Heavenly Jewel Change : มณีสวรรค์ผันชะตา จบแล้ว - บทที่ 192 พลัง ปะทะ แผนการ! (3)
แม้มนุษย์อาจจะยังสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพเช่นนี้ได้อย่าง รวดเร็ว แต่พวกม้าจะทําแบบเดียวกันได้หรือ? ถึงม้าปีศาจผีจะ แข็งแกร่งเหนือกว่าม้าศึกทั่วไป แต่พวกมันก็ยังคงตกใจกับเสียงระเบิด ขนาดใหญ่เช่นนั้น ความเร็วในการล่าถอยของพวกเขาจึงช้าลงเป็น อย่างมาก แทบจะเรียกได้ว่าหยุดชะงักกะหันทันกลางทางก็ว่าได้
หมิงหยูเงยหน้าขึ้นมองโจวเหว่ยชิงบนท้องฟ้าและอดไม่ได้ที่จะ สบถด่าในใจว่า เจ้าเด็กเหลือขอนี่เป็นมนุษย์จริงๆหรือ? นี่เขาใช้พลัง ปราณสวรรค์ไปเท่าไหร่กัน?! ถึงอย่างไรการที่จ้าวมณีสวรรค์ระดับมณี 6 ชุดเอาชนะจ้าวมณีสวรรค์ระดับมณี 9 ชุดก็เป็นความสําเร็จที่น่า ประทับใจอยู่แล้ว ถึงกระนั้น เขาก็ยังสามารถปลดปล่อยทักษะโจมตีวง กว้างอย่างต่อเนื่องได้ในเวลานี้ด้วย…และถึงขนาดใช้ไข่มุกสายฟ้าได้ อีก! นี่เป็นเรื่องที่ข้านึกไม่ถึงจริงๆ ในความคิดของหมิงหยู มีเพียงยอด ฝีมือระดับราชาสวรรค์เท่านั้นที่สามารถทําบางสิ่งเช่นนี้ได้ แม้แต่ยอด ฝีมือระดับมณี 9 ชุดก็ไม่สามารถกระจายทักษะที่มีพลังทําลายล้างสูง ออกไปได้ไกลขนาดนี้! แต่แท้จริงแล้ว…พลังในการฟื้ นฟูของเขตแดน แสง 6 สุดยอดเทพเจ้า ปีกของสถานะพยัคฆ์-มังกรกลายร่าง และวิชา เทพอมตะ…ทั้งหมดนี้รวมกันทําให้โจวเหว่ยชิงมีพลังสํารองสามารถยืน
หยัดอยู่ในสนามรบได้อย่างยาวนาน นี่เป็นสิ่งที่ท้าทายตรรกะและ สามัญสํานึกอย่างแท้จริง!
เดิมทีทหารกองพันไร้พ่ายก็เคลื่อนไหวเร็วอยู่แล้ว และด้วยการ ขัดขวางจากโจวเหว่ยชิงในช่วงเวลาสั้นๆ การล้อมจับฝ่ายตรงข้ามจึง เสร็จสิ้นโดยสมบูรณ์ ขบวนทัพของหมิงหยูก็ถูกล้อมเอาไว้อย่างเต็มที่
เป็นครั้งแรกที่กรมทหารไร้พ่ายได้เผยเขี้ยวเล็บในอาณาจักรเฟยห ลี่ ทิ้งความประทับใจไว้ให้แก่ผู้พบเห็นไม่รู้ลืม
บุก! บุกให้ราบคาบครั้งเดียว!
