I'M THE BOSS ลูกพี่หุ่นเทวะ - ตอนที่ 542 ไล่ตาม!
“ฮั่วเจิ้นอวี่ ลูกพี่ของนายสัญญากับฉันไว้แล้วว่า สามปีให้หลังค่อยชำระความแค้นนี้ในกองทัพที่ยี่สิบสาม” หลิงหลานบอกสัญญาระหว่างเธอกับฮั่วเจิ้นอวี่ด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง
เนี่ยเฟิงหมิงพยักหน้ากล่าวว่า “ความคิดของลูกพี่ก็คือความคิดของฉัน สามปีให้หลัง ฉันจะรอนายในกองทัพที่ยี่สิบสาม” เนี่ยเฟิงหมิงมองหลิงหลานอย่างลุ่มลึกอีกครั้ง และกล่าวต่อว่า “แต่ฉันยังอยากพูดขอบคุณสักครั้ง”
หลิงหลานงงงัน เธอลงมือโหดเหี้ยมจนทำให้เขาเสียช่วงเวลาที่ล้ำค่าไปหนึ่งปี แล้วทำไมเนี่ยเฟิงหมิงถึงยังอยากขอบคุณเธออีกล่ะ?
“ถ้าเกิดไม่ใช่เพราะนาย ลูกพี่ฮั่วคงไม่เปลี่ยนใจในเวลาจวนตัวแล้วสมัครสอบเข้ากองทัพที่ยี่สิบสามหรอก หน่วยรบของพวกเราอาจจะแตกแยกกันตรงนี้ก็ได้ แต่ว่าตอนนี้หน่วยรบของพวกฉันสอบเข้ากองทัพที่ยี่สิบสามกันหมดเลย การที่ฉันสามารถต่อสู้ด้วยกันกับพวกพี่น้องต่อไปได้ ฉันต้องซาบซึ้งใจที่นายลงมือโหดเหี้ยมเมื่อตอนนั้น เพราะงั้น ขอบใจนะ!” เนี่ยเฟิงหมิงเอ่ยอย่างจริงจัง พอกล่าวคำพูดประโยคนี้จบก็เดินผ่านหลิงหลานไปโดยไม่หันหน้ากลับมา แล้วขึ้นไปบนยานรบของกองทัพที่ยี่สิบสาม
คำพูดของเนี่ยเฟิงหมิงทำให้หัวใจหลิงหลานสั่นสะท้านไม่หยุด พูดตามตรง เรื่องที่เนี่ยเฟิงหมิงทำเมื่อปีก่อนทำให้หลิงหลานนึกดูถูกอยู่ในใจ คิดว่าหมอนี่ใช้ไม่ได้เกินไปแล้ว ตอนนี้ดูเหมือนเธอคิดตื้นไปแล้ว
ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ ทุกคนล้วนมีความชอบและความลำเอียงของตัวเอง ต่อให้ลงมือโหดเหี้ยมใส่คนที่ตัวเองรังเกียจ ก็ไม่คิดว่าตัวเองผิด แต่กับคนที่ตัวเองรัก ไม่ว่าจะต้องจ่ายค่าตอบแทนอย่างไรก็คิดว่าถูก… ในเมื่อเป็นแบบนี้ เธอมีคุณสมบัติอะไรไปตัดสินว่าอีกฝ่ายผิดหรือถูกอีกล่ะ?
เธอสูดลมหายใจลึกเฮือกหนึ่ง แล้วเงยหน้าขึ้นมองไปบนท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวอันไร้ที่สิ้นสุดเหนือท่าอวกาศ ในใจรู้สึกว่างเปล่า ราวกับว่าหมอกชั้นบางๆ ที่ปกคลุมในใจเธอมาตลอดนั้นได้หายไปแล้ว มุมปากของเธอเผยรอยยิ้มบางๆ ก่อนจะยกมือขวาขึ้นมากดที่หน้าอกของตัวเองเบาๆ รู้สึกได้ถึงจังหวะการเต้นอย่างรุนแรงของหัวใจ
‘เกิดเป็นคนทำการใดๆ ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าถูกหรือผิด มีเพียงคุ้มค่าหรือไม่คุ้มค่าเท่านั้น! เพราะฉะนั้น ต่อไปฉันจะทำตามหัวใจตัวเอง หัวใจคิดจะทำอย่างไร ฉันก็จะทำอย่างนั้น’
“นี่คือวิถีอะไร?” ทันใดนั้นก็มีเสียงเย็นชาของอาจารย์หมายเลขหนึ่งดังขึ้นในห้วงสติ
“เป็นวิถีที่ฉันอยากเดินไปเอง และก็เป็นวิถีครอบงำของฉันเองค่ะ” แววตาของหลิงหลานเปล่งประกาย ไม่มีความ สับสนมึนงงเหมือนในตอนแรกที่สร้างวิถีอีกต่อไป
“รากฐานของมันคืออะไร?”
