I'M THE BOSS ลูกพี่หุ่นเทวะ - ตอนที่ 609 พันเอกหลาน!
หัวหน้าเผยรอยยิ้มตรงมุมปาก “ต่อให้ผู้การอยากส่งคนไปสั่งสอนหลิงหลาน ก็ต้องให้ท่านนายพลหลิงเซียวยอมมอบโอกาสนี้เขาด้วย”
รองหัวหน้าอึ้งไป “นายหมายความว่า นายพลหลิงเซียวจะไม่ให้โอกาสผู้การลงมือเลยเหรอ?”
“พวกเรารอดูกันก่อนเถอะ ฉันเดาว่าอีกไม่นานกองพันรบพิเศษของพวกเราจะมีภารกิจแล้ว แค่ไม่รู้ว่าท่านนายพลอยากฝึกฝนพวกเรานานแค่ไหน” สุดท้ายเรื่องนี้ยังคงเป็นเพราะพวกเหลียนเซ่าจิ่งจากหน่วยรบเจวี๋ยซื่อประพฤติตนไม่เหมาะสม นายพลหลิงเซียวอยากระบายโทสะให้ลูกชายของเขาก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลแล้ว หวังเพียงแต่ว่านายพลหลิงเซียวจะไม่รู้สึกขุ่นเคืองกองพันรบพิเศษของพวกเขาเพราะเรื่องนี้
รองหัวหน้าทีมก็ตระหนักได้เช่นกัน เขาทำหน้าดูแคลนพลางกล่าวว่า “ฉันก็รู้ว่าไอ้สวะเหลียนเซ่าจิ่งเป็นภาระ ทำไมคนของซื่อเตาถึงถูกใจมันนะ?” เป็นเพราะการแนะนำจากหัวหน้าหน่วยซื่อเตาถึงให้เหลียนเซ่าจิ่งมีคุณสมบัติเป็นตัวสำรองของกองพันรบพิเศษ และก็ทำให้เรื่องราวที่พวกเขาก่อขึ้นเกี่ยวพันถึงกองพันรบพิเศษของพวกเขาด้วย ตอนนี้ก็ไปยั่วโมโหรัชทายาทจนกระตุ้นโทสะของท่านนายพลไปด้วย
“หวังว่าท่านนายพลจะมีเมตตา” รองหัวหน้าน้ำตานองหน้าแล้ว ในใจรู้สึกกระวนกระวายมาก นายพลหลิงเซียวเป็นไอดอลมหาชนของพวกเขา ตอนแรกที่พวกเขายื่นคำขอจากหน่วยรบพิเศษของตัวเองมายังกองพันรบพิเศษของกองทัพที่ยี่สิบสามก็เป็นเพราะคำขอร้องจากนายพลหลิงเซียว ถ้าเกิดนายพลหลิงเซียวเอือมระอาทอดทิ้งพวกเขาเพราะเรื่องนี้ละก็ คาดว่าสมาชิกทั้งหมดในกองพันรบพิเศษอาจจะคลุ้มคลั่ง วิ่งไปที่โรงพยาบาลแล้วสับเหลียนเซ่าจิ่งเป็นหมื่นท่อนทันที
“ไว้อีกไม่กี่วันคอยดูว่ากองบัญชาการมอบภารกิจอะไรให้พวกเรา เดี๋ยวก็จะรู้เองว่าท่านนายพลโกรธมากหรือเปล่า” หัวหน้าไม่ได้วิตกกังวลมากนัก นายพลหลิงเซียวเป็นคนที่เที่ยงธรรมและเข้มงวดเสมอ ดังนั้นไม่มีทางเกิดเรื่องระบายอารมณ์ใส่คนอื่นแน่นอน เว้นแต่กองพันรบพิเศษจะรนหาที่ตายไปยั่วโมโหหลิงหลานอีก (นี่เป็นไปไม่ได้เลย ผู้การไม่มีทางยอม) ดังนั้น อย่างมากสุดพวกเขาก็ถูกฝึกฝนขัดเกลาสักรอบ สถานการณ์ไม่มีทางเลวร้ายมากนัก