เผ่าคนเถื่อนและเผ่าอีกาทองเก็บเรี่ยวแรงไว้นานเกินไป ในแง่ของ ระดับพลังปราณ บางทีพวกเขาอาจจะเทียบกับชนชั้นสูงในกองร้อย หลักที่ 1 ไม่ได้ แต่ในแง่ของความแข็งแกร่งและพลังโดยรวม … ชนเผ่า ที่แสนแข็งแกร่งทั้งสองนี้ก็สามารถเผยอปากหัวเราะด้วยความโอหังได้! ฉากของการต่อสู้เบื้องหน้าค่อนข้างดูแปลกประหลาด เหตุผลนั้น ง่ายมาก อาวุธของเผ่าที่ทรงพลังทั้งสองนี้ ไม่ว่าจะเป็นกระบองหนาม ขนาดใหญ่หรือขวานรบยักษ์ เมื่อพวกมันถูกพันด้วยผ้าจํานวนมากก็ คล้ายดูกับลูกอมที่ถูกห่อในผ้าฝ้ายขนาดยักษ์ในมือของทหารม้าหนัก กองพันไร้พ่าย กระนั้น ลูกอมยักษ์หน้าตาตลกเหล่านี้ก็มีพลังที่น่ากลัว อย่างแท้จริง
ที่ด้านหน้าขบวนทัพของหมิงหยูมีจ้าวมณีสวรรค์ประเภทความ แข็งแกร่ง 4 คน และพวกเขาก็ภาคภูมิใจในความแข็งแกร่งทาง กายภาพของตัวเองมาโดยตลอด ทว่าในขณะที่เข้าปะทะกับนักรบหญิง เผ่าอีกาทอง ในที่สุดชายฉกรรจ์เหล่านั้นก็ตระหนักว่าความหมายที่ แท้จริงของคําว่าแข็งแกร่งคืออะไร
ในขณะที่ทั้งสองฝ่ายปะทะกัน ทั้งหมดก็สามารถอธิบายได้เพียงว่า ถูกกําราบอย่างราบคาบ ถูกซัดจนหมอบอย่างแท้จริง
สําหรับเผ่าอีกาทองหรือเผ่าคนเถื่อน ไม่มีนักรบคนใดแม้แต่จะ สนใจปกป้องตัวเอง ชุดเกราะที่ทั้งหนาและหนักอย่างไม่น่าเชื่อของ พวกเขานั้น แม้แต่จ้าวมณีสวรรค์ระดับ 5-6 ชุดก็ไม่สามารถทําลายลง ได้ง่ายๆ ในขณะเดียวกัน เมื่อพวกเขาก็ใช้อาวุธกวัดแกว่งตามใจอยากก็ ไม่มีสิ่งใดสามารถหยุดยั้งพลังกายภาพอันบริสุทธิ์นี้ได้เช่นกัน
ความแตกต่างของอุปกรณ์ที่พวกเขามีเพียงอย่างเดียวก็เหนือกว่า มากแล้ว ผลการต่อสู้ครั้งนี้จึงน่าประหลาดใจเล็กน้อย แต่สิ่งที่น่า แตกตื่นที่สุดก็คือช่องว่างและความแตกต่างระหว่างพลังของทั้งสอง ฝ่าย … นั่นเป็นสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดอย่างแท้จริง บางทีหากเป็นช่องว่าง ของพลังเพียงอย่างเดียวก็อาจจะไม่ได้ใหญ่เกินไปนัก แต่เมื่อรวมกับ พลังและอุปกรณ์ที่พวกเขาครอบครองก็ทําให้เกิดความแตกต่างขึ้นมา ได้อีกระดับจริงๆ
นอกจากโจวเหว่ยชิงแล้ว ใครจะยอมควักเงินจํานวนมากให้กับ ทหารกองหนึ่งมากขนาดนี้? ใช้ไทเทเนียมราวกับโลหะดาษดื่นตาม ท้องตลาด? นี่ยังไม่นับรวมค่าใช้จ่ายอันน่าสะพรึงกลัวของทหารม้าหนัก เหล่านั้น…ทุกครั้งที่พวกเขาโจมตี มันจึงเหมือนกับโดนแรงระเบิด มากกว่า 1,000 จิน
หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายปะทะกัน… การต่อสู้ทั้งหมดก็จบลงในเวลา เพียง 5 นาที
เป็นชัยชนะที่คาบราบแท้จริง ไม่ต้องสงสัยเกี่ยวกับผลลัพธ์แม้แต่ น้อย