“หัวใจค่ะ ไม่ว่าวิถีปราชญ์ วิถีราชัน วิถีสังหาร วิถีมาร...วิถีทั้งหมดล้วนเทียบไม่ได้กับหัวใจ ความยินยอมจากหัวใจ” หลิงหลานเอ่ยอย่างเฉียบขาด “ไม่ต้องบังคับ ไม่ต้องปกปิด ไม่ต้องทุกข์ระทม ไม่ต้องตัดใจ ฉันคิดฉันต้องการ ดังนั้นฉันเลยทำ ง่ายๆ แค่นี้เอง”
หลิงหลานเกิดความคิดขึ้นมา ก่อนจะได้ยินเสียงแกรก กำแพงกั้นที่ขังร่างกายและจิตใจของเธอมาโดยตลอดก็แตกร้าว ไอพลังที่เดิมถูกหลิงเซียวฝืนกดไว้ เวลานี้หลอมรวมกับร่างกายของหลิงหลานด้วยความจำนนอย่างแท้จริงในที่สุด…
พวกฉีหลงที่อยู่ข้างกายหลิงหลานรู้สึกได้เพียงพื้นที่ที่หลิงหลานยืนอยู่มีไอพลังพาดผ่านแวบหนึ่ง ทันใดนั้นก็สัมผัสตัวตนของหลิงหลานไม่ได้อีกต่อไป ฉากที่ไม่คาดฝันนี้ทำให้พวกเขาเคร่งเครียดมาก และพากันกระจายตัวออกแล้วล้อมหลิงหลานไว้เพื่อปกป้องคุ้มครอง
การเคลื่อนไหวผิดปกติของพวกฉีหลงเรียกสติของพวกสมาชิกกลุ่มหุ่นรบหลิงเทียนที่อยู่รอบด้านเช่นกัน เมื่อพวกเขาเห็นสถานการณ์แบบนี้ก็ทยอยกันสร้างกำแพงมนุษย์นับไม่ถ้วน ล้อมหลิงหลานไว้ด้านในสุดชั้นแล้วชั้นเล่า
บนยานรบกองทัพที่ยี่สิบสาม ผู้บัญชาการของการเดินทางครั้งนี้เห็นฉากนี้ในกล้องวงจรปิด เขาก็หรี่ตาลงเล็กน้อย “ทะลวงขีดจำกัดทักษะต่อสู้มือเปล่าเรอะ? ไม่นึกเลยว่าขนาดฉันก็มองระดับที่แท้จริงของเขาไม่ออก...แถมบารมีในโรงเรียนทหารก็สูงมากด้วย ทำให้หลายร้อยคนปกป้องเขาเองโดยธรรมชาติ น่าสนใจจริงๆ ต้องจำเจ้าหมอนี่เอาไว้ หวังว่าตอนที่มารับคราวหน้าจะมีเขานะ”
หลังจากที่ส่งพวกรุ่นพี่ปีห้าแล้ว พวกหลิงหลานก็กลับมาร่ำเรียนอย่างเคร่งเครียดอีกครั้ง ในช่วงเวลานี้ หลิงหลานเพิ่มการฝึกฝนอย่างเข้มข้นให้พวกฉีหลง ลั่วล่างเลื่อนขั้นเป็นผู้ควบคุมหุ่นรบระดับพิเศษได้สำเร็จเป็นคนที่สองตามหลังฉีหลง
ไม่เพียงแค่นั้น หน่วยรบอื่นๆ ของกลุ่มหุ่นรบหลิงเทียนก็มีข่าวดีเช่นกัน อู่จย่งกับหลี่อิงเจี๋ยเลื่อนขั้นเป็นผู้ควบคุมหุ่นรบระดับพิเศษแทบจะพร้อมกัน สองคนนี้เห็นลูกทีมแต่ละคนของทีมหลิงหลานฝึกฝนทรมานตัวเองอย่างบ้าคลั่งมาโดยตลอด ก็รู้สึกกระทบจิตใจพวกเขาอย่างล้ำลึก ดังนั้นถึงได้พาหน่วยรบของตัวเองฝึกฝนตามหลังทีมหลิงหลานอย่างหน้าด้านๆ ไล่อย่างไรก็ไล่ไม่ไป
อู่จย่งเป็นคนเฉลียวฉลาด ทีมหลิงหลานสามารถเลื่อนขั้นเป็นระดับพิเศษได้อย่างรวดเร็วและไม่ขาดสายเช่นนี้ การฝึกฝนของอีกฝ่ายย่อมต้องมีความลับอย่างแน่นอน ถ้าเขาฝึกฝนด้วยจะต้องมีประโยชน์อย่างแน่นอน