อย่างที่คิดไว้จริงๆ วันรุ่งขึ้น กองบัญชาการออกคำสั่งให้ผู้การพาหน่วยรบทางการและหน่วยรบสำรองทั้งหมดไปฝึกฝนในค่ายฝึกของกองพันรบเบลดสเปเชียลของกองทัพที่หนึ่ง…
เมื่อเจอคำสั่งนี้ บรรดาสมาชิกเก่าของกองพันรบเบลดสเปเชียลก็หน้าซีดเผือดทันที และคนที่ไม่รู้เบื้องลึกก็คิดว่าท่านนายพลตกรางวัลให้พวกเขาที่ลำบากตรากตรำในหลายปีมานี้ จัดวันหยุดยาวๆ ให้พวกเขาโดยเรียกว่าเป็นการฝึกฝน ดังนั้นพวกเขาเลยกระตือรือร้นแบกกระเป๋าเป้ของตัวเอง และเดินไปทางยังกองทัพที่หนึ่งด้วยความตื่นเต้น…
“สามเดือน ดูท่าท่านนายพลอยากมอบช่วงเวลาปลอดภัยให้ทหารใหม่สามเดือน” พอผู้บังคับการได้รับคำสั่งนี้ เขาก็ขบคิดอย่างละเอียดก่อนจะเข้าใจความคิดของท่ายนายพล มุมปากของเขาเผยรอยยิ้มยินดีปรีดาออกมา “หรือก็คือ พอผ่านไปสามเดือน ฉันทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ เขาจะไม่สอดมืออีก”
นายพลหลิงเซียวสมกับเป็นนายพลหลิงเซียวจริงๆ เขาเป็นคนมีเหตุผล และก็เป็นพ่อที่ดีรู้ว่าต้องเลี้ยงดูลูกให้เติบโตอย่างไร ดอกเหมยไฉนเลยจะส่งกลิ่นหอม หากไม่ผ่านความหนาวเหน็บ? ดูท่าท่านนายพลคิดจะใช้กองพันรบพิเศษของพวกเขาเป็นหินลับมีดฝึกฝนหลิงหลาน ผู้บังคับการที่ตอนแรกยังคิดจะห้ามไม่ให้หน่วยรบใต้บัญชาการไปหาเรื่องหลิงหลาน เวลานี้เขามีความคิดใหม่แล้ว
“หลิงหลาน รัชทายาทของกองทัพที่ยี่สิบสาม ให้ฉันดูหน่อยสิว่าเธอเติบโตถึงระดับไหนแล้ว” ผู้บังคับการที่สงบนิ่งมาตลอด ในที่สุดดวงตาทั้งสองข้างของเขาก็เผยระลอกคลื่นจางๆ ที่แทบจะถูกคนมองข้าม
กองกำลังทหารทั้งหมดของกองทัพที่ยี่สิบสามล่วงรู้คำสั่งจากกองบัญชาการอย่างรวดเร็ว หน่วยรบต่างๆ ที่เดิมทีคิดจะคอยสังเกตการณ์เคลื่อนไหวอย่างเงียบๆ เริ่มนั่งไม่ติดแล้ว
“กองพันรบพิเศษถูกกองบัญชาการส่งไปฝึกฝนสามเดือนแล้ว นี่เป็นการบ่งบอกถึงคำตัดสินสุดท้ายของกองบัญชาการ ไม่สิ ของท่านนายพลหลิงเซียวเกี่ยวกับเรื่องของเหลียนเซ่าจิ่งหรือเปล่า?”