ในแง่ของการต่อสู้ระยะประชิด ทหารกองพันไร้พ่ายย่อมไม่ พยายามแย่งงานของทหารม้าหนัก สหายเหล่านี้ล้วนเป็นทหารที่ แข็งแกร่งจนน่ารังเกียจ และทักษะการสังเกตของพวกเขาก็ร้ายกาจ มาก โดยธรรมชาติแล้ว พวกเขาย่อมมองออกว่าทหารคุ้มกันของหมิง หยูจัดการไม่ได้ง่ายๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพวกเขามีจ้าวมณีจํานวน มากมาย ดังนั้นถ้าหากไม่ระมัดระวัง พวกเขาก็อาจบาดเจ็บได้
ด้วยเหตุนี้ สหายที่ไร้ยางอายเหล่านั้นจึงทําเฉพาะสิ่งที่จําเป็น สําหรับพวกเขาเท่านั้น นั่นก็คือการป้องกันไม่ให้คู่ต่อสู้ของพวกเขาหลุด ออกจากวงล้อมไปได้ สําหรับการต่อสู้ที่แท้จริง พวกเขาทิ้งเรื่องนั้นให้
ทหารม้าหนักจากทั้ง 2 เผ่าซึ่งตอนนี้พวกเขาเรียกด้วยความรักใคร่ว่า ‘หุ่นกระป๋องเหล็ก’ เป็นผู้จัดการแทน
นี่เป็นครั้งแรกที่ทหารม้าหนักได้ออกผจญภัยในสนามรบตั้งแต่ ได้รับการติดตั้งอาวุธและชุดเกราะเต็มตัว อันที่จริง การปรากฏตัวครั้ง แรกของพวกเขาก็ไม่ทําให้โจวเหว่ยชิงผิดหวังเช่นกัน ความสามารถใน การต่อสู้ในสนามรบพร้อมกับชุดเกราะที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ แม้ว่าจะ ปะทะกับกองทหารแมมมอธที่เลื่องลือ โจวเหว่ยชิงก็มั่นใจว่าพวกเขาก็ จะไม่แพ้
คํานิยามของเผ่าอีกาทองเป็นแบบไหนน่ะหรือ? น�าหนักเฉลี่ยของ พวกเขาเพียงอย่างเดียวก็มากกว่า 600 จิน กระดูกหนักพอๆกับทองคํา ทว่าแข็งแกร่งกว่ามาก นอกจากนี้ พละกําลังของเผ่าอีกาทองก็มาก พอๆกับน�าหนักของพวกเขาด้วย
แล้วเผ่าคนเถื่อนล่ะ? พวกเขาถึงกับถูกตั้งชื่อเล่นว่า ‘เผ่ายักษ์’ ใน แง่ของความสูง รูปร่าง และกล้ามเนื้อ ทั้งหมดน่ากลัวยิ่งกว่าเผ่าอีกา ทองเสียอีก โดยความสูงโดยเฉลี่ยคือ 2.1 เมตร และคนที่สูงที่สุดสูงถึง 2.7 เมตร! แม้น�าหนักของพวกเขาอาจจะเทียบเผ่าอีกาทองไม่ได้ แต่ก็ ไม่ด้อยไปกว่ากันมากนัก บางที สิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือความแข็งแกร่ง ทางกายภาพบริสุทธิ์ที่ยิ่งใหญ่กว่าเผ่าอีกาทอง และยิ่งทรงพลังมากขึ้น เมื่อพวกเขาเข้าสู่สถานะบ้าคลั่งที่ติดตัวมาแต่กําเนิด!
สรุปแล้ว ทั้งสองเผ่ามีจุดแข็งและข้อดีเป็นของตัวเอง แต่จุดร่วมที่ ทั้งคู่มีเหมือนกันก็คือความแข็งแกร่งทางกายภาพ ความแข็งแกร่งอัน บริสุทธิ์ที่ปราศจากการเสริมเติมแต่ง
เมื่อโจวเหว่ยชิงติดอาวุธและชุดเกราะหนักให้พวกเขา ทั้งหมดจึง ถือได้ว่าเป็นเครื่องจักรสังหารในสนามรบที่แท้จริง แม้ว่าอาวุธของพวก เขาจะถูกพันด้วยผ้าหนาๆ แต่เมื่อการต่อสู้สิ้นสุดลง ทหารคุ้มกัน ส่วนตัวของหมิงหยูทั้ง 700 นาย แม้แต่หมิงหยูเองก็ยังได้รับบาดเจ็บ!