ถึงแม้หลี่อิงเจี๋ยไม่ได้ฉลาดเท่าอู่จย่ง แต่หลี่อิงเจี๋ยกลับรู้ว่าการทำตามอู่จย่งย่อมเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ในเมื่ออู่จย่งฝึกฝนตามทีมหลิงหลานอย่างหน้าด้านขนาดนี้ แน่นอนว่าเขาก็ต้องตามติดเหมือนกัน
จำเป็นต้องพูดว่าการตัดสินใจของสองคนนี้ถูกต้องมาก หลังจากที่หลิงหลานทรมานลูกทีมแล้ว เธอเห็นสายตาเว้าวอนของทั้งคู่ (อู่จย่งกับหลี่อิงเจี๋ยโอดครวญ นั่นไม่ใช่สายตาเว้าวอน นั่นเป็นสายตาที่โดนข่มขู่จนหวั่นกลัว โอเคไหม) เธอเลยให้พวกเขาลงสนามอย่างใจกว้างมาก แล้วทรมานอย่างโหดเหี้ยมสักยก ทำให้พวกเขาแทบไม่มีแรงคลานออกจากห้องฝึกซ้อม
ประสบการณ์ร่วมทุกข์ร่วมสุขนี้ทำให้ความผูกพันระหว่างอู่จย่งกับหลี่อิงเจี๋ยพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งสองคนที่ตอนแรกขัดหูขัดตากันและกัน สุดท้ายก็ประคองกันเองออกไปจากห้องฝึกซ้อม
หลังจากโดนทารุณกรรมมาสองเดือนกว่านี้ อู่จย่งกับหลี่อิงเจี๋ยก็เลื่อนขั้นเป็นผู้ควบคุมหุ่นรบระดับพิเศษติดต่อกัน พวกเขาเลื่อนขั้นเร็วกว่าหนึ่งปีจากระยะเวลาที่คาดการณ์ไว้ตอนแรกว่าจะเลื่อนขั้นได้ตอนปีสาม ทั้งสองคนที่ได้ลิ้มรสชาติแสนอร่อยก็ไม่ยอมจากไปอีก ดังนั้นหน่วยรบทั้งสามเลยฝึกฝนต่อสู้กันเอง รวมถึงการต่อสู้ระหว่างหน่วยรบด้วย เพราะว่าหน่วยรบของหลิงหลานมีกำลังรบที่แข็งแกร่ง สุดท้ายหน่วยรบของอู่จย่งกับหลี่อิงเจี๋ยมักจะร่วมมือกันต่อกรกับหน่วยรบของหลิงหลาน เนื่องจากหลิงหลานไม่ลงมือต่อสู้ ถึงแม้ความสามารถของลูกทีมหน่วยรบหลิงหลานจะเหนือกว่าเล็กน้อย แต่พวกเขาที่มีจำนวนน้อยกว่าครึ่ง ท้ายที่สุดก็ยังได้รับความพ่ายแพ้มากกว่าชัยชนะ แน่นอนว่าหลังจากที่พ่ายแพ้แล้ว สิ่งที่รอคอยพวกเขาคือการฝึกฝนโหมดนรกที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า นี่ก็เลยทำให้หน่วยรบหลิงหลานแสดงความสามารถอย่างบ้าคลั่งสุดขีดทุกครั้งที่ต่อสู้ นี่ก็กระทบจิตใจทำให้หน่วยรบของอู่จย่งกับหลี่อิงเจี๋ยตอบโต้กลับอย่างบ้าคลั่งเช่นกัน…
การต่อสู้อย่างบ้าดีเดือดที่ใกล้เคียงกับการต่อสู้จริงเช่นนี้ทำให้ความสามารถของลูกทีมทุกคนในหน่วยรบทั้งสามเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว…เวลาผ่านไป ชีวิตการเรียนครึ่งหลังของชั้นปีสองผ่านไปอย่างสงบเงียบท่ามกลางการเล่าเรียน การฝึกฝนและการต่อสู้ของทุกคน...