“นายพลหลิงเซียวคิดว่าทหารใหม่ไม่ผิด” ทุกคนสัมผัสได้ชัดเจนถึงจุดยืนของผู้นำกองทัพ แน่นอนว่าเดิมทีทหารใหม่ก็ไม่ผิดอะไร เพียงแต่ทุกคนเกรงกลัวจุดยืนของกองพันรบพิเศษ ไม่มีผลประโยชน์ให้ละโมบอีกต่อไป พวกเขาไม่อยากลุกขึ้นมาล่วงเกินกองพันรบพิเศษแล้ว
อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างนี้ถูกทำลายโดยคำสั่งบรรจุคนจากกองบัญชาการ ในเมื่อกองบัญชาการตอบรับแล้ว พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องกังวลมากเกินไป ทหารใหม่คราวนี้มีหน่ออ่อนดีๆ อยู่มากมายอย่างแท้จริง กองพันต่างๆ จ้องตาเป็นมันมานานแล้ว หัวหน้าหน่วยรบจำนวนไม่น้อยพากันตัดสินใจว่าจะเปลี่ยนจากการรับคนอย่างลับๆ มาเป็นรับคนอย่างเปิดเผยแทน แย่งชิงคนที่เข้าตาเข้ามาในหน่วยรบเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของหน่วยรบก่อนที่ช่วงเวลาฝึกฝนทหารใหม่จะสิ้นสุดลง
……
โฮเวอร์คาร์คันหนึ่งกำลังแล่นอยู่ในเมืองหนานอวี้ เมืองหนานอวี้เป็นหนึ่งเมืองกองทัพของดาวหนานอวี่ เมืองกองทัพหมายถึงคนที่อาศัยอยู่ในเมืองนี้ล้วนเป็นทหารในกองทัพที่ยี่สิบสามและสมาชิกในครอบครัวที่สามารถติดตามกองทัพได้ แน่นอนว่าเมืองกองทัพก็มีอีกชื่อหนึ่ง นั่นก็คือฐานทัพทหาร เพียงแต่เมื่อพัฒนาฐานทัพทหารจนถึงขีดสุดก็จะไม่สามารถใช้คำว่าฐานทัพได้อีก ดังนั้นก็เลยมีคำเรียกขานว่าเมืองกองทัพนี้
ดาวหนานอวี่ทั้งดวงมีเมืองกองทัพอยู่ทั้งหมดสิบเมือง เมืองกองทัพแต่ละเมืองมีประชากรที่พำนักอาศัยอยู่อย่างต่ำที่สุดสิบล้านกว่าคน และเมืองหนานอวี้คือเมืองที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดในหมู่เมืองกองทัพทั้งสิบเมือง ทหารและสมาชิกในครอบครัวที่อาศัยอยู่ในนี้มีอยู่ห้าสิบล้านคน สาเหตุที่มีประชากรมากมายขนาดนี้ ทั้งหมดเป็นเพราะเมืองหนานอวี้เป็นศูนย์บัญชาการของกองทัพที่ยี่สิบสาม ระดับสูงทั้งหมดในกองบัญชาการล้วนอาศัยอยู่ที่นี่ รวมถึงนายพลหลิงเซียวผู้นำหลักของกองทัพที่ยี่สิบสามด้วย!
หลังจากที่โฮเวอร์คาร์แล่นมาถึงพื้นที่ราบกว้างใหญ่ มันก็ร่อนลงมาอัตโนมัติโดยที่อยู่เหนือพื้นดินสองเมตร จากนั้นก็ทำการบินต่ำต่ออีกประมาณสิบนาที ในที่สุดก็มาถึงหน้าประตูคฤหาสน์หลังหนึ่ง
ทหารรักษาการณ์สองคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าประตูเห็นโฮเวอร์คาร์เข้ามาใกล้ ทหารหนึ่งในนั้นก็ก้าวขึ้นมาข้างหน้า ส่งสัญญาณให้จอดโฮเวอร์คาร์
โฮเวอร์คาร์จอดลงมา หน้าต่างรถเปิดออกโดยอัตโนมัติ เผยให้เห็นดวงหน้าที่สวมหน้ากาก