รูปลักษณ์ปัจจุบันของหมิงหยูค่อนข้างน่าสมเพชเวทนา เมื่อโจว เหว่ยชิงปรากฏตัวขึ้นและแย้มยิ้มต่อหน้าแม่ทัพเฟยหลี่ เขาก็เห็นชุด เกราะของอีกฝ่ายดูสะบักสะบอมถึงขีดสุด แม้แต่กระจกป้องกันหัวใจที่ หน้าอกของเขาก็สลายไป ดูทรุดโทรมและหมดสภาพอย่างแท้จริง แม้แต่หมวกเกราะของหมิงหยูก็หล่นหายโดยที่ไม่มีใครรู้ ใบหน้าของ เขาทั้งบวมเป่งและฟกช�าไปครึ่งหนึ่ง เห็นได้ชัดว่าเขาจะต้องถูกหนึ่งใน ‘หุ่นกระป๋องเหล็ก’ พวกนั้น ‘สะกิด’ เข้าแน่
โชคดีที่เขาไม่ได้รับบาดเจ็บร้ายแรงใดๆ ความจริงหมิงหยูเป็นจ้าว มณีสวรรค์ระดับมณี 6 ชุด และถ้าเขาต้องต่อสู้กับสมาชิกเผ่าอีกาทอง หรือเผ่าคนเถื่อนในการต่อสู้แบบตัวต่อตัว เขาก็น่าจะยังสามารถชนะ ได้ แน่นอนว่านั่นคือในกรณีที่เขาไม่ได้เผชิญหน้ากับจ้าวมณีสวรรค์ที่มี
จํานวนน้อยและหายากในกองพันไร้พ่าย เพราะพวกนั้นย่อมน่ากลัวยิ่ง กว่า
แต่ถึงอย่างไร หมิงหยูก็ยังมีศาสตรามณียุทธ์และทักษะกักเก็บอีก มากมาย
อนิจจา ในสนามรบมันกลับแตกต่างออกไป เมื่อทหารม้าหนัก 200 นายรวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียว มันก็เหมือนกับพวกเขาต้องต้านรับภูเขา ขนาดย่อมๆ นั่นไม่ใช่สิ่งที่คนๆเดียวจะสามารถจัดการได้ ความ แข็งแกร่งของบุคคลหนึ่งย่อมกลายเป็นเพียงเรื่องจิ๊บจ๊อยในสนามรบ ขนาดใหญ่ เพราะหากลองมองดูจากความแข็งแกร่งของโจวเหว่ยชิง แม้มันก็เหมือนกับพลังที่แสนอันตรายและยากจะต้านทานเช่นเดียวกับ สมาชิกเผ่าอีกาทองหรือเผ่าคนเถื่อน แต่เขาก็ยังไม่เต็มใจที่จะ เผชิญหน้ากับทหารม้าหนัก 50 คนของตัวเองง่ายๆ เพราะนั่นเป็นขุม พลังที่น่ากลัวและความรุนแรงเทียบเท่าน�าหนัก 10,000 จิน! แม้ว่าเขา จะมีชุดในตํานาน ‘ชังพสุธาไร้ที่ยก’ แต่มันก็มีข้อจํากัดที่ขึ้นอยู่กับพลัง ปราณสวรรค์และความแข็งแกร่งส่วนตัวของโจวเหว่ยชิงเท่านั้น หาก 50 คนนี้บุกเข้ามาจัดการเขา มันก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะต้านทานไหว แน่นอน
…
ในที่สุดการต่อสู้ก็สิ้นสุดลง และทหารกองพันไร้พ่ายก็กลับเข้าสู่รูป ขบวนที่เป็นระเบียบเรียบร้อยตามปกติ ก่อนจะยืนเข้าแถวอยู่ ด้านหลังโจวเหว่ยชิงอีกครั้ง ณ จุดนี้ พื้นที่สนามทั้งหมดเต็มไปด้วย ความเงียบจนน่าขนลุก และฉากตรงหน้าพวกเขาก็กลายเป็นภาพที่น่า หวาดกลัว