……
“ว้าว นี่ก็คือโรงเรียนทหารชายที่หนึ่งเหรอ? ใหญ่มากเลย!” เด็กหนุ่มหน้าตาอ่อนเยาว์จากทีมหนึ่งในหมู่นักเรียนใหม่ที่เพิ่งเข้าสู่โรงเรียนทหารชายที่หนึ่ง ชมทิวทัศน์ของโรงเรียนไปพลาง ตกตะลึงกับโรงเรียนทหารที่ใหญ่โตราวกับเมืองไปพลาง เขาเบิกตาโตเหมือนกับตกใจ ซึ่งเข้ากับหน้าตาอ่อนวัยนั้น ช่างดูน่ารักนิดหน่อยจริงๆ
“หัวหน้า ฉันโคตรตื่นเต้นเลย ไม่คาดคิดว่าฉันจะสอบเข้าโรงเรียนทหารชายที่หนึ่งได้แล้วจริงๆ” ชายหน้าเด็กทำหน้าเพ้อฝัน คล้ายกับยังไม่ตื่นจากความสุขตั้งแต่ที่ได้จดหมายตอบรับ
“เถาเสี่ยวเถา นายเงียบให้ฉันหน่อยได้มั้ย” เด็กหนุ่มที่ดูซึมเซาข้างกายได้ยินเสียงเจ๊าะแจ๊ะของชายหน้าเด็ก เขาก็รู้สึกปวดหัวนิดหน่อย ก่อนจะอดไม่ได้ที่จะกุมหน้าผากและเอ่ยห้ามปราม
“เหยียนอู๋โยว นายไม่ตื่นเต้นเลยหรือไง? นี่เป็นโรงเรียนทหารชายที่หนึ่งนะ โรงเรียนทหารชายที่หนึ่งที่คว้าคะแนนรวมมากกว่าครึ่งในศึกประลองหุ่นรบเมื่อปีก่อนเชียวนะ มันสลัดโรงรียนทหารหลายแห่งทิ้งไปสองหมื่นกว่าคะแนน และคะแนนนี้ก็ทำลายสถิติปีที่นายพลหลิงเซียวเข้าร่วมด้วย…”
พอมีคนตอบกลับทำให้เถาเสี่ยวเถาตื่นเต้นมากยิ่งขึ้น สีหน้าพ่ายแพ้ของเหยียนอู๋โยวทำให้เด็กหนุ่มหล่อเหลาข้างกายเผลอหัวเราะขึ้นมา
“หรงจื้อรั่ว นายเองก็เห็นด้วยกับคำพูดของฉันใช่มั้ย?” เถาเสี่ยวเถาเห็นหรงจื้อรั่วหัวเราะออกมา ก็รีบกระโดดไปถามที่ข้างกายเขาราวกับหนูแฮมสเตอร์ก็ไม่ปาน
หรงจื้อรั่วเห็นตัวเองโดนพัวพันก็กุมขมับพลางยิ้มขื่นอย่างจนปัญญาทันที นึกเสียใจภายหลังว่าทำไมต้องหัวเราะออกมาด้วย เถาเสี่ยวเถาเจ้าหมอนี่ พอโดนพัวพันแล้วก็จะสลัดไม่พ้นตัว นอกจากนี้เขา—ก็เป็นคนพูดมากจริงๆ
“เฮ้ นายรีบตอบฉันสิ หรงจื้อรั่ว จื้อรั่วๆๆ” เถาเสี่ยวเถาเริ่มร่ายขึ้นมา
“เสี่ยวเถา นายเลิกกวนจื้อรั่วได้แล้ว” เด็กหนุ่มหน้าตางดงามคนหนึ่งที่อยู่ข้างกายหรงจื้อรั่วเผยสีหน้าปวดใจนิดหน่อย ก่อนจะรีบเอ่ยห้ามปราม “ไม่งั้น หัวหน้าทีมจะโมโหแล้วนะ”
“ฮัวฉิงซิน ถ้าเกิดเป็นตุ๊ดอย่างนาย ฉันไม่เชื่อหรอกนะ” เถาเสี่ยวเถาไม่กลัวการข่มขู่ของฮัวฉิงซินเลย
“เงียบซะ!” เด็กหนุ่มเย็นชาที่กำลังใช้สมองขบคิดถูกเรียกสติจากเสียงของเถาเสี่ยวเถา เขาเหลือบมองเถาเสี่ยวเถาด้วยความไม่พอใจ แล้วเอ่ยห้ามปรามด้วยคำพูดเย็นชา