ทหารรักษาการณ์ไม่ได้รู้สึกแปลกใจ ทหารที่กลับมาจากสนามรบมักจะมีร่างกายไม่สมประกอบแบบนั้นแบบนี้ เทคโนโลยีระดับสูงของสหพันธรัฐสามารถชดเชยความโศกเศร้าเสียใจของทหารเหล่านี้ได้โดยการติดตั้งอุปกรณ์ทดแทนอิเล็กทรอนิกส์ให้พวกเขา ยกตัวอย่างเช่นคนที่ตาบอดสามารถเปลี่ยนเป็นดวงตาอิเล็กทรอนิกส์ คนที่สูญเสียจมูกสามารถใส่จมูกอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้สามารถช่วยเหลือทหารพิการให้กลายเป็นคนปกติ ได้รับความชื่นชอบเป็นวงกว้างจากทหารที่ได้รับบาดเจ็บจนพิการ เรื่องที่ไม่ดีเพียงหนึ่งเดียวก็คือหลังจากติดตั้งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ก็จะทิ้งหน้ากากโลหะแบบนี้ไว้ ถึงแม้ว่าจะมีหน้ากากหนังมนุษย์ แต่ว่าค่าผลิตสูงมาก คนที่ไม่สนใจรูปลักษณ์ภายนอกไม่อยากสิ้นเปลืองเครดิตจำนวนมากเพื่อเรื่องนี้ (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
ต่อมาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบนี้ก็ค่อยๆ พัฒนากลายเป็นของใช้ทั่วไป บางคนที่เกิดมาพิการจะสวมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เช่นนี้ตั้งแต่เด็กๆ กลายเป็นคนธรรมดาที่เล่าเรียนเข้าร่วมกองทัพกับคนปกติ คนทั่วไปเห็นคนสวมหน้ากากก็จะเลือกไม่สนใจ สำหรับพวกเด็กๆ ที่ตั้งปณิธานว่าจะเป็นทหารแล้ว การแตะเรื่องทุกข์ใจของคนอื่นเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ นี่ก็คือสาเหตุที่หลี่หลานเฟิงใช้ชีวิตในสถาบันลูกเสือกับโรงเรียนทหารได้อย่างสงบสุขโดยที่สวมหน้ากากไว้ และไม่มีใครตั้งข้อสงสัย
ทหารรักษาการณ์วันทยหัตถ์อย่างเคร่งขรึม ขณะเดียวกันคนในรถก็วันทยหัตถ์กลับอย่างจริงจัง เมื่ออยู่ต่อหน้าที่พักอาศัยของท่านนายพล ใครจะกล้าเหยาะแหยะได้?
“รบกวนแสดงใบผ่านทางด้วยครับ” ทหารรักษาการณ์กล่าวเตือน
คนในรถรีบยื่นแผ่นชิปออกมา ทหารรักษาการณ์หยิบอุปกรณ์ขนาดเล็กออก แล้วแสกนแผ่นชิป จากนั้นก็ได้ยินเสียงดังติ๊ด ข้อมูลของผู้คนที่มาถูกแสดงบนหน้าจอของอุปกรณ์ขนาดเล็ก รวมถึงใบอนุญาตผ่านทาง
“พันตรีจ้าวจวิ้น หมายเลข 0173 จากกองร้อยหุ่นรบไพ่ราชาซือเฟยอิงที่สี่ของกองทัพที่ยี่สิบสาม! พันตรีหลี่หลานเฟิง หมายเลข 0214 จากกองร้อยหุ่นรบไพ่ราชาซือเฟยอิงที่สี่ของกองทัพที่ยี่สิบสาม! พันตรีหลี่ซื่ออวี๋ หมายเลข 9189 แพทย์ทหารโรงพยาบาลกองบัญชาการกองทัพที่ยี่สิบสาม อนุญาตให้ผ่านได้”
ทหารรักษาการณ์เห็นแบบนั้นก็ผ่อนคลายสีหน้าลง เขาหยิบอุปกรณ์ออกมาอีกครั้ง แล้วให้ทั้งสามคนในโฮเวอร์คาร์ยืนยันตัวตนของพวกเขา หลังจากที่ทำการตรวจสอบ ยืนยันว่าทุกอย่างปลอดภัยไม่มีข้อผิดพลาดแล้ว ทหารรักษาการณ์ถึงค่อยติดต่อด้านในว่า “หัวหน้า ตอนนี้พันตรีจ้าวจวิ้น หมายเลข 0173 จากกองร้อยหุ่นรบไพ่ราชาซือเฟยอิงที่สี่ของกองทัพที่ยี่สิบสาม! พันตรีหลี่หลานเฟิง หมายเลข 0214 จากกองร้อยหุ่นรบไพ่ราชาซือเฟยอิงที่สี่ของกองทัพที่ยี่สิบสาม! พันตรีหลี่ซื่ออวี๋ หมายเลข 9189 แพทย์ทหารโรงพยาบาลกองบัญชาการกองทัพขอผ่านทาง รบกวนยืนยันด้วยครับ”