‘สภาพยับเยินอย่างน่าสยดสยอง’ เป็นวลีที่เหมาะสําหรับใช้อธิบาย กองพันทหารคุ้มกันส่วนตัวของหมิงหยูในปัจจุบัน แม้ว่าจะมีการพันผ้า ไว้ที่อาวุธและคําสั่งของโจวเหว่ยชิงก็บอกให้พวกเขายั้งมือเพื่อไม่ให้มี ผู้เสียชีวิต แต่พวกเขาก็ล้วนได้รับบาดเจ็บไม่รูปแบบใดก็รูปแบบหนึ่ง จนไม่มีใครอยู่ในสภาพพร้อมรบอีกต่อไป อาวุธชุดเกราะที่ดูดีทั้งหมด ของพวกเขาจะนําไปเปรียบเทียบกับกองพันไร้พ่ายได้อย่างไร ในทาง ตรงกันข้าม มันกลับดูเหมือนเศษกระดาษง่อยๆมากกว่า อาวุธส่วนใหญ่ ล้วนแตกหักหรือผุพังจากการปะทะ สําหรับอาการบาดเจ็บ ไม่มีใครรู้ว่า ตนเองกระดูกหักกี่ซี่ หรือหากจะเอ่ยให้แม่นยํากว่านั้นก็คือ ไม่มีใครรู้ว่า กระดูกที่ไม่หักน่ะมันเหลือกี่ซี่! ทหารคุ้มกันเหล่านี้สามารถลุกขึ้นยืนได้ ไม่ถึง 1 ใน 3 และแม้แต่ม้าปีศาจผีที่แสนจะแข็งแกร่ง พวกมันหลายตัว ก็ยังนอนเป็นผักอยู่กับพื้น ใครจะรู้ว่าต้องเสียค่ารักษาเท่าไหร่กว่าจะนํา พวกมันกลับมาใช้เป็นม้าศึกได้อีกครั้ง
ไม่ใช่แค่นี้ ปัจจุบันหมิงหยูก็มาอยู่ต่อหน้าโจวเหว่ยชิงเช่นกัน แต่ คราวนี้เขากําลังเดินด้วยเท้าเปล่าของตนเอง หรือหากจะเอ่ยให้ชัด
ยิ่งกว่านั้นก็คือ เขากําลังถูกจับกุม…บนไหล่ของเขายังมีกระบองหนาม ขนาดใหญ่ 2 อันวางอยู่บนนั้น หม่าฉุนมองไปที่แม่ทัพเฟยหลี่พร้อมกับ รอยยิ้มที่ชั่วร้ายบนใบหน้า
โจวเหว่ยชิงกระโดดลงจากม้ามาที่ข้างกายหมิงหยู เหยียดยิ้มใน ขณะที่เอ่ยว่า “หึๆ เป็นยังไงบ้าง? ท่านแม่ทัพเทพสงคราม กรมทหารไร้ พ่ายของข้าไม่เลวเลยใช่ไหม?”
สิ่งที่ทําให้โจวเหว่ยชิงประหลาดใจก็คือหมิงหยูดูเหมือนจะไม่รู้สึก เศร้าสลดกับความพ่ายแพ้ครั้งนี้เลย ในทางตรงกันข้าม ชายหนุ่มกําลัง มองไปที่นักรบกองพันไร้พ่ายเหมือนชายแก่จ้องสาวงาม กลืนน�าลาย หลายอึกในขณะที่ทําเช่นนั้น เมื่อได้ยินคําพูดของโจวเหว่ยชิง หมิงหยู่ก็ ไม่ลังเลที่จะพยักหน้าอย่างกระตือรือร้น “พวกเขาไม่เลวจริงๆ! อาวุธ กับชุดเกราะพวกนั้นคืออะไรน่ะ? เจ้าใช้วัสดุอะไรสร้างขึ้นมา? ทําไม พลังป้องกันของพวกมันถึงแข็งแกร่งขนาดนี้? เจ้าสร้างมันขึ้นมาเอง หรือเปล่า? ใช้เงินไปเท่าไหร่! ไม่น่าแปลกใจที่อันธพาลน้อยอย่างเจ้า กล้าหาญพอที่จะท้าทายเจ้าหญิง ไช่ไช่ เจ้ามีไพ่ลับซ่อนอยู่ในแขนเสื้อ นี่เอง ไม่เลวเลย…ต่อหน้าความแข็งแกร่งที่แท้จริง กลยุทธ์และยุทธวิธี การรบใดๆก็ย่อมไร้ประสิทธิภาพไปโดยปริยาย แต่ถึงอย่างนั้น ทั้งหมด นี้ก็อยู่ในพื้นที่สนามฝึกไม่ใช่สนามรบจริง หากอยู่ในสนามรบจริงและ ข้ามีเวลาและข้อมูลสําหรับเตรียมตัวเพียงพอ ข้าก็ยังสามารถเอาชนะ
นักรบของเจ้าได้ เพราะถึงอย่างไร…พวกเขาก็มีเพียง 700 คน เท่านั้น…”
ในขณะที่หมิงหยูกําลังพูดพล่ามไปมา โจวเหว่ยชิงก็หัวเราะและ พูดว่า “ข้าบอกหรือว่ามีเพียง 700? นอกจากนี้ … ท่านคิดว่าตัวเองได้ เห็นพลังทั้งหมดที่พวกเขามีแล้วหรือ?”