เถาเสี่ยวเถาตัวแข็งทื่อโดยพลัน ก่อนจะทำหน้างอง้ำทันที ทำให้ฮัวฉิงซินปิดปากลอบหัวเราะขึ้นมา เถาเสี่ยวเถาถลึงตามองอีกฝ่ายอย่างขุ่นเคืองแวบหนึ่ง ถึงค่อยตอบกลับด้วยใบหน้าระทม “รู้แล้ว หัวหน้า!” แววตาของหัวหน้าทีมเย็นชามาก จนเถาเสี่ยวเถากลัว
มีเด็กหนุ่มที่ใบหน้ายิ้มละไมคนหนึ่งยืนอยู่ข้างกายเด็กหนุ่มที่เย็นชา เขาเหลือบมองเถาเสี่ยวเถาที่กำลังขอร้องเขา ในใจก็รู้สึกขบขัน และทนเห็นท่าทางน่าสงสารของอีกฝ่ายไม่ได้ ดังนั้นเลยเอ่ยปากพูดว่า “หลิงอี้ เสี่ยวเถาแค่ตื่นเต้นมากเกินไป ครั้งนี้นายก็ปล่อยเขาไปเถอะ”
หลิงอี้ถลึงตาใส่เถาเสี่ยวเถาอย่างโหดๆ แวบหนึ่งถึงค่อยเอ่ยว่า “เทียนเกอ โรงเรียนทหารชายที่หนึ่งไม่ใช่สถาบันลูกเสือที่พวกเราอยู่นะ มันเป็นสถานที่รวบรวมอัจฉริยะทั่วทั้งหสหพันธรัฐ ยอดฝีมือด้านในมีเยอะเหมือนกับเมฆ นิสัยพูดเจ๊าะแจ๊ะของเสี่ยวเถาก่อปัญหาได้ง่ายมาก เขาต้องเก็บอารมณ์หน่อยเพื่อประโยชน์ของตัวเขาเอง”
คนที่โดนเรียกว่าเทียนเกอ มีนามสกุลว่า ‘อี้’ เป็นเสนาธิการของกลุ่มพวกเขา พอได้ยินหลิงอี้พูดแบบนี้ อี้เทียนเกอรู้สึกว่าถูกต้องมาก ดังนั้นเลยกล่าวว่า “หลิงอี้ นายพูดถูก เสี่ยวเถา ปิดปากนายให้สนิทเดี๋ยวนี้เลย ถ้าเกิดพูดอีกสักประโยค ฉันจะให้หัวหน้าฝึกนายหนักๆ เลย”
เถาเสี่ยวเถาได้ยินคำกล่าว ตัวสั่นเทาโดยพลัน การควบคุมของหัวหน้าน่าสะพรึงกลัวเกินไปแล้ว เขาไม่อยากลองชิมหรอกนะ เขาเลยพยักหน้าทันทีเพื่อบ่งบอกการตัดสินใจของเขา และก็ปิดปากตัวเองด้วยท่าทางโอเวอร์แอ็คติ้ง สื่อว่าเขาจะไม่พูดสักประโยคเดียว
พอจัดการเถาเสี่ยวเถาจอมพูดมากแล้ว อี้เทียนเกอก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ เขามองไปทางหลิงอี้แล้วถามว่า “หลิงอี้ ก่อนหน้านี้นายฝึกฝนสุดชีวิต ต่อให้เจ็บช้ำไปทั้งตัวก็ต้องพัฒนาความสามารถของตัวเอง พอถามว่าทำไมนายต้องพยายามสุดชีวิตขนาดนั้น นายตอบฉันว่า นายต้องไล่ตามคนผู้หนึ่ง ไขว่คว้าโอกาสที่จะได้ยืนอยู่ด้านหลังเขา…”
คำพูดของอี้เทียนเกอทำให้แววตาของหลิงอี้ไหววูบ เผยความคิดถึง ความเจ็บปวดและความปรารถนาออกมารางๆ แต่ที่มากกว่านั้นกลับเป็นความเด็ดเดี่ยว
“อื้อ!” หลิงอี้ยืนยันคำพูดของอี้เทียนเกอ เสียงนี้ที่ดังออกมาจากส่วนลึกของคอฟังดูแหบพร่าอยู่บ้าง
“งั้นตอนนี้นายบอกพวกเราได้หรือยังว่าคนผู้นั้นคือใคร?” อี้เทียนเกอเอ่ยถามออกมาในที่สุด
