกเขาทั้งหมดหันไปมองที่ซ่างกวนเฟย เอ๋อร์โดยไม่รู้ตัว
สายตาของซ่างกวนเฟยเอ๋อร์และเทียนเอ๋อร์ปะทะกันในแทบจะ ในทันที เด็กสาวทั้งสองไม่ได้เอ่ยอะไร แต่ราวกับว่ามีประกายไฟลอยอยู่ ระหว่างสายตาของคนทั้งคู่ ไม่มีใครยอมผละหนีออกไปก่อนแม้แต่คน เดียว
*แค่ก**แค่ก* “กลับกันเถอะ เรายังมีอีกหลายอย่างที่ต้องทําต่อใน ค่าย” ในขณะที่เอ่ย โจวเหว่ยชิงก็ปล่อยม้าปีศาจผีเขาเดียวของเขา ออกมา ขึ้นไปขี่พร้อมกับเทียนเอ๋อร์ในขณะที่ส่งสายตาขอโทษขอโพย ให้ซ่างกวนเฟยเอ๋อร์
ซ่างกวนเฟยเอ๋อร์มองกลับอย่างเยียบเย็น ท่าทางเย็นชาเสีย จนโจวเหว่ยชิงอดไม่ได้ที่จะใจสั่นสะท้าน แม้จะเผชิญหน้ากับยอดฝีมือ ระดับมหาราชาสวรรค์ แต่หัวใจของเขาก็ยังไม่รู้สึกกระวนกระวาย เช่นนี้มาก่อน
เขาอดคิดไม่ได้ว่า: แบ่งปันความรักมากเกินไปก็ไม่ดีเลยจริงๆ! คราวนี้สมองของเขาจะต้องตายไปสักกี่ซีกกันนะ
ตอนนี้โจวเหว่ยชิงไม่รู้จะจัดการกับความสัมพันธ์ระหว่างคนรักทั้ง สองคนอย่างไรแล้ว เขาจึงทําได้เพียงรับแรงโทสะของทั้งคู่แต่โดยดี เท่านั้น
ท่ามกลางบรรยากาศที่แปลกประหลาดเช่นนี้ กองพันไร้พ่ายก็ ยังคงเดินทัพต่อไปยังค่ายเก่าของพวกเขาที่แถบชายแดน เมื่อทั้งหมด ไปถึง ในที่สุดทหารก็เริ่มรื้อข้าวของและตั้งค่ายใหม่บนพื้นที่ที่พวกเขา เคยย้ายออกไป
โจวเหว่ยชิงแทบหยุดหายใจเมื่อได้ยินเสียงเย็นยะเยือกดังก้องในหู “โจวเหว่ยชิง มานี่”
…………………………………………………….