เมื่อได้ยินคําพูดของเขา หมิงหยูก็ชะงักไปชั่วขณะ หลังจากนั้นไม่ นาน เขาก็จ้องมองไปที่โจวเหว่ยชิงด้วยสายตาร้อนแรง “เจ้ามีนักรบ แบบนี้มากกว่านี้อีกงั้นหรือ? อีกกี่คนล่ะ? พลังทั้งหมดของพวกเขาที่เจ้า ว่าหมายถึงสิ่งใด? เร็ว…บอกข้าที…” โจวเหว่ยชิงมองไปที่ท่าทางร้อนใจและกระตือรือร้นของหมิงหยู จากนั้นก็อดไม่ได้ที่จะเหยียดยิ้มขึ้นมาภายใน ในที่สุดเขาก็พบจุดอ่อน ของหมิงหยูแล้ว สหายคนนี้หมกมุ่นเกี่ยวกับเรื่องทหารเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังที่น่าหวั่นพรึงของทหารในสนามรบ! “นั่นเป็น ความลับสุดยอดของกองทัพข้า ทําไมข้าต้องบอกท่านด้วย? สําหรับ จํานวน …ข้าคิดว่าสามารถบอกได้ จํานวนทั้งหมดของเรา…เมื่อเทียบ กับที่ข้านํามาแล้ว…น่าจะมีมากกว่านี้ประมาณ 10 เท่า…”
“เป็นไปไม่ได้…” หมิงหยูอุทานออกมาโดยไม่รู้ตัว ดวงตาของเขา เต็มไปด้วยความตกตะลึง
แค่ดูแลและฝึกทหารจํานวน 700 คนนี้ก็มีค่าใช้จ่ายมากมายจนนับ ไม่ถ้วนอยู่แล้ว แต่นั่นไม่ใช่แค่สิ่งเดียว เขาได้เห็นแล้วว่าทหารทั้ง 700 นายล้วนเป็นจ้าวมณี และระดับพลังโดยเฉลี่ยของพวกเขาก็อยู่ที่ 5 มณี แล้ว! การได้พบกลุ่มคนที่มีคุณภาพเช่นนี้ เดิมทีก็น่าหวาดหวั่นอยู่แล้ว… หากมีมากกว่านี้อีก 10 เท่าล่ะ?! นั่นจะกลายเป็นพลังประเภทไหนกัน แน่?
โจวเหว่ยชิงหัวเราะร่าและพูดว่า “ถ้าท่านไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร ถึง ยังไงข้าก็ไม่ต้องการให้ท่านเชื่อข้าอยู่แล้ว”
หมิงหยูปฏิเสธที่จะปล่อยให้เรื่องนี้ให้หลุดมือไป เขาจึงเอ่ยถาม อย่างร้อนใจ “เจ้ามีนักรบเช่นนี้อีกเป็นจํานวน 10 เท่าจริงหรือ! หาก เป็นเช่นนั้น เจ้าจะไม่สามารถกวาดล้างทั่วแผ่นดินใหญ่ได้เลยหรือ?”
โจวเหว่ยชิงหัวเราะและพูดว่า “นั่นไม่ได้เกินจริง คนที่ข้าพามาที่นี่ ย่อมเป็นกลุ่มระดับหัวกะทิที่ดีที่สุดอยู่แล้ว”
เมื่อได้ยินคําพูดของเขา หมิงหยูก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ชายหนุ่มฝึกฝนกองกําลังทหารมาเป็นเวลาหลายปี และเขาก็รู้ดีว่าการ สร้างกองทัพที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริงนั้นยากเพียงใด ไม่ใช่แค่เรื่องของ เงินทองและเสบียงเท่านั้น! ในขั้นแรก การหานักรบที่มีความสามารถ จํานวนมากๆนั้นยากยิ่งกว่า!
อย่างไรก็ตาม คําพูดต่อมาของโจวเหว่ยชิงก็เกือบทําให้เขาแทบจะ อาเจียนเป็นเลือด
“นักรบธรรมดาของข้า…เมื่อเทียบกับชนชั้นสูงที่นี่…ข้าคาดว่า ต่างกันประมาณ 2-3 ใน 10 ส่วน? พวกเขาควรจะมีระดับพลังโดยเฉลี่ย ประมาณ 3-4 มณี อืม … โอ้ ใช่ หลังจากคํานวณแล้ว ข้าคิดว่าตัวเลข น่าจะมากกว่า 10 เท่าเล็กน้อย ท่านไม่ได้ยินเจ้าหญิงไช่ไช่แนะนําข้า ก่อนหน้านี้หรือ? ตอนนี้ข้าเป็นผู้บัญชาการกรมทหารแล้ว ดังนั้นจํานวน โดยรวมของเราจึงใกล้เคียงกับรูปแบบกรมทหาร…กรมทหารไร้พ่าย!