คำพูดของอี้เทียนเกอทำให้คนอื่นๆ มองไปทางหลิงอี้กันหมด สมาชิกคนอื่นๆ ในทีมต่างรู้เรื่องที่หัวหน้าหลิงอี้พยายามฝึกฝนตัวเองสุดชีวิตเพื่อไล่ตามคนผู้หนึ่ง เพียงแต่หัวหน้าหลิงอี้ไม่ยอมบอกมาตลอดเลยว่าอีกฝ่ายเป็นใคร สุดท้ายพอโดนพวกเขากดดันเข้า หลิงอี้เลยได้แต่ยอมตกลงว่า เอาไว้รอพวกเขาสอบเข้าโรงเรียนทหารชายที่หนึ่งแล้วถึงค่อยบอกพวกเขา
หลิงอี้เงียบไปหลายวินาที เขาสูดลมหายใจลึกเฮือกหนึ่งถึงตอบว่า “ศึกประลองหุ่นรบปีที่แล้ว พวกนายยังจำคนที่นำทีมได้หรือเปล่า?”
อี้เทียนเกอพยักหน้ากล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “จำได้อยู่แล้วสิ เพราะว่าคนที่นำทีมไม่ใช่ผู้ควบคุมหุ่นรบไพ่ราชาเฉียวถิงที่ทุกคนให้การยอมรับ หากแต่เป็นนักเรียนปีสองที่ไร้ชื่อเสียง ชื่อว่าหลิงหลาน ฉันยังเคยบอกว่าบังเอิญจริงๆ นามสกุลเดียวกับนายเลย”
อี้เทียนเกอกล่าวถึงตรงนี้ ทันใดนั้นก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ รอยยิ้มของเขาหายไปในพริบตา ก่อนจะเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “หรือว่าเป็นหลิงหลานคนนั้น”
หลิงอี้พยักหน้าอย่างจริงจัง บ่งบอกว่าอี้เทียนเกอพูดถูกต้อง
“นามสกุลหลิง หรือว่าหลิงหลานคนนั้นคือพี่ชายของหัวหน้า?” เถาเสี่ยวเถาลืมไปแล้วว่าตัวเองไม่ได้รับอนุญาตให้พูด เขาปล่อยมือที่ปิดปากตัวเองลง แล้วพูดด้วยความอึ้งทึ่ง
เวลานี้ไม่มีใครมีกะจิตกะใจสนเขาแล้ว หลิงอี้ส่ายหน้าเอ่ยด้วยรอยยิ้มฝืดเฝื่อนว่า “จะเป็นไปได้ยังไง ฉันคู่ควรเป็นน้องชายของคุณชายหลานได้ยังไง”
เขาเห็นสีหน้าของพวกลูกทีมเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ หลิงอี้ก็มองไปรอบๆ หลังจากที่พบว่าไม่มีคนอื่นก็กล่าวต่อว่า “คำพูดต่อไปนี้ เดิมทีฉันบอกพวกนายไม่ได้ แต่พวกนายเป็นพี่น้องที่ฉันไว้ใจ ฉันเชื่อใจพวกนาย ฉันพูดแค่รอบเดียวเท่านั้น พอพวกนายฟังแล้วก็ห้ามเอาไปบอกใครเด็ดขาด”
พวกลูกทีมพากันพยักหน้าบ่งบอกว่าเข้าใจแล้ว คำพูดของหลิงอี้ทำให้พวกเขาตื้นตันใจมาก และยิ่งรู้สึกสนิทสนมมากขึ้นกว่าเดิม การยอมตายแทนเพื่อนรู้ใจคือภาพสะท้อนพวกเขาในเวลานี้
“คุณชายหลานคือผู้นำตระกูลหลิงของพวกเรา และฉันคือผู้คุ้มกันของคุณชายหลาน” หลิงอี้บอกฐานะของเขาออกมาในที่สุด เขาที่รู้สึกผิดต่อพวกลูกทีมเพราะปกปิดฐานะของตัวเองมาตลอด พอเอ่ยคำพูดประโยคนี้ออกไปก็พลันโล่งอกทันที
———————-