“เวลาและชื่อยืนยันถูกต้อง ให้ผ่านทางได้” ไม่นานด้านในก็ส่งข้อมูลยืนยันมา
“ครับ!” ทหารรักษาการณ์ถึงค่อยเปิดประตู ส่งสัญญาณให้โฮเวอร์คาร์เข้าไป
โฮเวอร์คาร์แล่นไปได้หนึ่งนาทีกว่า ก็เห็นด่านอีกชั้น มีเจ้าหน้าที่สีหน้าเคร่งขรึมยืนอยู่ที่นั่น เมื่อเห็นโฮเวอร์คาร์เข้ามาใกล้ ก็ส่งสัญญาณให้พวกเขาจอดลง
“พันตรีจ้าวจวิ้น พันตรีหลี่หลานเฟิง พันตรีหลี่ซื่ออวี๋ใช่ไหมครับ?” เจ้าหน้าที่เอ่ยถามด้วยสีหน้าเย็นชา
ทั้งสามคนพยักหน้า เจ้าหน้าที่กล่าวต่อว่า “รบกวนพวกคุณสามคนลงจากรถด้วยครับ การเดินทางต่อจากนี้จำเป็นต้องเปลี่ยนโฮเวอร์คาร์เป็นอีกคัน”
พวกหลี่หลานเฟิงรู้ว่านี่เป็นเพราะอะไร เพื่อความปลอดภัยเลยไม่อนุญาตให้ทุกสิ่งทุกอย่างจากภายนอกเข้ามาในที่พักของนายพลได้ รวมถึงการที่พวกเขาลงจากรถด้วย หลังจากนั้นก็มีทหารหกนายหยิบอุปกรณ์ขึ้นมาตรวจสอบขึ้นๆ ลงๆ รอบหนึ่ง เมื่อพบว่าไม่มีสิ่งของอันตรายใดๆ ถึงค่อยพยักหน้าให้เจ้าหน้าที่
เวลานี้สีหน้าของเจ้าหน้าที่ค่อยดีขึ้นเล็กน้อย เขากวักมือทีหนึ่ง ก็มีโฮเวอร์คาร์คันหนึ่งแล่นเข้ามาจากทางด้านข้าง เขาเปิดประตูรถและกล่าวว่า “เชิญพันตรีทั้งสามท่านขึ้นรถครับ”
หลังจากที่พวกหลี่หลานเฟิงสามคนขึ้นไปนั่งบนโฮเวอร์คาร์คันนี้ เจ้าหน้าที่ก็ขึ้นมานั่งด้วยเช่นกัน และแนะนำตัวเองว่า “พันตรีทั้งสามท่าน ผมคือเถิงหัวเฉิงผู้ช่วยของท่านนายพลหลิงเซียว ต่อไปถ้าเกิดต้องการอะไร สามารถติดต่อผมได้นะครับ”
พวกหลี่หลานเฟิงยิ้มอย่างเกรงใจ ไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยขอบคุณ พวกเขารู้ดีว่า นี่เป็นแค่คำพูดสุภาพของพันโทท่านนี้เท่านั้น ถ้าเกิดไปหาเขาขึ้นมาจริงๆ ละก็ เกรงว่าจะถูกด่าว่าไม่รู้จักวางตัวเกินไปแล้ว
ไม่นานโฮเวอร์คาร์ก็มาถึงคฤหาสน์ใหญ่โตหลังหนึ่ง นี่ก็คือที่พำนักที่แท้จริงของนายพลหลิงเซียว เถิงหัวเฉิงพาทั้งสามคนลงจากรถ หลังจากนั้นก็เดินเข้าไปในคฤหาสน์ ก่อนจะเห็นทหารหญิงยศร้อยตรีคนหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้าห้องโถง
“พันโทเถิง นี่คือพันตรีสามท่านที่พันเอกหลานเชิญมาใช่ไหมคะ?” ร้อยตรีสาวเอ่ยถาม
“ใช่ครับ ร้อยเอกเหอ” เถิงหัวเฉิงตอบกลับด้วยรอยยิ้ม เขาที่เป็นผู้ช่วยนายพลหลิงเซียวมาสองปีรู้ดีว่าในนี้ใครใหญ่ที่สุด ดังนั้นเขาจึงไม่กล้าดูแคลนแม้กระทั่งร้อยตรีเหอผู้ช่วยข้างกายของพันเอกหลาน
“โอเคค่ะ รบกวนพันโทเถิงแล้ว พวกคุณตามฉันมานะคะ พันเอกหลานอยากพบพวกคุณ” ร้อยตรีเหอยิ้มจางๆ พอเห็นทั้งสามคนทำหน้าสงสัยก็รีบเอ่ยเตือนว่า “พันเอกหลานก็คือภรรยาของท่านนายพลหลิงเซียว แต่ว่าพันเอก ไม่ชอบคำว่าคุณนาย ดังนั้นคนที่นี่เลยเรียกคุณนายว่าพันเอกหลานค่ะ”
——————-